- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นสัตว์อสูรทั้งที ขอแบกเจ้านายคนนี้ให้เป็นที่หนึ่งเลยละกัน
- บทที่ 130 - กลยุทธ์การจัดทัพที่เหมือนกันเป๊ะ
บทที่ 130 - กลยุทธ์การจัดทัพที่เหมือนกันเป๊ะ
บทที่ 130 - กลยุทธ์การจัดทัพที่เหมือนกันเป๊ะ
บทที่ 130 - กลยุทธ์การจัดทัพที่เหมือนกันเป๊ะ
เมื่อสวีลี่ กัปตันทีมโรงเรียนต้าอ้ายอู่กั่ง คว้าชัยชนะรวดสามแมตช์ไปได้อย่างสวยงาม
การแข่งขันในช่วงเช้าก็สิ้นสุดลง และได้สองทีมที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย
ในฐานะทีมจากเมืองระดับสอง ทีมโรงเรียนฝึกสอนเซินหลัวถือเป็นม้ามืดตัวจริงเสียงจริง ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคและทะลวงวงล้อมมาจนถึงรอบนี้ได้ แถมยังเอาชนะคู่แข่งสุดหินอย่างทีมโรงเรียนอันดับหนึ่งเจียงเถียน และผ่านเข้าสู่รอบชิงได้สำเร็จ นับว่าเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยตำนานจริงๆ
แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับทีมโรงเรียนต้าอ้ายอู่กั่งที่เข้ารอบมาเป็นทีมที่สอง รัศมีของพวกเขาก็ดูจะดรอปลงไปบ้าง
ถ้าเปรียบทีมโรงเรียนฝึกสอนเซินหลัวเป็นม้ามืด ทีมโรงเรียนต้าอ้ายอู่กั่งก็ถือเป็นทีมเต็งระดับพระกาฬตั้งแต่ต้นจนจบการแข่งขัน!
ตั้งแต่แข่งมาจนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่เคยเปิดเผยขีดจำกัดความสามารถที่แท้จริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าไม่ว่าจะเจอคู่แข่งหน้าไหนก็สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่ในการแข่งขันรอบสี่ทีมสุดท้ายที่เพิ่งจบลงไป กัปตันทีมของพวกเขาที่คว้าชัยรวดเดียวสามแมตช์ เอาชนะทีมโรงเรียนต้าอ้ายเซินหลิง ก็ไม่ได้แสดงอาการหมดแรงหรือบาดเจ็บให้เห็นเลย
ตรงกันข้าม สัตว์อสูรของลูกทีมทั้งสามคนจากทีมโรงเรียนต้าอ้ายเซินหลิงที่เป็นคู่แข่ง กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า
โดยพื้นฐานแล้ว หลังจากได้สองทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ บรรยากาศโดยรวมก็ฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ชนะในการแข่งขันนัดนี้ และแชมป์ของลีกประจำปีนี้ น่าจะตกเป็นของทีมโรงเรียนต้าอ้ายอู่กั่งอย่างแน่นอน
เมื่อการแข่งขันดำเนินมาถึงจุดนี้ คนตาดีๆ ต่างก็มองออกว่า การที่ทีมโรงเรียนฝึกสอนเซินหลัวทะลุเข้ามาถึงรอบนี้ได้นั้น อาศัยการค้ำจุนจากอสูรเมฆาครามล้วนๆ
แม้ว่าอสูรเมฆาครามจะแข็งแกร่งมาก แต่เมื่อเทียบกับตะขาบอัสนีม่วงที่มีความคล่องตัวสูง กระดองหนาเตอะ พลังไฟฟ้าทำลายล้างรุนแรง และมีความโดดเด่นทั้งในด้านความเร็ว การป้องกัน และการโจมตีแล้ว ความสามารถของเขาก็ยังถือว่าห่างชั้นกันพอสมควร
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า สมาชิกอีกสองคนของทีมโรงเรียนฝึกสอนเซินหลัวนั้น ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้เลยแม้แต่น้อย
ด้วยความต่างชั้นของฝีมือที่มากเกินไป ทำให้บางคนถึงกับออกปากว่า พอแข่งรอบชิงที่สามในช่วงบ่ายเสร็จ ก็สามารถแจกรางวัลให้แชมป์ รองแชมป์ และอันดับสามได้เลย!
คำพูดที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถางแบบนี้ เดิมทีหัวหน้าฟางตั้งใจจะปิดบังไม่ให้นักเรียนได้รับรู้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพจิตใจ
แต่ก็จนใจที่คนพูดเรื่องนี้มีเยอะเกินไปจนปิดไม่มิด
ทว่าเหล่านักเรียนที่ได้ยินกลับบอกว่า ไม่แคร์หรอกน่า!
