- หน้าแรก
- เมื่อผมจุติเป็นพระเจ้า แล้วเข้าร่วมกลุ่มแชทต่างโลก
- บทที่ 2: ความตกตะลึงของปี๋บี่ตง
บทที่ 2: ความตกตะลึงของปี๋บี่ตง
บทที่ 2: ความตกตะลึงของปี๋บี่ตง
"ข้าคือหงเหมิง เผยแพร่มรรคาไปทั่วทุกชั้นฟ้า จงเอ่ยพระนามของข้า แล้วชื่อของเจ้าจะไม่ได้อยู่บนศิลาเวียนว่ายตายเกิด จงปฏิบัติตามมรรคาเทพของข้า แล้วจะได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์และวิถีแห่งเทพ!"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "ตกใจมาก!!!"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "สมาชิกใหม่เป็นเทพจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "สมาชิกใหม่ช่างโอหังยิ่งนัก ยิ่งกว่าข้าสยงป้าเสียอีก! จงบอกระดับพลังและที่มาของเจ้ามาซะ ให้ประมุขสมาคมคนนี้ได้เห็นหน่อยซิว่าสิ่งที่เรียกว่าเทพอย่างเจ้าน่ะจะแน่สักแค่ไหน!"
มู่หรงฟู่: "ประมุขสมาคมสยงป้า โปรดสำรวมวาจาด้วย กลุ่มแชตนี้อาจจะถูกสร้างขึ้นโดยเซียนหรือเทพเจ้าก็เป็นได้ อีกอย่าง ในโลกของนักบุญหญิงปี๋บี่ตงก็มีเทพเจ้าอยู่จริง ดังนั้นการที่เทพองค์หนึ่งจะเข้าร่วมกลุ่มแชตนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้!"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "มู่หรงฟู่ เจ้าคิดจะเกาะขาของคนที่อ้างตัวว่าเป็น 'เทพ' อีกแล้วรึ? เจ้าช่างไม่ลดละความพยายามและไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปจริง ๆ!"
เจ้าสำนักหัวซาน: "ประมุขสมาคมสยงป้า สิ่งที่คุณชายมู่หรงพูดนั้นใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ในเมื่อมีกลุ่มแชตที่สามารถเชื่อมต่อหมื่นสวรรค์ได้ เหตุใดเทพเจ้าจะเข้าร่วมไม่ได้เล่า?"
เยว่ปู้ฉวินเอ่ยสนับสนุน
ด้วยนิสัยที่ระมัดระวังเป็นทุนเดิม ย่อมไม่มีทางที่เขาจะเที่ยวไปผิดใจกับคนอื่นเหมือนอย่างที่สยงป้าทำ!
อีกอย่าง การพูดจาดี ๆ ให้หงเหมิงก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียอะไร
ในทางกลับกัน...
หากหงเหมิงเป็นเทพจริง ๆ การที่เขาช่วยพูดให้ย่อมรับประกันได้ว่า ต่อให้ไม่เกิดความประทับใจ ก็จะไม่สร้างความขุ่นเคืองอย่างแน่นอน
ความคิดของเขาถอดแบบมาจากมู่หรงฟู่ไม่มีผิด
มู่หรงฟู่เองก็กำลังเดิมพันว่า หากหงเหมิงเป็นเทพจริง เขาจะได้รับโชคใหญ่ก้อนโต
เขายอมทักทายคนผิด ดีกว่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป
หากหงเหมิงเป็นเทพที่แท้จริง แค่ความช่วยเหลือเพียงเศษเสี้ยวเดียวก็อาจทำให้ความฝันในการกู้ชาติของเขาเป็นจริงได้
ดังนั้น
เขาจึงไม่ยอมลดละความพยายามที่จะผูกมิตรกับสมาชิกใหม่ในกลุ่มแชต และเมื่อเห็นว่าหงเหมิงอาจจะเป็นเทพ เขาก็รีบก้าวเข้ามาเกาะขาทันที
เพราะถึงอย่างไร
ต่อให้หงเหมิงไม่ใช่เทพ เขาก็ไม่มีอะไรจะเสีย
ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน: "ซุ่มมองอยู่เงียบ ๆ .jpg"
จิ๋นซีฮ่องเต้วัยเยาว์ในโลกแห่งบทเพลงเก้าสวรรค์อดไม่ได้ที่จะโผล่มามีตัวตนและพูดเป็นครั้งแรก
ทว่า ทุกคนกำลังตกตะลึงและสนใจคำพูดของหงเหมิงจนไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะไปสนใจเขา
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "ก็ได้ สมาชิกใหม่ เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นเทพงั้นรึ? เจ้ามีหลักฐานอะไรล่ะ?"
นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์: "เทพเจ้าคือตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่มิอาจล่วงเกินได้ ประมุขสมาคมสยงป้า ท่านควรระวังคำพูดจะดีกว่า!"
ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า: "..."
เมื่อมองดูปฏิกิริยาในกลุ่มแชต
หงเหมิงยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
เขาไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนจะไม่เชื่อ
หากทุกคนเชื่อเขาตั้งแต่ประโยคแรก
เขาคงต้องสงสัยแล้วว่าคนพวกนี้เป็นคนปัญญาอ่อนหรืออย่างไร
สำหรับเรื่องนี้
เขาได้เตรียมแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว
ไม่เชื่ออย่างนั้นรึ?
ไม่เป็นไร
ข้าจะให้พวกเจ้าได้ประจักษ์ถึงอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าเอง
เมื่อถึงเวลานั้น...
พวกเจ้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อ
กลุ่มแชตหมื่นสวรรค์หมายเลข 10000
เทพแห่งหงเหมิง: "วันนี้ข้าจะมอบ 'วิชาเพ่งจิต' หนึ่งบท และ 'วิชาเซ่นไหว้' อีกหนึ่งบทให้แก่พวกเจ้า"
"'วิชาเพ่งจิต': จงเอ่ยพระนามของข้า แล้วเจ้าจะได้รับพลังเทพสถิตในร่าง"
"'วิชาเซ่นไหว้': จงเซ่นไหว้ทุกสรรพสิ่ง แล้วเจ้าจะได้รับพรจากเทพ"
"จงเอ่ยพระนามของข้า เดินตามมรรคาเทพของข้า ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ความเป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร์ การจะกลายเป็นเซียนหรือเทพไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลย วันหนึ่งพวกเจ้าจะได้จุติสู่สวรรค์ คงอยู่พร้อมกับฟ้าดิน ร่วมเคียงคู่ไปกับข้า และเสวยสุขเป็นนิติกาล!"
‘เทพแห่งหงเหมิง’ ได้อัปโหลด ‘วิชาเพ่งจิต’
‘เทพแห่งหงเหมิง’ ได้อัปโหลด ‘วิชาเซ่นไหว้’
วิชาเพ่งจิตและวิชาเซ่นไหว้นี้ถูกนำมาจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมและปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่หาได้ทั่วไปในดินแดนอมตะ ซึ่งเป็นที่พำนักของเทพเจ้ามากมาย
วิชาเพ่งจิตและวิชาเซ่นไหว้ของเทพแต่ละองค์ส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกัน ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด
กุญแจสำคัญมันอยู่ที่ 'ตราประทับจิตวิญญาณเทพ' ต่างหาก
ตราประทับจิตวิญญาณเทพสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเทพแต่ละองค์ได้ และช่วยให้สาวกสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับเทพองค์นั้น ๆ ได้โดยตรงโดยไม่มีทางผิดพลาด
ทุกคนในกลุ่มแชตต่างพากันเงียบไป
พวกเขามิอาจทราบได้ว่าสมาชิกใหม่คนนี้โอหังเกินไปหรือสติฟั่นเฟือนกันแน่
ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ การกลายเป็นเซียนหรือเทพ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอย่างนั้นรึ?
ขนาดเทพเจ้าแท้ ๆ ยังไม่กล้าคุยโวขนาดนี้เลยไม่ใช่หรือไง?
แม้ว่าในใจจะยังไม่เชื่อและรู้สึกดูแคลนอยู่บ้าง
แต่มือของสมาชิกในกลุ่มกลับไม่ยอมช้าเลยสักนิด
‘มู่หรงฟู่’ ดาวน์โหลด ‘วิชาเพ่งจิต’ และ ‘วิชาเซ่นไหว้’ เรียบร้อยแล้ว
‘นักบุญหญิงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์’ ดาวน์โหลด ‘วิชาเพ่งจิต’ และ ‘วิชาเซ่นไหว้’ เรียบร้อยแล้ว
‘ผู้ปกครองแห่งต้าฉิน’ ดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว...
‘เจ้าสำนักหัวซาน’ ดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว...
‘ผู้เป็นใหญ่แห่งสมาคมใต้หล้า’ ดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว...
ปากบอกไม่เอา
แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ยิ่งนัก
"คิดไว้ไม่มีผิด ไม่มีใครหนีกฎเหล็กปากว่าตาขยิบพ้นจริง ๆ!"
หงเหมิงมองดูสมาชิกทั้งห้าคนที่ดาวน์โหลดวิชาเพ่งจิตและวิชาเซ่นไหว้ของเขาไปภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที แววตาของเขาปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
เหยื่อถูกหย่อนลงไปแล้ว มีหรือที่ปลาจะไม่ฮุบ?
เขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถต้านทานสิ่งล่อใจของการมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์และการได้กลายเป็นเซียนหรือเทพเจ้าได้หรอก!
โลกโต้วหลัว
ห้องลับ สำนักวิญญาณยุทธ์
ปี๋บี่ตงอยู่ในชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีเงิน เผยให้เห็นเรียวขาสองข้างที่ยาวระหง ตรงและได้รูป ผิวพรรณขาวเนียนดุจดั่งหิมะและน้ำค้างแข็ง
ใบหน้าที่เกือบจะสมบูรณ์แบบของนางทำให้สิ่งรอบข้างดูหมองหม่นไปถนัดตา
ทว่าในเวลานี้ บนใบหน้าที่สูงศักดิ์และงดงามกลับปรากฏร่องรอยของความตื่นตระหนกที่ไม่อาจปิดซ่อนได้
ความประหม่า
ความตื่นเต้น
ความหวั่นใจ
ความหวาดกลัว
ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อของนางเผยอขึ้นเล็กน้อย ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงขณะที่นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกดดาวน์โหลดวิชาเพ่งจิตและวิชาเซ่นไหว้ที่หงเหมิงอัปโหลดไว้ในกลุ่มแชต
หลังจากดาวน์โหลดเสร็จสิ้น
ข้อมูลสองชุดที่คล้ายกับคัมภีร์ก็ปรากฏขึ้นในหัวของนาง
'วิชาเซ่นไหว้' อธิบายถึงวิธีการทำพิธีเซ่นไหว้ต่อเทพเจ้าและข้อควรระวังในระหว่างพิธี
การเซ่นไหว้อย่างแรกต้องสร้างแท่นบูชา และอย่างที่สองต้องเตรียมของเซ่นสังเวย
แท่นบูชามีระดับของมัน และของเซ่นสังเวยก็มีระดับเช่นเดียวกัน
ยิ่งของเซ่นสังเวยล้ำค่ามากเท่าใด พรจากเทพที่ได้รับกลับมาก็จะยิ่งยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว สาวกจะไปยืนอยู่หน้าแท่นบูชา สวดเผยพระนามของเทพด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า จากนั้นก็สามารถเริ่มพิธีเซ่นไหว้ต่อเทพเจ้าได้
โลกของนางเองก็มีเทพเจ้าอยู่ และพิธีเซ่นไหว้ส่วนใหญ่ก็คล้าย ๆ กัน ไม่มีอะไรแปลกใหม่
สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือ 'วิชาเพ่งจิต' ต่างหาก
ยามเมื่อนางเห็นวิชาเพ่งจิตนี้ ราวกับว่ามันเปี่ยมไปด้วยพลังมนตราอันลึกลับบางอย่าง
มันช่างศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งใหญ่
สูงส่ง
ยากเกินกว่าจะพรรณนาด้วยถ้อยคำใด ๆ
มันทำให้จิตวิญญาณของนางรู้สึกสดชื่น ราวกับว่าวิญญาณกำลังจะถูกดึงดูดเข้าไปในนั้น
อีกฝ่ายอาจจะเป็นเทพเจ้าจริง ๆ ก็ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้
ลมหายใจของปี๋บี่ตงก็เริ่มถี่กระชั้น ทรวงอกขยับกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกดข่มความตื่นเต้นและความประหม่าในใจ ปรับเปลี่ยนสมาธิ แล้วค่อย ๆ ท่องออกมาเบา ๆ:
"หงเหมิงแรกกำเนิด ผู้ใดกุมชะตาความรุ่งเรืองและตกต่ำ?"
สิ้นเสียงของนาง
กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่อลังการและทรงพลังอย่างที่สุดก็พุ่งเข้าจู่โจมจิตใจของนาง
มันช่างโบราณ
เก่าแก่ก่อนกาล
และเป็นนิรันดร์
ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายด้วยถ้อยคำเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ อารมณ์ความรู้สึกของนางแปรปรวนอย่างหนัก
"หงเหมิงแรกกำเนิด ผู้ใดกุมชะตาความรุ่งเรืองและตกต่ำ?"
ท่ามกลางความมืดมิด ราวกับมีเสียงสวรรค์แห่งมรรคาดังขึ้นในส่วนลึกของดวงวิญญาณของนาง มันช่างยิ่งใหญ่ โบราณ อ้างว้าง และเป็นนิรันดร์
มันสะท้อนก้องอยู่ในหู สวดไปพร้อมกับนาง สอดประสานไปกับน้ำเสียงของนาง
จิตใจของปี๋บี่ตงสั่นสะท้าน ดวงตาเป็นประกาย น้ำเสียงของนางเริ่มดังขึ้น และจิตวิญญาณของนางก็ยิ่งเปี่ยมด้วยความศรัทธามากขึ้น
"หงเหมิงมิอาจหยั่งวัด จุดเริ่มต้นแห่งฟ้าดิน!"
