- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 23 ถังเฮ่า: ปล่อยแม่นางคนนั้นซะ!
บทที่ 23 ถังเฮ่า: ปล่อยแม่นางคนนั้นซะ!
บทที่ 23 ถังเฮ่า: ปล่อยแม่นางคนนั้นซะ!
"ที่แท้มันก็คือพิธีบูชายัญแด่เทพชั่วร้าย ถึงขั้นใช้คนเป็น ๆ มาเป็นเครื่องสังเวย จะปล่อยให้นางกระทำสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด!"
"ถูกต้อง พวกเราต้องหยุดนาง!"
เมื่อเห็นอาอวิ๋นก้าวเดินขึ้นสู่แท่นบูชา ม่านตาของถังเซียวและถังเฮ่าพลันหดตัวลงอย่างรุนแรง พวกเขาไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป พลังวิญญาณในร่างระเบิดออกก่อนจะทะยานร่างพุ่งตรงไปยังแท่นบูชาทันที
"หยุดมือ!"
"ปล่อยแม่นางคนนั้นซะ!"
ถังเซียวและถังเฮ่าร่อนลงสู่พื้นเบื้องหน้าแท่นบูชา วงแหวนวิญญาณเจ็ดวงบนร่างส่องประกายเจิดจ้า ทั้งสองคนกระชับค้อนถังซานในมือแน่น ตวัดสายตาจ้องมองปีบี่ตงด้วยความประสงค์ร้าย
เหล่ายอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ทั้งสองของสำนักวิญญาณยุทธ์ ซึ่งยามนี้ได้กลายเป็นสาวกของหงเหมิงและได้รับพระเมตตาจนพลังวิญญาณใกล้จะทะลุระดับเก้าสิบ ต่างปลดปล่อยวงแหวนวิญญาณแปดวงออกมา พร้อมกับจ้องมองถังเฮ่าและสหายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหาร
พวกเขาย่อมจำค้อนถังซานของสำนักถังซานได้ในปราดเดียว
และรู้ดีว่าชายหนุ่มสองคนนี้คืออัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงที่สุดของสำนักถังซาน
แต่แล้วอย่างไรเล่า?
ต่อให้เป็นสำนักวิญญาณยุทธ์ในยามปกติก็มิเคยหวาดกลัวคนพวกนี้อยู่แล้ว
ยิ่งยามนี้พวกตนคือสาวกของเทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ใดบังอาจมาขัดขวางพิธีบูชาแด่องค์มหาเทพ ต่อให้เป็นองค์สังฆราชเชียนสวินจี๋มาเอง พวกเขาก็กล้าเปิดศึกเข้าห้ำหั่น
"ถังเซียว ถังเฮ่า พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?"
ปีบี่ตงมองคนทั้งสองด้วยสายตาเย็นชา ความโกรธขึ้งผุดขึ้นในใจ—พวกมันช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับกล้ามาก่อกวนในมหาวิธีบูชาเทพ
ใจจริงนางอยากจะทำตามที่สยงป้าเคยแนะนำ คือจับพวกมันมาทำเป็นเครื่องบูชาสายเลือดเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่านางรู้ดีว่าทั้งสองคนนี้แข็งแกร่งมาก ต่อให้มีวิญญาณพรหมยุทธ์สองคนอยู่ข้างกาย ก็ใช่ว่าจะสามารถสยบพวกมันลงได้โดยง่าย
อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงขับไล่ไป
ยิ่งไปกว่านั้น หากการต่อสู้เปิดฉากขึ้น ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อพิธีบูชาของนางแน่
"ปีบี่ตง หากเจ้าใช้สัตว์วิญญาณมาทำพิธีบูชาแด่เทพชั่วร้ายก็แล้วไปเถิด แต่นี่ในยามกลางวันแสก ๆ ต่อหน้าต่อตาราษฎรนับหมื่นคน เจ้ากลับกล้าใช้คนเป็น ๆ มาสังเวยแด่เทพชั่วร้ายรึ? จงปล่อยแม่นางผู้นี้ไปเดี๋ยวนี้!"
