- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 300 - เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า
บทที่ 300 - เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า
บทที่ 300 - เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า
บทที่ 300 - เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า
โต๊ะแตกออกเป็นสองเสี่ยง ล้มระเนระนาดไปคนละทิศคนละทาง
ยามนี้จางเปียวและชื่อเลี่ยต่างยืนนิ่งงันอยู่กับที่
ชื่อเลี่ยจ้องมองจางเปียวด้วยสีหน้าราบเรียบ คล้ายกำลังครุ่นคิดสิ่งใดบางอย่าง
จางเปียวเองก็มีสีหน้าราบเรียบเช่นกัน ทว่าท่อนแขนซ้ายของเขากลับบิดเบี้ยวผิดรูปไปอย่างน่ากลัว
มันถูกพละกำลังมหาศาลหักกระดูกตรงข้อต่อจนหลุดออกจากกัน!
พ่าปาโล่งใจขึ้นมาทันที แววตาฉายแววปีติยินดีอย่างเห็นได้ชัด!
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ชื่อเลี่ยนั้นไร้เทียมทานในใต้หล้า แคว้นจิ่งไม่มีทางมีผู้ใดแข็งแกร่งไปกว่าเขาแน่!
ส่วนหลี่หยวนจ้าวได้แต่เบิกตาอ้าปากค้างมองท่อนแขนซ้ายของจางเปียว
นึกไม่ถึงเลยว่างัดข้อกันจะทำเอาแขนหักได้ นึกไม่ถึงเลยว่าจางเปียวจะพ่ายแพ้ นึกไม่ถึงเลยว่า...
ฟางเจิ้งอีรู้สึกปวดใจราวกับมีเลือดไหลริน
มารดามันเถอะ! กล้ารังแกพี่เปียวของข้า!
หลังจากนี้ข้าจะหาโอกาสฆ่าไอ้สุนัขนามนี้ให้ได้!
จางเปียวติดตามเขามาเนิ่นนาน ยังไม่เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยน้ำมือของคนนอกเช่นนี้มาก่อน
จากนิสัยของเขา สู้ไม่ได้แบบนี้ วันหลังคงต้องไปหาเรื่องท้าประลองกับชื่อเลี่ยอีกแน่
ไม่ได้การ... วันหลังข้าต้องคอยจับตาดูจางเปียวไว้ให้ดี!
ฟางเจิ้งอีรีบเดินเข้าไปดูท่อนแขนที่หักของจางเปียว เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
จางเปียวส่ายหน้า
มือขวาจับท่อนแขนซ้ายบิดเบาๆ เสียงดังกริ๊ก ข้อต่อก็กลับเข้าที่
เขาลองขยับแขนไปมาเล็กน้อย ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเหมือนไม่เคยมีอันใดเกิดขึ้น
ชื่อเลี่ยที่มองดูแขนของจางเปียวอยู่เผยสีหน้าราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเย็นชาว่า "เจ้าฝีมือไม่เบา แม้จะไม่ใช่คู่มือของข้า แต่ถ้ามีโอกาสวันหน้าค่อยมาประลองกันใหม่"
จางเปียวที่กำลังขยับแขนอยู่ตอบกลับไปว่า "เจ้าคือคนที่มีพละกำลังมหาศาลที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ พละกำลังแขนซ้ายเหนือกว่าข้า แต่เจ้ายังไม่ใช่คู่มือของข้าหรอกนะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชื่อเลี่ยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้หน้าจางเปียวแล้วระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
หลี่หยวนจ้าวมองเขาด้วยความหงุดหงิดไม่พอใจ
พี่เปียวบอกว่าเจ้าไม่ใช่คู่มือ ก็แปลว่าเจ้าไม่ใช่คู่มือสิ!
การงัดข้อจะพิสูจน์สิ่งใดได้?
หากเขาใช้อาวุธลับและอาวุธคู่กายทั้งหมดออกมา เจ้าจะรับมือไหวหรือ?
ต่อสู้กันมีแต่พละกำลังแล้วจะเกิดประโยชน์อันใด? พวกเราเน้นใช้ทักษะต่างหาก!
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นการต่อสู้อีกครั้ง ฟางเจิ้งอีจึงรีบเร่งเร้า "พอได้แล้ว! ประลองกันเสร็จแล้ว! กินข้าว! กินข้าว!"
