- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- บทที่ 379 + 380 (ฟรี)
บทที่ 379 + 380 (ฟรี)
บทที่ 379 + 380 (ฟรี)
บทที่ 379 แบบนี้เรียกว่าปล้นตัวเองได้ไหมเนี่ย
ดูเหมือนว่าทางลับนี้เพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาใหม่ๆ เพราะยังมีกลิ่นดินชื้นๆ โชยมาเตะจมูก
เบื้องหน้าปรากฏลานกว้าง เมื่อพวกหลี่ชวนเดินเข้าไป ก็พบว่ามีคนมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อยแล้ว
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันแหงนหน้ามองขึ้นไปบนเพดานโดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ไม่ใช่เพดานดิน ทว่ากลับเป็นระลอกคลื่นแสงของค่ายกลที่กำลังสั่นไหว
คลื่นแสงของค่ายกลแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างรอบๆ
ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
จากนั้นพวกเขาก็หันไปมองรอบๆ
กำแพงรอบด้านล้วนเป็นดิน เหมือนกับทางเดินที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ก็เพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาได้ไม่นานเช่นกัน
"ข้ากับผู้ที่ดูแลค่ายกลนี้นัดหมายกันไว้ว่าจะพบกันที่นอกเมืองยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) คาดว่าป่านนี้เขาคงจะออกเดินทางไปแล้ว เจ้าจงสั่งให้คนของเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ประเดี๋ยวค่อยมาช่วยข้าทำลายค่ายกล"
"พวกเรามีเวลาเพียงแค่ครึ่งก้านธูป หากทำลายไม่ได้ พวกเราก็จะถูกจับได้"
ชายชราในชุดคลุมสีขาวผู้หนึ่งเอ่ยกับชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองที่พาพวกหลี่ชวนมา
ชายในชุดคลุมสีทองพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาสั่งพวกหลี่ชวน "ค่ายกลที่อยู่เหนือหัวพวกเจ้า ประกอบขึ้นจากค่ายกลขนาดเล็กยี่สิบสี่ค่ายและค่ายกลขนาดใหญ่อีกหนึ่งค่าย ประเดี๋ยวพวกเจ้าจะต้องรับหน้าที่ทำลายค่ายกลขนาดเล็กเหล่านั้น"
"พวกเจ้ามีเวลาเพียงแค่ครึ่งก้านธูปเท่านั้น หากทำลายค่ายกลไม่ได้ล่ะก็... เชื่อข้าเถอะว่า อนาคตของพวกเจ้าจะจบสิ้นลงอย่างแน่นอน"
"ข้าเองก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกล หากพบว่าใครไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำลายค่ายกลล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน"
"ใช้เวลาที่ยังไม่เริ่มนี้ ศึกษาค่ายกลให้ละเอียดเสียก่อน"
สิ้นเสียงของชายในชุดคลุมสีทอง พวกหลี่ชวนก็แหงนหน้าขึ้นไปศึกษาค่ายกลเบื้องบนอีกครั้ง
อันที่จริง ตั้งแต่ตอนที่แหงนหน้าขึ้นไปมองครั้งแรก หลี่ชวนก็รู้แล้วว่าจะต้องทำลายค่ายกลนี้อย่างไร
สำหรับค่ายกลแบบผสมผสานเช่นนี้ หากให้เขาเป็นคนลงมือ เขาจะใช้พลังที่เหนือกว่าทำลายมันลงตรงๆ เลย
เพราะต่อให้เป็นเขา การจะทำลายมันด้วยวิธีปกติก็ต้องใช้เวลาพอสมควร
ทว่าในที่แห่งนี้ นอกจากพวกเขาทั้งเจ็ดแปดคนที่ถูกจับมาจากคุกแล้ว ยังมีคนอื่นๆ อีกกว่ายี่สิบคนที่ดูเหมือนจะเป็นปรมาจารย์ค่ายกลเช่นกัน
การมีปรมาจารย์ค่ายกลร่วมมือกันมากมายขนาดนี้ การทำลายค่ายกลย่อมรวดเร็วขึ้นมาก
ในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจศึกษาค่ายกลอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีนกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งบินมาจากไหนก็ไม่รู้
นกกระเรียนกระดาษมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชราในชุดคลุมสีขาว แล้วก็มีเสียงดังออกมาว่า "เขาไปแล้ว"
คำสั้นๆ เพียงสามคำ กลับทำให้สีหน้าของทั้งชายชราและชายในชุดคลุมสีทองเปลี่ยนไปทันที
"เริ่มทำลายค่ายกลได้ เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า..."
