- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- บทที่ 369 + 370 (ฟรี)
บทที่ 369 + 370 (ฟรี)
บทที่ 369 + 370 (ฟรี)
บทที่ 369 ออกมาเถอะ ของวิเศษของข้า
เมื่อเห็นว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่ชวนกลับยังมีกะจิตกะใจมาสนใจเรื่องตัวตนของซ่างกวนจิ้งจู๋อยู่อีก หลายคนก็ถึงกับพูดไม่ออก
เป็นเพราะระดับพลังต่ำเกินไปจนสัมผัสถึงอันตรายไม่ได้ ไม่รู้เลยหรือว่าชีวิตของทุกคนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย?
ความคิดนี้เพียงแค่แวบเข้ามาในหัวของพวกเขา เสียงปะทะดังกึกก้องก็ดังขึ้น
กระบี่หมื่นขุนเขากลืนธุลีของซ่างกวนจิ้งจู๋ถูกกระแทกจนปลิวกระเด็นออกไป จากนั้นก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็วและไปตกอยู่ในมือของชายชรา
"ไม่ขาดทุน ไม่ขาดทุนเลยจริงๆ ครั้งนี้ไม่ขาดทุน..." ชายชราลูบคลำใบกระบี่หมื่นขุนเขากลืนธุลีด้วยความตื่นเต้น ปากก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด
อาวุธวิเศษระดับหลังสวรรค์เชียวนะ ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับผ่านทัณฑ์มาเห็นก็ยังต้องใจสั่น
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไม่ขาดทุน แต่เรียกได้ว่ากำไรมหาศาลเลยต่างหาก
เขาดีใจ แต่พวกหยางหลี่จงกลับหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย
หยางหลี่จงมองดูเรือสมบัติใต้เท้า ในใจกำลังคิดว่าถ้าเขาระเบิดเรือสมบัติลำนี้ทิ้ง จะพอหาทางรอดได้บ้างหรือไม่
"เฮ้ย ตาเฒ่า เอากระบี่คืนมานะ" เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนมองไปที่หลี่ชวนอย่างงุนงง
ตาเฒ่า?
ถึงจะรู้ว่าชายชราต้องการจะฆ่าพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเรียกอีกฝ่ายว่าผู้อาวุโส หวังว่าจะมีโอกาสผ่อนปรนได้บ้าง
แต่หลี่ชวนกลับเรียกตาเฒ่าตรงๆ เลย
สมแล้วที่ระดับพลังยิ่งต่ำ ก็ยิ่งใจกล้า
"ของของศิษย์ข้า เจ้าก็ยังกล้าเอาไป ไม่เห็นหัวอาจารย์อย่างข้าเลยสินะ" หลี่ชวนพูดพลางหันหน้าไปมองซ่างกวนจิ้งจู๋ด้วยรอยยิ้ม "ใช่ไหม ศิษย์รัก"
มาถึงขั้นนี้แล้ว ซ่างกวนจิ้งจู๋ก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
เห็นเพียงใบหน้าของนางเปลี่ยนรูปลักษณ์ ค่อยๆ กลับคืนสู่ใบหน้าเดิมในที่สุด
แต่นางไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองหลี่ชวนด้วยความเงียบ
"ทำไมถึงไม่ยอมรับอาจารย์ล่ะ หรือคิดว่าพอมาถึงสำนักสายหลักแล้ว ข้าก็เป็นอาจารย์ของเจ้าไม่ได้แล้ว?" หลี่ชวนถาม
ซ่างกวนจิ้งจู๋ดึงสายตากลับมาและกล่าวเสียงเรียบ "ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้ว จะถามไปทำไมอีก?"
ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ระหว่างนางกับหลี่ชวน เดิมทีก็มีไว้เพื่อผลประโยชน์อยู่แล้ว
ตอนนั้นหลี่ชวนรับนางเป็นศิษย์ก็เพื่อตอบสนองรสนิยมส่วนตัว ไม่ได้สอนวิชาอะไรให้นางแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นนางที่ต้องคอยปรนนิบัติรับใช้เขาอย่างสุดกำลัง
นางย่อมไม่มีความเคารพยำเกรงต่อหลี่ชวนในฐานะอาจารย์เลยสักนิด
ในเมื่อบรรลุจุดประสงค์แล้ว นางก็ไม่อยากจะรักษาสถานะนี้ต่อไปอีก
ก็ใครเล่าจะชอบคอยปรนนิบัติคนอื่น?