ก็เมื่อวานตัดสินใจกันแล้วนี่ว่าจะขอสู้ตายในรอบสุดท้าย
แต่สุดท้ายยังไม่ทันจะได้สู้ ก็โดนกัปตันทีมพาคว้าชัยมาได้แบบงงๆ โดยที่ยังไม่ได้ก้าวเท้าลงสนามเลยด้วยซ้ำ
ความอัดอั้นที่เก็บไว้ยังไม่ได้ปลดปล่อยออกมาเลย จะมาหวั่นไหวกับคำนินทาไร้สาระพวกนี้ได้ยังไง!
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่คนพวกนั้นพูดมันก็เป็นเรื่องจริงนี่นา ปฏิเสธไม่ได้หรอก!
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ สมาชิกทีมโรงเรียนฝึกสอนเซินหลัวก็ได้ประลองฝีมือกับหัวกะทิรุ่นเดียวกันมามากมาย ทำให้พวกเขาประเมินตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และรู้ดีว่าทีมของพวกเขานั้นเป็นรองคู่แข่งมากจริงๆ
แต่ถึงจะมีช่องว่างเรื่องฝีมือ ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะยอมให้แชมป์ที่อยู่แค่เอื้อมหลุดมือไปให้คนอื่นง่ายๆ ซะหน่อย
ก็ตกลงกันแล้วนี่ว่าจะสู้ให้สุดใจในศึกสุดท้าย ในเมื่อวันนี้ยังไม่ได้สู้ พรุ่งนี้ก็ค่อยสู้ต่อสิ!
ยังไงพรุ่งนี้ก็เป็นศึกสุดท้ายจริงๆ แล้วล่ะ!
ไม่สู้ตอนนี้แล้วจะไปสู้ตอนไหนล่ะ?
แถมกัปตันทีมก็เพิ่งจะบอกมาหมาดๆ ด้วย
ท่าทางเหนื่อยล้าของอสูรเมฆาครามในการแข่งขันรอบที่แล้วเป็นแค่การแสดงละครตบตา ความจริงเขายังมีไพ่ตายซ่อนไว้อีก และรอที่จะใช้มันเล่นงานคู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ
เหมือนกับว่ายังมีความหวังซ่อนอยู่ ซึ่งทำให้ทุกคนใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง
ดังนั้นในฐานะเพื่อนร่วมทีม สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือการลงสนามเป็นด่านหน้า และทุ่มสุดกำลังเพื่อโค่นคู่แข่งฝั่งตรงข้ามให้ได้อย่างน้อยหนึ่งหรือสองคน
เพื่อเป็นการปูทางให้อสูรเมฆาครามได้เผชิญหน้ากับตะขาบอัสนีม่วงของสวีลี่ กัปตันทีมโรงเรียนต้าอ้ายอู่กั่ง ด้วยสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุด
ส่วนผลแพ้ชนะจะเป็นยังไง ตอนนี้พวกเขาไม่อยากเก็บมาคิดให้รกสมองแล้ว!
ช่วงบ่าย ทีมโรงเรียนอันดับหนึ่งเจียงเถียนและทีมโรงเรียนต้าอ้ายเซินหลิงโคจรมาพบกันอีกครั้งเพื่อชิงตำแหน่งที่สาม
ในฐานะทีมที่เจ็บหนักมาจากการแข่งขันรอบรองชนะเลิศในช่วงเช้า การแข่งขันชิงที่สามในช่วงบ่ายจึงดุเดือดเลือดพล่านเป็นพิเศษ
ถ้าไม่นับพวกที่บาดเจ็บสาหัสจนพลังต่อสู้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจนต้องส่งตัวสำรองลงสนาม ทั้งสองทีมต่างก็ลงแข่งทั้งๆ ที่ยังมีบาดแผลติดตัว
สุดท้ายก็เป็นผีเสื้อสีรุ้งวัฏจักรของเจี่ยเหยาชิง กัปตันทีมโรงเรียนต้าอ้ายเซินหลิง ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินไป จนถูกลิงปัญญาชาดของเซี่ยงอู่ฉวยโอกาสโจมตีจุดอ่อนอย่างต่อเนื่อง และพ่ายแพ้ไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้
ก่อนที่แชมป์และรองแชมป์จะตัดสิน ทีมโรงเรียนอันดับหนึ่งเจียงเถียนก็คว้าตำแหน่งที่สามของเขตการแข่งขันเหลียนซานไปครอง!