ชายในชุดคลุมสีทองเริ่มสั่งการทันที หลี่ชวนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบค่ายกลย่อยที่อยู่ริมสุด
ปรมาจารย์ค่ายกลแต่ละคนเหาะขึ้นไปบนเพดานและเริ่มลงมือทำลายค่ายกล
ทว่าเมื่อมือของหลี่ชวนสัมผัสกับค่ายกลเบื้องบน คลื่นแสงของค่ายกลที่เคยกะพริบไหวก็พลันหยุดนิ่ง ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น ค่ายกลทั้งหมดก็มลายหายไปในพริบตา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับยืนอึ้ง
การที่คลื่นแสงของค่ายกลหายไป หมายความว่าค่ายกลนั้นได้เสื่อมสภาพลงแล้ว
ทว่า... การทำลายค่ายกลเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเองนะ! ปรมาจารย์ค่ายกลอีกหลายคนยังไม่ทันได้แตะต้องค่ายกลเลยด้วยซ้ำ
ทุกคนต่างก็งุนงงและสับสน
ในขณะที่สีหน้าของชายในชุดคลุมสีทองและชายชราในชุดคลุมสีขาวกลับกลายเป็นซีดเผือด
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมค่ายกลถึงพังลงมาได้?" ชายในชุดคลุมสีทองคำรามเสียงต่ำ
"ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรผิดพลาด แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดี?" ชายชราในชุดคลุมสีขาวสีหน้าเคร่งเครียด "หรือว่าจะบุกเข้าไปปล้นเลยดี?"
เมื่อครู่นี้เขายังบอกให้รีบลงมือทำลายค่ายกลก่อนที่ผู้ดูแลจะกลับมาอยู่เลย
ทว่าตอนนี้ ผู้ดูแลเพิ่งจะออกไปได้ไม่ไกล ย่อมต้องรู้ตัวว่าค่ายกลถูกทำลายแล้วอย่างแน่นอน
แผนการเดิมของพวกเขาคือการแอบทำลายค่ายกลแล้วลอบเข้าไปขโมยของโดยไม่ให้ใครรู้ตัว
ทว่าใครจะไปคิดล่ะว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเช่นนี้
"ปล้นเลยรึ?!" สีหน้าของชายในชุดคลุมสีทองยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
หากสามารถบุกเข้าไปปล้นได้ง่ายๆ พวกเขาจะเสียเวลาวางแผนและเตรียมการมากมายขนาดนี้ไปทำไมกัน
หลี่ชวนทำท่าทางตกใจและหันซ้ายหันขวาเหมือนกับคนอื่นๆ
ถ้าเขาไม่บอก ใครจะไปรู้ว่าเขาเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดนี่
เมื่อครู่นี้ ในเสี้ยววินาทีที่เขาสัมผัสกับค่ายกล เขาได้ใช้เพลิงสวรรค์แผดเผามัน
ค่ายกลระดับสี่กระจอกๆ แบบนี้ เมื่อต้องเผชิญกับอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของเพลิงสวรรค์ ย่อมต้องพังทลายลงในพริบตาอยู่แล้ว
นี่แหละที่เรียกว่าพลังที่เหนือกว่า
ในขณะเดียวกัน บนพื้นดินเหนือหัวของพวกเขา กลุ่มคนที่เพิ่งจะเดินทางออกไปได้ไม่ไกลก็ต้องหยุดชะงักลง
"แย่แล้ว ทำไมค่ายกลถึงเสื่อมสภาพได้?" ชายชราเครายาวผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มร้องอุทาน ก่อนจะรีบเหาะกลับไปทันที
คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าชักช้า รีบเหาะตามไปติดๆ
"มีคนอยู่ใต้ดิน" พวกเขายังบินไปไม่ถึง ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากบริเวณค่ายกล
ค่ายกลนี้ถูกติดตั้งไว้ในบ้านชาวนาธรรมดาๆ หลังหนึ่ง
หากไม่มีใครบอก ใครจะไปคิดล่ะว่าบ้านชาวนาที่ดูเก่าและทรุดโทรมหลังนี้ จะมีค่ายกลระดับสี่คอยคุ้มกันอยู่
ไม่รู้ว่าของที่เก็บซ่อนไว้ข้างในจะล้ำค่าขนาดไหน ถึงต้องระแวดระวังและป้องกันแน่นหนาขนาดนี้
และเมื่อสิ้นเสียงตะโกน พื้นดินก็พลันแยกออก พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่น บริเวณที่ค่ายกลตั้งอยู่ก็ยุบตัวลงไป