"หึ พลังฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่ปากเก่งไม่เบาเลยนะ" ชายชราถูกคำพูดของหลี่ชวนทำให้หัวเราะออกมา
ด้วยระดับพลังของหลี่ชวน หากไม่ใช่เพราะคำพูดเมื่อครู่ เขาคงไม่ชายตามองเป็นครั้งที่สองด้วยซ้ำ
แค่ระดับแก่นทองคำ แม้แต่โอกาสให้มาเป็นลูกมือรับใช้เขายังไม่มีเลย
เห็นเพียงชายชราสะบัดมือเบาๆ พลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งก็พุ่งเข้ากระแทกใส่หลี่ชวนในพริบตา
และแน่นอน พลังสายนั้นทะลุผ่านร่างของหลี่ชวนไปอย่างไม่มีอะไรพลิกโผ
ตู้ม...
เรือสมบัติของหยางหลี่จงถูกทะลวงจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
อาวุธวิเศษที่เคยได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งอะไรนั่น เมื่ออยู่ต่อหน้าชายชราก็เปราะบางราวกับกระดาษ
ส่วนหลี่ชวน ย่อมไร้รอยขีดข่วน
"เจ้าหลบพ้นได้อย่างไร?" ชายชรามองหลี่ชวนด้วยความตกตะลึง
พวกหยางหลี่จงเองก็ตกใจสุดขีดเช่นกัน
ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำที่พวกเขาดูแคลน กลับสามารถหลบการโจมตีของผู้แข็งแกร่งที่พวกเขาไม่อาจต่อกรได้
"ข้าหลบด้วยหรือ?" หลี่ชวนเองก็ทำหน้าเหลอหลา
"เมื่อกี้ข้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ตลอดไม่ใช่หรือ?" เขาหันไปมองพวกหยางหลี่จงด้วยสีหน้าต้องการคำยืนยัน
"เอ่อ... ดูเหมือนจะไม่ได้หลบนะ..." หยางหลี่จงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองตอบรับคำพูดนี้ไปด้วยความรู้สึกเช่นไร
เขาเพียงแต่รู้สึกว่า สถานการณ์ดูเหมือนจะมีทางออกแล้ว
"เห็นไหม ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ได้หลบ ตาเฒ่า สายตาเจ้าไม่ค่อยดีแล้วนะ ทิ้งมันไปเถอะ" หลี่ชวนหันไปเยาะเย้ยชายชราอีกครั้ง
แม้จะรู้สึกว่าสถานการณ์อาจมีทางออก และทางออกนั้นก็อยู่ที่หลี่ชวน
แต่เมื่อหลี่ชวนเอ่ยปากเยาะเย้ยชายชราอีกครั้ง พวกหยางหลี่จงก็เลือกที่จะแอบถอยห่างจากหลี่ชวนอย่างเงียบๆ
หลี่ชวนสามารถหลบการโจมตีของอีกฝ่ายได้ แต่พวกเขาทำไม่ได้นี่นา
ทว่าเหตุการณ์ไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางที่พวกหยางหลี่จงคิด ชายชราไม่ได้โจมตีซ้ำ และไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวเลยด้วยซ้ำ
"ดูท่าวันนี้ข้าจะดวงดีไม่เบา บนตัวมดปลวกอย่างเจ้า คงจะมีของวิเศษอะไรอยู่แน่ๆ" ระหว่างที่พูด เขาก็พุ่งเข้ามาหาหลี่ชวนแล้ว
เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้าหลี่ชวน ประจันหน้ากันในระยะประชิด
ทั้งสองห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร เป็นระยะที่ทำให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
อย่างน้อยพวกหยางหลี่จงก็รู้สึกหายใจไม่ออกไปแล้ว
"ใจกล้าดีนี่" เมื่อเห็นหลี่ชวนไม่เพียงแต่ไม่มีทีท่าจะหลบหลีก ซ้ำยังมีสีหน้าเป็นปกติ ชายชราก็เอ่ยชมขึ้นมาหนึ่งประโยค
เขายื่นมือออกไปคว้าหลี่ชวน และมือของเขาก็ทะลุผ่านร่างของหลี่ชวนไปอย่างไม่มีอะไรพลิกโผ
เรื่องนี้เขาคาดเดาไว้แล้ว แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ หลี่ชวนก้มมองเขาแล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "ตาเฒ่า เจ้าตัวเตี้ยไปหน่อยนะ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ไม่ได้ให้ข้าวกินหรือไง?"
