- หน้าแรก
- จากพรสวรรค์ขยะ สู่ระบบสกัดกั้นระดับ SSS
- บทที่ 18 - คู่หูที่ฝากหลังไว้ได้งั้นเหรอ ไม่ล่ะ ขอหลบอยู่ข้างหลังดีกว่า
บทที่ 18 - คู่หูที่ฝากหลังไว้ได้งั้นเหรอ ไม่ล่ะ ขอหลบอยู่ข้างหลังดีกว่า
บทที่ 18 - คู่หูที่ฝากหลังไว้ได้งั้นเหรอ ไม่ล่ะ ขอหลบอยู่ข้างหลังดีกว่า
บทที่ 18 - คู่หูที่ฝากหลังไว้ได้งั้นเหรอ ไม่ล่ะ ขอหลบอยู่ข้างหลังดีกว่า
วูบ
หลังจากรู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ ทั้งสองคนก็มาโผล่ในอีกมิติหนึ่งแล้ว
เจียงฝานมองดูภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก
ที่นี่คือพื้นที่ป่าทึบ
บนท้องฟ้ามีทั้งเมฆสีขาวและดวงอาทิตย์ ดูไม่ต่างอะไรกับโลกภายนอกเลย
ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ก้าวเข้ามาในดินแดนรกร้างอย่างแท้จริง สำหรับเขาแล้วที่นี่มันก็คือดันเจี้ยนฟาร์มเลเวลชัดๆ
สัตว์ร้ายจำนวนมหาศาลก็หมายถึงค่าพลังสายเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด
ส่วนเซี่ยตงที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย สำหรับเธอแล้วดินแดนรกร้างไม่ใช่สถานที่แปลกใหม่เลย
แต่ทว่า
เมื่อก่อนเวลาที่เธอเข้ามาในดินแดนรกร้าง เธอมักจะถูกล้อมรอบไปด้วยเหล่ายอดฝีมือที่คอยปกป้องคุ้มครองเสมอ
ทำให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเองเลยสักนิด
แต่ตอนนี้ ข้างกายเธอมีเพียงเจียงฝานที่ไม่รู้แน่ชัดว่ามีพลังการต่อสู้ระดับไหนกันแน่ จึงทำให้เธอรู้สึกหวั่นใจอยู่ลึกๆ
เจียงฝานหยิบแผนที่ออกมาดู ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่ทางทิศใต้ของพื้นที่รอยแยกมิติ
ส่วนสถานที่เป้าหมายของภารกิจนั้นอยู่ทางทิศเหนือ ขอแค่เดินตรงไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ ก็ถึงแล้ว
เขาจึงหันไปเสนอความคิดเห็นกับเซี่ยตง
"พวกเราลองสำรวจดูรอบๆ ขอบเขตก็น่าจะดีนะ แล้วค่อยมุ่งหน้าเข้าไปตรงใจกลางกัน เธอว่าไง"
เมื่อเซี่ยตงได้ยินดังนั้น เธอก็ขมวดคิ้วแล้วแย้งว่า
"ฉันว่าพวกเรามุ่งตรงไปที่ใจกลางเลยดีกว่า รอบนอกมีสัตว์ร้ายเพียบเลย ขืนไปสำรวจคงเจออันตรายเพียบแน่"
ความคิดของเซี่ยตงนั้นเรียบง่ายมาก พวกเขามาที่นี่เพื่อทำภารกิจ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาโดยไม่จำเป็น
สัตว์ร้ายระดับ 1 มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสองคนในตอนนี้จะรับมือได้ง่ายๆ เลย
แต่สำหรับเจียงฝาน การรับมือกับสัตว์ร้ายระดับ 1 ถือเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
แถมเขายังอยากจะใช้โอกาสนี้สกัดพลังจากสัตว์ร้ายให้ได้มากที่สุดด้วย ดังนั้นเขาจึงอยากจะสำรวจแผนที่ให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่จะให้เขาทิ้งเซี่ยตงไว้แล้วแยกไปลุยเดี่ยวก็คงไม่ดี
เพราะขืนทำแบบนั้น เซี่ยตงคงต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ
ขณะที่เจียงฝานกำลังคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้เซี่ยตงยอมทำตามแผนของเขา
คำพูดของเซี่ยตงก็ดังขึ้นมาอีก
"จริงสิ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น พวกเราควรจะทำความคุ้นเคยกับพรสวรรค์และวิชาต่อสู้ของกันและกันก่อนนะ จะได้ประสานงานกันได้ง่ายขึ้น"
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าพูดด้วยความภาคภูมิใจ
"พลังสายเลือดของฉันคือ 9.5 พลังการต่อสู้คือ 98 มีพรสวรรค์ระดับ S สัมผัสครอบจักรวาล ทำให้ฉันมีความสามารถในการรับรู้ที่ยอดเยี่ยมและสัมผัสไวต่อสภาพแวดล้อมมาก ส่วนวิชาต่อสู้ที่ฉันเรียนมาก็คือ วิชาเตะสืบเท้าต่อเนื่องระดับกลาง แล้วนายล่ะ"
เมื่อเจียงฝานได้ยิน เขาก็ลอบตกใจอยู่ในใจ ค่าพลังสายเลือดและพลังการต่อสู้ระดับนี้ ต่อให้เป็นในห้องหัวกะทิของเขาก็ยังไม่มีใครเทียบได้เลย