ชายชราเครายาวหน้าถอดสี เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนแอบซ่อนอยู่ใต้ดิน
มีคนแอบทำลายค่ายกลของเขาจากใต้ดินโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย หากเมื่อครู่นี้เขาเดินทางออกไปไกลกว่านี้ เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายขนาดไหน
เขารีบตะโกนสั่งการ "อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้ ข้าจะรีบส่งข่าวไปแจ้งองค์หญิงเดี๋ยวนี้"
เขารีบหยิบกระดิ่งออกมาสั่นอย่างรวดเร็ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขา คือบ้านที่ถูกค่ายกลคุ้มครองได้ร่วงหล่นลงไปในหลุมยุบ ทหารยามหลายคนที่กระโดดตามลงไปก็ถูกซัดจนกระเด็นกลับขึ้นมาในพริบตา
ตามมาด้วยลำแสงสีเลือดที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ดิน และเงาร่างอันกำยำในชุดสีดำที่พุ่งตามขึ้นมาติดๆ
ชายผู้นั้นสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับวิญญาณแรกกำเนิดที่แผ่ซ่านออกมาจากชายชุดดำ ชายชราก็หน้าถอดสีอีกครั้ง พลางตะโกนก้อง "นี่คือสมบัติขององค์หญิงสิบสาม หากพวกเจ้ากล้าแตะต้อง องค์หญิงจะสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรของพวกเจ้าแน่"
ในเมื่อกล้ามาปล้น ย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้วว่าของสิ่งนี้เป็นของใคร ที่ชายชราตะโกนออกมาเช่นนี้ ก็เพื่อสร้างความวุ่นวายและดึงดูดความสนใจของทหารลาดตระเวนให้รีบมาช่วยต่างหาก
ทว่าชายชุดดำกลับไม่สนใจคำขู่ของเขาเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตารับมือกับทหารยามที่พุ่งเข้ามาโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน
ใต้ดิน หลี่ชวนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่อย่างสบายใจ เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราเครายาว เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย
องค์หญิงสิบสามแห่งแคว้นต้าสือคือใครน่ะหรือ!
ก็คือ กงซุนอวี่หลิง ลูกศิษย์สุดที่รักของเขาไม่ใช่หรือไง!
ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร ดันมาก่อเรื่องกับคนกันเองเสียได้
"เร็วเข้า รีบไปขนของออกมาให้หมด ขนได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น" เสียงตะโกนสั่งการของชายชราในชุดคลุมสีขาวดังแว่วมา
เห็นเพียงถุงเอกภพจำนวนมากร่วงหล่นลงมาจากบ้านที่ตกลงไปในหลุมยุบ
ชายชราในชุดคลุมสีขาวกำลังนำคนอื่นๆ รีบนำกระสอบผ้ากระสอบใหญ่มาโกยถุงเอกภพใส่ลงไปอย่างบ้าคลั่ง
หลี่ชวนอดไม่ได้ที่จะคว้าถุงเอกภพใบหนึ่งมาเปิดดู
ทันทีที่ได้สัมผัสถุง เขาก็เปิดดูภายในทันที และพบว่ามันอัดแน่นไปด้วยข้าววิญญาณจนไม่มีพื้นที่ว่างเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อมองดูสัญลักษณ์หยินหยางที่ปักอยู่บนถุงเอกภพ ใบหน้าของหลี่ชวนก็พลันมืดมนลง
เมื่อหันไปมองถุงเอกภพใบอื่นๆ ที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น แม้ว่าจะมีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ทุกใบล้วนมีสัญลักษณ์หยินหยางปักอยู่ทั้งสิ้น
องค์หญิงแห่งแคว้นต้าสือ ถุงเอกภพของสำนักหยินหยาง ข้าววิญญาณที่อัดแน่นจนเต็มถุง...
