- หน้าแรก
- ใครว่านักอัญเชิญกระจอก เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์พันธสัญญาปีศาจแบบจัดเต็ม
- บทที่ 40 - เลเวลสิบสาม! สัตว์อัญเชิญตัวที่สาม!
บทที่ 40 - เลเวลสิบสาม! สัตว์อัญเชิญตัวที่สาม!
บทที่ 40 - เลเวลสิบสาม! สัตว์อัญเชิญตัวที่สาม!
บทที่ 40 - เลเวลสิบสาม! สัตว์อัญเชิญตัวที่สาม!
☆☆☆☆☆
การเจรจาล่มไม่เป็นท่า
แถมยังไม่มีช่องว่างให้ประนีประนอมเลยแม้แต่น้อย
เพราะโจวอวิ๋นไม่มีทางขอโทษแน่นอน
ในฐานะนายกเทศมนตรี ผู้เล่นเลเวลสี่สิบห้า จะให้ไปขอโทษนักอัญเชิญมือใหม่ต่อหน้าสาธารณชนได้ยังไง
ต่อให้นักอัญเชิญคนนั้นจะเพิ่งเคลียร์ขุมนรกระดับฝันร้ายที่ไม่มีใครทำลายสถิติมาได้เป็นสิบๆ ปีก็เถอะ มันก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้นายกเทศมนตรียอมลดตัวลงไปขอโทษอยู่ดี
ในโลกใบนี้ ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุกอย่าง
การที่โจวอวิ๋นมีเลเวลสูงถึงสี่สิบห้า นั่นแหละคือความเย่อหยิ่งและเป็นแต้มต่อของเขา
ต่อให้คุณจะมีพรสวรรค์ล้นฟ้าแค่ไหน คุณก็ต้องเอาพรสวรรค์นั้นไปเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งให้ได้ซะก่อน ถึงจะคู่ควรกับคำว่า "ยุติธรรม"
ขนาดโจวอวิ๋นยังไม่ยอมขอโทษเลย แล้วหลี่หนานจะไปยอมได้ยังไง
ส่วนเรื่องทรัพยากรล่ะก็...
ยิ่งไม่มีทางทวงคืนมาได้เลย
โจวอวิ๋นเอาทรัพยากรส่วนนี้ไปประเคนให้หลี่เฟิง ก็เพื่อแลกกับตั๋วเข้าสู่เครือข่ายพรรคพวกของตระกูลหลี่ ขืนไปทวงคืนมาตอนนี้ก็เท่ากับผิดใจกันทั้งสองฝ่ายน่ะสิ
ระหว่างตระกูลหลี่กับเจิ้งอวี่ เขาเลือกได้แค่อย่างเดียวเท่านั้น
ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่มีทางเลือกเจิ้งอวี่อยู่แล้ว
ทางออกที่สวยงามสำหรับทุกฝ่ายน่ะเหรอ
มันไม่มีอยู่จริงหรอก
เลขาเองก็รู้ดี เขาทำงานรับใช้นายกเทศมนตรีมาหลายสมัย โจวอวิ๋นคือผู้เล่นที่หยิ่งยโสและบ้าความสำเร็จที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลย
เลขาหันไปมองเจิ้งอวี่ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ คราวนี้เขาไม่ได้ใช้คำพูดแบบพวกข้าราชการอีกต่อไป "ถ้าผมมองในมุมของเธอ ผมก็คงไม่ยอมรับเหมือนกัน แต่ถ้าผมยืนอยู่จุดเดียวกับโจวอวิ๋น ผมก็คงไม่ยอมถอยเหมือนกัน"
"เพราะงั้น ผมก็คงทำได้แค่ภาวนาให้ในอนาคตเธอไม่ได้ดิบไม่ได้ดีอะไร ไม่อย่างนั้น...ผมกับโจวอวิ๋นคงโดนรุมด่าจนตายแน่ๆ"
พูดไปพูดมา นี่มันก็เป็นแค่หน้าที่ของเลขานั่นแหละ
จากนั้นเลขาก็พากลุ่มคนเดินจากไป
หลังจากเจิ้งอวี่กับฉายฟางแลกช่องทางติดต่อกันเสร็จ เจิ้งอวี่ก็พาพวกเถาเฉียนเดินออกจากโถงมิติเร้นลับถนนเหมันต์
...
