- หน้าแรก
- ใครว่านักอัญเชิญกระจอก เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์พันธสัญญาปีศาจแบบจัดเต็ม
- บทที่ 67 - ฉายายมบาลมีชีวิต ตั้งให้แกนี่ไม่เสียของจริงๆ!
บทที่ 67 - ฉายายมบาลมีชีวิต ตั้งให้แกนี่ไม่เสียของจริงๆ!
บทที่ 67 - ฉายายมบาลมีชีวิต ตั้งให้แกนี่ไม่เสียของจริงๆ!
บทที่ 67 - ฉายายมบาลมีชีวิต ตั้งให้แกนี่ไม่เสียของจริงๆ!
☆☆☆☆☆
เมื่อเจิ้งอวี่ตัดสินใจ เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าร้อยอสูร
ไอหยินที่เคยกดทับร่างของเขามาตลอดสลายหายไปจนหมดสิ้น
เด็กหญิงหันมองเจิ้งอวี่พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า "ยินดีด้วยนะ นายได้รับการยอมรับจากพวกพี่สาวแล้ว"
"ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลย"
เจิ้งอวี่พยักหน้าเบาๆ ให้กับเหล่าร้อยอสูรในเล้าหมู
เด็กหญิงหันไปมองทางศาลบรรพชนแล้วพูดขึ้น "ถึงพวกเราจะได้รับความเวทนาจากเทพหยินที่มอบพลังอัญเชิญวิญญาณให้ จนสามารถเปลี่ยนทั้งหมู่บ้านนี้ให้กลายเป็นหมู่บ้านผีสิงได้"
"แต่ตราบใดที่ยังมีบรรพชนในศาลบรรพชนคุ้มครองอยู่ พวกเราก็ไม่สามารถลงทัณฑ์ไอ้พวกเดรัจฉานนั่นได้อย่างแท้จริงหรอก"
เจิ้งอวี่ถาม "แล้วถ้าไม่มีบรรพชนนั่นล่ะ"
เด็กหญิงยิ้มหวาน "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เยี่ยมไปเลยสิ ฉันจะทำให้พวกมันสิ้นหวังจากก้นบึ้งของจิตใจ จะฉีกร่างพวกมันให้แหลกละเอียดคาศาลบรรพชนไปเลย"
"ฉันจะให้พวกมันมาซุกหัวคลุกฝุ่นอยู่ในเล้าหมู แล้วให้พวกเราเข้าไปอยู่ในศาลบรรพชนแทน"
"ฉันจะให้พวกมันกราบไหว้ฉัน"
"ให้พวกมันต้องกราบไหว้คนที่พวกมันเคยเหยียบย่ำว่าต่ำต้อยที่สุด"
"ฉันจะทำให้พวกมันกลายเป็นหมูจริงๆ!"
"ให้พวกมันได้ลิ้มรสชีวิตแบบที่พวกเราเคยเจอ..."
