- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 101 การสอบแค่นี้เอง
บทที่ 101 การสอบแค่นี้เอง
บทที่ 101 การสอบแค่นี้เอง
เที่ยงวันจันทร์ ในห้องเรียนวิชาทฤษฎีของชั้นปีหนึ่ง ทันทีที่เสียงระฆังบอกเวลาเที่ยงวันดังขึ้น และคุณอามีช่าเดินจากไป เหล่าแม่มดน้อยก็พากันพุ่งตัวออกจากห้องเรียนด้วยความเร็วแสง
“ไป ๆ ๆ! รีบไปที่ห้องปีสองข้าง ๆ กันเถอะ!”
โม่หลานเดินตามรั้งท้ายกลุ่มแม่มดน้อย ใจหนึ่งก็อยากดูเรื่องสนุก แต่อีกใจก็กลัวโดนพวกรุ่นพี่รุมสกรัม
เหล่าแม่มดน้อยปีสองที่เพิ่งผ่านการรับน้องด้วยแบบฝึกหัด และเพิ่งได้รับแจ้งข่าวร้ายเรื่องการสอบ ก็ต้องมาเห็นประตูห้องเรียนถูกพวกแม่มดน้อยปีหนึ่งปิดล้อมไว้ แถมยังพากันบุกเข้ามาในห้องอีก
วาชิด้าพุ่งตัวเข้าไปเป็นคนแรก พร้อมเปิดฉากทักทายแบบเผาขน “รุ่นพี่คะ! วันนี้เรียนสนุกไหมเอ่ย?”
มาถึงขั้นนี้แล้ว มีหรือที่แม่มดน้อยปีสองจะไม่เข้าใจสถานการณ์?
“พวกเธอรู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้วใช่ไหม?”
“ใช่แล้วค่ะ! พวกเราใช้มาสองเดือนแล้ว แถมยังสอบไปตั้งสองรอบแล้วด้วย!” วาชิด้าพูด “มาเลยสาว ๆ! โชว์เหรียญตราแห่งเกียรติยศของพวกเธอออกมาสิ!”
วาชิด้า ซิลฟ์ เชอริล ไอส์ และเหล่าแม่มดน้อยคนอื่น ๆ ต่างก็พร้อมใจกันหยิบเหรียญทองเวทมนตร์ที่ตัวเองได้รับรางวัลออกมาโชว์
“อ้าว? แล้วโม่หลานล่ะ? ของเธอมีเยอะที่สุดเลยนะ!”
โม่หลานที่แอบเดินตามอยู่ข้างหลังเงียบ ๆ กำลังเขย่งเท้าดูสีหน้า ‘เบิกบานใจ’ ของพวกรุ่นพี่: “(--;)?”
“โม่หลาน เธอไปทำอะไรอยู่ข้างหลังน่ะ รีบมาข้างหน้าสิ!” เหล่าแม่มดน้อยพากันดันตัวเธอให้มายืนอยู่แถวหน้าสุด
“วันนี้ไม่ได้บอกให้เธอพกเหรียญทองเวทมนตร์ที่ได้เป็นรางวัลจากการสอบมาด้วยเหรอ? ได้เอามาไหม?” วาชิด้ากระตุกแขนเสื้อเธอเบา ๆ
โม่หลานพยักหน้าอย่างยากลำบาก ก่อนหน้านี้เธอไม่เห็นรู้เลยว่าที่วาชิด้าบอกให้พกเหรียญทองมาด้วยก็เพื่อจะเอามาทำเรื่องนี้น่ะ!
ภายใต้สายตาอันแสนคาดหวังของทุกคน โม่หลานตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงจำใจล้วงเอาเหรียญทองหกเหรียญออกจากกระเป๋าข้าง แล้วประคองไว้ในมือเหมือนกับคนอื่น ๆ
“รุ่นพี่คะ ตั้งใจทำแบบฝึกหัดให้ดี ทำข้อสอบประจำเดือนให้ได้คะแนนสูง ๆ ไม่แน่ว่าตอนเรียนจบอาจจะสะสมเหรียญทองคำม่วงได้สักเหรียญเลยนะคะ!”
พอแม่มดน้อยปีสองได้เห็นเหรียญทองเวทมนตร์เหล่านี้ ตาของพวกเธอก็ลุกวาว “นี่คือรางวัลจากการสอบประจำเดือนทั้งหมดเลยเหรอ?”
“อื้ม!”
“พวกเธอสอบผ่านมาแล้ว ข้อสอบมันยากไหม?”
“ไม่ยากเลย! พวกเราไม่มีใครได้รางวัลเป็นแบบฝึกหัดเลยสักคนเดียว!”
พอเหล่าแม่มดน้อยปีสองได้ยินดังนั้น ความกังวลในใจก็ผ่อนคลายลง
ขนาดเด็กปีหนึ่งยังไม่มีใครสอบได้ต่ำกว่า 70 คะแนนเลย แล้วพวกเธอจะแย่ไปถึงขั้นนั้นได้ยังไงกัน!
