- หน้าแรก
- จากพรสวรรค์ขยะ สู่ระบบสกัดกั้นระดับ SSS
- บทที่ 12 - หนึ่งรุมสาม ชัยชนะแบบบดขยี้
บทที่ 12 - หนึ่งรุมสาม ชัยชนะแบบบดขยี้
บทที่ 12 - หนึ่งรุมสาม ชัยชนะแบบบดขยี้
บทที่ 12 - หนึ่งรุมสาม ชัยชนะแบบบดขยี้
กู้เจี้ยนและเด็กหนุ่มผมหยิกหน้าถอดสีทันที
เดิมทีกะจะให้เด็กหนุ่มคิ้วหนาเข้าไปหยั่งเชิงความเก่งกาจของเจียงฝานดูก่อน ไม่คิดเลยว่าจะโดนซัดร่วงเวทีไปในกระบวนท่าเดียว
"เร็ว โคตรเร็วเลย วิชาตัวเบาไวมหาศาล"
กู้เจี้ยนลอบสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
เขาสลัดความหยิ่งผยองทิ้งไปจนหมดสิ้น และไม่กล้าที่จะประมาทอีกต่อไป
กู้เจี้ยนส่งซิกให้เด็กหนุ่มผมหยิก
ทั้งสองคนพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน โดยไม่กล้าออมมืออีกต่อไป
เมื่อเจียงฝานเห็นดังนั้น เขาก็ตั้งสมาธิจดจ่ออย่างเต็มที่
ผ่านการต่อสู้มาหลายครั้งในช่วงเช้า
ทำให้เขาเริ่มเข้าใจและคุ้นชินกับวิชาการต่อสู้ระดับกลางและวิชาตัวเบาระดับกลางมากขึ้นเรื่อยๆ
มีหินลับมีดมาให้ใช้ฟรีๆ แบบนี้ จะไม่ใช้ให้คุ้มก็เสียดายแย่สิ
ดังนั้น
เจียงฝานจึงไม่รีบร้อนที่จะเผด็จศึกทั้งสองคน แต่กลับใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกและล่อหลอกคู่ต่อสู้ไปรอบๆ
เพียงไม่นาน ทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันไปแล้วกว่าสิบกระบวนท่า
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
กู้เจี้ยนก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น
เพราะขนาดพวกเขาสองคนรุมโจมตีพร้อมกัน ยังแตะไม่ได้แม้แต่ปลายเสื้อของเจียงฝานเลยสักนิด
เจียงฝานไม่เพียงแค่มีความเร็วที่เป็นเลิศ แต่เขายังมีวิชาตัวเบาที่พลิ้วไหว เขามักจะอาศัยวิชาตัวเบาหลบหลีกการโจมตีของกู้เจี้ยนได้อย่างฉิวเฉียดเสมอ
ภาพที่เห็นเหมือนผู้ใหญ่กำลังเล่นหยอกล้อกับเด็กสามขวบสองคนไม่มีผิด
ไม่มีคำว่าสูสีเลยสักนิด นี่มันการปั่นหัวเล่นฝ่ายเดียวชัดๆ
ดูเหมือนจะเบื่อที่จะเล่นด้วยแล้ว เจียงฝานก็เร่งความเร็วขึ้นกะทันหันแล้วซัดหมัดเดียวส่งเด็กหนุ่มผมหยิกร่วงลงจากเวทีไป
เด็กหนุ่มผมหยิกหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม
ไม่ใช่แค่เพราะฝีมือที่ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหวเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเร็วที่เขาภาคภูมิใจนักหนากลับถูกเจียงฝานดักทางได้หมด จนไม่มีความโดดเด่นอะไรเหลือเลย
เมื่อจุดแข็งที่สุดของตัวเองโดนคนอื่นเอามาเหยียบย่ำเล่นจนป่นปี้ ความรู้สึกสิ้นหวังนี้มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
ความโศกเศร้าใดเล่าจะเท่าความตายของหัวใจ
และนี่ก็คือความรู้สึกของเด็กหนุ่มผมหยิกในตอนนี้
บนชั้นสอง
เมื่อเห็นเจียงฝานจัดการคู่ต่อสู้ไปได้อีกคน ฉางหลงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"ดูท่าคราวนี้คงไม่มีปัญหาแล้ว โรงฝึกยุทธ์จี๋เซี่ยนรอดแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าการรับมือกับคนสองคนพร้อมกันของเจียงฝานดูจะตึงมืออยู่สักหน่อยนะ"
เซียวหมิ่นที่อยู่ข้างๆ พูดแย้งขึ้นมา