ณ ห้องทำงานนายกเทศมนตรีเมืองเจียงสุ่ย
หลี่หนานและโจวอวิ๋นได้รับรายงานจากเลขาเรื่องข้อเสนอสองข้อของเจิ้งอวี่แล้ว
เมื่อเห็นหลี่หนานนั่งเงียบ โจวอวิ๋นก็เลยชิงพูดขึ้นก่อน "ไอ้เด็กเจิ้งอวี่นี่ คงนึกว่าฟลุคผ่านขุมนรกระดับฝันร้ายมาได้รอบนึงแล้วจะมาทำกร่างตั้งเงื่อนไขกับฉันได้งั้นสิ"
"หนทางยังอีกยาวไกล ฉันไม่เชื่อหรอกว่านักอัญเชิญอย่างมันจะไปได้ไกลสักแค่ไหนเชียว"
หลี่หนานพ่นควันบุหรี่ออกมาช้าๆ สีหน้าเรียบเฉย "จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ การผ่านขุมนรกระดับฝันร้ายได้ มันใช้คำว่าฟลุคไม่ได้หรอกนะ"
"แต่ก็นั่นแหละ..."
"ขุมนรกลึกระดับหนึ่ง ต่อให้เป็นระดับฝันร้าย มันก็เป็นแค่ขุมนรกของพวกมือใหม่เท่านั้นแหละ"
"ถ้าเป็นที่เขตส่วนกลางของเรานะ ในขุมนรกแต่ละด่านก็มีอัจฉริยะที่ผ่านระดับฝันร้ายได้เป็นกอบเป็นกำนั่นแหละ มันก็แค่มาอยู่ในเมืองบ้านนอกคอกนาแบบพวกคุณ มันถึงได้ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดน่าตื่นเต้นก็เท่านั้นเอง"
บ้านนอกคอกนางั้นเหรอ...
โจวอวิ๋นแอบด่าในใจ ถึงเมืองเจียงสุ่ยจะเทียบกับศูนย์กลางของจิ่วโจวอย่างเขตส่วนกลางไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้ถึงขั้นเป็นบ้านนอกคอกนาซะหน่อย
หลี่หนานไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของโจวอวิ๋นเลยสักนิด เขายังคงพูดต่อไปว่า "คุณจะตัดสินใจยังไงผมไม่เข้าไปก้าวก่ายหรอกนะ แต่ผม หลี่หนาน มีลูกชายคือหลี่เฟิงแค่คนเดียวเท่านั้น"
"วางใจเถอะครับรัฐมนตรีหลี่ ผมเข้าใจดี"
"เข้าใจก็ดีแล้ว"
หลี่หนานขยี้บุหรี่ทิ้งแล้วเดินออกจากห้องทำงานของโจวอวิ๋นไป
วินาทีที่หลี่หนานเดินพ้นประตูไป รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของโจวอวิ๋นก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดครึ้มทันที
พอมาถึงเลเวลระดับนี้ ถ้าอยากจะอัปเลเวลต่อไปแต่ตัวเองฝีมือไม่ถึง ก็ต้องรู้จักเลือกข้าง
การที่หลี่หนานถูกส่งตัวมาประจำการที่เมืองเจียงสุ่ย สำหรับเขาแล้วมันคือโอกาสทองเลยล่ะ
การเลือกข้างและเข้าร่วมขั้วอำนาจของตระกูลหลี่ สิ่งที่เขาจะได้ไม่ใช่แค่เกราะคุ้มกันทางการเมือง แต่ยังรวมถึงสิทธิพิเศษในการจัดปาร์ตี้ลงดันเจี้ยนด้วย
การพัฒนาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนบางกลุ่มสามารถผูกขาด "สิทธิพิเศษ" บางอย่างในขุมนรกเอาไว้ได้
สิทธิพิเศษที่ว่านั้นก็คือ สิทธิในการรวมทีม
ซึ่งถูกเรียกว่า ขั้วอำนาจ หรือเครือข่ายพรรคพวก
ความยากของขุมนรกลึกระดับสี่ ทำให้การจัดปาร์ตี้ผู้เล่นเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองทรัพยากรมาก ผู้เล่นเก่งๆ ส่วนใหญ่จึงมักจะเข้าร่วมขั้วอำนาจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
เฉพาะคนในเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้ร่วมทีมกับผู้เล่นระดับเทพๆ
ซึ่งนั่นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเคลียร์ขุมนรกเลยก็ว่าได้
