เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 141 - เซอร์ไพรส์แบบนี้ ไม่มีผู้ชายคนไหนทนไหวหรอก

บทที่ 141 - เซอร์ไพรส์แบบนี้ ไม่มีผู้ชายคนไหนทนไหวหรอก

บทที่ 141 - เซอร์ไพรส์แบบนี้ ไม่มีผู้ชายคนไหนทนไหวหรอก


บทที่ 141 - เซอร์ไพรส์แบบนี้ ไม่มีผู้ชายคนไหนทนไหวหรอก

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

ลู่จือหย่วนขับรถไปส่งเร่อปาเพื่อสอบเข้าสาขาศิลปะการแสดง

ทันทีที่เร่อปาปรากฏตัว นักข่าวที่ดักซุ่มอยู่แถวนั้นก็พากันแห่กรูกันเข้ามาถ่ายรูปราวกับคนบ้าคลั่ง

ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ ที่มาสอบเข้าเหมือนกันกลับไม่มีใครให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย

"พี่จื่อ พี่นี่ไม่ไหวเลยนะ ดูคนอื่นสิ หน้าตาก็ดี หุ่นก็สวย แถมยังมีผู้กำกับใหญ่คอยคุ้มกันให้อีก อนาคตต้องได้เป็นดาราดังแน่ๆ"

"เสี่ยวซานจื่อ ฉันว่านายวอนหาเรื่องตายแล้วล่ะ!"

หยางเสี่ยวจื่อและจางอี้ซานก็เป็นนักเรียนที่มาสอบเข้าในปีนี้เช่นกัน

ตอนแรกที่ทั้งสองคนยืนอยู่ในแถวแล้วเห็นนักข่าวแตกตื่น พวกเขายังนึกหลงดีใจคิดว่านักข่าวตาดีมองเห็นพวกตนเข้าให้แล้ว

ใครจะไปคิดว่านักข่าวพวกนั้นพอหันขวับมาก็พากันพุ่งตรงไปหาเร่อปากันหมด รุมล้อมเร่อปากับลู่จือหย่วนจนแน่นขนัดไม่มีช่องว่างให้แทรกผ่าน

ปล่อยให้พวกเขาสองคนยืนโพสท่าเก้อเสียตั้งนาน

"ผู้กำกับลู่ ขอสัมภาษณ์สักสองสามประโยคได้ไหมครับ"

"ผู้กำกับลู่ครับ โปรเจกต์ศึกหุ่นเหล็กกำปั้นทะลวงเดือดคืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ"

"ผู้กำกับลู่ รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้กลับมาเยือนสถาบันเก่า"

แม้ว่าตัวเร่อปาเองจะมีประเด็นให้น่าติดตามมากมาย แต่การมาในวันนี้ก็เพื่อสอบเข้าเท่านั้น คาดว่าคงไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรมากนัก

จุดสนใจหลักจึงไปตกอยู่ที่ผู้กำกับใหญ่อย่างลู่จือหย่วนที่อุตส่าห์มาส่งเร่อปาสอบด้วยตัวเองต่างหาก

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ช่างน่าขุดคุ้ยเสียจริงๆ

"วันนี้ผมแค่มาเป็นผู้ปกครองพาลูกมาสอบครับ ไม่ขอรับการสัมภาษณ์ใดๆ พวกคุณก็รีบสลายตัวกันเถอะครับ อย่าทำให้ความเรียบร้อยของสนามสอบต้องเสียไปเลย"

หลังจากส่งเร่อปาเสร็จแล้ว ลู่จือหย่วนก็มองดูเร่อปาเดินไปเข้าแถว ส่วนตัวเองก็เดินเลี่ยงไปรอที่จุดพักคอยสำหรับผู้ปกครอง

ลู่จือหย่วนทำท่าชูหมัดส่งกำลังใจให้เร่อปาจากที่ไกลๆ

"ฉันล่ะเชื่อเขาเลยจริงๆ แกล้งบ้าได้เนียนขนาดนี้ บนโลกนี้มีคนแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย"

เร่อปาอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน ในใจรู้สึกลูกผีลูกคนสุดๆ

ลองฟังที่ลู่จือหย่วนพูดเมื่อกี้ดูสิ

พาลูกมาสอบ!

ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นพ่อของฉันงั้นแหละ ทำเอาพูดไม่ออกเลยจริงๆ

พอมาถึงสถาบันภาพยนตร์ ลู่จือหย่วนก็ทำตัวราวกับได้กลับบ้าน เขาไม่ได้ยืนรอเด๋อๆ ด๋าๆ อยู่กับที่เหมือนผู้ปกครองคนอื่นๆ แต่กลับเดินตรงดิ่งไปยังห้องเรียนการแสดงแทน

คุณหนูจิ่งเถียนเดินทางไปถ่ายละครที่เจียวจั้วแล้ว

แต่ลู่จือหย่วนก็ยังมีเพื่อนเก่าอย่างไฉปี้อวิ๋นอยู่ที่นี่

"ปี้อวิ๋น ไม่เจอกันตั้งนาน ทำไมไม่แวะไปเที่ยวที่บ้านบ้างเลยล่ะ"