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ถึงแม้ครั้งนี้เจียงฝานจะไม่ได้เผด็จศึกคู่ต่อสู้ในทันที แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาสามารถควบคุมสถานการณ์โดยรวมเอาไว้ได้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถจัดการคู่ต่อสู้ได้ทันทีที่เขาเป็นฝ่ายเริ่มบุกหรอก"
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
"ฉันรู้สึกว่าเขาจงใจทำแบบนั้น วิชาตัวเบาของเขาเหนือกว่าสองคนนั้นมาก เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ในเสี้ยววินาที และยังสามารถอ่านทางคู่ต่อสู้ออกได้ทะลุปรุโปร่ง พรสวรรค์ระดับนี้น่าจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นหลายๆ คนซะอีก"
ต้องรู้ก่อนนะว่า
การจะฝึกฝนวิชาตัวเบาให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญได้นั้น จะต้องอาศัยการประสานงานกันอย่างกลมกลืนขั้นสุดระหว่างความแข็งแกร่งของร่างกาย การควบคุมร่างกาย และการตอบสนองของระบบประสาท
สมองจะต้องตัดสินใจอย่างถูกต้องในเสี้ยววินาที และร่างกายก็ต้องตอบสนองได้ทันท่วงทีเช่นกัน
สำหรับการฝึกฝนตามปกติ การจะยกระดับวิชาตัวเบาเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก
เพราะบ่อยครั้งที่จังหวะในการต่อสู้มักจะเกิดขึ้นและจบลงเพียงชั่วพริบตาเดียว
กว่าคุณจะรู้ตัวและตอบสนอง โอกาสนั้นก็หลุดลอยไปแล้ว
ลองจินตนาการดูสิว่าคนสองคนกำลังเล่นเป่ายิ้งฉุบกัน
ถ้ามีคนหนึ่งสามารถสังเกตเห็นการขยับกล้ามเนื้อมือของคู่ต่อสู้
แล้วคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายจะออกอะไร แถมยังสามารถตอบสนองได้อย่างฉับพลัน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีทางแพ้อย่างเด็ดขาด
บรรดานักเรียนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างก็ยืนอึ้งตาค้างเมื่อเห็นเจียงฝานจัดการคู่ต่อสู้สองคนได้อย่างง่ายดาย
ถึงแม้ว่าสายตาของพวกเขาจะไม่ได้เฉียบแหลมอะไรมาก
แต่พวกเขาก็มองออกว่าทั้งสองคนที่ถูกเตะตกเวทีไปนั้น ฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กหนุ่มผมเหลืองเลย
เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของห้องหัวกะทิเลยทีเดียว
ความคลางแคลงใจของทุกคนที่มีก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น
สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความคาดหวังและความกระหายในชัยชนะ
"เจียงฝานต้องชนะ"
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนนำ แต่หลังจากนั้นเสียงตะโกนเชียร์เจียงฝานก็ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งโรงฝึกยุทธ์
"ต้องชนะ"
"ต้องชนะ"
เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า กู้เจี้ยนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
ในขณะเดียวกัน เจียงฝานที่สัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นของฝูงชนด้านล่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฮึกเหิม
"ได้เปรียบในบ้านนี่มันบัฟพลังได้ดีจริงๆ"
"เจียงฝาน ถ้าแน่จริงก็มาซัดกันซึ่งๆ หน้าสิวะ เอาแต่ใช้วิชาตัวเบาหลบไปหลบมาแบบนี้ ไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชายเลยนะ"