ของพวกนี้มันทรัพย์สินของเขาทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือไง!
เวรเอ๊ย มาปล้นบ้านตัวเองเสียได้
"วางถุงเอกภพลงเดี๋ยวนี้" เขาตวาดลั่น
ทุกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการโกยของชะงักไปชั่วครู่ หันมามองเขาด้วยความประหลาดใจ
ก่อนจะ... ลงมือโกยของต่อด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ไอ้หมอนี่ที่อยู่แค่ระดับแก่นทองคำเป็นใครกัน ถึงกล้ามาตะโกนโหวกเหวกโวยวายแบบนี้ ไม่รู้หรือไงว่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดเขาสู้กันอยู่ข้างบนน่ะ... นี่คงเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจตอนนั้นล่ะมั้ง
บทที่ 380 มารสนมข้ามสองขั้นรวด เลื่อนเป็นระดับแปลงเทพแล้ว
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทอง... โอ้ ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าชายชุดดำสวมหน้ากากต่างหากล่ะ
แม้ว่าความรู้ด้านค่ายกลของชายชุดดำสวมหน้ากากจะอยู่ในระดับสามเพียงเท่านั้น ทว่าระดับพลังของเขากลับสูงถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิดเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ในหมู่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดด้วยกัน เขาก็ยังถือว่าเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยากอีกด้วย
เพียงลำพังเขาคนเดียว ก็สามารถต้านทานและสกัดกั้นทหารยามทั้งหมดเอาไว้ได้ แม้ว่าในหมู่ทหารยามเหล่านั้น จะมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดรวมอยู่ด้วยก็ตาม
ความเก่งกาจของเขา เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย
ทว่าจู่ๆ แรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก็ดังมาจากเบื้องล่าง ตามมาด้วยพลังที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?" ชายชุดดำสวมหน้ากากรู้สึกประหลาดใจและหวาดหวั่น เขาใช้กระบวนท่าผลักไสทหารยามทั้งหมดให้ถอยร่นไป ก่อนจะรีบพุ่งทะยานลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขา คือหลุมยุบที่เต็มไปด้วยถุงเอกภพตกเกลื่อนกลาด และชายฉกรรจ์กว่าสิบคนที่นอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็ถอยร่นไปรวมกลุ่มกันอยู่มุมหนึ่ง พร้อมกับจ้องมองไปในทิศทางเดียวกันด้วยความหวาดกลัว
เขามองตามสายตาของคนเหล่านั้นไป ก็พบกับชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำในชุดคลุมสีแดงสด
ชายผู้นั้นมีระดับพลังเพียงแค่ขั้นแก่นทองคำเท่านั้นเอง
"นี่เป็นฝีมือของเจ้าหรือ?" ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด เขาจึงไม่มีเวลามาซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากนัก ทันทีที่เอ่ยปากถาม เขาก็ตวัดกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ชายชุดแดงในทันที
ทว่าเมื่อเขาเห็นว่ากระบี่ของตนฟันทะลุผ่านร่างของอีกฝ่ายไป โดยที่ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียวสาดกระเซ็นออกมา หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"หนี..." เขารีบคว้ากระสอบผ้าหลายใบที่อัดแน่นไปด้วยถุงเอกภพขึ้นมาพาดบ่า พร้อมกับหิ้วปีกปรมาจารย์ค่ายกลในชุดคลุมสีขาวเตรียมจะหลบหนี