ส่วนเรื่องพรสวรรค์และวิชาต่อสู้ของเธอ เจียงฝานก็แอบใช้ดวงตาสำรวจตรวจสอบมาตั้งนานแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นระดับแนวหน้าในหมู่เด็กรุ่นเดียวกันจริงๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่คาดหวังของเซี่ยตง เจียงฝานก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที
เขาคงไม่สามารถบอกความจริงเกี่ยวกับพรสวรรค์ของตัวเองออกไปได้หรอก
ขืนบอกระดับพลังสายเลือดไปก็กลัวจะทำให้คนอื่นตกใจ ส่วนพลังการต่อสู้นั้นแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลย
เขาจึงตัดสินใจปั้นน้ำเป็นตัว
"พรสวรรค์ของฉันคือรีไซเคิลขยะ ส่วนวิชาต่อสู้ก็คือหมัดสั่นสะเทือน"
"รีไซเคิลขยะ มันคือพรสวรรค์อะไรเนี่ย"
ดวงตากลมโตของเซี่ยตงเต็มไปด้วยความมึนงง
เจียงฝานตีหน้าขรึมอธิบายเป็นตุเป็นตะ
"พรสวรรค์ของฉันสามารถชุบชีวิตสิ่งของทุกอย่างให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้ ดึงคุณค่าของมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับมันไงล่ะ"
เซี่ยตงกะพริบตาปริบๆ พยักหน้าแบบงงๆ เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
"ฟังดูเหมือนจะเก่งมากเลยนะ แล้วพลังสายเลือดกับพลังการต่อสู้ของนายล่ะ"
เจียงฝานตอบด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน
"ส่วนพลังสายเลือดกับพลังการต่อสู้น่ะ ตอนไปทดสอบที่โรงฝึกยุทธ์รอบล่าสุดมันวัดผลไม่ได้น่ะสิ"
เมื่อเซี่ยตงได้ยินดังนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที
"เจียงฝาน พวกเราเป็นเพื่อนร่วมทีมกันนะ การเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีต้องมีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ถึงจะฝากหลังไว้ให้กันได้สิ"
เจียงฝานอธิบายอย่างจนใจ
"ทางโรงฝึกเขาวัดผลไม่ได้จริงๆ นะ แต่ฉันบอกเธอได้แค่ว่า พลังการต่อสู้ของฉันมันทะลุขีดจำกัด 150 ของหุ่นเชิดทดสอบไปแล้ว"
เมื่อเซี่ยตงได้ยิน เธอก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"ถ้างั้น พลังการต่อสู้ของนายก็ไปถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นแล้วสิ มิน่าล่ะ พวกกู้เจี้ยนถึงสู้รบนายไม่ได้เลย"
แต่ทันใดนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
"ห่างออกไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีสัตว์ร้ายตัวหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้"
เมื่อเจียงฝานได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ค่าพลังสายเลือดกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกแล้วสินะ
เขาชักดาบยาวระดับบรอนซ์ออกมา แล้วพุ่งทะยานไปทางทิศตะวันตกทันที
"เฮ้ย รอกันด้วยสิ"
เมื่อเซี่ยตงเห็นดังนั้น ก็รีบวิ่งตามไปติดๆ
เพียงไม่นาน สัตว์ร้ายรูปร่างคล้ายหนูที่มีลำตัวยาวกว่าสองเมตรก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาทั้งสองคน
เมื่อเซี่ยตงเห็นสัตว์ร้ายตัวนั้น เธอก็หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
ไม่รู้ว่าระดับพลังที่แท้จริงของเจียงฝานจะเก่งเหมือนที่โม้ไว้หรือเปล่า
นี่มันสัตว์ร้ายระดับ 1 ตัวเป็นๆ เลยนะเนี่ย
สัตว์ร้ายระดับ 1 มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นของมนุษย์เชียวนะ
ด้วยพลังการต่อสู้ของเธอในตอนนี้ คงทำได้แค่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดเท่านั้นแหละ
ส่วนเจียงฝานกลับมองสัตว์ร้ายตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย ความตื่นเต้นพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง
[หนูเขี้ยวยักษ์]