เด็กหญิงเจื้อยแจ้วไม่หยุด
ใช้น้ำเสียงที่น่ารักที่สุด เอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่โหดเหี้ยมที่สุดออกมา
ชัดเจนเลยว่าแผนการล้างแค้นนี้เธอคงคิดเอาไว้ในใจมานานแสนนานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ปลุกพลังคนไหนเลือกเส้นทางการผ่านด่านแบบนี้เลย
เพราะนอกจากเด็กหญิงที่ถูกตาเฒ่าเก็บมาเลี้ยงและถูกตัดลิ้นแล้ว ผีตนอื่นๆ ในเล้าหมูล้วนไม่สามารถก้าวเข้าไปในศาลบรรพชนได้เลย
หากต้องการทำเรื่องพวกนี้ให้สำเร็จ ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนนอกอย่างพวกผู้ปลุกพลังเท่านั้น
เมื่อได้ยินคำพูดสุดโหดของเด็กหญิง
เจิ้งอวี่ก็... เอ่ยชมเชยออกมาตรงๆ "แบบนี้สิถึงจะถูก"
"การล้างแค้นมันก็ต้องเอาให้ถึงที่สุด ไม่ใช่มัวแต่อ้อมค้อม"
"วิธีล้างแค้นที่พวกเธอทำอยู่ก่อนหน้านี้ พวกมันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดอะไร หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนมาแก้แค้น"
"พวกมันก็แค่หวาดกลัว แต่ไม่ได้มีความรู้สึกสำนึกผิดเลยสักนิด"
ในฐานะ "ผู้เชี่ยวชาญด้านความอาฆาต" เจิ้งอวี่ชี้ให้เห็นว่าการล้างแค้นของพวกเธอที่ผ่านมามันเน้นรูปแบบมากกว่าผลลัพธ์จริงๆ
"พวกเธอต้องทำให้พวกมันรู้จักคำว่าเสียใจสิ"
เจิ้งอวี่พูดต่อ "เรื่องนี้ปล่อยให้ฉันจัดการเอง"
เด็กหญิงมองเจิ้งอวี่สลับกับเกี้ยวสีแดงที่พังยับเยิน แล้วถามว่า "แต่นายจะเอาบรรพชนของพวกมันออกไปยังไงล่ะ"
"เจ้านั่นเก่งกว่าพวกพี่สาวของฉันเยอะเลยนะ"
เจิ้งอวี่ตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม "เรื่องนั้นโคตรจะง่ายเลย"
เจิ้งอวี่อุ้มเด็กหญิงเดินกลับไปที่ศาลบรรพชนอีกครั้ง
เวลานี้
เกี้ยวสีแดงถูกทำลายจนแหลกละเอียดไปแล้ว
ค่าประสบการณ์เกือบสองหมื่นหน่วยกับอุปกรณ์ระดับแพลทินัมอีกหนึ่งชิ้น เด้งเข้ากระเป๋าเขาไปตั้งแต่ตอนที่เขากำลังคุยกับเด็กหญิงแล้ว
ผีสาวชุดแดงก็โผล่ออกมาจากเกี้ยว ลอยตัวอยู่กลางอากาศ
แต่หล่อนไม่ได้โจมตีอะไร ทำเพียงแค่จ้องมองเจิ้งอวี่ที่กำลังเดินกลับมา
ด้วยคำสั่งของเจิ้งอวี่ เหล่าอสูรอัญเชิญก็หยุดการโจมตีเช่นกัน
ทุกคนต่างมองเจิ้งอวี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น รวมไปถึงพวกชาวบ้านที่หลบซ่อนตัวอยู่ข้างในด้วย
เจิ้งอวี่อุ้มเด็กหญิงเดินเข้าไปในศาลบรรพชน
เหวินเหรินฉิงอวี่รีบถามทันที "สถานการณ์เป็นไงบ้าง"
เจิ้งอวี่ยิ้มแล้วตอบ "เรียบร้อยดี ตอนนี้ก็แค่รอให้พวกชาวบ้านตัดสินใจเลือกเอง จากนั้นพวกเราก็จะได้ออกไปจากที่นี่กันสักที"
"เลือกเหรอ"
เหวินเหรินฉิงอวี่ไม่เข้าใจ
เจิ้งอวี่บุ้ยปากเป็นเชิงบอกให้เธอดูอยู่เงียบๆ ก็พอ
"แม่ทัพก็อบลิน อัญเชิญกองพันทหารม้าหนักออกมา"
"รับทราบ!"
ตู้ม!
สิ้นเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงพื้นอย่างพร้อมเพรียง กองพันทหารม้าก็อบลินหุ้มเกราะหนักสามสิบนายก็เดินออกมาจากเบื้องหลังแม่ทัพก็อบลิน
หมาป่ายักษ์ที่สวมเกราะหนักก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบมายืนตั้งแถวอยู่กลางศาลบรรพชน
"..."