"คิดจะหนีงั้นรึ?" หลี่ชวนแค่นเสียงเย็น
"ข้าจะหนี แล้วผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำอย่างเจ้า จะมีปัญญามาหยุดข้าได้หรือไง?" ชายชุดดำสวมหน้ากากแบกกระสอบผ้าและหิ้วปีกปรมาจารย์ค่ายกลชราเตรียมจะพุ่งทะยานเข้าไปในทางลับที่เพิ่งจะเข้ามา
ทว่าในวินาทีต่อมา พลังอันมหาศาลก็พุ่งกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างจัง ทำลายเสื้อคลุมป้องกันของเขาจนแหลกละเอียด และซัดร่างของเขาจนกระเด็นออกไปพร้อมกับกระอักเลือดคำโต
ส่วนปรมาจารย์ค่ายกลชราที่ถูกเขาหิ้วปีกมานั้น ร่างกายอ่อนแอกว่ามาก จึงทนรับแรงกระแทกไม่ไหว เพียงแค่ส่งเสียงครางออกมาคำเดียว ก็สิ้นลมหายใจไปโดยที่ยังไม่ทันได้กล่าวคำอำลากับเขาเลยด้วยซ้ำ
ชายชุดดำสวมหน้ากากหล่นกระแทกพื้นอย่างแรง รู้สึกเหมือนกระดูกทั่วร่างแตกหักจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
รองเท้าสีแดงคู่หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" เขาฝืนเงยหน้าขึ้นถามอย่างยากลำบาก
หลี่ชวนชี้ไปที่ถุงเอกภพที่ตกเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น พลางตอบว่า "ข้าก็คือเจ้าของทรัพย์สินพวกนี้น่ะสิ"
ในดวงตาของชายชุดดำสวมหน้ากากมีเพียงความงุนงง ของพวกนี้มันเป็นสมบัติขององค์หญิงสิบสามชัดๆ
แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ เขาคงไม่มีทางหนีรอดไปได้แล้ว
เดิมทีเขาสามารถสละร่างและใช้วิญญาณแรกกำเนิดหลบหนีไปได้ แต่เขาไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะหนีพ้น และเขาก็คิดว่าตัวเองยังมีประโยชน์อยู่ การยอมจำนนอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
บนพื้นดินเหนือหัว กลุ่มทหารยามก็กรูกันลงมา
ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าชายชุดดำสวมหน้ากากกำลังจะหลบหนี จึงตกใจจนหน้าซีดเผือด โกดังลับแห่งนี้เก็บผลผลิตส่วนใหญ่จากที่ดินขององค์หญิงสิบสามในปีนี้เอาไว้ หากถูกปล้นไป พวกเขาคงไม่มีหน้าไปอธิบายกับองค์หญิงแน่
ทว่าใครจะไปคิดล่ะว่า ชายชุดดำสวมหน้ากากที่ดุดันและแข็งแกร่งเมื่อครู่นี้ จะลงไปนอนกองอยู่บนพื้นในชั่วอึดใจเดียว
เมื่อเห็นหลี่ชวนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ทหารยามระดับวิญญาณแรกกำเนิดเพียงคนเดียวในกลุ่มก็ถึงกับสะดุ้ง
"เรียนถาม ท่านคือผู้อาวุโสหลี่ชวนใช่หรือไม่ขอรับ?" เขาเดินเข้าไปหาหลี่ชวนและเอ่ยถามด้วยความเคารพ
"เจ้ารู้จักข้างั้นรึ?" หลี่ชวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ทหารยามผู้นั้นรีบตอบ "องค์หญิงเคยเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ฉันท์ศิษย์อาจารย์ระหว่างพระองค์กับท่านให้พวกเราฟัง และยังเคยวาดภาพเหมือนของท่านให้พวกเราดูด้วยขอรับ"
"ผู้น้อยสือหมิง ขอน้อมคารวะท่านผู้อาวุโสขอรับ"
"อืม" หลี่ชวนพยักหน้ารับ "แล้วตอนนี้องค์หญิงของพวกเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ?"