เอาล่ะสิ
คำพูดนี้ทำเอาชายชราถึงกับชะงักไปเลย
มีชีวิตมาเนิ่นนานขนาดนี้ มีคนเคยว่าเขาว่าพรสวรรค์ไม่ดี มีคนเคยว่าเขาว่าฝีมือไม่ถึงขั้น และมีคนเคยด่าว่าเขาไม่คู่ควรจะเป็นคนก็มี
แต่คนที่ว่าเขาตัวเตี้ย หลี่ชวนเป็นคนแรกเลย
หลี่ชวนรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสันจริงๆ นั่นแหละ ในเมื่อใช้คำว่าหยาบกระด้างได้ ก็ย่อมไม่มีทางเป็นพวกเตี้ยแคระแกร็น
"ปกติเขาก็เป็นคนแบบนี้หรือ?" ซูจินเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ซ่างกวนจิ้งจู๋พอดี อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
สีหน้าของซ่างกวนจิ้งจู๋ซับซ้อนยิ่งนัก เมื่อนึกถึงเรื่องเลวร้ายต่างๆ ที่หลี่ชวนเคยทำในอดีต นางจึงตอบว่า "ยิ่งกว่านี้อีก"
"เขามีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้ ก็ไม่ง่ายเลยนะ!" ซูจินเอ๋อร์ทนไม่ไหวต้องพูดออกมา
คนแบบนี้ยังไม่โดนตีตาย ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้วจริงๆ
ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นในตัวชายชรา ครั้งนี้เขาไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว ปล่อยไม้ตายใหญ่ใส่ทันที
เรือสมบัติใต้เท้าแตกสลายลงในพริบตา พวกหยางหลี่จงทั้งสี่คนรู้สึกถึงพลังผนึกที่เข้ามากดทับร่าง ทำให้สูญเสียการควบคุมพลังปราณในร่างกายไปในทันที
เตาหลอมยักษ์ใบหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องล่างพวกเขา จากนั้นก็กักขังพวกเขาทั้งหมดไว้ข้างใน
เคร้ง...
ด้านบนของเตาหลอมถูกวัตถุหนักปิดทับ แสงดาวเต็มฟ้าหายวับไปในพริบตา
"ต่อให้เจ้าจะมีลูกไม้เป็นหมื่นเป็นพัน ข้าก็สามารถหลอมเจ้าให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้" เปลวเพลิงสายหนึ่งลุกโชนขึ้นบนร่างของชายชรา แล้วร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง
ภายในเตาหลอมเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานทันที อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นี่ไม่ใช่เตาธรรมดา แต่เป็นอาวุธวิเศษที่มีสรรพคุณเหมือนเตาหลอมโอสถ
ชายชราไม่ได้ออกห่างจากเตาหลอม เขาต้องการจะหลอมของวิเศษของหลี่ชวนออกมา แล้วรีบหยิบไปทันที มิฉะนั้นของวิเศษอาจจะถูกเตาหลอมของเขาแผดเผาจนพังได้
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากของพวกหยางหลี่จง อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเตาหลอม ทำให้พวกเขาที่สูญเสียพลังไปไม่อาจต้านทานได้
เกรงว่าอีกไม่นาน พวกเขาคงจะถูกหลอมกลายเป็นโอสถมนุษย์ไปแน่ๆ
ยังดีที่มีหลี่ชวนอยู่ด้วย
"เล่นไฟรึ?" หลี่ชวนแค่นเสียงเยาะ "เจ้านี่มันพวกเตี้ยแคระแต่อยากทำตัวยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือไง?"
โจมตีเรื่องความสูงของเขาอีกแล้ว
ชายชราไม่อาจทนสงบนิ่งได้อีกต่อไป โกรธจนด่าลั่น "ไอ้มดปลวกอย่างเจ้า โตแต่ตัวแต่ไม่มีสมอง..."
เปลวเพลิงอันทรงพลังพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นเตา เข้าห่อหุ้มร่างของหลี่ชวนไว้โดยตรง
"ต่อให้เจ้าจะมีของวิเศษอะไร เมื่ออยู่ต่อหน้าเพลิงวิเศษของข้า มันก็ต้องตกเป็นของข้าทั้งหมด..." ชายชราแสยะยิ้มอำมหิต
หากไม่ใช่เพราะไม่สามารถจับตัวหลี่ชวนได้ เขาคงอยากจะลากหลี่ชวนออกมาแล่เนื้อเถือหนังทีละชิ้นๆ เสียด้วยซ้ำ
ทว่าเสียงหัวเราะของเขาก็ต้องหยุดชะงักลงอย่างรวดเร็ว
เห็นเพียงท่ามกลางเพลิงวิเศษนั้น จู่ๆ ก็มีเปลวเพลิงอีกสีหนึ่งปรากฏขึ้น
เปลวเพลิงนี้กลืนกินเพลิงวิเศษของเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
บทที่ 370 แกล้งบ้าเสร็จแล้ว
สีของเพลิงวิเศษนั้นงดงามมาก ทว่าสีของเปลวเพลิงที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่นี้กลับงดงามยิ่งกว่า
เพลิงวิเศษพุ่งขึ้นมาจากก้นเตาเพื่อโอบล้อมหลี่ชวน
ทว่าเปลวเพลิงสีสดที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่นี้ กลับลุกลามสวนทางกลับไปตามเส้นทางของเพลิงวิเศษ และกลืนกินสีสันของเพลิงวิเศษไปจนหมดสิ้น
ความรู้สึกร้อนรุ่มบนร่างของพวกหยางหลี่จงมลายหายไป ทว่ากลับไปปรากฏอยู่บนร่างของชายชราแทน
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เปลวเพลิงชนิดใหม่นี้ก็เริ่มลุกลามไปทั่วเตาหลอม
เมื่อใดที่เปลวเพลิงพาดผ่าน ภาพทิวทัศน์ภายนอกก็ปรากฏแก่สายตา
เตาหลอมที่ไม่ทราบระดับขั้นนี้ กลับถูกแผดเผาจนทะลุเป็นรูโหว่ภายในพริบตา
"ไม่นะ เตาหลอมของข้า..." ชายชราร้องลั่นด้วยความโกรธแค้นและตกใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ปกติแล้วเขาใช้เพลิงวิเศษหลอมยอดฝีมือในเตาหลอมนี้ ความทนทานของเตาหลอมใบนี้ย่อมไม่ต้องสงสัย
ทว่าบัดนี้กลับถูกแผดเผาไปกว่าครึ่งในพริบตา
พวกหยางหลี่จงทั้งตกใจและดีใจ หยางหลี่จงรีบตะโกนบอกหลี่ชวน "รีบใช้ไฟนั่นเผาข่ายมนตร์ที่เขากางไว้สิ ขอแค่ติดต่อกับโลกภายนอกได้ พวกเราก็รอดแล้ว"
ไฟของหลี่ชวนมีอานุภาพน่ากลัวมาก เขาไม่รู้ว่าเป็นไฟชนิดใด แต่ในเมื่อสามารถแผดเผาของวิเศษของชายชราให้ทะลุได้ในพริบตา การแผดเผาข่ายมนตร์ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ขอเพียงทำลายข่ายมนตร์ของชายชราได้ พวกเขาก็รอดแล้ว
ทว่าหลี่ชวนกลับมองเขาพร้อมกับยิ้มและพูดว่า "พวกท่านไม่ได้รอดแล้วหรอกหรือขอรับ?"
"หือ?!" ทั้งสามคนถึงกับงงกับคำพูดของหลี่ชวน
หมายความว่ายังไง?
หมายความว่าตอนนี้พวกเขารอดพ้นเงื้อมมือของชายชราด้วยฝีมือของหลี่ชวนแล้วอย่างนั้นหรือ?
ถึงแม้หลี่ชวนจะใช้วิธีการบางอย่างทำให้ชายชราเสียเปรียบ ทว่าระดับพลังของทั้งสองต่างกันมาก พวกเขาจึงไม่คิดว่าหลี่ชวนจะสามารถช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือชายชราได้
ทันใดนั้น เปลวเพลิงก็พุ่งเข้าใส่ชายชรา ราวกับจะโอบล้อมเขาไว้
ทว่าชายชราก็วูบหลบไปไกลด้วยความเร็วพริบตา
นี่แหละคือความแตกต่างของระดับพลัง และเป็นเหตุผลที่พวกหยางหลี่จงคิดว่าหลี่ชวนช่วยพวกเขาไม่ได้
ต่อให้ไฟของหลี่ชวนจะพิเศษแค่ไหน ต่อให้มีอานุภาพทำร้ายชายชราได้จริง
แต่ถ้าเผาไม่โดน จะมีประโยชน์อะไร?