เมื่อมองดูกองพันทหารม้าหนักที่ดูน่าเกรงขามสุดๆ กองนี้จากบนฟ้า ผีสาวชุดแดงก็ถึงกับขมวดคิ้ว
หล่อนนึกไม่ถึงเลยว่า สู้กันมาจนป่านนี้ คนนอกคนนี้ยังจะมีไพ่ตายกั๊กเอาไว้อีก
ความจริงแล้ว การที่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะผีสาวชุดแดงยอมรับในความแข็งแกร่งของเจิ้งอวี่ ถึงได้อนุญาตให้เจิ้งอวี่พาเด็กหญิงไปที่เล้าหมูได้อย่างปลอดภัย
หล่อนคือราชินีผีแห่งหมู่บ้านซ่างยวี่ การตัดสินใจใดๆ ย่อมต้องผ่านการเห็นชอบจากหล่อน
หล่อนยอมรับในฝีมือของคนนอกคนนี้แล้ว
แต่หล่อนคิดไม่ถึงว่าคนนอกคนนี้จะเก่งกาจกว่าที่หล่อนคาดคิดไว้ซะอีก
หล่อนแอบเปรียบเทียบในใจว่า ฝูงร้อยอสูรจะสามารถต้านทานการชาร์จของกองพันทหารม้าหนักกองนี้ได้หรือไม่
ในขณะเดียวกัน เจิ้งอวี่ก็หันไปพูดกับชาวบ้าน "พวกนายเอาของที่อยู่ในโถงประดิษฐานวิญญาณไปทิ้งข้างนอกซะ"
ชาวบ้านพากันอึ้ง
ไม่มีใครขยับตัวเลยสักคน
ย้ายโถงประดิษฐานวิญญาณเนี่ยนะ
เป็นไปไม่ได้หรอก
โถงประดิษฐานวิญญาณคือสิ่งเดียวที่ปกป้องพวกเขาอยู่ จะให้ย้ายออกไปได้ยังไง
เด็กหญิงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะ "พวกมันไม่ยอมย้ายหรอก นายคิดจะให้พวกมันลงมือย้ายโถงนั่นออกไปเองเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้หรอก"
เจิ้งอวี่กระซิบตอบ "งั้นเธอก็คิดผิดแล้วล่ะ"
เด็กหญิงถามด้วยความสงสัย "นี่นายจะใช้กำลังบังคับอีกแล้วเหรอ"
เจิ้งอวี่ส่ายหน้า
"ใช้กำลังกับพวกนี้ไปก็เปล่าประโยชน์ ขนาดความตายพวกมันยังไม่กลัว ยังดันทุรังจะทำพิธีเซ่นไหว้ให้ได้เลย จะไปขู่เข็ญอะไรพวกมันได้"
เด็กหญิงชี้ไปที่กองพันทหารม้าหนักก็อบลินที่อยู่ข้างหลังเจิ้งอวี่ด้วยความงุนงง
เจิ้งอวี่ยิ้มแล้วพูดว่า "พวกนี้เดิมทีฉันกะจะเอามาใช้รับมือกับค่ำคืนร้อยอสูรยาตรา... อ้อ หมายถึงเอาไว้รับมือพวกพี่สาวของเธอนั่นแหละ อุตส่าห์เก็บงำมาจนถึงตอนนี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ใช้ซะแล้ว"
"ที่เรียกออกมาก็แค่จะให้พวกเธอเห็นว่า ไม่ว่าฉันจะเลือกทางไหน ฉันก็ผ่านไปได้ทั้งนั้น แต่ฉันเลือกที่จะอยู่ข้างพวกเธอ"
พูดจบเจิ้งอวี่ก็เดินเข้าไปในห้องโถงของศาลบรรพชน
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างของเจิ้งอวี่ทันที
เขาสัมผัสได้เลยว่าถ้าเขาลงมือทำลายเอง เขาต้องตายสถานเดียวแน่ๆ บรรพชนที่สถิตอยู่ที่นี่แข็งแกร่งมาก!
