- หน้าแรก
- ใครว่านักอัญเชิญกระจอก เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์พันธสัญญาปีศาจแบบจัดเต็ม
- บทที่ 60 - เขาไม่ใช่คน แต่เป็นผี
บทที่ 60 - เขาไม่ใช่คน แต่เป็นผี
บทที่ 60 - เขาไม่ใช่คน แต่เป็นผี
บทที่ 60 - เขาไม่ใช่คน แต่เป็นผี
☆☆☆☆☆
เจิ้งอวี่ "..."
บอกให้ทำตัวเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่ได้บอกให้ทำตัวเป็นนักเลงซะหน่อย
สภาพของเถาเฉียนตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับนักเลงเฒ่า ทั้งแคะฟัน ลูบผม ส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก... พวกวัยรุ่นสร้างตัวหน้าโรงเรียนก็ทำตัวแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
เหวินเหรินฉิงอวี่ เค่ออิง และไฉอวิ๋นพร้อมใจกันถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ได้นัดหมาย
คนพรรค์นี้... ไม่อยากจะไปยืนใกล้ให้เสียหน้าหรอก
ต่อให้อีกฝั่งจะเป็นฝูงผีก็เถอะ
แต่ถึงแม้จะเป็นการแสดงที่ดูงี่เง่าขนาดนี้ ภายใต้เอฟเฟกต์ของกล้องยาสูบหัวหน้าหมู่บ้าน พวกชาวบ้านก็ไม่ได้รู้สึกเอะใจเลยสักนิด
แถมยังพากันพูดด้วยความตื่นเต้นดีใจว่า "หัวหน้าหมู่บ้าน! ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!"
ชาวบ้านที่อายุมากหน่อย บางคนถึงกับน้ำตาไหลพราก
"หัวหน้าหมู่บ้านกลับมาแล้ว! ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราจะต้องดีขึ้นแน่!"
"หัวหน้าหมู่บ้าน ในที่สุดท่านก็กลับมา ฉันนึกว่าท่านถูกพวกพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้น... เอ้อ... เฮ้อ!"
ชาวบ้านพากันรุมล้อมเถาเฉียน
มีเพียงชายชราที่เคยเห็นหน้าเถาเฉียนมาก่อนเท่านั้น ที่จ้องหน้าเถาเฉียนเขม็ง แววตาฉายแววลังเลนิดๆ เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะพูด
ฟุ่บ!
ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเสียบทะลุคอหอยชายชราอย่างจัง
ฉูด!
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วพื้น
ทำให้บรรดาชาวบ้านที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่ ชะงักกึกไปในพริบตา
เมื่อเถาเฉียนเห็นฉากนี้ เขาก็เข้าใจเจตนาของเจิ้งอวี่ทันที กล้องยาสูบของหัวหน้าหมู่บ้านมีช่องโหว่อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือชาวบ้านที่เคยเห็นหน้าเถาเฉียนก่อนจะคาบกล้องยาสูบ จะจำเขาได้
วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายนิดเดียว
ฆ่าปิดปากซะก็สิ้นเรื่อง
เถาเฉียนรีบออกโรงทันที "ทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป!"
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ศพของชายชราที่นอนจมกองเลือดเพราะถูกพลธนูก็อบลินยิงทะลุคอหอย
แล้วประกาศลั่น "เจ้านี่คือคนทรยศ!"
"คนทรยศเหรอ?"
"ใช่ คนทรยศ!"
เถาเฉียนสวมบทบาทได้อย่างแนบเนียน
"คนกลุ่มนี้คือยอดฝีมือที่ฉันเชิญมาเพื่อให้พิธีเซ่นไหว้ของแท้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ใช่คนของพ่อค้าเถื่อนที่จะมาทำลายพิธีเซ่นไหว้อย่างที่มันใส่ร้ายหรอกนะ"
มีคนพูดแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย "ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าจะฆ่ากันตายดื้อๆ แบบนี้นี่นา"
เถาเฉียนตวาดกร้าว "แกกล้าสงสัยการตัดสินใจของฉันงั้นเรอะ!?"