การปรากฏตัวของลู่จือหย่วนที่ห้องเรียนการแสดงสร้างความฮือฮาได้ในพริบตา นี่คือผู้กำกับใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเชียวนะ

ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเข้าไปตีสนิท

แต่เหล่านักศึกษาต่างก็รู้ดีว่าลู่จือหย่วนในตอนนี้คือผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง หากพวกเขาพุ่งเข้าไปหาดื้อๆ ก็อาจจะทำให้เขาเกิดความรำคาญใจได้

ดังนั้นทุกคนจึงทำได้เพียงแอบมองอยู่ห่างๆ

ลู่จือหย่วนโบกมือเรียกไฉปี้อวิ๋นที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ที่มุมห้องให้เดินออกมาหา

เขาเลี้ยงชานมเธอแก้วนึงที่ด้านนอก

ไฉปี้อวิ๋นดูดหลอดชานมพลางพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า "เถียนเถียนไม่อยู่บ้าน ถ้าฉันขืนไปเที่ยวที่บ้านนายมียังหวังยัยตัวแสบนั่นได้มาหาเรื่องเอาชีวิตฉันแน่ๆ"

ตั้งแต่จิ่งเถียนคบหากับลู่จือหย่วน เธอก็เริ่มทำตัวเหินห่างจากเพื่อนสนิทอย่างเธอไปมาก

ป้องกันไฟ ป้องกันโจร ป้องกันเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

คุณหนูจิ่งเถียนยึดมั่นในคติประจำใจแสนเรียบง่ายนี้อย่างเหนียวแน่น

ทำเอาไฉปี้อวิ๋นถึงกับพูดไม่ออก

แม่สื่ออย่างเธออุตส่าห์ชักนำด้ายแดงให้เสียเปล่าแท้ๆ

ลองคิดดูสิ ถ้าตอนนั้นเธอไม่พาจิ่งเถียนไปที่ร้านเหล้าเล็กๆ แถวสะพานจี้เหมิน จิ่งเถียนจะได้เจอกับลู่จือหย่วนไหม

แล้วสองคนนี้จะได้คบกันหรือเปล่า

ยัยตัวแสบนี่เนรคุณกันชัดๆ

ลู่จือหย่วนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากชวน "จริงสิปี้อวิ๋น ในเรื่องศึกหุ่นเหล็กกำปั้นทะลวงเดือดมีตัวละครนึงที่ต้องถ่ายทำที่ตุนหวง เป็นบทหมอดูที่คล้ายๆ กับนักพยากรณ์ของทางตะวันตก คอยใช้ความลึกลับนำทางกลุ่มตัวเอกให้ไปพบกับเบาะแสสำคัญ"

"ถ้าเธอพอมีเวลาว่าง สนใจมารับเชิญบทนี้ไหม"

ลู่จือหย่วนไม่ค่อยรู้เรื่องความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างไฉปี้อวิ๋นกับคุณหนูจิ่งเถียนมากนัก จึงไม่กล้าถามเซ้าซี้ แต่ไฉปี้อวิ๋นก็ถือเป็นนางเอกคนแรกในโฆษณาจบการศึกษาของเขา

เธอคือผู้หญิงของลู่จือหย่วนรุ่นแรกอย่างแท้จริง!

แถมเรื่องของเขากับจิ่งเถียนก็ยังได้ไฉปี้อวิ๋นช่วยชงให้อีกต่างหาก

ยังไงก็ต้องหาทางตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อ

"ฉันไม่ได้ใช้เส้นสายนะ นายเป็นคนเอ่ยปากชวนฉันเอง"

เมื่อได้ยินคำชวน ไฉปี้อวิ๋นก็รู้สึกดีใจมาก เธอยิ้มให้ลู่จือหย่วนและตอบตกลงในใจทันที แต่ปากก็ยังพูดออกไปอย่างหยิ่งๆ เพื่อเน้นย้ำสถานะของตัวเอง

"ในเมื่อผู้กำกับใหญ่ออกปากชวนเองแบบนี้ นักแสดงตัวเล็กๆ อย่างฉันก็คงปฏิเสธไม่ได้ เอาเถอะ ฉันจะยอมทำลายกฎเพื่อนายสักครั้งก็แล้วกัน ความจริงฉันตั้งใจไว้ว่าจะไม่รับงานแสดงจนกว่าจะเรียนจบแท้ๆ"

เธอกับจิ่งเถียนนี่มันเจ้าหญิงซึนเดเระเหมือนกันไม่มีผิด

ลู่จือหย่วนยิ้มรับ ก่อนจะเอ่ยถามจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ปี้อวิ๋น ช่วงนี้ที่บ้านของเถียนเถียนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า"

ดูเหมือนว่าช่วงนี้พ่อแม่ของจิ่งเถียนกำลังมีปัญหาและเตรียมจะหย่าร้างกัน

วันนั้นลู่จือหย่วนบังเอิญได้ยินจิ่งเถียนคุยโทรศัพท์กับแม่เรื่องนี้ เขาตกใจมากจริงๆ

เขาจำได้ลางๆ ว่าในอีกมิติเวลาหนึ่ง จิ่งเถียนก็เคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่พ่อแม่หย่าร้างกันเหมือนกัน