ในฐานะทีมเจ้าถิ่นจากเมืองเซินหลิง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของเขตเหลียนซาน กลับทำได้ดีที่สุดแค่อันดับที่สี่ เรื่องนี้ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้งไปเลย
แต่เมื่อค่ำคืนผ่านพ้นไป และวันใหม่มาเยือน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป
วันใหม่ บรรยากาศทั่วทั้งเมืองเซินหลิงก็ดูจะคึกคักและเร่าร้อนขึ้นกว่าเดิม
ที่ด้านนอกของศูนย์การแข่งขันซึ่งจุคนได้กว่าหมื่นคน ผู้ชมต่างพากันมาต่อคิวรอกันตั้งแต่เช้าตรู่ พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์การแข่งขันเมื่อวานอย่างออกรส และตั้งตารอคอยการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้นในวันนี้
ถังเยว่เซวียนเดินผ่านเส้นทางสำหรับผู้เข้าแข่งขันเข้าสู่ห้องพักนักกีฬา เธอฟังเสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้องมาจากสนามประลอง
เด็กสาวลูบหน้าตัวเองเบาๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง เพื่อบรรเทาความตื่นเต้นในใจ
เธอชำเลืองมองดูเจ้าหมาที่นอนหมอบอยู่บนเก้าอี้ใกล้ๆ ซึ่งดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย บนใบหน้าของเธอก็ปรากฏแววตาอิจฉาขึ้นมาจางๆ
“อิจฉาเสี่ยวอวิ๋นจังเลยนะ ดูเหมือนจะไม่รู้จักคำว่ากลัวเลย...”
โก่วอวิ๋นหันไปมองถังเยว่เซวียน กวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีท่าทีตื่นเต้นตรงไหนเลยสักนิด
แต่พอเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ อย่างสยงปิงฮว๋า สาวหน้าตายจอมซึน ได้ยินคำพูดของเธอเข้า ก็ถึงกับหน้าถอดสีไปเลย
เขาถึงกับทำหน้าเอือมระอา “เธอเลิกพูดดีกว่ามั้ง ขืนพูดอีกเดี๋ยวเพื่อนร่วมทีมก็พาลหมดกำลังใจจนลงสนามไม่ไหวกันพอดี!”
พอเด็กสาวเห็นแบบนั้น ก็หัวเราะแหะๆ ออกมาสองสามคำ และยอมเงียบปากไป
แม้ถังเยว่เซวียนจะเคยเฉียดตายมาแล้ว แต่เมื่อต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ความตื่นเต้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่หลังจากก้าวข้ามความตื่นเต้นไปได้ สิ่งที่ตามมาก็คือความตื่นตัวและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่พลุ่งพล่าน
ตอนนี้เธอแทบจะอดใจรอให้การแข่งขันเริ่มไม่ไหวแล้ว!
...
“พวกนายคิดว่าสภาพของอสูรเมฆาครามเมื่อวานนี้ มันถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ หรือเปล่า?”
หลังจากเดินออกมาจากห้องพัก สวีลี่ก็เอ่ยถามเพื่อนร่วมทีมขึ้นมาระหว่างที่เดินไปตามทางเดินสู่สนามประลอง
“ทำไมนายยังมัวแต่คิดเรื่องนี้อยู่อีกเนี่ย!”
เพื่อนร่วมทีมตอบกลับอย่างปวดหัว “เมื่อวานเราก็วิเคราะห์กันไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าทั้งพลังงานและพละกำลังของเขาในการต่อสู้มันหมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ น่ะ?”
“ขยายร่างได้ตั้งสามเท่า ต่อให้อสูรเมฆาครามจะเก่งแค่ไหน พอใช้ทักษะนี้ไปแล้ว พละกำลังก็ต้องหดหายไปเยอะอยู่แล้วล่ะน่า!”
“นั่นสินะ...” สวีลี่พยักหน้าอย่างใช้ความคิด
“นายก็วางใจเถอะ ต่อให้คู่แข่งจะยังซ่อนไพ่ตายไว้อีกนิดหน่อย พวกเราก็จะช่วยนายงัดมันออกมาเองแหละ!”
เพื่อนร่วมทีมอีกคนเอ่ยขึ้น “มีพวกเราลงเป็นด่านหน้า ไม่ว่าอสูรเมฆาครามจะลงสนามเป็นคนแรกหรือไม่ เราก็จะช่วยกำจัดอุปสรรคให้นายได้เยอะเลยล่ะ...”
“นายมีหน้าที่แค่คุมเกมในรอบสุดท้าย และคว้าแชมป์มาให้พวกเราก็พอแล้ว!”
“อุตส่าห์วางแผนให้ซะขนาดนี้ ฉันก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้วล่ะ งั้นก็ฝากด้วยนะ”
สวีลี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เลิกหมกมุ่นกับเรื่องพละกำลังของอสูรเมฆาครามเสียที
ความจริงแล้ว เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องนี้หรอก
เดิมทีเขายังตั้งใจจะลงแข่งเป็นคนแรก เพื่อประลองฝีมือกับอสูรเมฆาครามที่หาตัวจับยากตัวนั้นด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะโค้ชและเพื่อนร่วมทีมต่างก็ยืนกรานว่า ในรอบชิงชนะเลิศต้องเน้นความชัวร์ไว้ก่อน
และต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายเปลี่ยนลำดับการลงสนาม เพื่อมาตัดกำลังเขาโดยเปล่าประโยชน์ล่ะก็
เขาคงไม่ระมัดระวังตัวขนาดนี้หรอก!
“อสูรเมฆาครามงั้นเหรอ... หวังว่าคู่แข่งคนนี้จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ฉันบ้างนะ!”
[จบแล้ว]