กู้เจี้ยนพูดท้าทาย
ในตอนนี้กู้เจี้ยนไม่มีความได้เปรียบเรื่องวิชาตัวเบาเลยแม้แต่น้อย
ทำให้เขาไม่สามารถแสดงพลังพรสวรรค์และวิชาต่อสู้ออกมาได้อย่างเต็มที่ ทางเดียวที่จะเอาชนะเจียงฝานได้ก็คือต้องบีบให้เขามาปะทะกันตรงๆ
เจียงฝานยิ้มบางๆ
"ดูแกจะมั่นใจในการต่อสู้แบบปะทะซึ่งๆ หน้ามากเลยนะ งั้นฉันจะจัดให้ตามคำขอ"
เมื่อกู้เจี้ยนได้ยินดังนั้น ประกายความชั่วร้ายก็พาดผ่านดวงตาของเขา
ทันใดนั้น เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบก็ดังขึ้นทั่วร่างของเขา พร้อมกับรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งขึ้นมาอีกระดับ
"ดี รับหมัด"
สิ้นคำพูด ร่างของเขาก็พุ่งทะยานเข้าใส่ราวกับวัวกระทิงคลั่ง
"วิชาต่อสู้ เขาใช้วิชาต่อสู้ด้วย คราวนี้เจียงฝานแย่แน่"
"เฮ้อ กะไว้แล้วเชียวว่ามันต้องมีไม้ตายก้นหีบซ่อนอยู่ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นวิชาต่อสู้"
นักเรียนที่มุงดูอยู่ด้านล่างต่างก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงได้เมื่อครู่กลับมาเต้นระทึกอีกครั้ง
ส่วนเหล่านักเรียนจากโรงเรียนที่แปด เมื่อเห็นว่าเจียงฝานเลือกที่จะปะทะซึ่งๆ หน้า ต่างก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมา
ค่าพลังสายเลือดของกู้เจี้ยนคือ 8.2 และพลังการต่อสู้พุ่งไปถึง 85
เมื่อรวมกับพรสวรรค์เสริมพละกำลังและวิชาต่อสู้หมัดกระทิงเถื่อน พลังการต่อสู้ของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 เท่าของพลังการต่อสู้พื้นฐาน
นั่นหมายความว่าพลังการต่อสู้ของเขาจะพุ่งไปแตะที่เกือบ 130 เลยทีเดียว
นี่มันพลังระดับว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นชัดๆ
เจียงฝานทำแบบนี้ก็เท่ากับรอนหาที่ตาย
ขณะที่ทุกคนกำลังคิดแบบนั้น ทั้งสองคนบนเวทีก็ปะทะกันแล้ว
กู้เจี้ยนออกหมัดเร็วมาก รัวหมัดเข้าใส่ไม่ยั้ง
นี่คือหัวใจสำคัญของหมัดกระทิงเถื่อน ซึ่งเน้นที่ความเถื่อน ใช้พละกำลังมหาศาลซัดหมัดอย่างบ้าคลั่ง ศัตรูไม่ล้มฉันก็ไม่เลิก
บ้าดีเดือดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
และเจียงฝานก็ไม่ได้หลบหลีกอีกต่อไป เขาเพียงแค่ซัดหมัดสวนกลับไปปะทะกับกู้เจี้ยนตรงๆ
ปัง ปัง ปัง
เพียงไม่กี่วินาที ทั้งสองคนก็แลกหมัดกันไปเป็นสิบครั้งแล้ว
การต่อสู้แบบเนื้อกระแทกเนื้อแบบนี้ ทำเอาคนดูต่างก็ลุ้นระทึกจนนั่งไม่ติด
แต่ทว่า
สิ่งที่เหล่านักเรียนจากโรงเรียนที่แปดคาดไม่ถึงก็คือ
กู้เจี้ยนที่เคยใช้หมัดกระทิงเถื่อนบดขยี้คู่ต่อสู้มานักต่อนัก กลับไม่สามารถทำลายการป้องกันของเจียงฝานได้เลย
ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่หมัดปะทะกัน กู้เจี้ยนกลับต้องเป็นฝ่ายกระเด็นถอยหลังไปสามถึงห้าก้าว
นี่มันเป็นไปได้ยังไง
เมื่อใช้หมัดกระทิงเถื่อน ก็ต้องพุ่งทะยานบุกตะลุยไปข้างหน้าสิ ทำไมถึงกลายเป็นฝ่ายถอยร่นไม่เป็นท่าแบบนี้ได้
แถมยังเห็นได้ชัดว่าเจียงฝานไม่ได้ใช้วิชาต่อสู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แค่ชกหมัดธรรมดาๆ เท่านั้น