ถังเฮ่ายกค้อนถังซานในมือขึ้น ชี้หน้าปีบี่ตงพร้อมกับเอ่ยปากด้วยความชอบธรรม
ในฐานะที่นางเป็นพระแม่ศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ พวกเขาจึงยังไม่กล้าลงมือปลิดชีพปีบี่ตงจริง ๆ
อีกทั้งรอบกายของนางยังมีวิญญาณพรหมยุทธ์คอยอารักขาถึงสองคน แม้ว่าอานุภาพการโจมตีของค้อนถังซานจะเหนือล้ำกว่าอาวุธใด ๆ แต่ด้วยตบะระดับวิญญาณอาจารย์ของพวกเขาทั้งสอง ก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะวิญญาณพรหมยุทธ์สองคนพร้อมกันได้
"พระผู้เป็นเจ้ามิใช่เทพชั่วร้าย อีกทั้งการได้ขึ้นไปปรนนิบัติรับใช้พระองค์ก็นับเป็นเกียรติสูงสุดของข้า โปรดอย่าได้บังอาจลบหลู่พระองค์ มิฉะนั้น ข้าจะเป็นผู้กำจัดพวกคนบาปหนาเช่นพวกเจ้าในนามของพระผู้เป็นเจ้าเอง"
ก่อนที่ปีบี่ตงจะได้เอ่ยปาก น้ำเสียงอันเย็นชาของอาอวิ๋นก็ดังขึ้นเสียก่อน ในเวลาเดียวกัน วงแหวนวิญญาณอันงดงามตระการตาทั้งแปดวงพลันปรากฏขึ้นรอบกาย พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งทรงพลานุภาพทำเอาถังเฮ่าและสหายถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"ระดับวิญญาณพรหมยุทธ์!"
"เป็นไปได้อย่างไรกัน?"
ถังเฮ่าและถังเซียวแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
สิ่งที่พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อที่สุดก็คือ ยอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยินยอมพร้อมใจกลายมาเป็นเครื่องบูชาให้แก่เทพชั่วร้าย? เทพชั่วร้ายองค์นี้มีมนต์ดำคุณไสยอันใดกันแน่จึงทำให้คนลุ่มหลงได้ขนาดนี้?
ตามชะตากรรมเดิมนั้น พลังฝีมือของอาอวิ๋นจะสูสีกับถังเฮ่าและถังเซียว ทว่าหลังจากนางได้พบกับปีบี่ตงและหันมาศรัทธาในหงเหมิง นางก็สวดมนต์อ้อนวอนทุกวันจนได้รับพระเมตตาจากเทพเจ้า
พลังวิญญาณของนางจึงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
และในฐานะสัตว์วิญญาณแสนปี นางไม่จำเป็นต้องออกล่าเพื่อหาวงแหวนวิญญาณเพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้ ตบะบำเพ็ญของนางจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วปานก้าวกระโดด จนยามนี้กลายเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ขั้นที่แปดสิบแปดไปแล้ว
"ที่แท้นางก็เป็นถึงวิญญาณพรหมยุทธ์!"
"ยอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ถึงกับสมัครใจเป็นเครื่องบูชาแด่องค์เทพหงเหมิงด้วยตนเอง!"
"องค์เทพหงเหมิงผู้นี้คือศักดิ์สิทธิ์จากที่ใดกันแน่?"
ราษฎรนับหมื่นคนที่รายล้อมอยู่รอบแท่นบูชาต่างพากันตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ก็มิได้โง่เขลาเบาปัญญาจนไม่รู้จักวิญญาณจารย์
วิญญาณจารย์คืออาชีพที่สูงส่งและทรงเกียรติที่สุดในมหาทวีปแห่งนี้
ผู้คนต่างใฝ่ฝันอยากจะเป็น
ยามปกติ อย่าว่าแต่ระดับวิญญาณพรหมยุทธ์เลย ต่อให้เป็นเพียงมหาวิญญาณจารย์หรืออัครวิญญาณจารย์ พวกเขาก็ต้อนรับขับสู้ด้วยความเคารพยำเกรงแล้ว
สำหรับชาวบ้านธรรมดา วิญญาณพรหมยุทธ์คือตัวตนระดับตำนานที่อยู่สูงเทียมฟ้า
ดั่งเช่นหมู่บ้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ถังซานเคยอาศัยอยู่ตอนเด็ก ๆ เพียงเพราะมีเรื่องเล่าลือว่าเคยให้กำเนิดวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาคนหนึ่ง หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังคงภาคภูมิใจในเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบัน
"พิธีบูชา เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้"
ปีบี่ตงปรายตาทอดมองถังเฮ่าและสหายที่มีสีหน้าถอดสีหลังจากเก็บวงแหวนวิญญาณกลับไป นางเลิกสนใจพวกเขาทันที โดยมีวิญญาณพรหมยุทธ์ทั้งสองคอยตั้งท่าระแวดระวังภัยอยู่ไม่ห่าง
อาอวิ๋นยืนอยู่ใจกลางแท่นบูชา ดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาอันบริสุทธิ์ ทั้งยังระคนไปด้วยความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความประหม่า
เทพแห่งหงเหมิงจะยอมรับนางเข้าสู่อาณาจักรเทพจริง ๆ หรือไม่?