แต่มันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้เลยงั้นเหรอ

ในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ หากครอบครัวของจิ่งเถียนเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ มันจะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับจิ่งเถียนเท่านั้น แต่มันอาจจะลามมาถึงตัวเขาด้วย

ลู่จือหย่วนจำเป็นต้องรู้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงตอนนี้มันเป็นยังไงกันแน่

อย่างน้อยก็ต้องเตรียมรับมือเอาไว้ก่อน

จะได้ไม่ต้องมายืนเปียกปอนตอนพายุเข้าโดยที่ไม่มีแม้แต่ร่มสักคัน

"นายก็รู้สึกได้เหมือนกันเหรอ"

ไฉปี้อวิ๋นมองลู่จือหย่วนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

เธอคิดว่าจิ่งเถียนคงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ลู่จือหย่วนฟัง

ดูท่าทางแล้วความสัมพันธ์ของสองคนนี้คงจะลึกซึ้งกว่าเพื่อนสนิทอย่างเธอไปมากแล้ว

ไฉปี้อวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอคิดว่าลู่จือหย่วนก็สมควรจะมีสิทธิ์รับรู้ จึงกระซิบตอบไปว่า "ก็อย่างที่นายเดานั่นแหละ ส่วนสาเหตุคนฉลาดอย่างนายก็น่าจะพอเดาออกนะ"

ผู้ชายวัยกลางคนที่มีอำนาจและตำแหน่งหน้าที่การงานสูงส่ง จะตัดสินใจหย่ากับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากก็ต่อเมื่ออะไรล่ะ

ก็ต้องมีมือที่สามเตรียมรอเสียบขึ้นแท่นอยู่แล้วน่ะสิ!

และเมื่อใดที่มือที่สามคนนั้นก้าวขึ้นมามีอำนาจ สถานะความเป็นคุณหนูใหญ่ของจิ่งเถียนก็จะถูกสั่นคลอนอย่างแน่นอน

ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพของลู่จือหย่วนด้วยเช่นกัน

"เข้าใจแล้ว ขอบใจมากนะที่บอก"

ความจริงลู่จือหย่วนก็พอจะเดาเค้าลางได้อยู่แล้ว

เขาแค่ต้องการมายืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเองจากไฉปี้อวิ๋นเท่านั้น

"ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย จะมาขอบใจอะไรกัน"

ไฉปี้อวิ๋นโบกมือปฏิเสธ แกล้งทำเป็นว่าตัวเองไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ลู่จือหย่วนคาดเดาเอาเอง ไม่เกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อย

ไม่อย่างนั้นถ้าจิ่งเถียนรู้เข้า เธอต้องโดนด่าเปิงแน่ๆ

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไฉปี้อวิ๋นก็ตัดสินใจพูดเตือนสติลู่จือหย่วนเพื่อเห็นแก่เพื่อนสนิทของเธอ "จือหย่วน ฉันรู้ว่าในวงการบันเทิงมันมีเรื่องวุ่นวายเยอะแยะ ยิ่งนายเป็นผู้กำกับใหญ่ก็ยิ่งต้องเจอกับสิ่งยั่วยุมากมาย แต่เถียนเถียนน่ะจริงจังกับนายมากนะ ถ้านายจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าง... เอาเป็นว่านายคงเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม"

ถึงแม้จะมีบ้านเล็กบ้านน้อย แต่บ้านใหญ่ก็ต้องไม่สะเทือน

แถมจิ่งเถียนยังเป็นคนซื่อๆ ส่วนนายก็ฉลาดเป็นกรด แค่หัดเอาอกเอาใจเธอสักหน่อยก็รับรองว่าเธอจะต้องมีความสุขไปตลอดชีวิตแน่ๆ

นี่แหละคือสิ่งที่ไฉปี้อวิ๋นอยากจะสื่อ

เธอเชื่อว่าลู่จือหย่วนเป็นคนฉลาด

บางเรื่องไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ อีกฝ่ายก็สามารถเข้าใจได้ทันที

ลู่จือหย่วนมองไฉปี้อวิ๋นด้วยสายตาจริงใจ "ปี้อวิ๋น เถียนเถียนมีเพื่อนแบบเธอเนี่ยดีจังเลยนะ วันหลังก็แวะไปเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ สิ เถียนเถียนไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทเท่าไหร่ อย่าปล่อยให้ห่างเหินกันไปเลย"

"จือหย่วน นายเองก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ"

ไฉปี้อวิ๋นตอบกลับแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะยกชานมที่ยังดื่มไม่หมดขึ้นมาแล้วโบกมือลาลู่จือหย่วน "ขอบใจสำหรับชานมนะ ฉันไปเรียนก่อนล่ะ"

การสอบเข้าสถาบันภาพยนตร์ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน

เร่อปาจึงไม่สามารถเดินทางไปแอฟริกาใต้ร่วมกับกลุ่มของลู่จือหย่วนเพื่อไปดูตึกปอนเตที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเหนือจริงตามที่ลู่จือหย่วนเคยบอกไว้ได้

"ฮานี น้องสาวแสนดีของฉัน อย่าปล่อยให้พี่คุนพาครูลู่ของเธอออกไปเถลไถลที่ไหนเด็ดขาดนะ จำไว้เลยนะว่าถ้ามีเรื่องอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ให้รีบรายงานพี่เถียนเถียนทันที"

