- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นแม่สามีตัวร้าย พาลูกสะใภ้ท้องแฝดไปตะลุยค่ายทหาร
- บทที่ 30: ภัยเงียบแนวคันกั้นน้ำ
บทที่ 30: ภัยเงียบแนวคันกั้นน้ำ
บทที่ 30: ภัยเงียบแนวคันกั้นน้ำ
เสิ่นหวังชุนยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เป้าหมายของสายลับคนนั้นคือตัวเขาเองงั้นเหรอ? จะเป็นไปได้ยังไงกัน ตอนนั้นเขาเพิ่งจะย้ายมาที่กองพลถังเหอได้ไม่นาน และมีคนน้อยมากที่รู้ว่าเขารู้จักวิชาแพทย์ ขนาดพวกยุวชนผู้มีการศึกษาที่เดินทางลงพื้นที่ชนบทมาพร้อมกับเขายังไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย แล้วสายลับคนนั้นจะมารู้ได้ยังไง? คุณแม่บุญธรรมต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ
ทว่าสมุนไพรเหล่านี้สามารถนำไปแลกเป็นคูปองให้คุณแม่นำไปใช้ประโยชน์ได้ เขาจึงไม่อยากพูดจาทำลายความตั้งใจของเธอ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นหวังชุนจึงพยักหน้ารับคำ "ครับแม่"
พวกเขาก้าวลึกเข้าไปในผืนป่าทึบ ซึ่งมีสิ่งของล้ำค่ามากมายซ่อนอยู่
"คุณแม่ครับ ตรงนี้มีโสมป่าด้วยครับ!" นัยน์ตาของเสิ่นหวังชุนทอประกายวับ เขาชะงักทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าทันทีพลางหันไปตะโกนเรียกหวังคุ่ยเฟิน
หวังคุ่ยเฟินซึ่งกำลังก้มหน้าเก็บเห็ดอยู่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้ามา เธอเห็นหัวโสมป่าสองหัว และลำต้นของมันก็หนากว่าหัวก่อนหน้านี้มาก ดูท่าแล้วน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปี
"โสมป่าจริงๆ แถมอายุน่าจะมากด้วย!" ใบหน้าของหวังคุ่ยเฟินเต็มไปด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ มีของสิ่งนี้แล้ว ต่อให้วันข้างหน้าพวกเธอจะขึ้นเขาขัดสนขึ้นหน่อย ก็คงไม่ส่งผลกระทบต่อการนำพวกมันไปแลกเป็นคูปองเสบียง
พูดจบ เธอ ก็หยิบลูกศรเหล็กออกมา และค่อยๆ เขี่ยดินรอบๆ ต้นโสมป่าออกอย่างระมัดระวังเหมือนอย่างคราวที่แล้ว เธอขุดโสมทั้งสองหัวขึ้นมาได้โดยไม่ทำลายรากฝอยเลยแม้แต่เส้นเดียว
เป็นไปตามที่หวังคุ่ยเฟินคาดการณ์ไว้ โสมป่าทั้งสองหัวนี้มีแง่งรากที่เรียวยาวและมีรอยแผลเป็นขนาดย่อมหนาแน่น ดูแล้วน่าจะมีอายุราวๆ หกสิบถึงเจ็ดสิบปีได้เลยทีเดียว
หวังคุ่ยเฟินประคองพวกมันไว้ในมือพลางสะบัดเศษดินออกจากรากเบาๆ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "อายุตั้งหกสิบเจ็ดสิบปีแบบนี้ คงจะแลกคูปองได้โขเลยล่ะ"
เสิ่นหวังชุนเองก็พลอยดีใจไปด้วย ยุคสมัยนี้คูปองเสบียงเป็นของหายาก และข้าวของเครื่องใช้ก็ยิ่งขัดสน การมีคูปองเก็บออมไว้กับตัวย่อมทำให้รู้สึกอุ่นใจกว่าในวันข้างหน้า
หวังคุ่ยเฟินเก็บโสมป่าลงในตะกร้าสะพายหลัง จากนั้นก็ลงมือขุดสมุนไพรพื้นบ้านอีกสองสามชนิดก่อนจะหยุดมือ "ตะกร้าสำหรับแบกลงเขาไม่ควรจะอัดแน่นจนเกินไป ประเดี๋ยวพวกชาวบ้านเห็นเข้าจะเอาไปนินทาเอาได้ พวกเราเอาพวกผักป่ามาโปะทับไว้ข้างบนเถอะ"
ขณะที่พูด จอบในมือของเธอ ก็สับลงบนกอผักกูดที่อยู่ใกล้ๆ เสียแล้ว พวกเขาไม่ได้เก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวลงเขาจนกระทั่งดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง
ทว่าระหว่างทางลงเขา หวังคุ่ยเฟินพลันชะงักฝีเท้าและปรายตาไปมองแนวคันกั้นน้ำ บนคันกั้นน้ำนั้นปรากฏรอยร้าวขนาดเล็กมากรอยหนึ่ง มันไม่ได้กว้างนัก ทว่ากลับลึกสุดหยั่ง
เสิ่นหวังชุนเห็นคุณแม่บุญธรรมยืนจ้องมองคันกั้นน้ำนิ่งไม่ไหวติง จึงเอ่ยถามด้วยความฉงน
"คุณแม่ครับ คันกั้นน้ำมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ?"