เมื่อบทลงโทษไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เสน่ห์เย้ายวนของเหรียญทองเวทมนตร์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
“เรื่องการสอบเอาไว้ก่อน โม่หลาน ทำไมในแบบฝึกหัดถึงมีชื่อของเธออยู่ด้วยล่ะ?” ลิลิธถือแบบฝึกหัดพลางเปิดดูหน้าแรก “ผู้เรียบเรียง: แม่มดระดับเหนือสูงสุดอามีช่า, ที่ปรึกษาด้านวิชาการ: จอมมนตราโม่หลาน แล้วก็ตรงนี้อีก...”
เธอพลิกไปที่หน้าสุดท้าย “‘ขอคารวะผู้ประดิษฐ์แบบฝึกหัดแห่งทวีปวาเลน ผู้เผยแพร่วัฒนธรรมแบบฝึกหัดและการสอบแห่งดาวเคราะห์สีน้ำเงิน——จอมมนตราโม่หลาน’... นี่กำลังพูดถึงเธออยู่ใช่ไหม?”
โม่หลานชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความตกตะลึง
ให้ตายเถอะ มีชื่อเธออยู่จริง ๆ ด้วย!
เธอรีบคว้าแบบฝึกหัดวิชาทฤษฎีเวทมนตร์พื้นฐานที่วาชิด้าหนีบไว้ใต้รักแร้มาดูบ้าง ก็พบว่ามีเหมือนกัน!
แม้กระทั่งฉายาจอมมนตราของเธอก็ยังถูกเขียนลงไปด้วย
ทั้งสถาบันมีจอมมนตราแค่เจ็ดคนเท่านั้น และไม่มีคนที่สองที่ชื่อโม่หลานอีกแล้ว เธอจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยจริง ๆ
ตัวเธอไม่ต้องทำแบบฝึกหัด เลยไม่ได้เปิดดูอย่างละเอียด ส่วนแบบฝึกหัดที่เธอเคยตรวจทานไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้มีข้อความพวกนี้อยู่ด้วยเลย
นึกไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ใหญ่จะใส่ชื่อของเธอลงไปในแบบฝึกหัดด้วย
อาจารย์ใหญ่นะอาจารย์ใหญ่ คุณกำลังจะขุดหลุมฝังหนูชัด ๆ!
วาทศิลป์ปลุกใจพวกนั้นน่าจะพอใช้ได้ผลกับพวกรุ่นพี่ชั้นปีสูง ๆ อยู่บ้างใช่ไหมนะ?
มาถึงขั้นนี้แล้ว โม่หลานทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับ “ฉันเองค่ะ! ฉันคิดว่าถ้าอยากจะยกระดับความสามารถในการอ่านและเพิ่มความเข้าใจในความรู้ล่ะก็ วิธีการทำแบบฝึกหัดและการสอบวัดผลจากอดีตชาติของฉันมันน่าจะได้ผลดีกว่า ฉันเลยเสนอรูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้ให้กับอาจารย์ใหญ่ พวกพี่ทำ ‘แบบฝึกหัด’ กันแล้วใช่ไหมคะ? ทำเสร็จแล้วรู้สึกว่าจดจำความรู้ได้แน่นหนาขึ้นไหมล่ะ?”
“ใช่!” ลิลิธกัดฟันกรอดพลางตอบ
แม้ว่าจะช่วยให้จดจำความรู้ได้แน่นหนาขึ้นจริง แต่ตอนทำมันก็ยากลำบากขึ้นตั้งเยอะเหมือนกันนะ!
ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ อาจารย์ใหญ่สั่งให้พวกเธอทำแบบฝึกหัดในส่วนที่เคยเรียนผ่านมาแล้วให้เสร็จหมดด้วย เพราะต้นเดือนหน้าจะมีการสอบแล้ว!
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามสัปดาห์ แต่เนื้อหานั้นมันกินเวลาเรียนไปตั้งหลายเดือนเลยนะ!
โม่หลานทำทีเป็นไม่รับรู้ถึงน้ำเสียงที่ผิดปกติของรุ่นพี่ เธอหยิบยกเอาความจำเป็นในการปูพื้นฐานความรู้ทางทฤษฎีให้แน่นแบบที่เคยพูดกับพวกแม่มดน้อยปีหนึ่งมาพูดซ้ำอีกรอบ ราวกับกำลังป้อน ‘วาทศิลป์ปลุกใจ’ ชามโตให้พวกรุ่นพี่คนละชาม
ทว่า... อย่างไรเสียพวกรุ่นพี่ก็โตกว่าหนึ่งปี ย่อมไม่ถูกหว่านล้อมได้ง่าย ๆ เหมือนพวกเด็กใหม่ปีหนึ่ง เมื่อเห็นว่าพวกเธอยังคงจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นชา โม่หลานจึงจำต้องงัดไม้ตายออกมาใช้
“พวกรุ่นพี่ไม่อยากจะเรียนรู้ให้เยอะ ๆ สอบให้ได้คะแนนดี ๆ แล้วก็รับเหรียญทองเวทมนตร์กันเหรอคะ? พอเรียนจบไปแล้ว โอกาสหาเงินง่าย ๆ แบบนี้ไม่มีอีกแล้วนะคะ
การสอบและแบบฝึกหัดแค่นี้ พวกปีหนึ่งอย่างพวกเรายังผ่านการทดสอบมาได้เลย หลายคนก็ได้รับรางวัลเป็นเหรียญทองเวทมนตร์ไปแล้ว ถึงคนที่ยังไม่ได้ก็ทำคะแนนได้ใกล้เคียงแล้วล่ะค่ะ พวกรุ่นพี่ไม่ต้องเป็นกังวลเลย ไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ!”