ก่อนจะขึ้นเครื่อง เร่อปากำชับฮานีเค่อจือซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พี่คุนน่ะร้ายกาจที่สุดแล้ว

บรรดาคนรอบตัวของลู่จือหย่วน พี่คุนนี่แหละตัวทำลายล้างของแท้

ทั้งจางเทียนอ้าย นาจา เกาหยวนหยวน หลิวอี้เฟย หลิวซือซือ ที่มารวมตัวกันอยู่รอบตัวลู่จือหย่วนได้ก็เพราะพี่คุนทั้งนั้น

หมอนี่มันตัวอันตรายชัดๆ

"พี่เร่อปา หนูจำได้แล้วค่ะ พี่ตั้งใจสอบให้ดีล่ะ อย่าสอบตกนะ ที่บ้านเรามีนักเรียนศิลปะสอบตกไปคนนึงแล้ว อย่าให้มีนักเรียนการแสดงสอบตกเพิ่มมาอีกคนเลยนะ"

ฮานีเค่อจือพูดติดตลก

เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ใส่ใจคำขู่ของเร่อปาเลยแม้แต่น้อย

"ยัยเด็กบ้า นี่กล้าล้อเลียนฉันเหรอ"

เร่อปาพุ่งเข้าไปกอดฮานีเค่อจือแล้วจั๊กจี้เอว ทำเอาเด็กสาวหัวเราะลั่นและตะโกนร้องขอชีวิตว่า หนูผิดไปแล้ว ไม่กล้าอีกแล้วค่ะ

ก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังลู่จือหย่วน

"เอาล่ะ เลิกเล่นกันได้แล้ว เราต้องไปตรวจกระเป๋าแล้วนะ เร่อปา ตั้งใจสอบให้ดีล่ะ เอาที่หนึ่งมาให้ได้นะ"

ลู่จือหย่วนลากกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งและช่วยถือกระเป๋าใบเล็กให้ฮานีเค่อจืออีกใบ ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังพื้นที่ด้านในของสนามบิน

ฮานีเค่อจือเดินตามลู่จือหย่วนไปอย่างเริงร่าและมีความสุขสุดๆ

จะได้ไปเที่ยวแอฟริกาใต้แล้ว

ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเดินทางไปไหนไกลขนาดนี้มาก่อนเลย

ปีนี้คือปี 2010 ซึ่งจะมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ในเดือนมิถุนายน

ตอนนี้ที่แอฟริกาใต้คงกำลังวุ่นวายกับการเตรียมงานเป็นแน่

"เสี่ยวซู เธออยู่กับจือหย่วนมานานแค่ไหนแล้ว เธอรู้ไหมว่าหมอนั่นน่ะเป็นพวกโรคจิต แถมยังเป็นพวกโรคจิตที่ฝึกวิชามารซะด้วย"

เมื่อเจอกับคำถามของโจวซวิ่น ซูลุ่นก็ทำได้เพียงหัวเราะแหะๆ และแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

ใครบ้างจะไม่รู้ว่าพี่หย่วนของเราเป็นพวกโรคจิต

แต่ถ้าคนนอกมาพูดแบบนี้ ฉันจะไปพยักหน้าเห็นด้วยได้ยังไง ขืนทำแบบนั้นก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเองน่ะสิ

"พี่คุน ฉันขอเตือนพี่ไว้ก่อนนะ ห้ามก่อเรื่องอะไรอีกเด็ดขาด ถ้าพี่ขืนหานาจาคนที่สองมาให้อีก ฉันจะไปฟ้องพี่เถียนเถียนจริงๆ ด้วย"

ความร้ายกาจของพี่คุนนั้นมีมากเกินไป หลังจากที่เร่อปาสั่งเสียสายลับตัวน้อยอย่างฮานีเค่อจือเสร็จแล้ว เธอก็ไม่ลืมที่จะไปพูดข่มขู่ซินอวี้คุนด้วยตัวเองอีกครั้ง

"เร่อปา ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดเรื่องอะไร ฉันออกจะเป็นพลเมืองดีนะ"

ซินอวี้คุนยักไหล่ให้เร่อปาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง มือยังคงง่วนอยู่กับการกดโทรศัพท์ไม่หยุด ไม่รู้ว่ากำลังส่งข้อความหาใครอยู่

"เร่อปา ไม่ต้องทำหน้าอาลัยอาวรณ์ขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวพวกเราก็กลับมาแล้ว"

เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ เดินนำไปไกลแล้ว ซินอวี้คุนก็สวมแว่นกันแดด ลากกระเป๋าเดินทางแล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันแสนโอหังให้เร่อปาดูต่างหน้า

นครเซี่ยงไฮ้

กองถ่ายภาพยนตร์ ประกาศรักสลักใจ

"เสี่ยวหนิว เธอใส่แว่นตาแบบนี้ดูเป็นสาวทรงปัญญาและมีความเป็นศิลปินมากเลยนะเนี่ย เธอกำลังเลียนแบบใครอยู่หรือเปล่า"