หวังคุ่ยเฟินดึงสติกลับมา "บนคันกั้นน้ำมีรอยร้าวอยู่น่ะ" เธอรู้สึกอยู่เสมอว่าสิ่งนี้คือภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ และไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ
เสิ่นหวังชุนหันไปมองตามหลังจากได้ยินคำนั้น รอยร้าวนั้นมีขนาดเล็กมาก หากไม่สังเกตดูให้ดีก็แทบจะมองไม่เห็นเลย "จริงด้วยครับ มีอยู่รอยหนึ่ง เล็กบางมากเลยครับ"
"ในใจของแม่มันรู้สึกไม่สงบเลย ใต้คันกั้นน้ำนี้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ตั้งหลายสิบหลังคาเรือน ถ้าเกิดฝนตกหนักแล้วคันกั้นน้ำนี่พังทลายลงมา ชาวบ้านหลายสิบครอบครัวนั้นคงต้องตกระกำลำบากแน่ๆ" หวังคุ่ยเฟินพูดพลางจ้องเขม็งไปยังคันกั้นน้ำ
การลาดตระเวนร่องน้ำเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเธอเช่นกัน หากเกิดปัญหาขึ้นกับคันกั้นน้ำและเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมา เธอ ย่อมต้องเป็นฝ่ายแบกรับผลกรรมที่ตามมา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย
"คุณแม่ครับ รอยร้าวนี่มันเล็กมากเลยนะครับ นอกจากว่าจะมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกครับ ผมดูร่องรอยรอบๆ รอยร้าวนี้แล้ว มันน่าจะเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้วล่ะครับ คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ" เสิ่นหวังชุนเอ่ยปนรอยยิ้ม
หวังคุ่ยเฟินรับฟัง ก่อนจะพินิจพิจารณารอยร้าวบนคันกั้นน้ำใหม่อีกครั้ง มันเป็นจริงอย่างที่หวังชุนพูด บริเวณรอบๆ รอยร้าวมีเศษดินอุดอยู่แน่นหนา แสดงให้เห็นว่าเป็นรอยแผลเก่าแล้วจริงๆ
หวังคุ่ยเฟินขยับตะกร้าไม้ไผ่บนหลังให้เข้าที่ "ยังไงซะพอกลับไปแล้วแม่ก็จะลองไปบอกหัวหน้ากองพลดูหน่อย ชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญ จะประมาทเลินเล่อไม่ได้เด็ดขาด"
"ครับ บอกให้เขารับรู้ไว้ พวกเราจะได้สบายใจด้วยครับ"
พูดจบ ทั้งสองคนก็พากันเดินลงจากภูเขาไป
ทันทีที่พวกเขามาถึงตีนเขา ดวงตะวันก็จวนเจียนจะลับขอบฟ้า สาดแสงสีส้มอมชมพูทาบทอไปทั่วบริเวณ
บนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน ชายเลี้ยงแกะประจำทีมผลิตกำลังถือแส้ไล่ต้อนแกะ โดยมีกระบอกน้ำและถุงเสบียงแห้งแขวนอยู่ที่เอว เขากำลังต้อนฝูงแกะให้เดินกลับพลางคอยก้มเก็บมูลแกะตามทางไปด้วย
เมื่อเห็นหวังคุ่ยเฟินและเสิ่นหวังชุนเดินลงมาจากเนินเขา เขาก็ยืดตัวตรง "ป้าคุ่ยเฟิน กลับมาจากลาดตระเวนร่องน้ำแล้วเหรอครับ?"