และในทั่วทั้งจิ่วโจว เครือข่ายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม หนึ่งในนั้นก็คือขั้วอำนาจของตระกูลหลี่ ที่มีหลี่เฉิงกง ผู้เล่นเลเวลหกสิบห้าเป็นแกนนำ
เมื่อเทียบกับความโกรธแค้นของนักอัญเชิญระดับเอสเพียงคนเดียว การได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเข้าร่วมขั้วอำนาจตระกูลหลี่มันสำคัญกว่าเยอะ
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองอีกแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมหลี่หนานถึงได้สปอยล์หลี่เฟิงนักหนา มันไม่ใช่แค่ข้ออ้างที่ว่า "มีลูกชายแค่คนเดียว" หรอกนะ
แต่มันเป็นเพราะสถานะในตระกูลต่างหาก
สำหรับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลี่ การแบ่งแยกชนชั้นภายในตระกูลนั้นเข้มงวดมาก
การที่หลี่หนานอยากจะแย่งชิงตำแหน่งในตระกูล เพื่อก้าวขึ้นเป็นบุคคลสำคัญในขั้วอำนาจ ลำพังแค่ความเก่งกาจของตัวเองมันไม่พอ ลูกหลานของเขาก็ต้องเก่งด้วย
เห็นได้ชัดเลยว่า การที่หลี่เฟิงมีพรสวรรค์แค่ระดับเอ ถือเป็น "จุดด่างพร้อย" ของหลี่หนาน
และการที่เขามีลูกชายแค่คนเดียว มันก็ไม่ได้แปลว่าเขารักหลี่เฟิงมากหรอก แต่มันแปลว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วต่างหาก
เขาคงอยากจะหาทรัพยากรมาอัปเลเวลให้หลี่เฟิงเยอะๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรของตระกูล เพื่อสร้างฐานอำนาจให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นกระมัง
โจวอวิ๋นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้น
"เลขาหวัง คุณไปสั่งให้กรมแรงงานระงับเรื่องทะเบียนประวัติของเจิ้งอวี่เอาไว้ก่อนนะ มันอยากไปเมืองซ่างยวี่นักไม่ใช่เหรอ ขัดขวางไม่ให้มันไปได้ก็สิ้นเรื่อง"
"นายกเทศมนตรีโจวครับ อาจจะระงับไว้ไม่ได้แล้วครับ"
"อะไรนะ ระงับไม่ได้ ทำไมล่ะ"
เลขาอธิบายว่า "เจิ้งอวี่ไม่ใช่คนเมืองเจียงสุ่ยมาตั้งแต่แรกแล้วครับ ปู่ของเขาก็เป็นแค่คนเก็บขยะเถื่อนที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ ตัวเจิ้งอวี่เองก็ไม่มีทะเบียนราษฎร์มาตั้งแต่เกิดแล้วครับ"
"แล้วมันเข้าเรียนได้ยังไง"
"เพราะผลการเรียนเขาดีเยี่ยม คะแนนประเมินทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ดีเลิศ แทบจะเป็นที่หนึ่งของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งตลอด ทางโรงเรียนก็เลย..."
โจวอวิ๋นเข้าใจทันที โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งห่วงเรื่องผลงาน ก็เลยแกล้งทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งเรื่องทะเบียนบ้านของเจิ้งอวี่สินะ
"..."
"วันๆ เอาแต่ทำบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย"
โจวอวิ๋นอยากจะสบถด่าจริงๆ
"อ้อ สั่งการลงไปนะ ไอ้ครูของเจิ้งอวี่ที่ชื่อจางเฉิงน่ะ อย่าปล่อยให้มันเสนอหน้าอยู่ในโรงเรียนอีก"
เลขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "อาจารย์จางเฉิงย้ายไปอยู่เมืองซ่างยวี่แล้วครับ"
"..."
"ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงทำพลาดกันได้ฮะ ต้องให้ฉันคอยตามเช็ดตามล้างให้ตลอดเลยหรือไง"
"ไอ้พวกไม่ได้เรื่องเอ๊ย!"
โจวอวิ๋นทนไม่ไหวสบถด่าออกมาลั่น
เลขาแอบรู้สึกน้อยใจ
ทั่วทั้งหน่วยงานรัฐ เขาเนี่ยแหละที่ทำงานถวายหัวที่สุด พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาก็ต้องเป็นคนไปคอยตามแก้ปัญหาให้ คอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ตลอด
แล้วท่านนายกฯ เคยถามตัวเองบ้างไหมล่ะ ว่าที่เรื่องมันบานปลายมาถึงขนาดนี้มันเป็นเพราะใคร
เอาแต่ด่าเขาอยู่นั่นแหละ
จู่ๆ เลขาก็เกิดความรู้สึกอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า "กูไม่อยากทำแล้วโว้ย" ขึ้นมาตงิดๆ
"ช่างเถอะ ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ปล่อยมันไปเถอะ ก็แค่ผู้เล่นหน้าใหม่คนนึง ปล่อยข่าวออกไปว่าอีกไม่กี่วันฉันจะลงขุมนรกลึกระดับสี่ของเมืองเจียงสุ่ย ถ้าผ่านด่านได้เมื่อไหร่ ผู้เล่นทั้งเมืองก็จะได้ผลประโยชน์กันถ้วนหน้า"
"ถึงตอนนั้นคงไม่มีใครจำชื่อเจิ้งอวี่ได้แล้วล่ะ"
"ส่วนเรื่องอนาคตน่ะเหรอ...นักอัญเชิญอย่างมันจะมีอนาคตบ้าบออะไรกัน"
จนถึงป่านนี้โจวอวิ๋นก็ยังปักใจเชื่อว่า เจิ้งอวี่อาศัย "ความฟลุค" ถึงเคลียร์ขุมนรกระดับฝันร้ายได้
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเจิ้งอวี่จะสามารถก้าวขึ้นมาคุกคามตำแหน่งของเขาในอนาคตได้จริงๆ
ตอนนี้ยังทำไม่ได้ อนาคตก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
อีกอย่าง ตอนนี้เขาก็ถือว่าได้ก้าวเท้าเข้าไปอยู่ในขั้วอำนาจตระกูลหลี่แล้ว อนาคตสดใสรออยู่เบื้องหน้า จะไปกลัวอะไรกับอนาคตอีกล่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น โจวอวิ๋นก็ยังต้องหาที่ระบายอารมณ์อยู่ดี
และหวยก็ไปออกที่พวก "ผู้เชี่ยวชาญ" นั่นเอง
"ตอนนี้สั่งปลดพวกผู้เชี่ยวชาญปัญญาอ่อนพวกนั้นออกให้หมด แล้วก็ร่างประกาศออกไปแจ้งผู้เล่นทุกคนด้วย คุณน่าจะรู้ใช่ไหมว่าต้องเขียนยังไง"
ถึงเลขาจะยังอารมณ์บูดอยู่ แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ยังไงก็ต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี่นา
"ทราบครับ"
"เราจะทำให้เรื่องของเจิ้งอวี่ดูเบาลง ไม่พูดถึงหลี่เฟิงกับรัฐมนตรีหลี่หนานเลยแม้แต่น้อย โยนความผิดทั้งหมดไปให้พวกผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็ขุดเรื่องฉาวๆ ของพวกนั้นขึ้นมาแฉเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จากนั้นก็...ปิดปากทุกคนให้เงียบ"
สเต็ปนี้เขาชำนาญอยู่แล้ว
"อืม ไปจัดการซะ"
"เหนื่อยหน่อยนะ"
สุดท้ายโจวอวิ๋นก็ยอมเอ่ยปากให้กำลังใจ เมืองเจียงสุ่ยจะไม่มีโจวอวิ๋นก็ได้ จะไม่มีเจิ้งอวี่ก็ได้ แต่จะขาดเลขาหวังไปไม่ได้เด็ดขาด
...