“ใครบอกว่าพวกเรากังวลกันล่ะ!” รุ่นพี่ลิลิธเป็นคนแรกที่ออกมาโต้แย้ง “พวกเราเรียนมามากกว่าพวกเธอตั้งหนึ่งปี ทักษะการอ่านก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว! ก็แค่แบบฝึกหัดกับการสอบแค่นี้เอง! เหอะ!”
“ใช่แล้ว!” เหล่าแม่มดน้อยปีสองคนอื่น ๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน
พวกปีหนึ่งเพิ่งจะเข้าเรียนมาได้ไม่นาน ยังสามารถสอบผ่านและได้เหรียญทองเวทมนตร์มาครองได้เลย แล้วพวกเธอมีเหตุผลอะไรที่จะทำไม่ได้ล่ะ!
การบ้านเยอะขึ้นแล้วยังไงล่ะ? พวกเธอจะยอมให้พวกเด็กปีหนึ่งเทียบชั้นได้งั้นเหรอ? ไม่มีทางเด็ดขาด!
แต่ถึงกระนั้น พวกเธอก็ยังคงรู้สึกหมั่นไส้ท่าทีของพวกรุ่นน้องที่ตั้งใจจะมาดูเรื่องสนุกของพวกเธออยู่ดี
“ไป ๆ ๆ! ตอนบ่ายพวกเธอไม่มีเรียนกันหรือไง? ไม่รีบลงเขาไปกินข้าวเที่ยง แล้วเตรียมตัวเรียนตอนบ่าย มัวแต่มาออกันอยู่ที่นี่ทำไม? พวกเราน่ะเสียเวลานิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก แค่ขี่ไม้กวาดบินแป๊บเดียวก็ถึงห้องแล้ว แต่พวกเธอน่ะต้องเดินเท้ากลับไปเป็นชั่วโมงเลยไม่ใช่เหรอ?”
เหล่าแม่มดน้อยปีหนึ่ง: ⊙﹏⊙
พอพูดถึงไม้กวาดบิน พวกเธอก็รู้สึกหมดสนุกขึ้นมาทันที!
“ตกลงว่าเมื่อไหร่พวกเราถึงจะได้เรียนเพาะปลูกหญ้าไม้กวาดกันนะ!”
วิชาการบินต้องรอขึ้นปีสองถึงจะได้เรียน เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง แต่ไอ้หญ้าไม้กวาดนี่มันก็ควรจะเริ่มปลูกกันได้แล้วไม่ใช่เหรอ? อุตส่าห์เรียนมาตั้งหลายเดือนแล้ว
“รอให้พวกเธอเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหารให้จบก่อน แล้วค่อยไปเรียนวิชาเวทมนตร์พฤกษาต่อ พอเรียนปลูกผักเป็นแล้ว ก็น่าจะเริ่มปลูกหญ้าไม้กวาดได้แล้วล่ะมั้ง!” ลิลิธกล่าว
“หา? นี่พวกเราเพิ่งจะเริ่มเรียนเวทมนตร์ทำอาหารอบขนมปังดำกันเองนะ!”
เหล่าแม่มดน้อยปีหนึ่งพากันคิดไม่ตกเลยว่า วิชาเวทมนตร์ทำอาหารนี้มันจะไปเรียนจบเอาตอนไหน
“อะไรนะ? พวกเธอแค่อาบย้อมเวทมนตร์ใส่เครื่องครัวเสร็จ ก็เริ่มอบขนมปังดำกันได้แล้วเหรอ? ทุกคนเลยเหรอ?” เรนี่ร้องอุทาน
“โม่หลานน่ะเรียนเมนูที่สอนในหนังสือจบหมดแล้ว แถมยังใช้เวทมนตร์ทำอาหารทำได้คล่องจนเริ่มฝึกสูตรอาหารของตัวเองแล้วด้วย ส่วนไอส์ก็กำลังฝึกอบสเต๊กเนื้อซึ่งเป็นเมนูสุดท้ายแล้ว วาชิด้ากับซิลฟ์ก็ใกล้จะอบขนมปังขาวได้แล้วเหมือนกัน มีแค่พวกเราไม่กี่คนที่ไม่มีพรสวรรค์เรื่องการทำอาหารและเวทมนตร์ทำอาหารนี่แหละ ที่เพิ่งจะเริ่มหัดอบขนมปังดำกัน...”
อัลบาไล่เรียงความคืบหน้าในการเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหารของแต่ละคนให้ฟัง “รุ่นพี่เรนี่คะ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว พวกเรายังต้องเรียนวิชาเวทมนตร์ทำอาหารไปอีกนานแค่ไหนถึงจะจบเหรอคะ?”