เจิ้งอวี่กวาดสายตามองชาวบ้าน แล้วชี้ไปที่รูปปั้นดินเหนียวเทพหยินสองหน้า "พวกนายรู้ไหมว่าทำไมพิธีเซ่นไหว้ถึงล้มเหลวมาตลอด"
"ก็เพราะว่า... พวกนายกราบไหว้มั่วซั่วไปหมดไงล่ะ"
"ลองถามใจตัวเองดูสิ บรรพชนของพวกนายสามารถสร้างปาฏิหาริย์แบบในอดีตได้จริงๆ เหรอ"
"สร้างใบชาที่ทำให้คนหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นได้ไหม"
"สร้างโรคระบาดที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาเหยียบที่นี่ได้ไหม"
"บรรพชนของพวกนายทำไม่ได้หรอก"
"แต่พระองค์ทำได้!"
เจิ้งอวี่พูดด้วยน้ำเสียงดุดันและเร้าอารมณ์ "พวกนายแหกตาดูศาลบรรพชนแห่งนี้สิ เทพหยินที่คอยช่วยเหลือพวกนายประทับอยู่ที่นี่แท้ๆ แต่พวกนายกลับปล่อยให้มีสิ่งแปลกปลอมอื่นมาตั้งวางอยู่ในศาลบรรพชนนี้ด้วยเนี่ยนะ"
"แบบนี้มันไม่ลบหลู่กันเกินไปหน่อยเหรอ"
"..."
"ก็จริงแฮะ..."
พวกชาวบ้านดันเชื่อซะงั้น
"เพราะงั้น ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกนายต้องเลือกแล้ว"
"จะเอาไอ้ของขยะเกะกะพวกนั้นออกไปจากศาลบรรพชน หรือจะให้ฉันสงเคราะห์ส่งพวกนายไปสบาย จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป"
"เลือกเอาเองก็แล้วกัน"
พูดจบเจิ้งอวี่ก็ผายมือเชิญ ซึ่งทิศทางที่มือเขาชี้ไปก็คือมุมในสุดของศาลบรรพชน ตรงตำแหน่งที่ป้ายวิญญาณฝุ่นเขรอะนั่นตั้งอยู่
เจิ้งอวี่สัมผัสได้เลยว่ากลิ่นอายในป้ายวิญญาณเริ่มปั่นป่วนอย่างหนัก
มันกำลังร้อนรน
เพราะตอนนี้ใครๆ ก็ดูออกว่าชาวบ้านพวกนี้หูเบาเชื่อคำพูดของเจิ้งอวี่เข้าเต็มเปา บางคนเริ่มมีท่าทีขยับเขยื้อนแล้ว
เค่ออิงที่ยืนดูละครฉากนี้อยู่พูดด้วยความประหลาดใจ "นี่พวกมันไม่รู้จริงๆ เหรอว่าใครเป็นคนคอยคุ้มครองพวกมันมาตลอดเนี่ย"
เหวินเหรินฉิงอวี่ตอบอย่างมั่นใจ "ไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ"
"เฮ้อ บรรพชนที่น่าสงสาร อุตส่าห์คอยปกป้องคุ้มครองมาเงียบๆ แท้ๆ สุดท้ายกลับโดนลูกหลานตัวเองทอดทิ้งซะงั้น" เค่ออิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
แต่เจิ้งอวี่กลับหัวเราะแล้วพูดว่า "ฉันว่านี่แหละคือผลกรรมที่มันสมควรได้รับ บรรพชนที่คอยปกป้องคุ้มครองพวกปีศาจ มันก็ไม่ใช่ของดีอะไรหรอก"
"ก็จริง"
ในระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่
ชาวบ้านพวกนั้นก็เริ่มลงมืออุ้มป้ายวิญญาณออกไปจริงๆ
บรรพชนที่แข็งแกร่งจนแม้แต่เจิ้งอวี่และผีสาวชุดแดงยังต้องเกรงกลัว กลับถูกลูกหลานของตัวเองอุ้มออกไปอย่างง่ายดายราวกับเป็นขยะชิ้นหนึ่ง แล้วเอาไปโยนทิ้งไว้ข้างนอก
ถึงขั้นมีหญิงชาวนาบางคนถ่มน้ำลายใส่ป้ายวิญญาณ แล้วด่าทอด้วยความเคียดแค้น "ก็เพราะแกนี่แหละ ถ้าไม่ใช่เพราะแก พิธีเซ่นไหว้ของพวกเราคงสำเร็จไปตั้งนานแล้ว"
พูดจบหล่อนก็หันไปมองเถาเฉียน "หัวหน้าหมู่บ้าน ฉันพูดถูกไหมล่ะ"
เถาเฉียนที่ยังคาบกล้องยาสูบอยู่ถึงกับยกนิ้วโป้งให้
"ทำได้ดีมาก"
เพล้ง!