สือหมิงรีบตอบ "เรียนท่านผู้อาวุโส เมื่อไม่กี่วันก่อน แคว้นจื่ออวิ๋นซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ได้ยกทัพมารุกรานชายแดนแคว้นต้าสือ องค์หญิงทรงอาสาออกไปเป็นแม่ทัพนำทัพไปต้านทานแคว้นจื่ออวิ๋น ยามนี้องค์หญิงน่าจะประทับอยู่ที่บริเวณชายแดนระหว่างแคว้นต้าสือกับแคว้นจื่ออวิ๋นขอรับ"
คำตอบนี้ทำให้หลี่ชวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
การที่กงซุนอวี่หลิงสามารถรับหน้าที่สำคัญเช่นนี้จากฮ่องเต้แคว้นต้าสือได้ แสดงว่าฮ่องเต้เริ่มให้การยอมรับในตัวนางแล้ว มิฉะนั้น องค์หญิงองค์หนึ่ง ย่อมไม่มีทางได้รับมอบหมายให้นำทัพไปปกป้องชายแดนได้อย่างแน่นอน
"ของพวกนี้ข้าจะเอาไปเอง ยังไงพวกเจ้าก็คุ้มครองไว้ไม่ได้อยู่แล้ว" หลี่ชวนสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ถุงเอกภพทั้งหมดที่ตกอยู่รอบๆ ก็อันตรธานหายไปในพริบตา โดยไม่สนว่าสือหมิงจะยินยอมหรือไม่
"ทะ... ท่านผู้อาวุโส..." สือหมิงถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แม้หลี่ชวนจะเป็นอาจารย์ของกงซุนอวี่หลิง แต่หน้าที่ของพวกเขาคือการปกป้องสมบัติเหล่านี้ ตอนนี้ถูกหลี่ชวนเอาไปหมด เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
พวกเขาไม่รู้เลยว่า สมบัติเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นของหลี่ชวน กงซุนอวี่หลิงก็เป็นแค่ลูกจ้างที่คอยทำงานให้หลี่ชวนเท่านั้น
"ส่วนคนพวกนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าจัดการก็แล้วกัน ข้าจะไปหาองค์หญิงของพวกเจ้าล่ะ" หลี่ชวนไม่รีรอ รีบเหินร่างขึ้นไปบนฟ้าทันที
"ท่านอาจารย์..." ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงอันคุ้นเคยของสตรีผู้หนึ่งดังมาจากเบื้องบน
สือหมิงเห็นผู้ที่มาเยือนก็ดีใจ รีบตะโกนเรียก "ท่านเจ้าสำนักเซี่ย!!"
มีคนมาแล้ว ความรับผิดชอบเรื่องสมบัติถูกเอาไปก็ไม่ตกอยู่ที่เขาแล้ว
ผู้ที่มาเยือนคือเซี่ยอิ้งเจิน เจ้าสำนักเทียนอวี้ หนึ่งในสามสาวที่คอยคุ้มครองกงซุนอวี่หลิงในตอนนั้น
พอนางเห็นหลี่ชวน ก็ไม่สนใจสายตาของใคร รีบโผเข้ากอดหลี่ชวนทันที
"ท่านอาจารย์ กว่าท่านจะกลับมาได้ ปล่อยให้พวกเรารอตั้งหลายปี พวกเราคิดถึงท่านแทบแย่เลยนะเจ้าคะ" นางซบลงในอ้อมอกของหลี่ชวนพลางออดอ้อน
นางจะคิดถึงหลี่ชวนจริงๆ หรือไม่ อันนี้ยังต้องพิสูจน์ แต่ความกระตือรือร้นที่นางแสดงออกมานั้น สัมผัสได้อย่างชัดเจน
เพราะนางรู้ดีว่า พรสวรรค์ของนางไม่ได้ดีเด่นอะไร หากไม่มีใครคอยสนับสนุน อนาคตของนางก็คงจะมืดมน การจะก้าวไปถึงระดับวิญญาณหลุดร่างคงเป็นไปได้ยาก
และหลี่ชวน ก็คือที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวที่นางสามารถไขว่คว้าไว้ได้
เมื่อพูดจบ นางก็เป็นฝ่ายมอบจุมพิตอันหอมหวานให้เขา