"หงเหมิงไร้สิ้นสุด จุดจบแห่งสรรพสิ่ง!"
ยิ่งปี๋บี่ตงท่องอ่านมากเท่าใด นางก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความลึกลับที่ยากจะพรรณนาภายในนั้น นางเริ่มจมดิ่งลงไป ความคิดอ่านว่องไวเฉียบคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"หงเหมิงมิอาจหยั่งวัด ที่พำนักแห่งเทพและมาร!"
"หงเหมิงไร้สิ้นสุด อู่ข้าวอู่น้ำแห่งเซียนและพุทธะ!"
วิ้ง!
ราวกับมีแสงแห่งปัญญาเปล่งประกายเจิดจรัส และไฟแห่งชีวิตกำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
ความสับสนในการบำเพ็ญเพียรที่ผ่านมาของนางถูกปัดเป่าให้กระจ่างแจ้งในทันที
ความทรงจำที่เคยเลือนรางกลับมาชัดเจนในชั่วพริบตา
มันทำให้นางตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในฉับพลัน ราวกับได้พบกับสมบัติพัสถานอันหาค่ามิได้
เทพเจ้า!
นี่คือเทพเจ้าที่แท้จริง!
ในวินาทีนี้...
ปี๋บี่ตงเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจ
"หงเหมิงโอบอุ้มจักรวาลและชั้นฟ้า!"
"หงเหมิงสรรค์สร้างสรรพชีวิต!"
"ขอนอบน้อมบูชาแด่พระองค์ เทพแห่งหงเหมิงผู้โบราณและยิ่งใหญ่!"
"พระองค์คือผู้โอบอุ้มจักรวาลและชั้นฟ้า!"
"พระองค์คือผู้สรรค์สร้างสรรพสิ่ง!"
เสียงสวดอ้อนวอนของนางดังขึ้นเรื่อย ๆ
ใบหน้าของนางยิ่งทวีความศรัทธาอันแรงกล้า
"แสงบารมีของพระองค์ส่องสว่างทั่วปฐพี"
"ไฟเทพของพระองค์ไม่มีวันดับสูญ"
"ขอนอบน้อมบูชาแด่พระองค์ เทพแห่งหงเหมิงผู้สูงสุด"
น้ำเสียงของปี๋บี่ตงเต็มไปด้วยความเลื่อมใสอันแรงกล้าขณะที่นางเปล่งเสียงสวดประโยคสุดท้ายออกมาเสียงดัง
ตูม!
ในชั่วพริบตานั้นเอง
ราวกับมีเสียงอสนีบาตระเบิดก้องในหัวของนาง
ชั้นฟ้า ปฐพี และสรรพสิ่งพลันมลายหายไปสิ้น
รอบกายของนาง
ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสีเทาพร่ามัว ราวกับว่านางได้หลุดเข้ามาสู่ความโกลาหลไร้ขอบเขตแห่งหงเหมิงแรกกำเนิด
ระหว่างฟ้าดิน มีเพียงตัวตนอันยิ่งใหญ่ อลังการ และยากเกินจะพรรณนาตนหนึ่งนั่งประทับอยู่ตรงนั้น
ช่างศักดิ์สิทธิ์
น่าเกรงขาม
มิอาจเหลือบมองเห็นรูปลักษณ์ทั้งหมดของพระองค์ได้
มิอาจเหลือบมองเห็นร่างที่แท้จริงของพระองค์ได้
พระองค์ดูเหมือนจะคงอยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณกาล เก่าแก่ อ้างว้าง ยิ่งใหญ่ และเป็นอมตะ
พระองค์ดูเหมือนจะเป็นสรรพสิ่งในใต้หล้า ไม่มีวันตาย ไม่มีวันดับสูญ เป็นนิรันดร์และหนึ่งเดียว
ไม่ว่าจะมองมาจากทิศทางใด สายตาสุดท้ายย่อมต้องตกอยู่ทีพระองค์ ราวกับว่าพระองค์คือศูนย์กลางของฟ้าดิน
ยากนักที่จะหาคำใดมาอธิบายว่าพระองค์ทรงเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่เพียงใด
พระองค์คือดวงตะวัน พระองค์คือโลกใบนี้ พระองค์คือดวงดารานับแสนล้านดวง พระองค์คือจักรวาลอันไร้ขอบเขต พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง...
พระองค์คือเทพเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียว
เทพเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียวผู้เป็นนิรันดร์และสูงสุด
พระองค์คือ...
มรรคา!
การได้พบพระองค์ ก็คือการได้พบมรรคา!