ด้วยระดับพลังเพียงแค่แก่นทองคำของหลี่ชวน ไม่ว่าจะบังคับไฟอย่างไร ก็ไม่มีทางตามความเร็วของชายชราได้ทัน
ทว่าความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นในหัว พวกเขาก็เห็นเปลวเพลิงรูปร่างคล้ายหงสาพุ่งเข้าหาชายชรา ความเร็วของมันนั้นรวดเร็วเสียจนแทบจะเรียกได้ว่า พอทุกคนเห็นมัน มันก็พุ่งไปถึงตรงหน้าชายชราแล้ว
"อ๊าก..." ชายชราถูกเปลวเพลิงแผดเผาทั่วร่าง เสียงร้องโหยหวนดังลั่น
เฉกเช่นเดียวกับความเร็วของเพลิงหงสา เสียงร้องของชายชราก็ดังขึ้นและเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว แทบจะเรียกได้ว่าพอดังขึ้นก็จบลงทันที
และในคลองจักษุของทุกคน ก็ไม่เหลือวี่แววของชายชราอีกต่อไป มีเพียง 'กระบี่หมื่นขุนเขากลืนธุลี' ของซ่างกวนจิ้งจู๋ และถุงเอกภพสองสามใบที่ร่วงหล่นลงมาจากอากาศ
ตายแล้ว?
พวกเขายืนเบิ่งตามองไปทางนั้นอย่างโง่งม ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
"กลับมา อย่าวิ่งซน" พวกเขามองหลี่ชวนกวักมือเรียกหงสาเพลิงด้วยสายตาเหม่อลอย และเห็นมันพุ่งกลับเข้าไปในร่างของเขา
ปัง...
พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย เมื่อกระบี่หมื่นขุนเขากลืนธุลีของซ่างกวนจิ้งจู๋ร่วงหล่นกระแทกพื้น
เสียงดังสนั่นทำให้ทุกคนได้สติ ซูจินเอ๋อร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มองหลี่ชวนแล้วถามเสียงสั่น "ผู้อาวุโสท่านนั้น หายไปไหนแล้ว?"
หลี่ชวนยิ้ม "ไปเกิดใหม่แล้วขอรับ"
เฉาหย่งฝูเอ่ยปากอย่างยากลำบาก "เขา... ถูกเผาตายแล้วหรือ?"
เพียงพริบตาเดียว คนก็หายไปแล้ว
แม้แต่วิญญาณแรกกำเนิดก็ยังหนีไม่พ้น
จนถึงตอนนี้ เขายังแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หลี่ชวนตอบ "ไม่เชิงหรอกขอรับ เขาแค่กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วเท่านั้นเอง"
มันต่างจากการถูกเผาตายตรงไหน?
เฉาหย่งฝูเองก็ไม่แน่ใจนัก อาจจะมีความต่างล่ะมั้ง!
"เจ้า ซ่อนพลังฝีมือไว้หรือ?" หยางหลี่จงอดถามไม่ได้
"ไม่น่าจะใช่นะขอรับ" หลี่ชวนตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ "ลองดูสิขอรับ?"
เขาโคจรพลังปราณ เผยให้เห็นระดับพลังของตนเองโดยไม่ปิดบัง
"ที่พวกท่านเห็นคือระดับแก่นทองคำขั้นที่สามใช่ไหมขอรับ?" เขาถามทั้งสามคน
"อืม" ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างเหม่อลอย
"นั่นแหละขอรับ แสดงว่าข้าไม่ได้ซ่อนพลังฝีมือ ข้าไม่ชอบทำเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พลังแค่ระดับแก่นทองคำมีอะไรให้ต้องซ่อนด้วยหรือขอรับ พวกท่านว่าไหม?"
แม้หลี่ชวนจะแสดงท่าทีจริงใจ ทว่าทั้งสามคนก็ยังไม่กล้าเชื่อว่าเขามีพลังเพียงระดับแก่นทองคำจริงๆ
แต่เมื่อนึกถึงท่าทีของซ่างกวนจิ้งจู๋ก่อนหน้านี้ หากพลังของหลี่ชวนเหนือกว่าชายชราที่เขาเพิ่งฆ่าไป ซ่างกวนจิ้งจู๋คงไม่ทำแบบนั้นแน่
ไม่ว่าอย่างไร วิชาแปลงโฉมของนางก็เป็นเพียงเรื่องตลกในสายตาผู้แข็งแกร่ง ไม่มีทางได้ผลแน่นอน
"น่าจะ... ใช่ล่ะมั้ง?" ซูจินเอ๋อร์ตอบอย่างไม่แน่ใจ
นางหันไปมองซ่างกวนจิ้งจู๋ หวังว่าจะได้รับการยืนยันจากปากนาง
หลี่ชวนก็มองไปที่ซ่างกวนจิ้งจู๋เช่นกัน "ศิษย์รัก ไม่ไปเก็บอาวุธวิเศษระดับหลังสวรรค์ของเจ้ากลับมาหรือ?"