เกาหยวนหยวนแวะมาเยี่ยมกองถ่ายของหลิวอี้เฟย

ตอนที่หลิวอี้เฟยรู้ข่าวนี้ เธอถึงกับอ้าปากค้างกว้างกว่าเผ่าทอเรนเสียอีก

เราสองคนสนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอ

ถึงขั้นต้องมาเยี่ยมกองถ่ายกันเลยเนี่ยนะ

ประสาทหรือเปล่า

แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเกาหยวนหยวนกำลังวางแผนอะไรอยู่ หลิวอี้เฟยจึงเดินออกไปดู

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการยั่วยุของเกาหยวนหยวน หลิวอี้เฟยก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้และตอกกลับไปว่า "แล้วเจ๊ชาเขียวล่ะคะ ช่วงนี้ผอมลงไปตั้งเยอะ ดูบอบบางน่าทะนุถนอมเชียว ให้ฉันเดานะ คงไม่ใช่เพราะมีใครบางคนชอบไปดูภาพสาวน้อยแสนเศร้าสไตล์ทาเคฮิสะ ยูเมจิ จนทำให้พี่ต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อเรียกรอยยิ้มจากเขาหรอกใช่ไหมคะ"

เกาหยวนหยวนติดนิสัยเสียมาจากเร่อปา ถึงได้กล้าเรียกเธอว่าเสี่ยวหนิว แต่เธอไม่ใช่เร่อปานะ ทำไมฉันต้องไว้หน้าเธอด้วยล่ะ

คำว่าเจ๊ชาเขียวของหลิวอี้เฟยทำเอาเกาหยวนหยวนถึงกับสะอึก

แต่เพียงครู่เดียว เธอก็สามารถกลับมายิ้มได้อย่างเยือกเย็น

"เสี่ยวหนิว เธอนี่มันยังเด็กจริงๆ ไม่เข้าใจแฟชั่นสมัยนี้เอาซะเลย"

"สไตล์การแต่งหน้าของฉันตอนนี้เรียกว่า การแต่งหน้าโทนสีเครื่องเคลือบศิลาดล เป็นสไตล์สาวออฟฟิศมาดชิลเวอร์ชันพลัสที่จือหย่วนเป็นคนออกแบบให้ฉันเองกับมือ ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับทาเคฮิสะ ยูเมจิเลยสักนิด"

หลังจากพูดจบ เกาหยวนหยวนก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลิวอี้เฟย

ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นหลิวอี้เฟยจ้องมองเธออยู่เนิ่นนานจนเปลือกตากระตุกและเผยให้เห็นถึงความตึงเครียดราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ

เธอก็ยิ่งเผยรอยยิ้มอย่างเยือกเย็นมากขึ้นไปอีก

"เสี่ยวหนิว แค่เห็นหน้าเธอ ฉันก็รู้แล้วว่าฉันมาถูกทาง"

"ในบรรดาคนทั้งหมด เธอนี่แหละที่รู้ใจจือหย่วนที่สุดและรู้ว่าเขาชอบอะไร อาการตึงเครียดของเธอในตอนนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าสไตล์การแต่งหน้าของฉันมันทรงพลังมากแค่ไหน!"

"ขอบใจมากนะ พี่สาวขอตัวก่อนล่ะ"

หลังจากได้เจอหลิวอี้เฟยและมั่นใจในพลังแห่งสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองแล้ว เกาหยวนหยวนก็หันหลังเดินจากไปทันที

ช่วงสองสามวันนี้เธอมีคิวต้องเข้าร่วมงานเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิของชาเนลที่เซี่ยงไฮ้

ในฐานะลูกรักของวงการแฟชั่น เธอแทบไม่ต้องพึ่งพางานแสดงเลยด้วยซ้ำ แค่งานพรีเซนเตอร์และอีเวนต์ก็รับแทบไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คนทั้งประเทศต่างก็รู้กันหมดแล้วว่า บริษัทเทคโนโลยีหย่วนเกา ในภาพยนตร์เรื่อง อัปเกรด ก็คือบริษัทที่เธอร่วมทุนเปิดกับลู่จือหย่วนเพื่อสร้างหุ่นยนต์โดยเฉพาะ

ประธานบริษัทเทคโนโลยีสาวตัวจริงเสียงจริงย่อมต้องดูสมจริงและทรงพลังกว่าบทบาทในภาพยนตร์อย่างเทียบไม่ติด แถมยังเหนือความคาดหมายของใครหลายๆ คนด้วย

สร้างหุ่นยนต์!

ตั้งเป้าแข่งขันกับบอสตันไดนามิกส์!

นี่สิถึงจะเรียกว่าผู้นำเทรนด์เทคโนโลยีตัวจริง

ด้วยภาพลักษณ์เหล่านี้ ทำให้มูลค่าทางการตลาดของเกาหยวนหยวนพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นดาราหญิงอันดับหนึ่งที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในประเทศอย่างปราศจากข้อกังขา!

ค่าตัวที่พุ่งสูงลิ่วและบารมีที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกาหยวนหยวนดูสง่างามและเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็แผ่รังสีความเป็นขาใหญ่ออกมาเสมอ

เธอรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองมีคุณสมบัติมากพอที่จะเปิดศึกเพื่อท้าทายอำนาจความเป็นใหญ่ของคุณหนูจิ่งเถียนแล้ว!