หลี่ชวนเองก็รู้สึกดีใจ ที่ศิษย์พวกนี้ยังคงเคารพรักอาจารย์อยู่ ไม่ลืมเขาแม้จะไม่ได้ถูกเขาสั่งสอนมานาน
"ทำไมเจ้าถึงไม่ได้อยู่กับอวี่หลิงล่ะ?" หลังจากผละออกจากกัน หลี่ชวนก็เอ่ยถามเซี่ยอิ้งเจิน
เซี่ยอิ้งเจินตอบ "ท่านอาจารย์สั่งให้พวกเราเช่าที่ดินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ที่ดินเจ็ดส่วนในแคว้นต้าสือล้วนเป็นของพวกเรา คนของเราไม่พอ พวกเราเลยไม่ได้ติดตามศิษย์น้องมาตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ"
"อีกอย่าง ศิษย์น้องก็มีพลังเทพจำแลงที่ท่านอาจารย์มอบให้เป็นเครื่องรางคุ้มภัย คงไม่มีใครทำอันตรายนางได้หรอกเจ้าค่ะ"
หลี่ชวนได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า "ฟังจากที่เจ้าพูด แสดงว่าตอนนี้พวกเจ้าแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่แล้วสินะ แล้วเป่ยเหยากับเฮ่อเหลียนไม่ได้อยู่กับอวี่หลิงแล้วหรือ?"
ตอนที่เขาจากไป เขาได้มอบหมายให้ฉู่เป่ยเหยาผู้เป็นผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของบรรดาศิษย์ทุกคน
และกงซุนอวี่หลิงที่อยู่ท่ามกลางศูนย์กลางอำนาจของแคว้นต้าสือ ก็เป็นคนที่ตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด ส่วนศิษย์สำนักหยินหยางคนอื่นๆ กลับไม่ค่อยมีอันตรายเท่าไหร่นัก
เซี่ยอิ้งเจินตอบ "เพราะว่าพวกเราล้วนมีวิธีปกป้องตัวเองแล้ว ศิษย์พี่ฉู่เป่ยเหยากับศิษย์พี่เฮ่อเหลียนจึงได้ปิดด่านฝึกฝนพลังเทพจำแลงตั้งแต่ท่านอาจารย์จากไปแล้วเจ้าค่ะ"
"ระหว่างนั้นศิษย์พี่เฮ่อเหลียนยังได้ทะลวงระดับพลังอย่างต่อเนื่อง ข้ามผ่านระดับวิญญาณแรกกำเนิดและระดับวิญญาณหลุดร่างไปสู่ระดับแปลงเทพได้สำเร็จ ทัณฑ์สวรรค์ที่นางเรียกมานั้นยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวมาก สะเทือนไปถึงผู้ฝึกตนในรัศมีพันลี้เลยทีเดียว..."
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เซี่ยอิ้งเจินก็ยังคงมีสีหน้าตื่นตะลึง
เวลาเพียงแค่สิบปีเท่านั้น กลับสามารถข้ามผ่านระดับพลังใหญ่ๆ ไปได้ถึงสองระดับ
นี่คือระดับวิญญาณแรกกำเนิดและระดับวิญญาณหลุดร่างนะ ไม่ใช่ระดับรวบรวมลมปราณและระดับสร้างรากฐาน!
ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
แต่หลี่ชวนรู้ดีว่า เหตุผลที่เฮ่อเหลียนสามารถฝึกฝนได้เร็วขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ของนางดีเยี่ยมอะไรนัก แต่เป็นเพราะร่างกายของนางถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากเศษซากเดิมของนาง
การฝึกฝนของนางจึงเป็นการฟื้นฟูพลัง ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่
มิฉะนั้น หากเพียงแค่ความเข้มข้นของปราณวิญญาณในแคว้นชิงโจวก็ยังทำให้ฝึกฝนได้เร็วขนาดนี้ หากไปอยู่เขตเทียนโจวคงจะน่ากลัวยิ่งกว่านี้แน่