แม้ว่าปีบี่ตงจะให้คำมั่นสัญญา แต่นางก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
เทพเจ้าช่างอยู่ห่างไกลจากตัวนางเหลือเกิน
หากนางมิได้เห็นรูปกายอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งหงเหมิงในยามที่สวดมนต์ภาวนาและได้รับพระเมตตามาก่อน นางก็คงไม่มีทางเชื่อคำพูดของปีบี่ตงเป็นแน่
"ทุกคน จงสวดอ้อนวอนแด่เทพแห่งหงเหมิงไปพร้อมกับข้า"
ปีบี่ตงคุกเข่าลงกับพื้น เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าอันงดงามและสมบูรณ์แบบ ท่องบทสวดสรรเสริญด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอันสูงสุด
"เทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์คือพระผู้สร้าง คือองค์ปฐมเทพผู้ให้กำเนิดและปกครองทุกสรรพสิ่งในจักรวาล"
"พระองค์คือพระบิดาและพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา"
"แสงสว่างของพระองค์ส่องทางให้พวกเราก้าวเดินไปข้างหน้า"
"พระองค์คือความศรัทธาของพวกเรา"
วิญญาณพรหมยุทธ์ทั้งสองตวัดสายตาขู่ขวัญถังเฮ่าและสหายคราหนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงร่วมสวดภาวนาด้วยความนอบน้อม
ราษฎรนับหมื่นคนต่างพากันคุกเข่าลงทำตาม
เนื่องจากโลกใบนี้มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพเจ้าอยู่มากมาย ชาวบ้านจึงมีความยำเกรงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่กล้าแสดงกิริยาหยาบคาย
ยิ่งไปกว่านั้น ปีบี่ตงยังได้ประกาศสัญญาไว้ว่า หากเทพเจ้าไม่แสดงปาฏิหาริย์และประทานพรลงมา พวกเขาจะได้รับเงินชดเชยเป็นเหรียญทองคนละหนึ่งเหรียญ
เมื่อมีข้อเสนออันงดงามเช่นนี้ พวกเขาจึงต้องตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
"ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจะเป็นเทพชั่วร้ายแบบไหนกัน!"
ถังเฮ่าและถังเซียวหันมาสบตากัน ทั้งสองคนไม่ได้เข้าไปขัดขวางอีก ทว่าเตรียมตัวที่จะเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ
ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ในใจว่าโลกนี้มีเทพเจ้าอยู่จริง ๆ หรือไม่
แม้จะมีตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้ามากมาย แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ขนาดท่านปู่ของพวกตนที่เป็นถึงวิญญาณพรหมยุทธ์ไร้ขีดจำกัดระดับเก้าสิบเก้าอย่างถังเฉิน ก็ยังไม่เคยพบเห็น และยามนี้ยังคงออกเดินทางตามหาซากอารยธรรมแห่งเทพเจ้าไปทั่วทุกหนแห่ง
เพราะหลังจากบรรลุระดับเก้าสิบเก้าแล้ว หนทางเบื้องหน้าก็มืดมนไร้ทางไป
หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือการสำเร็จเป็นเทพ
ทว่าท่านปู่กลับไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้
ภายในกลุ่มแชตข้ามจักรวาล หมายเลข 10000
สยงป้า: "อีกประเดี๋ยวข้าก็จะได้เห็นรูปกายอันสง่างามและน่าเกรงขามขององค์มหาเทพอีกคราแล้ว ช่างน่าตั้งตารอยิ่งนัก! .jpg"
สุภาพบุรุษหัวซาน: "ตั้งตารอด้วยคน +1"
มู่หรงฟู่: "ตั้งตารอด้วยคน +2"
สุนัขรับใช้ของเทพเจ้า: "ทำลายขบวนแถว! ข้าอยากจะรู้นักว่าถังเฮ่ากับถังเซียวจะมีสีหน้าอย่างไรเมื่อได้เห็นองค์มหาเทพแสดงปาฏิหาริย์ และได้ประจักษ์ถึงรูปกายอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้"
จักรพรรดิแห่งฉิน: "ตั้งตารอด้วยคน +1"
จิ๋นซีฮ่องเต้เตรียมการทุกอย่างใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังจะจัดพิธีบูชาในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน ดังนั้เขาจึงให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดสดของปีบี่ตงเป็นอย่างมาก
ถูซานร่งร่งยังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด นางนั่งอยู่เพียงลำพังใต้ต้นไม้แห่งรักทุกข์ระทม จิตสำนึกของนางจับจ้องไปที่การถ่ายทอดสดภายในกลุ่มแชตอย่างไม่วางตา
"โลกนี้มีเทพเจ้าอยู่จริง ๆ หรือ?"