พ่าปาเองก็รีบเข้าไปห้ามปรามชื่อเลี่ยเช่นกัน
เรื่องในวันนี้ควรจะยุติลงเพียงเท่านี้ หากปล่อยให้เรื่องลุกลามต่อไปจนทั้งสองคนลงไม้ลงมือกัน ผลที่ตามมาคงไม่มีผู้ใดรับผิดชอบไหว
ทุกคนมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหาร ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก บรรยากาศจึงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
โชคดีที่จางเหลาลิ่วยกอาหารขึ้นมาเสิร์ฟได้ถูกจังหวะพอดี
ในใจเขาคิดว่า เมื่อนายท่านมาเยือน เขาต้องเป็นคนยกอาหารมาเสิร์ฟเองเพื่อแสดงความเอาใจใส่
ทว่าเมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เห็นสภาพเละเทะไปหมด เขาก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจสุดขีด ก่อนจะรีบปั้นหน้าขรึมให้ดูเป็นปกติเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้น
เขาก้าวฉับๆ เข้าไปที่โต๊ะ เอ่ยทักทาย แล้ววางจานอาหารลงอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะรีบเดินกลับลงไป
เดินขึ้นลงอยู่สองสามรอบ อาหารหอมกรุ่นก็เต็มโต๊ะ
เมื่ออาหารพร้อม ฟางเจิ้งอีก็เอ่ยเชื้อเชิญ "มาๆๆ ไต้ซือ ลองชิมอาหารเลิศรสของต้าจิ่งดู ผู้กล้า เชิญกินได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"
พ่าปาพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม หันไปมองหลี่หยวนจ้าว
หลี่หยวนจ้าวก็ยิ้มตอบรับ ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา
พอองค์รัชทายาทเริ่มลงมือ จางเปียวก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป
ความพ่ายแพ้จากการงัดข้อไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเริ่มสวาปามอาหารอย่างบ้าคลั่ง
ชื่อเลี่ยเห็นดังนั้นก็ไม่เกรงใจเช่นกัน หยิบชามและตะเกียบขึ้นมายัดทะนานอาหารเข้าปาก
พริบตาเดียว โต๊ะอาหารก็กลายเป็นสมรภูมิรบของทั้งสองคนไปเสียแล้ว!
พ่าปายังไม่รีบร้อนกินอาหาร เขาหันไปประสานมือคารวะหลี่หยวนจ้าวก่อน
เมื่อครู่สถานการณ์ฉุกเฉินจึงยังไม่ได้ทักทายปราศรัยกัน ตอนนี้เพิ่งจะมีเวลา
"พ่าปาเคยได้ยินมาว่าองค์รัชทายาททรงเป็นผู้มีปรีชาสามารถตั้งแต่ยังเยาว์วัย วันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว สมคำร่ำลือจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่หยวนจ้าวมีสีหน้าประหลาดใจระคนยินดี "จริงหรือ! บารมีของข้าเลื่องลือไปไกลถึงเป่ยหรงเลยหรือเนี่ย? ผู้ใดเป็นคนบอกหรือ?"
หา?
พ่าปาตามความคิดไม่ทัน คนแคว้นจิ่งไม่ได้ทักทายกันเช่นนี้หรอกหรือ? ทำไมถึงมีประโยคถัดไปได้ล่ะ?
หรือว่าข้าเรียนมาไม่แตกฉาน?
คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังนึกไม่ออก จึงได้แต่ตอบตะกุกตะกักไปว่า "เอ่อ... ผู้ใดเป็นคนบอกหรือ? ก็... ได้ยินมาน่ะพ่ะย่ะค่ะ!"
"ได้ยินมาจากผู้ใดเล่า?" หลี่หยวนจ้าวยังคงซักไซ้ไม่เลิก
ในเมืองหลวงมีคนตาแหลมเช่นนี้ด้วยหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นผู้ใด!
พ่าปาทั้งขำทั้งรันทด ได้แต่ฝืนตอบไปว่า "ได้ยินมาจากใต้เท้าฟาง และชาวบ้านในย่านนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง..." หลี่หยวนจ้าวผิดหวัง นึกว่าจะมีคนตาแหลมอยู่ในกรมการทูตเสียอีก
ให้คนใกล้ตัวมาเยินยอกันเองมันจะไปสนุกอันใด?
พ่าปาปรับสภาพจิตใจใหม่ "ข้าเคยได้ยินใต้เท้าฟางเล่าว่า ย่านป้านซานแห่งนี้ องค์รัชทายาททรงเป็นผู้ดูแลจัดการด้วยพระองค์เอง"
"วันนี้ได้มาเปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่ทราบว่าองค์รัชทายาทพอจะชี้แนะเคล็ดลับการบริหารจัดการให้ข้าฟังสักนิดได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
จากการพูดคุยกันสั้นๆ พ่าปาก็เริ่มเกิดความสงสัยในใจ
แม้ว่าย่านป้านซานจะดูเจริญรุ่งเรือง แต่ในสายตาเขา หลี่หยวนจ้าวดูเหมือนชายหนุ่มธรรมดาๆ ที่ยังมีความวู่วาม
ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของผู้ที่เยือกเย็น สุขุม และสง่างามที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
คนผู้นี้จะสามารถพลิกฟื้นย่านที่ล้าหลังให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองได้จากศูนย์ โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากฮ่องเต้เลยจริงๆ หรือ?