"เจ๊ชาเขียว พี่จะไปไหน"

เมื่อเห็นว่าเกาหยวนหยวนกำลังจะจากไป หลิวอี้เฟยก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา

ฉันยังปลีกตัวไปไหนไม่ได้ แต่จู่ๆ พี่ก็มาบอกว่าจะไป มันทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีเลยนะ

"ฉันจะไปแอฟริกาใต้ ไปโจฮันเนสเบิร์ก ไปตึกปอนเต... ไปเยือนสถาปัตยกรรมสุดล้ำเหนือจินตนาการนั่น เพื่อรอใครบางคน รอการพานพบ"

"การพบกันที่ห่างไกลถึง 12000 กิโลเมตร ในต่างแดน ท่ามกลางผู้คนมากมาย การหันกลับมามองเพียงครั้งเดียวและได้สบตากันผ่านฝูงชน"

"เธอคิดว่ามันจะน่าประทับใจจนลืมไม่ลงไปตลอดชีวิตไหมล่ะ"

ก่อนขึ้นเครื่อง ซินอวี้คุนได้รายงานเรื่องนี้ให้เกาหยวนหยวนทราบแล้ว

ในฐานะที่ปรึกษาผู้ซื่อสัตย์ที่สุดของประธานเกา ซินอวี้คุนยืนอยู่ข้างเกาหยวนหยวนมาตั้งแต่ต้นจนจบ

"พี่คุน ไอคนทรยศ!"

หลิวอี้เฟยกัดฟันกรอดด้วยความแค้น

เรื่องที่ลู่จือหย่วนจะไปแอฟริกาใต้ หลิวอี้เฟยก็พอจะรู้มาจากช่องทางอื่นอยู่บ้าง และรู้ด้วยว่ามีโจวซวิ่นเดินทางไปด้วย

ช่วงหลายวันมานี้มีข่าวซุบซิบว่อนเน็ตไปหมด

แถมยังมีคนปล่อยข่าวลือว่าลู่จือหย่วนกับโจวซวิ่นกำลังคบหาดูใจกันอยู่ด้วย

เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกจริงๆ

แต่เกาหยวนหยวนนี่สิคือศัตรูตัวฉกาจของแท้

เจ๊ชาเขียวตัวแสบ เธออายุ 30 แล้วนะ ทำไมถึงได้ดูเด็กลงเรื่อยๆ แถมยังดูมีเสน่ห์และสวยขึ้นทุกวันแบบนี้ล่ะ

มันผิดหลักวิทยาศาสตร์ชัดๆ! แอบไปฝึกวิชาเซียนมาหรือไงเนี่ย

"เสี่ยวหนิว ขอให้โชคดีนะ หวังลี่หงก็เป็นคนอเมริกันเหมือนกัน พวกเธอสองคนดูเหมาะสมกันดีนะ"

"ส่วนจือหย่วนน่ะ เธอก็เลิกหวังไปได้เลย... เขาชอบเล่นหุ่นยนต์ ฉันก็เลยลากพี่ชายตัวเองมาร่วมวงและทุ่มเงินเก็บทั้งหมดเปิดบริษัทให้เขาเล่นสนุกซะเลย"

"ฉันยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขา ฉันเชื่อว่าเขาเองก็รู้ดี"

เกาหยวนหยวนเดินจากไปแล้ว

ราวกับกำลังเดินจากไปพร้อมกับชัยชนะ

ตอนที่เธอเดินจากไป แผ่นหลังอันบอบบางและท่วงท่าอันสง่างามของเธอดูคล้ายกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาบนทะเลสาบซีหู ชวนให้นึกถึงบทกวีที่ว่า อยากเปรียบซีหูเป็นไซซี แต่งแต้มสีสันล้วนงดงามตา

ไม่สิ ต้องเป็นเกาซีต่างหาก

หลังจากบินยาวนานถึง 14 ชั่วโมง

กลุ่มของลู่จือหย่วนก็เดินทางมาถึงโจฮันเนสเบิร์ก

ที่นี่คือเมืองหลวงของแอฟริกาใต้

อดีตเคยเจริญรุ่งเรืองมาก แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรม

แม้ว่าในปีนี้แอฟริกาใต้จะได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก และโจฮันเนสเบิร์กก็เป็นหนึ่งในเมืองหลักที่ใช้จัดการแข่งขันก็ตาม

แต่อัตราการว่างงานของเมืองนี้กลับสูงถึง 25%!

สภาพท้องถนนจึงดูเงียบเหงาและซบเซาอย่างหนัก

ลู่จือหย่วนพาทุกคนเดินสำรวจภายในตึกปอนเตอยู่พักหนึ่ง เขาพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจกับสถานที่แห่งนี้

"ภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่อง ยึดแผ่นดิน เปลี่ยนพันธุ์มนุษย์ ก็มาถ่ายทำที่นี่แหละ"

"ตึกปอนเต หรือที่แต่ก่อนเรียกว่า ปอนเตอพาร์ตเมนต์ สร้างขึ้นในปี 1975 ถึงแม้จะผ่านมาจนถึงตอนนี้ มันก็ยังดูยิ่งใหญ่อลังการมาก"