ป้ายวิญญาณแตกกระจาย
ไม่ได้มีแค่ป้ายวิญญาณอันนั้นอันเดียว แต่ภายในโถงประดิษฐานวิญญาณ ตอนนี้นอกจากรูปปั้นเทพหยินสองหน้ากับโลงศพพังๆ สามโลงที่ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรอยู่อีกเลย
เจิ้งอวี่เดินไปที่หน้าประตูศาลบรรพชน มองดูเศษซากป้ายวิญญาณที่กองสุมกันเป็นขยะอยู่ตรงหน้า
เขายิ้มแล้วพูดว่า "ชอบปกป้องพวกสวะนักไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ตัวเองก็กลายเป็นสวะไปแล้วไง"
"แต่ก็นะ... สมควรแล้วล่ะ"
"ในเมื่อสันดานเสียตั้งแต่บรรพบุรุษ ลูกหลานมันถึงได้เลวทรามแบบนี้ไง"
"แกเองก็ไม่ใช่ของดีอะไรเหมือนกันนั่นแหละ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นอันแตกซ่านที่แผ่ออกมาจากเศษป้ายวิญญาณ เจิ้งอวี่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย เขาหันไปพูดกับผีสาวชุดแดงแทน "พวกมันเป็นของพวกเธอแล้ว ขอให้สนุกนะ"
สิ้นเสียงเจิ้งอวี่ เขาก็สัมผัสได้ถึงลมหยินที่พัดกรรโชกผ่านไป
ที่แท้พวกหล่อนก็แทบจะรอไม่ไหวแล้วนี่เอง
พวกผีสาวต่างคืนร่างกลับไปเป็นรูปลักษณ์ดั้งเดิม แล้วพุ่งทะยานเข้าไปในโถงศาลบรรพชน
เสียงกรีดร้องโหยหวนเริ่มต้นขึ้นแล้ว...
เมื่อมองดูภาพอันน่าสยดสยองข้างใน เจิ้งอวี่ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
แม้ภาพตรงหน้าจะดูโหดเหี้ยมทารุณ แต่เหวินเหรินฉิงอวี่ก็ยังรู้สึกว่าไม่สาสมใจ "แค่นี้ยังน้อยไปสำหรับพวกมันด้วยซ้ำ พวกขยะลักพาตัวค้ามนุษย์แบบนี้ มันต้องโดนประหารชีวิตสถานเดียว!"
"พูดถึงเรื่องประหารชีวิต..."
เจิ้งอวี่ก็ตั้งคำถามที่มีความเป็นปรัชญาลึกซึ้งขึ้นมา "พวกเธอว่าไหนๆ ก็ต้องโดนประหารชีวิตแล้ว แถมประหารเสร็จก็ต้องเอาไปเผาอีก ทำไมไม่จับเผาทั้งเป็นแต่แรกเลยล่ะ จะได้ประหยัดงบด้วย"
เถาเฉียน "..."
เหวินเหรินฉิงอวี่ "ฉายายมบาลมีชีวิตนี่ ตั้งให้แกไม่เสียของจริงๆ"
[จบแล้ว]