ซ่างกวนจิ้งจู๋มองหลี่ชวนด้วยความตกตะลึง ในใจปั่นป่วนอย่างหนัก
นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลี่ชวนถึงร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้
นี่ไม่เพียงทำลายความรู้เดิมของนาง แต่นางเชื่อว่าต่อให้เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักของสำนักสายหลักมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่หลี่ชวนแสดงออกมาเมื่อครู่แน่ๆ
ต่อให้เป็นตำนานก็ยังไม่มีเรื่องเล่าแบบนี้
การข้ามระดับพลังหลายขั้นเพื่อสังหารศัตรู แม้แต่คนที่ชอบโม้ความเก่งกาจของผู้ฝึกตนยุคโบราณ ก็ยังไม่กล้าโม้ถึงขนาดนี้
"ทำไมล่ะ? ไม่เอาของแล้วหรือ?" เสียงของหลี่ชวนดังขึ้นอีกครั้ง ซ่างกวนจิ้งจู๋เอ่ยปากอย่างยากลำบาก "เอา..."
นางบินไปทางทิศที่กระบี่หมื่นขุนเขากลืนธุลีตกอยู่
อันที่จริงเพียงแค่นางกวักมือ กระบี่หมื่นขุนเขากลืนธุลีก็จะบินกลับมาหานางเอง แต่นางกลับเลือกวิธีที่โง่เขลาที่สุด นั่นคือการบินไปเก็บด้วยตัวเอง
นางกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับหลี่ชวน
นางไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
บริเวณโดยรอบพังทลายเละเทะ เศษซากเรือสมบัติทั้งสามลำที่แตกกระจายพุ่งกระแทกพื้นดินจนเกิดหลุมลึกมากมาย
เรือสมบัติที่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้ชายชรามากนักเมื่อครู่ กลับสร้างความเสียหายให้บริเวณรอบๆ อย่างใหญ่หลวง
เรือสมบัติลำใหญ่ที่สว่างไสวลำหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ
หลี่ชวนพาทุกคนบินขึ้นไปบนเรือสมบัติ
เมื่อเห็นซ่างกวนจิ้งจู๋นั่งยองๆ อยู่ไกลๆ ไม่ยอมลุกขึ้นมา หลี่ชวนก็เอ่ยขึ้น "ศิษย์รัก เจ้าหลับไปแล้วหรือ?"
คำพูดนี้ทำเอาพวกหยางหลี่จงถึงกับมุมปากกระตุก เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่าคนเราสามารถหลับในท่านั่งยองๆ ได้ด้วย
"ศิษย์ของข้าคนนี้ ทำอะไรเชื่องช้าไปหน่อย ให้ผู้อาวุโสทั้งสามต้องเห็นเรื่องน่าขันแล้วขอรับ" หลี่ชวนกล่าวกับพวกเขา
"ไม่หรอก ไม่เลย" ทั้งสามคนรีบตอบ
ได้ยินหลี่ชวนเรียกพวกเขาว่าผู้อาวุโสในเวลานี้ พวกเขาก็รู้สึกใจสั่นหวาดผวา
หลี่ชวนพาพวกเขาเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง แล้วนั่งลงที่โต๊ะกลมอย่างสบายใจ
เมื่อเห็นทั้งสามคนยังยืนอยู่ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า "ผู้อาวุโสทั้งสาม เชิญนั่งสิขอรับ"
หยางหลี่จงรีบตอบ "ไม่เป็นไรขอรับ ช่วงนี้เลือดลมข้าไม่ค่อยดี ยืนไว้จะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น"
เฉาหย่งฝูกล่าวเสริม "การยืนนานๆ มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียร ปกติข้าไม่ค่อยนั่งอยู่แล้วขอรับ"
ส่วนซูจินเอ๋อร์กัดริมฝีปากมองหลี่ชวน แล้วกล่าวอย่างเขินอาย "ข้าเจ็บก้น คงนั่งไม่ได้"
นางแสดงสีหน้าประหนึ่งว่า 'เจ้ารู้ดีว่าทำไม'
แต่หลี่ชวนจะรู้ความหมายที่นางสื่อหรือไม่ล่ะ?