"ที่นี่เคยเป็นหนึ่งในอพาร์ตเมนต์สุดหรูของแอฟริกาใต้ และเป็นตึกที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศ แต่ดูสภาพตอนนี้สิ มันดูทรุดโทรมขนาดไหน... พวกคุณรู้สึกถึงกลิ่นอายแบบไซเบอร์พังก์บ้างไหม"

"ชุมชนแนวดิ่งที่ปิดทึบ ขยะที่กองสุมอยู่ตรงลานกว้างใจกลางตึก หน้าต่างที่ผุพังตัดกับแสงสว่างอย่างชัดเจน ช่างดูคล้ายกับพื้นที่บิดเบี้ยวในภาพวาดของซัลบาดอร์ ดาลีไม่มีผิด"

"ช่องว่างลึกตรงกลางตึกและหน้าต่างที่เรียงรายกันอย่างหนาแน่น ล้วนเป็นสลัมของคนยากไร้ ลองจินตนาการดูสิว่า สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและโลกแห่งเทคโนโลยีในอุดมคติ ตอนนี้กลับกลายมาเป็นแหล่งมั่วสุมของอาชญากรรมและกองขยะ"

"มันช่างเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากเลยใช่ไหมล่ะ"

"นางเอกอย่างโอฟีเลียเติบโตขึ้นมาที่นี่ ตอนที่คุณปู่มาตามหาเธอแล้วเห็นสภาพแวดล้อมแบบนี้ เขาจะรู้สึกเจ็บปวดใจแค่ไหนกัน"

"คุณปู่ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลุกขึ้นสู้เพื่อหลานสาวอีกครั้ง มันช่างเป็นเรื่องราวที่ปลุกเร้าจิตใจผู้ชมจริงๆ เวลาที่คนดูเห็นฉากนี้ พวกเขาจะต้องคอยเอาใจช่วยคุณปู่อยู่ในใจแน่ๆ"

ตอนแรก ลู่จือหย่วนตั้งใจจะออกแบบฉากให้นางเอกโดยใช้เทคนิคการเล่นแสงเงาแบบการาวัจโจ โดยเลียนแบบภาพวาด มรณกรรมของพระแม่มารี เพื่อสร้างฉากที่นางเอกต้องทนดูพ่อแม่ของตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตา

เขาต้องการผลักดันบรรยากาศของโลกแห่งอาชญากรรมและความเสื่อมทราม การดิ้นรนและความสิ้นหวังให้ไปถึงขีดสุด

แต่พอคิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็น!

ถ้าขืนทำแบบนั้น มันก็จะกลายเป็นความผิดพลาดทางรูปแบบ และคงได้ไปนั่งโต๊ะเดียวกับเฉินข่ายเกอแหงๆ

ถึงยังไง ศึกหุ่นเหล็กกำปั้นทะลวงเดือด ก็ไม่ใช่หนังอาชญากรรม แม้จะมีกลิ่นอายของการต่อต้านสังคมในอุดมคติอยู่บ้าง แต่มันก็ยังเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น

จะสร้างความรู้สึกอึดอัดให้คนดูไม่ได้เด็ดขาด นี่คือกฎเหล็กของการทำหนังตลาด

"น้องชาย ตึกปอนเตเราก็ดูกันไปแล้ว ฉันรู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้ พวกเรากลับไปพักที่โรงแรมข้างๆ กันเถอะ"

"พักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้ค่อยไปเคปทาวน์ ฉันอยากไปเดินเล่นริมหาด รับลมทะเล ดูเกลียวคลื่น และสัมผัสวิถีชีวิตยามว่างของชาวแอฟริกาใต้บ้าง"

ซินอวี้คุนรู้ดีว่าลู่จือหย่วนอาการกำเริบอีกแล้ว ทั้งที่ดูรูปในเน็ตเอาก็ได้แท้ๆ แต่ก็ยังดึงดันจะมาดูสถานที่จริงให้ได้

ตอนนี้ก็ได้มาดูสมใจและสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นแล้ว

งั้นก็ถือว่าหมดเวลาทำงานแล้วล่ะ ทริปเที่ยวแอฟริกาใต้หนึ่งสัปดาห์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!

พรุ่งนี้ เคปทาวน์ ชายหาด บิกินี!

"พี่กับอาจารย์โจวไปเที่ยวกันเถอะ ผมกับฮานีจะอยู่ที่นี่ ผมต้องให้ฮานีได้สัมผัสว่าโลกที่แหลกสลายมันเป็นยังไง"

"พอเธอได้สัมผัสแล้ว เธอถึงจะเข้าใจว่าความโดดเดี่ยวคืออะไร และความรู้สึกของการต้องระหกระเหินโดยไร้ที่พึ่งพามันเป็นยังไง"

ในสลัมแห่งนี้ มีเด็กสาวที่เหมือนกับโอฟีเลียอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

การให้ฮานีเค่อจือได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ย่อมสร้างความทรงจำที่ลึกซึ้งกว่าการให้ลู่จือหย่วนพร่ำบอกเป็นล้านเท่า

"ยังไงก็ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ ตึกปอนเตก็ตั้งอยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหนหรอก พรุ่งนี้ มะรืนนี้ค่อยมาใหม่ มันก็ยังอยู่ที่เดิมนั่นแหละ"