คนพูดรีบหดหัวกลับไป ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
จังหวะนี้เอง เจิ้งอวี่ก็เดินออกมา ชี้ไปที่ศพของชายชราบนพื้นแล้วพูดขึ้น "เขาไม่ใช่คน แต่เป็นผีต่างหากล่ะ"
พูดจบ บรรดาชาวบ้านก็เห็นกับตาว่าศพของชายชรา ค่อยๆ กลายสภาพเป็นวิญญาณร้ายแล้วสลายหายไปในอากาศ
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นฝีมือของเจิ้งอวี่หรอกนะ เขาแค่เดินออกมาพูดในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะก็เท่านั้นเอง
เพราะคนที่นี่ล้วนเป็นผีกันหมดอยู่แล้ว
นี่ก็ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเจิ้งอวี่ด้วย
หมู่บ้านผีสิงแห่งนี้ ไม่มีคนเป็นอาศัยอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
สถานที่ที่มีคนเป็นอาศัยอยู่ จะไปมีทั้งผีผูกคอตาย ผีตายอดตายอยาก ผีตายเพราะโรคร้ายมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาได้ยังไง...
"เป็นผีจริงๆ ด้วย!"
เมื่อเห็นศพสลายหายไป
พวกชาวบ้านก็ปักใจเชื่อคำพูดของเถาเฉียนในทันที และเริ่มมองเจิ้งอวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
เจิ้งอวี่พิมพ์ข้อความลงในแชตกลุ่ม "พูดมากเดี๋ยวจะหลุดโป๊ะ รีบพาไปศาลบรรพชนเร็วเข้า"
เถาเฉียน (หลวงจีนผู้มีวรยุทธ์): รับทราบ!
เจิ้งอวี่สังเกตเห็นแล้วว่า ไอหยินรอบๆ ตัวเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เห็นได้ชัดว่า บอสผู้อยู่เบื้องหลังคงเริ่มจะนั่งไม่ติดแล้วเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้
เธอทนดูชาวบ้านถูกฆ่าตายได้
ทนดูพิธีเซ่นไหว้ล้มเหลวได้
แต่เธอไม่มีทางยอมให้คนนอกที่ไม่ใช่ชาวบ้าน มาจูงจมูกพวกชาวบ้านไปมาแน่ๆ และยิ่งไม่ยอมให้ชาวบ้านพวกนี้ได้ล่วงรู้ความจริงเด็ดขาด
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมลิ้นของเด็กหญิงถึงได้หายไป
เพราะเด็กหญิงคนนั้นเคยพูดความจริงออกมายังไงล่ะ
[เทพ ต้องการให้ผู้ใช้คำสาปทำภารกิจให้สำเร็จ โดยจะมอบพลังอำนาจให้กับผู้ใช้คำสาปเพื่อช่วยให้พวกเขาบรรลุความปรารถนา แต่ถ้าหากผู้ใช้คำสาปทำภารกิจไม่สำเร็จ ก็จะต้องสูญเสียพลังอำนาจไป หรืออาจถึงขั้นถูกลงทัณฑ์]
นี่คือประโยคที่ผู้ปลุกพลังทุกคนล้วนท่องจำจนขึ้นใจ
ประโยคนี้ได้อธิบายถึงจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดของการคงอยู่ของขุมนรกทั้งหมด
และเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดที่ผู้ปลุกพลังใช้เพื่อทะลวงผ่านขุมนรก
ในขุมนรกถนนเหมันต์ ภารกิจของเสี่ยวฉีคือการสร้างซากศพยะเยือก และรักษาระดับความหนาวเหน็บในถนนเหมันต์เอาไว้
ผู้ใช้คำสาปของเทพหยินในหมู่บ้านซ่างยวี่ก็เช่นเดียวกัน
ในคู่มือของจางจ้าน เขาเคยพูดถึงไว้ว่า ผู้ใช้คำสาปของเทพหยินอาจจะต้องรักษาหมู่บ้านซ่างยวี่ให้คงอยู่ต่อไป ถึงจะได้รับพลังคำสาปจากเทพหยินมา
ถ้าพวกชาวบ้านรู้ความจริง หมู่บ้านผีสิงซ่างยวี่ ก็จะไม่ใช่หมู่บ้านผีสิงซ่างยวี่อีกต่อไป
เธอจะต้องขัดขวางกระบวนการบอกเล่าความจริงอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เคยมีผู้ปลุกพลังที่ท้าทายขุมนรกระดับฝันร้ายคนไหน เลือกที่จะเดินตามแนวทางของเจิ้งอวี่เลย
ล้วนแต่เลือกที่จะซ่อนตัวอยู่ในโลงศพอย่างเชื่อฟัง และปล่อยให้เวลาผ่านไปสามวันตามปกติ
จึงไม่มีขั้นตอนการเปิดโปงความจริงแบบนี้เกิดขึ้น
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่เคยมีใครตั้งข้อสังเกตหรือตั้งสมมติฐานมาก่อนเลยว่า ชาวบ้านอาจจะเป็นผี
แต่จะมาป่าวประกาศบอกความจริงกับชาวบ้านตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ข้อแรก ชาวบ้านคงไม่ยอมเชื่อกันง่ายๆ
ข้อสอง ทั่วทั้งหมู่บ้านซ่างยวี่คือสมรภูมิหลักของผู้ใช้คำสาปเทพหยิน มีแค่ศาลบรรพชนเท่านั้นที่ไม่ใช่
คู่มือของจางจ้านเริ่มจะมีประโยชน์ก็คราวนี้แหละ ศาลบรรพชนคือสถานที่ที่เหมาะสำหรับการต่อสู้ที่สุด
...