ณ สลัมในเมืองเจียงสุ่ย
บ้านของเจิ้งอวี่
เถาเฉียนเดินเข้าบ้านเจิ้งอวี่อย่างคุ้นเคย เขาเปิดตู้เย็นหยิบไอศกรีมออกมา แล้วหันไปถามเจิ้งอวี่ "นายกินป่ะ"
เจิ้งอวี่ส่ายหน้า
"กินหน่อยน่า"
"ไม่เอา นายอยู่ในขุมนรกถนนเหมันต์ยังหนาวไม่พอหรือไง ออกมาปุ๊บก็กินไอศกรีมเลยเนี่ยนะ"
"แล้วพวกเธอล่ะ กินไหม" เถาเฉียนหันไปถามเหวินเหรินฉิงอวี่กับเค่ออิง ที่ตามเจิ้งอวี่กลับมาที่บ้านด้วย
เหวินเหรินฉิงอวี่ส่ายหน้า
เค่ออิงถามด้วยความสงสัย "นี่บ้านเจิ้งอวี่ไม่ใช่เหรอ ทำไมนายทำตัวเหมือนเป็นบ้านตัวเองเลยล่ะ"
เถาเฉียนรินน้ำดื่มอย่างคล่องแคล่ว แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา "ตั้งแต่เจิ้งอวี่ย้ายมาอยู่เมืองเจียงสุ่ย ฉันก็เป็นเพื่อนบ้านเขานี่แหละ บ้านเขาก็เหมือนบ้านฉันนั่นแหละ คุ้นเคยจะตาย"
เจิ้งอวี่พยักหน้า ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ
"มาเข้าเรื่องกันดีกว่า"
เจิ้งอวี่วางโทรศัพท์มือถือลง
"เมื่อกี้ฉันคุยกับฉายฟางมา ทางเมืองซ่างยวี่จัดการย้ายอาจารย์จางเฉิงไปที่เมืองซ่างยวี่เรียบร้อยแล้ว คิวต่อไปก็คือพวกเธอ"
"ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเธอสองคนเป็นคนเมืองเจียงสุ่ยแต่กำเนิดหรือเปล่า" เจิ้งอวี่หันไปถามเหวินเหรินฉิงอวี่กับเค่ออิง
เหวินเหรินฉิงอวี่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ไม่ใช่หรอก"
"งั้นรอพวกเธอเลเวลสิบเมื่อไหร่ ก็ย้ายมาอยู่เมืองซ่างยวี่ด้วยกันสิ ที่นั่นมีขุมนรกลึกระดับสองตั้งสองแห่ง ถึงตอนนั้นพวกเธอช่วยไปหาข้อมูลทำคู่มือมาให้หน่อยนะ"
"ได้เลย!"
เค่ออิงรีบชิงตอบรับทันที
นี่หมายความว่าเจิ้งอวี่ตกลงจะพาพวกเธอไปลงดันเจี้ยนด้วยกันอีก นี่มันโอกาสทองชัดๆ!
ถึงพวกเธอจะเป็นแค่ตัวเกาะเลเวล และคงไม่ได้รับการแบ่งของรางวัลอย่างเท่าเทียม แต่ถึงอย่างนั้น ของรางวัลที่ได้จากการเคลียร์ขุมนรกระดับสูงๆ ที่เจิ้งอวี่แบกผ่านด่านไปได้ มันก็ยังเยอะกว่าที่ผู้เล่นทั่วไปหาได้หลายเท่าตัวนัก เรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้
แต่เหวินเหรินฉิงอวี่กลับถามด้วยความกังวลว่า "แต่ความยากของขุมนรกลึกระดับสองมันต่างจากระดับหนึ่งลิบลับเลยนะ จะให้พวกเราติดสอยห้อยตามไปด้วย...มันจะดีเหรอ"
"ได้สิ"
เจิ้งอวี่ไม่ได้อธิบายอะไรให้ยืดเยื้อ
แต่คำตอบสั้นๆ แค่สองพยางค์ ก็ทำเอาเหวินเหรินฉิงอวี่กับเพื่อนโล่งใจไปเปราะใหญ่แล้ว
เจิ้งอวี่ต้องการเพื่อนร่วมทีมที่ "เชื่อฟัง" แบบพวกเธอ