ซินอวี้คุนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองฮานีเค่อจือ

ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารจริงๆ ที่ต้องมาเจอกับคนโรคจิตอย่างลู่จือหย่วน หวังว่าเธอคงจะไม่โดนกระทบกระเทือนจิตใจมากเกินไปนักนะ

"อืม ไปกินข้าวกันก่อน"

นอกจากเวลาถ่ายทำที่ลู่จือหย่วนมักจะมีอาการหมกมุ่นจนเสียสติแล้ว เวลาปกติเขาก็ถือเป็นคนที่มีเหตุผลคนหนึ่งเลยทีเดียว

ทุกคนพากันเดินทางกลับโรงแรม

ฮานีเค่อจือพักห้องเดียวกับโจวซวิ่น ส่วนลู่จือหย่วนพักห้องเดียวกับซินอวี้คุน

ทว่าระหว่างทางกลับ ซินอวี้คุนกลับหาข้ออ้างว่าจะไปซื้อบุหรี่ที่ชั้นล่าง และปล่อยให้ลู่จือหย่วนขึ้นห้องไปก่อน

ลู่จือหย่วนไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเดินเข้าห้องไปอย่างสบายใจ เสียบคีย์การ์ดให้เรียบร้อย และกำลังเตรียมตัวจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงไปกินข้าว

"หืม"

แต่ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในห้องและหันหลังกลับไปปิดประตู

กลิ่นหอมหวนก็ลอยมาปะทะจมูกจากด้านหลัง เพียงสองวินาทีต่อมา มือเล็กๆ ที่ทั้งขาวและนุ่มนิ่มก็สวมกอดเข้าที่เอวของเขาจากทางด้านหลังอย่างแนบแน่น

ใบหน้าที่แสนอบอุ่นแนบชิดลงบนแผ่นหลังของเขา

กลิ่นน้ำหอมนี้ ลู่จือหย่วนได้กลิ่นเป็นครั้งที่สามแล้ว มันเป็นกลิ่นหอมหวานเลี่ยนราวกับแอลมอนด์ผสมส้ม และมีกลิ่นอายของช็อกโกแลตรมควันผสมอยู่ด้วย

คนกันเองนี่นา

น้ำหอมขวดนี้ชื่อว่า ยัยหนูพิษร้าย

หลังจากที่ยัยตัวแสบเร่อปาโดนเขาบ่นเรื่องกลิ่นน้ำหอม เธอก็เอาไปขายต่อให้เกาหยวนหยวนในราคาแพงหูฉี่

เพราะฉะนั้น คนๆ นี้ก็คือเกาหยวนหยวน!

เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน

"จือหย่วน อย่าเพิ่งหันมานะ ลองทายดูสิว่าฉันเป็นใคร"

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ลู่จือหย่วนก็มั่นใจว่าเป็นเกาหยวนหยวนจริงๆ

ลู่จือหย่วนถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกจนใจเล็กน้อย "คุณหนูเกา คุณบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้ง 12000 กิโลเมตร เพียงเพื่อมาถามคำถามนี้กับผมแค่นั้นเองเหรอ การลงทุนครั้งนี้มันดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าเลยนะ"

ยินดีด้วย คุณทายถูกภายในหนึ่งวินาที!

ประธานเกาอย่างฉันมีความสุขสุดๆ ไปเลย!

หลังจากนี้ฉันจะมอบตัวเองให้เป็นรางวัลสำหรับคุณ!

คุณดีใจไหมล่ะ

ยังไงซะตราบใดที่คุณไม่พูด ฉันไม่พูด ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่!

"คุณหนูเกา ช่วยปล่อยผมก่อนได้ไหม"

ลู่จือหย่วนก้มหน้าลงและคว้ามือของเกาหยวนหยวนหมายจะแกะออก แต่อีกฝ่ายกลับกอดเขาไว้แน่นจนไม่อาจแกะออกได้ในทันที

"คุณแน่ใจเหรอ"

เกาหยวนหยวนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

มีอะไรที่ไม่แน่ใจอีกล่ะ

"ผมแน่ใจ"

ลู่จือหย่วนพยักหน้า เขากุมมือเกาหยวนหยวนไว้แน่น ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมคลายอ้อมกอดออกอย่างว่าง่าย

จากนั้น ลู่จือหย่วนก็หันขวับกลับมา เขาสะดุ้งโหยงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหยุดหายใจ

คุณบ้าไปแล้วเหรอ

มาแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่ในห้องเนี่ยนะ

"ห่างไกลถึง 12000 กิโลเมตร ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย โรงแรมที่ไม่คุ้นเคย การได้เปลือยกายเผชิญหน้ากันแบบไม่คาดฝัน มันมากพอที่จะทำให้คุณจดจำไปตลอดชีวิตไหมล่ะ"

เมื่อเห็นท่าทางของลู่จือหย่วนที่ยืนอึ้งราวกับถูกมนตร์สะกด เกาหยวนหยวนก็เผยรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในชีวิตออกมา เธอคล้องคอลู่จือหย่วนและประทับริมฝีปากลงไป

ฉันว่าแล้วเชียว

เซอร์ไพรส์แบบนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนทนไหวหรอก!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 141 - เซอร์ไพรส์แบบนี้ ไม่มีผู้ชายคนไหนทนไหวหรอก

คัดลอกลิงก์แล้ว