"พวกเขารวมถึงสิ่งมีชีวิตจากโลกอื่นด้วยใช่ไหม?"
"เพียงแค่สวดมนต์ เผยแผ่ศรัทธา และถวายเครื่องบูชา ก็จะได้รับพระเมตตาอันมหาศาลกลับมาอย่างนั้นหรือ? มีเทพเจ้าที่ใจกว้างถึงเพียงนี้อยู่จริง ๆ รึ?"
"ปศุสัตว์ธรรมดา ๆ เพียงแค่ได้รับพระหัตถ์ของเทพเจ้าลูบไล้ ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์เทพได้ทันที? เรื่องเช่นนี้เป็นไปได้จริง ๆ หรือ? สัตว์เทพเหล่านั้นที่เปลี่ยนมาจากปศุสัตว์ ดูท่าจะแข็งแกร่งกว่าท่านพี่หงหงเสียอีก ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!"
นางหวนนึกถึงวิดีโอต่าง ๆ ที่เคยได้เห็นในกลุ่มแชต คำถามนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในใจ
นางอยากจะเอ่ยปากถามทว่ายังไม่กล้า
สำหรับกลุ่มแชตอันลึกลับที่ไม่รู้จักนี้
ด้วยนิสัยที่ละเอียดรอบคอบและระมัดระวังเป็นทุนเดิม ทำให้นางยิ่งต้องเพิ่มความตื่นตัว
นางจึงยังไม่กล้าผูกมิตรหรือติดต่อด้วยโดยง่าย
ณ ผืนราบอู๋ล่า เบื้องหน้าแท่นบูชาอันสูงตระหง่าน เสียงสวดอ้อนวอนของราษฎรนับหมื่นคนควบแน่นกลายเป็นกระแสธารอันเชี่ยวกราก ดั่งคลื่นยักษ์ที่ซัดสาด สะท้อนก้องไปทั่วชั้นฟ้า
ผืนราบอู๋ล่าทั้งหมด หรือแม้กระทั่งภายในตัวเมืองอู๋ล่า ต่างก็ได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจน
ปีบี่ตงคุกเข่าราบอยู่กับพื้น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
น้ำเสียงของนางเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาแฝงความเลื่อมใสศรัทธายิ่งขึ้น:
"เทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่"
"สาวกผู้ภักดีของพระองค์ขอน้อมถวายเครื่องบูชาอันล้ำค่าที่สุด โดยหวังว่าจะได้รับพรจากพระองค์ เพื่อแผ่ขยายแสงรังสีแห่งเทพไปทั่วหล้า และให้เกียรติภูมิของพระองค์ส่องสว่างเหนือโลกมนุษย์!"
"ขอให้พลังแห่งเทพจงสถิตสถาพรเป็นนิจนิรันดร์!"
"ขอให้เปลวไฟแห่งเทพไม่มีวันดับสูญ"
"เทพแห่งหงเหมิงผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สูงสุดและบริสุทธิ์ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว!"
น้ำเสียงของปีบี่ตงดังกังวานขึ้นเรื่อย ๆ ในท้ายที่สุดก็สะท้อนก้องเหนือผืนราบอู๋ล่าราวกับเสียงอัสนีบาตฟาดลงมากลางนภากว้าง!
และพร้อม ๆ กับคำสวดอ้อนวอนของปีบี่ตง ท้องฟ้าพลันแปรเปลี่ยนไปในทันใด...