ก่อนหน้านี้เขาลองถามพวกเถาเฉียน เหวินเหรินฉิงอวี่ และเค่ออิงดูแล้วว่าได้รางวัลอะไรบ้าง ปรากฏว่าได้กันแค่กล่องบันทึกสถิติประวัติศาสตร์ขุมนรกกันคนละกล่อง
รางวัลเคลียร์ด่านครั้งแรกคือกล่องสุ่มอุปกรณ์ระดับทอง
รางวัลผ่านด่านระดับฝันร้ายคืออาวุธระดับทองแบบเลือกอาชีพได้หนึ่งชิ้น แต่ต้องเป็นอาวุธที่ดรอปจากขุมนรกถนนเหมันต์เท่านั้น
ส่วนค่าประสบการณ์ก็ได้น้อยกว่าเจิ้งอวี่ถึงสามเท่า
นั่นก็หมายความว่า วิหารศักดิ์สิทธิ์มีระบบแจกจ่ายของรางวัลตามผลงานและบทบาทในการต่อสู้อย่างยุติธรรม
แต่ถึงอย่างนั้น
ต่อให้เป็นรางวัลที่ถูกหักทอนลงมาแล้ว มันก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนอยู่ดี
"เอาจริงๆ นายไม่ต้องรอพวกเราหรอก ดูจากค่าประสบการณ์หนึ่งหมื่นห้าพันแต้มที่ได้มา พวกเราน่าจะอัปไปถึงเลเวลสิบได้สบายๆ เลย"
เถาเฉียนบอก
"งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ กดรับรางวัล แล้วมาเปิดกล่องกันเถอะ!"
เจิ้งอวี่เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาผ่านขุมนรกระดับฝันร้ายได้
ไอ้กล่องที่การันตีดรอปอุปกรณ์ระดับแพลทินัมเนี่ย เขาตั้งตารอมานานแล้ว!
"รับรางวัล"
เจิ้งอวี่กดรับรางวัลทั้งสามส่วนรวดเดียว
รางวัลบันทึกสถิติประวัติศาสตร์ : {ค่าประสบการณ์ผู้เล่น +15000} กล่องของขวัญเกียรติยศบันทึกสถิติประวัติศาสตร์ (ขุมนรกถนนเหมันต์ระดับฝันร้าย) 1 กล่อง ฉายากิตติมศักดิ์ผู้จารึกประวัติศาสตร์ (เวอร์ชันขุมนรกถนนเหมันต์ระดับฝันร้าย) 1 รางวัล
รางวัลเคลียร์ด่านครั้งแรก : {กล่องของขวัญเคลียร์ด่านถนนเหมันต์ครั้งแรก (ระดับฝันร้าย)} {ค่าประสบการณ์ผู้เล่น +15000}
รางวัลเคลียร์ด่านระดับฝันร้าย : {กล่องสมบัติถนนเหมันต์ (ระดับฝันร้าย)} {ค่าประสบการณ์ผู้เล่น +15000}
ประเดิมด้วยค่าประสบการณ์ 45000 แต้มที่ไหลเข้าตัวรวดเดียว
[ขอแสดงความยินดี! เลเวลอัป!]
[เลเวล : lv.10 -> lv.13 (27400) (ต้องการค่าประสบการณ์อีก 26900 แต้มเพื่ออัปเลเวล)]
[พลังชีวิต : 1250 -> 2800] (คุณสมบัติจากอุปกรณ์ 450)
[มานา : 340 -> 370] (คุณสมบัติจากอุปกรณ์ 150)
[สติปัญญา : 116 -> 161] (คุณสมบัติจากอุปกรณ์ 35)
[พละกำลัง : 20 -> 26] (คุณสมบัติจากอุปกรณ์ 2)
[ความคล่องตัว : 16 -> 19]
แต้มสถานะคงเหลือ : 15
เป็นไปตามที่เจิ้งอวี่คาดไว้ พุ่งพรวดเดียวสามเลเวลรวด!
ทะลุมาถึงเลเวลสิบสาม!
หลอดเลือดกับแต้มสถานะที่พุ่งกระฉูดขนาดนี้ ก็หมายความว่า...เขามีแต้มพรสวรรค์มากพอที่จะเอาไปวิวัฒนาการสัตว์อัญเชิญของเขาได้อีกแล้ว
"สัตว์อัญเชิญตัวที่สาม จะเอาตัวไหนดีนะ"
...
[จบแล้ว]