เว้นเสียแต่ว่าพลังการต่อสู้ของเจียงฝานจะสูงกว่า 130 มาก ถึงจะสามารถสร้างแรงกดดันมหาศาลได้ขนาดนี้
ดวงตาของเหล่านักเรียนจากโรงเรียนที่แปดเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น
ส่วนกู้เจี้ยนที่อยู่บนเวทีนั้น ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ
ในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาไม่เคยรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขนาดนี้มาก่อนเลย
ต่อให้ตอนที่อยู่ในมณฑลตงซานซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสุสานของเหล่าอัจฉริยะ เขาก็ไม่เคยถูกกดดันจนโงหัวไม่ขึ้นแบบนี้มาก่อน
แต่ตอนนี้เขากลับขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้
เมื่อใช้ความเถื่อนของหมัดกระทิงเถื่อนไปแล้ว ก็ต้องสู้ต่อไปให้สุดทาง
ตูม
ท้ายที่สุด หลังจากทนรับการโจมตีมาได้อีกสิบวินาที
กู้เจี้ยนที่ไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว ก็ถูกซัดกระเด็นตกเวทีไป
เมื่อนักเรียนโรงเรียนที่แปดคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ก็รีบวิ่งเข้าไปพยุงกู้เจี้ยนขึ้นมา
ตอนนี้หมัดทั้งสองข้างของกู้เจี้ยนแดงก่ำไปด้วยเลือด เนื้อที่หลังมือฉีกขาด แขนทั้งสองข้างสั่นเทาไม่หยุด
ดูท่าทางแล้วคงบาดเจ็บหนักเอาการ
ตัดภาพมาที่เจียงฝาน เขาเพียงแค่หอบหายใจแรงๆ เล็กน้อยเท่านั้น
เขาสะบัดแขนไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้าที่แขน
"เจียงฝาน"
"เจียงฝาน"
เสียงโห่ร้องยินดีของฝูงชนด้านล่างเวทีดังกึกก้องประหนึ่งคลื่นพายุซัดกระหน่ำ กลืนกินไปทั่วทั้งโรงฝึกยุทธ์ในพริบตา
กัวเสี่ยวเหม่ยมองดูฉากอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ด้วยความตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า เธอพึมพำกับตัวเองว่า
"ผู้ชายที่ฉันหมายปองไว้ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ"
หม่าหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็หน้าบูดบึ้งราวกับกินแมลงวันเข้าไป
บนชั้นสอง ฉางหลงมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
"ชนะแล้ว เจียงฝานชนะแล้ว พวกเราชนะแล้ว"
จากนั้นเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
"เร็วเข้า รีบไปรั้งตัวเจียงฝานเอาไว้ ฉันจะเสนอสัญญาจ้างงานให้เขาเดี๋ยวนี้เลย"
น้ำหนักตัวกว่าสองร้อยชั่งของเขาที่กระโดดโลดเต้นไปมาทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน จนเซียวหมิ่นต้องตวัดสายตามองค้อน
แต่ตอนนี้เซียวหมิ่นเองก็กำลังอารมณ์ดีสุดๆ เช่นกัน
เธอมาอยู่ที่อวิ๋นเปียนได้กว่าเดือนแล้ว ในที่สุดก็เจอคนที่เหมาะสมสักที ดูท่าภารกิจนี้คงมีความหวังแล้วสินะ
ความสามารถที่เจียงฝานแสดงให้เห็น ทำให้เธอต้องมองเขาใหม่หมด
ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การต่อสู้ ทักษะการต่อสู้ ความแข็งแกร่งของวิชาตัวเบา หรือแม้แต่พลังการต่อสู้ของเขา ล้วนอยู่ในระดับท็อปฟอร์มทั้งสิ้น
ขอเพียงแค่สนับสนุนทรัพยากรอีกสักหน่อย และมอบวิชาต่อสู้ให้เขาสักสองสามวิชา ระดับความแข็งแกร่งที่เจียงฝานจะไปถึงได้นั้น ก็ยากที่จะจินตนาการได้เลยทีเดียว
[จบแล้ว]