"ใช่แล้วล่ะ แวะขุดผักป่าตามทางมาด้วย ลุงหวัง วันนี้ลุงกลับค่ำกว่าปกตินะเนี่ย" หวังคุ่ยเฟินเอ่ยทักทายชายเลี้ยงแกะด้วยรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติ
"เฮ้อ วันก่อนๆ ผมกลับเร็วเกินไปหน่อย หัวหน้ากองพลเลยตำหนิว่าผมทำงานเฉื่อยชาขี้เกียจสันหลังยาว ปล่อยให้แกะกินไม่อิ่ม ท้องแห้งไม่มีมูลแกะให้เก็บตอนกลางคืน เขาเลยสั่งให้วันหลังผมกลับค่ำหน่อย ช่วงสองสามวันนี้ผมก็เลยต้องกลับดึก จะได้ไม่ต้องโดนใครเห็นแล้วเอาไปดุด่าอีก" ชายเลี้ยงแกะเล่าพลางหัวเราะแก้เก้อ
การเลี้ยงแกะถือเป็นงานที่สุขสบายและเบาแรงมาก ขอแค่ต้อนฝูงแกะขึ้นไปบนเนินเขา จากนั้นก็นอนพักผ่อนเอนหลังได้ตามสบาย
คนในกองพลต่างพากันยื้อแย่งงานนี้กันใจจะขาด แต่วันไหนจะพูดถึงคนที่เลี้ยงแกะได้ดีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นลุงหวังคนนี้ แม้ว่าบางครั้งเขาจะต้อนฝูงแกะกลับเข้าคอกเร็วเกินไปหน่อยก็ตาม
ทว่าถึงจะเป็นอย่างนั้น หัวหน้ากองพลก็ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเขา เพราะแกะที่เขาเลี้ยงนั้นอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีทุกตัว หากเปลี่ยนให้คนอื่นมาเลี้ยงแทน แกะก็จะซูบผอมลงทันตาเห็น ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก ดังนั้น หน้าที่การเลี้ยงแกะจึงตกเป็นของลุงหวังแต่เพียงผู้เดียว และเขาทำหน้าที่นี้มานานถึงสองปีแล้ว
"จริงด้วยใช่ไหมล่ะคะ? ฉันเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน มีคนตั้งหลายคนกำลังจับจ้องงานของลุงอยู่นะคะลุงหวัง เพราะงั้นลุงต้องระมัดระวังให้ดี ไม่อย่างนั้นงานเลี้ยงแกะนี้อาจจะโดนคนอื่นแย่งชิงไปได้นะ" หวังคุ่ยเฟินเอ่ยเย้าปนรอยยิ้ม
"พวกนั้นก็ต้องมีฝีมือพอจะมาแย่งไปให้ได้เถอะ แกะพวกนี้ถ้าไม่มีผมเลี้ยงล่ะก็ ไม่มีทางอ้วนท้วนหรอก" ลุงหวังยกแส้ขึ้น ฟาดไล่ต้อนแกะที่เดินแตกฝูงให้กลับเข้ามาบนเส้นทาง
"ถ้าอย่างนั้นลุงก็ค่อยๆ ต้อนไปนะ ฉันกับหวังชุนขอตัวเดินล่วงหน้าไปก่อนล่ะ"
"ไปเถอะๆ"
หวังคุ่ยเฟินพยักหน้ารับแล้วพาเสิ่นหวังชุนเดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ไป
ควันไฟเริ่มลอยละล่องออกจากปล่องไฟที่บ้าน แสดงให้เห็นชัดเจนว่าลูกสะใภ้ได้ลงมือเตรียมทำมื้อเย็นรอไว้แล้ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน หวังคุ่ยเฟินก็ลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา
ซู่หยีได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงเลิกม่านชะเง้อหน้าออกมามอง "แม่คะ หวังชุน กลับมากันแล้วเหรอคะ"
หวังคุ่ยเฟินแบกตะกร้าสะพายหลังเดินตรงเข้าไปในห้องครัว "กลับมาแล้วล่ะ เรื่องมื้อเย็นวางมือเถอะเดี๋ยวแม่จัดการเอง เกิดเจ้าได้รับบาดเจ็บขึ้นมาจะทำยังไง?"