มองอย่างไรก็ดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลยสักนิด!
เมื่อได้ยินว่ามีคนอยากจะขอคำชี้แนะ หลี่หยวนจ้าวก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
การชอบทำตัวเป็นอาจารย์สอนผู้อื่นคือสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน! โดยเฉพาะบุรุษ
ยิ่งพ่าปาทำท่าทีนอบน้อมถ่อมตนอยากเรียนรู้ หลี่หยวนจ้าวก็ยิ่งได้ใจ
"ได้! ในเมื่อเจ้าตั้งใจเอ่ยถามอย่างจริงใจ ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าให้เอง!"
ฟางเจิ้งอีส่ายหน้าพลางถอนหายใจ อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมากุมขมับ
ขายหน้าชะมัด!
คนหนุ่มก็คือคนหนุ่มวันยังค่ำ นิสัยเสียบางอย่างก็ยังแก้ไม่หาย!
แม้พ่าปาจะยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ทว่าในใจกลับประเมินหลี่หยวนจ้าวต่ำลงไปอีกขั้น
องค์รัชทายาทแคว้นจิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่ฟางเจิ้งอีกล่าวอ้างเลยสักนิด ข้าเกือบจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว!
หลี่หยวนจ้าวใช้ตะเกียบชี้ไปที่กับข้าวตรงหน้า
ส่ายหน้าโคลงศีรษะพลางเอ่ย "เอาอาหารเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน!"
"ที่ว่ากันว่าโรคภัยเข้าทางปาก เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?"
พ่าปาถามด้วยความสงสัย "เพราะเหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
หลี่หยวนจ้าวยิ้มกริ่ม "เพราะบนสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนมีแมลงจิ๋วที่มองไม่เห็นอาศัยอยู่"
"และแมลงจิ๋วพวกนี้ก็เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นๆ คือแบ่งออกเป็นหลายประเภท"
"ในจำนวนนั้นมีแมลงที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย หากกินแมลงร้ายเข้าไป คนเราก็ย่อมล้มป่วย!"
จริงหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก!
พ่าปาจ้องมองอาหารบนโต๊ะ แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
แมลงจิ๋ว? มองไม่เห็นแล้วเจ้าเห็นได้อย่างไร?
เมื่อหลี่หยวนจ้าวเห็นสีหน้าฉงนของเขา จึงอธิบายต่อ "แม้ว่าแมลงจิ๋วจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของมันได้"
"ลองคิดดูสิ ยามอากาศร้อนอบอ้าว เนื้อแกะเพียงไม่กี่วันก็เน่าเสีย ทว่าในฤดูหนาวที่เหน็บหนาว กลับสามารถเก็บรักษาเนื้อแกะไว้ได้นานหลายเดือน เจ้าคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด?"
"!" สายฟ้าแลบแปลบปลาบเข้ามาในหัวของพ่าปา ทันใดนั้นเขาก็โพล่งออกไปว่า "เพราะแมลงพวกนั้นถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อไปหมดแล้วหรือ?"
"อืม! ดีมาก! หัวไวใช้ได้เลยนี่!"
"ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถพิสูจน์ได้ว่าแมลงจิ๋วที่มองไม่เห็นนั้นมีอยู่จริง"
"แม้ว่าแมลงจิ๋วจะเป็นอันตรายและมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน แต่พวกมันก็เหมือนกับมนุษย์เรา คือต้องดื่มน้ำ หายใจ หนาวเป็น ร้อนเป็น"
"เพียงแค่คิดหาวิธีจัดการกับพวกมัน ก็จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร และลดอันตรายจากแมลงจิ๋วได้ การที่ข้าบริหารจัดการร้านอาหารในย่านนี้ ก็เริ่มจากการสกัดกั้น..."
หลี่หยวนจ้าวพูดเจื้อยแจ้ว อธิบายมาตรการปรับปรุงร้านอาหารในย่านป้านซานทีละข้อๆ เมื่อพูดถึงจุดที่น่าภาคภูมิใจ ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีโอ้อวดออกมา
พ่าปาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามค่อยๆ อ้าปากกว้าง จ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง
แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอันใด แต่เขากลับรู้สึกว่ามันมีเหตุผล สอดคล้องกับตรรกะ และมีลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน!
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่เขากลับถูกโน้มน้าวใจเสียแล้ว?!
ความคิดของเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างก้าวล้ำ ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญจริงๆ!
(จบแล้ว)