เถาเฉียนจงใจเดินปะปนไปกับกลุ่มชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านเป็นคนนำทางไปที่ศาลบรรพชน ก็เขาไม่รู้ตำแหน่งของศาลบรรพชนนี่นา
พวกชาวบ้านแต่ละคนดูตื่นเต้นกันสุดๆ
พิธีเซ่นไหว้สามครั้งที่ผ่านมา ขอแค่มีหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ด้วย ก็จะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน
หัวหน้าหมู่บ้านในใจของพวกเขา ก็คือบุคคลสำคัญที่สามารถสื่อสารกับบรรพชนได้
ศาลบรรพชนตั้งอยู่ในสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านซ่างยวี่
มองจากภายนอก แทบจะแยกไม่ออกเลยว่ามีความแตกต่างจากบ้านหลังอื่นตรงไหน
แต่พื้นที่ด้านในกลับกว้างขวางกว่าที่คิดไว้มาก
ตรงกลางลานมีอ่างสำริดยักษ์ขนาดความกว้างกว่าสองเมตรตั้งอยู่ ภายในอ่างมีเปลวไฟสีฟ้าอ่อนลุกโชนอยู่
ในห้องโถงหลักมีโลงศพวางอยู่สามโลง
มันคือโลงศพของบรรพชนทั้งสามโลงที่เคยใช้ทำพิธีเซ่นไหว้มาก่อนหน้านี้
แต่ที่แปลกก็คือ จนถึงตอนนี้โลงศพพวกนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะผุพังเลยสักนิด
เมื่อก้าวเข้ามาในศาลบรรพชน
เจิ้งอวี่ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ไอหยินได้ถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้านนอกทั้งหมด
"ลานบ้านแห่งนี้ มีของดีซ่อนอยู่จริงๆ แฮะ"
เจิ้งอวี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้านซ่างยวี่มีไอหยินลอยคลุ้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจิ้งอวี่บอกว่า ผู้ใช้คำสาปของเทพหยินคอยจับตาดูพวกเขาอยู่ตลอดเวลายังไงล่ะ
ไอหยินก็คือพลังอำนาจของผู้ใช้คำสาปเทพหยิน
แต่พอก้าวเข้ามาในศาลบรรพชน ไอหยินกลับเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
แสดงว่า ภายในศาลบรรพชนแห่งนี้ จะต้องมีของอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ
"มิน่าล่ะ จางจ้านถึงบอกว่าจำเป็นต้องสู้กันที่นี่ มีเหตุผลจริงๆ ด้วย"
ระหว่างที่พูด
เถาเฉียนก็ถูกฝูงชาวบ้านรุมล้อมพาเข้าไปในห้องโถงหลักแล้ว
พวกเจิ้งอวี่ก็เดินผ่านโลงศพเข้าไปในห้องโถงหลักเช่นกัน
ห้องโถงหลักถูกดัดแปลงให้กลายเป็นศาลบรรพชนไปตั้งนานแล้ว มีทั้งแท่นบูชาวิญญาณบรรพชนและป้ายวิญญาณต่างๆ วางเรียงราย แต่ตรงกลางห้องกลับมีรูปปั้นดินเหนียวตั้งตระหง่านอยู่
รูปปั้นดินเหนียวซีกหนึ่งเป็นสีขาว อีกซีกหนึ่งเป็นสีดำ ซีกสีดำมีดวงตาเบิกกว้างถมึงทึง ส่วนซีกสีขาวกลับไม่มีทั้งตาและปาก
สองมือพนมเข้าหากัน
ทว่าระหว่างฝ่ามือที่พนมอยู่นั้น กลับมีคมมีดเล่มหนึ่งซ่อนอยู่อย่างชัดเจน!
[จบแล้ว]