"หนูจะได้รับบาดเจ็บในห้องครัวของตัวเองได้ยังไงกันคะแม่ แม่ก็รู้ว่าหนูเป็นคนอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ไม่ได้ออกไปข้างนอกก็แย่พอแล้ว ถ้าไม่ยอมให้หนูทำมื้อเย็นอีก หนูคงอุดอู้เบื่อตายพอดีค่ะ" ซู่หยีช่วยประคองและยกตะกร้าสะพายหลังออกจากไหล่ของหวังคุ่ยเฟิน
"คุณแม่ครับ อย่ากังวลมากเกินไปเลย พี่สะใภ้ตั้งครรภ์ได้มั่นคงดีมากครับ แค่ทำกับข้าวคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ" เสิ่นหวังชุนเองก็วางตะกร้าของตัวเองลงพลางเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม
"เอาละๆ แม่ยอมฟังพวกเจ้าก็แล้วกัน" หวังคุ่ยเฟินก้มตัวลงหยิบข้าวของข้างในออกมา "อี๋อี๋ วันนี้แม่ได้ของดีจากบนเขามาเพียบเลยล่ะ" พูดไปเธอก็นำเห็ดหลินจือและโสมป่าออกจากตะกร้ามาวางเรียงไว้บนโต๊ะ
"นี่... นี่มันเห็ดหลินจือใช่ไหมคะแม่?!" นัยน์ตาของซู่หยีเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพลางจ้องมองของทั้งสองสิ่ง
เธอเคยเห็นเห็ดหลินจือมาก่อน มันเป็นของขวัญที่มีคนนำมามอบให้พ่อของเธอ เนื่องจากเธอคุ้นเคยกับมันดี จึงจำได้ทันทีตั้งแต่แวบแรกที่เห็น เห็ดชิ้นนี้มีขนาดใหญ่กว่าชิ้นที่เธอเคยเห็นเสียอีก แถมโคนเห็ดก็นหนากว่ามาก
หวังคุ่ยเฟินพยักหน้าสำทับ "สะใภ้ นี่คือเห็ดหลินจือจริงๆ จ้ะ คราวนี้พวกเรายังขุดโสมป่าขึ้นมาได้อีกสองหัวด้วยนะ อายุน่าจะมากกว่าหัวก่อนหน้านี้อีก"
ซู่หยีอึ้งจนพูดไม่ออก ที่นี่ใช่ชนบทจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย? สมุนไพรอันล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งในเมืองหลวง กลับถูกแม่ผัวของเธอดั้นด้นขุดขึ้นมาได้อย่างแม่นยำขนาดนี้เลยรึ!?
"แม่คะ นี่คือเห็ดหลินจือจริงๆ เหรอคะ?" ซู่หยีเอ่ยถามย้ำอีกครั้งด้วยความเหลือเชื่อ
"พี่สะใภ้ครับ มันคือเห็ดหลินจือจริงๆ ครับ" เสิ่นหวังชุนช่วยยืนยันปนรอยยิ้ม
หวังคุ่ยเฟินวางเห็ดหลินจือไว้ที่มุมหนึ่งของโต๊ะ "เห็ดหลินจือชิ้นนี้เก็บไว้ให้เจ้านะ ส่วนโสมป่าสองหัวนี้เก็บไว้ที่บ้านมันไม่ปลอดภัย เอาไปแลกเป็นคูปองจะมีประโยชน์มากกว่าในวันข้างหน้า วันหน้าวันตาถ้าพวกเราขุดสมุนไพรอะไรมาได้อีก ก็จะเอาไปแลกเป็นคูปองให้หมด ไม่ว่าจะเอาไว้ใช้ในการเรียนหมอหรือเอาไว้ใช้ตอนย้ายตามกองทัพ คูปองพวกนี้ย่อมมีประโยชน์เสมอ"