[ระดับ: สัตว์ร้ายระดับ 1]
[สายเลือดพรสวรรค์: ระดับ F]
นี่คือสัตว์ร้ายตัวเป็นๆ ตัวแรกที่เขาได้เห็นตลอดระยะเวลาสิบแปดปีที่ผ่านมา
ทางด้านหนูเขี้ยวยักษ์ก็จ้องมองมนุษย์ตรงหน้าด้วยความสับสน
ทำไมมนุษย์คนนี้ถึงไม่วิ่งหนีล่ะ
แถมยังทำหน้าตาระรื่นเหมือนกำลังดีใจอีกต่างหาก
นี่กำลังดูถูกกันอยู่ใช่ไหม
หนูเขี้ยวยักษ์พุ่งตัวกระโจนเข้าใส่เจียงฝานด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ กะจะสั่งสอนมนุษย์คนนี้ให้หลาบจำ
เซี่ยตงที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ ก็รีบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังของเจียงฝานอย่างเงียบๆ
วินาทีต่อมา ประกายดาบก็วาบขึ้น
ฉัวะ เสียงเนื้อถูกฟันขาดดังขึ้น หน้าท้องของหนูเขี้ยวยักษ์ถูกฟันเป็นแผลเหวอะหวะ ร่างอันอวบอ้วนของมันร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
ตายสนิทในดาบเดียว
"ปลอดภัยแล้วล่ะ"
เจียงฝานหันกลับมาฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวให้เซี่ยตง
เซี่ยตงมองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน
"สัตว์ร้ายระดับ 1 ที่แข็งแกร่งพอๆ กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น ถูกเขาฟันตายในดาบเดียวเลยเหรอเนี่ย"
พริบตาเดียว ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มคนนี้ก็ดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันตา ราวกับภูผาที่สามารถพึ่งพิงได้
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเซี่ยตง
"เพื่อนร่วมทีมคนนี้ ไม่ต้องฝากหลังไว้ให้หรอก แค่คอยหลบอยู่ข้างหลังเขาก็พอแล้ว"
เจียงฝานไม่ได้สนใจเลยว่าเซี่ยตงกำลังคิดอะไรอยู่ เขารีบพุ่งเข้าไปลูบคลำซากหนูเขี้ยวยักษ์ทันที
พร้อมกับนึกในใจ
"สกัดกั้น"
เสียงระบบที่น่าฟังดังขึ้นอีกครั้ง
[ติ๊ง]
[ขอแสดงความยินดี โฮสต์สกัดแก่นแท้สัตว์ร้ายสำเร็จ พลังสายเลือด +0.2]
[ความคืบหน้าภารกิจสกัดสรรพสิ่ง: 5/10 5/50 5/100]
แค่สะบัดมือเบาๆ ค่าพลังสายเลือดก็เข้ากระเป๋าแล้ว
เจียงฝานยิ้มหน้าบาน
จากประสบการณ์การสกัดแก่นแท้ไข่สัตว์ร้ายในครั้งก่อน ครั้งนี้พลังสายเลือดที่เพิ่มขึ้นมาจึงไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อร่างกายของเขาเลย
ค่าพลังสายเลือด 0.2 ช่างน้อยนิดจนแทบไม่รู้สึกอะไรเลย
เพื่อป้องกันไม่ให้เซี่ยตงสงสัยในพฤติกรรมการลูบซากศพของเขา เจียงฝานก็แกล้งทำเป็นพนมมือสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้หนูเขี้ยวยักษ์สามครั้ง
หลังจากทำพิธีเสร็จ เจียงฝานก็เก็บซากหนูเขี้ยวยักษ์เข้าไปในกำไลมิติ
"ไปกันเถอะ"
เจียงฝานจัดการธุระเสร็จก็หันไปพูดกับเซี่ยตงที่ยังยืนอึ้งอยู่
"จริงสิ ฉันว่าพรสวรรค์ของเธอมีประโยชน์มากเลยนะ เอาเป็นว่าเรามาแบ่งหน้าที่กันดีกว่า เธอมีหน้าที่ค้นหาสัตว์ร้าย ส่วนฉันมีหน้าที่ฆ่าพวกมัน ตกลงไหม"
หลังจากได้ลิ้มรสความหอมหวาน เจียงฝานก็เริ่มสนใจพรสวรรค์ของเซี่ยตงขึ้นมา
ถ้ามีเธอคอยช่วยเหลือ เขาก็เหมือนมีเรดาร์ติดตัว ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องหาสัตว์ร้ายอีกต่อไป
"อ๋อ ได้สิ"
เซี่ยตงยังคงช็อกกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย
"เดี๋ยวนะ นายพูดว่าอะไรนะ พวกเรามาที่นี่เพื่อสำรวจพื้นที่ใจกลางไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงต้องไปไล่ฆ่าพวกสัตว์ร้ายด้วยล่ะ"
ในที่สุดสมองของเซี่ยตงก็กลับมาทำงานเป็นปกติ
มันไม่ได้โชคดีเจอสัตว์ร้ายไก่อ่อนระดับ 1 แบบนี้ทุกครั้งหรอกนะ
ถ้าเกิดไปเจอสัตว์ร้ายระดับ 1 ขั้นปลาย หรือโดนพวกมันรุมเข้ามาสองสามตัวพร้อมกัน แบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการรอนหาที่ตายเลยไม่ใช่เหรอ
[จบแล้ว]