- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 170 - องค์รัชทายาทถวายคำแนะนำ
บทที่ 170 - องค์รัชทายาทถวายคำแนะนำ
บทที่ 170 - องค์รัชทายาทถวายคำแนะนำ
บทที่ 170 - องค์รัชทายาทถวายคำแนะนำ
บรรดาบัณฑิตฮั่นหลินต่างก็คอตกหมดกำลังใจ
เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แม้แต่ผู้นำก็ไม่อยู่แล้ว จะเอาอะไรไปต่อรองอีก
หลังจากเงียบกันไปพักใหญ่ ก็เริ่มมีเสียงดังแว่วมาจากในกลุ่มคนทีละนิดทีละหน่อย
"กระหม่อมละอายใจยิ่งนัก ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ..."
ค่อยๆ มีคนพูดประโยคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนดังระงมเป็นเสียงเดียวกัน
ฟางเจิ้งอีมองดูภาพนี้ด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
รู้อย่างนี้แต่แรกแล้วจะหาเรื่องทำไมล่ะ?
ข้าฟางเจิ้งอียืนอยู่บนจุดสูงสุดของศีลธรรม เกาะขาทองคำของผู้มีอำนาจสูงสุดเอาไว้แน่น คิดจะมาเล่นงานข้างั้นหรือ? ไม่ดูตัวเองบ้างเลยว่ามีปัญญาหรือเปล่า!
จิ่งตี้เองก็ทรงอยากจะแย้มพระสรวลออกมาเช่นกัน แต่สัญชาตญาณทำให้พระองค์ต้องพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เรื่องนี้ถือเสียว่าพวกท่านเลอะเลือนชั่วขณะ ข้าจะปล่อยผ่านไป ไม่เอาความ แต่หากมีคราวหน้า ข้าจะไม่ปรานีเด็ดขาด!"
"กลับกันไปได้แล้ว พรุ่งนี้ก็มาเข้าเฝ้าตามปกติ"
กัวเทียนหยางเองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นิสัยของฝ่าบาทเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ครั้งนี้แม้แต่เหยียนกั๋วอันและพรรคพวกก็ยังไม่มีใครต้องเลือดตกยางออก
เรื่องดี... นี่มันเรื่องดีชัดๆ! บั้นปลายชีวิตของข้าคงจะสุขสบายแล้วสิ!
กลุ่มคนค่อยๆ สลายตัวไป จนกระทั่งในลานบ้านเหลือเพียงจิ่งตี้และคนสนิทอย่างฟางเจิ้งอี
จิ่งตี้ตรัส "ฟางชิง เจ้าทำได้ดีมาก เดิมทีข้าควรจะตบรางวัลให้เจ้า แต่เจ้าเพิ่งจะเข้าสู่ราชสำนัก ฐานอำนาจยังไม่มั่นคงนัก ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน"
ฟางเจิ้งอีก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก มีองค์รัชทายาทอยู่เคียงข้างแล้ว ยังจะต้องการตำแหน่งขุนนางไปทำไมอีก
เอาตำแหน่งมาประเคนให้ข้า ข้าก็ไม่เอาหรอก!
ยิ่งมีความสามารถมาก ภาระความรับผิดชอบที่ต้องปัดสวะก็ยิ่งมากตามไปด้วย!
"กระหม่อมขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่หยวนจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ชักจะไม่พอใจ โวยวายขึ้นมา "เสด็จพ่อ! ลูกก็มีส่วนร่วมนะพ่ะย่ะค่ะ!"
จิ่งตี้แย้มพระสรวล "ใช่ องค์รัชทายาททำได้ดีมาก แต่ว่า... หรือว่าเจ้าอยากจะให้ข้าแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางให้เจ้าเล่นๆ สักตำแหน่งล่ะ?"
"ไม่เอาตำแหน่งพ่ะย่ะค่ะ ขอเป็นเงินก็พอ!"
รอยยิ้มของจิ่งตี้แข็งค้างไปชั่วขณะ ทรงชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะตรัสเสียงเรียบ "ข้าเหนื่อยแล้ว... เตรียมรถม้ากลับวัง"
ตรัสจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
ฟางเจิ้งอีกับหลี่หยวนจ้าวมองแผ่นหลังของจิ่งตี้จนตาค้าง
ขี้เหนียว! ขี้เหนียวชะมัด!
...
วันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรง บรรยากาศก็กลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยตามปกติ
จะมีก็แต่หยางอิงไฉที่ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเวลาเดิน ซึ่งดูขัดหูขัดตาพิลึก
เดิมทีขาก็ไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่ระหว่างทางลมแดดโรคปวดข้อกำเริบกะทันหัน
ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด พวกอันธพาลดันนึกว่าขาหัก พอพาไปถึงโรงหมอก็บอกกับหมอไปตามนั้น
หมอเองก็เป็นคนเลอะเลือน จับพันผ้าพันแผลให้เสร็จสรรพ
ความจริงพอกลับถึงบ้านหยางอิงไฉก็อยากจะแกะออกนั่นแหละ แต่พอนึกถึงความอับอายขายหน้าแล้ว
สู้แกล้งป่วยต่อไปเสียเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจมากนัก
จะมีใครใจร้ายไปตำหนิติเตียนคนป่วยได้ลงคอเล่า?
ดังนั้น วันรุ่งขึ้นเขาจึงเดินกะเผลกๆ มาเข้าเฝ้า เพียงแต่บางครั้งก็ยังแอบส่งสายตาทิ่มแทงฟางเจิ้งอีอยู่เนืองๆ
เวลานี้ในท้องพระโรง จิ่งตี้ทรงถือฎีกาในพระหัตถ์ ทอดพระเนตรอย่างละเอียด
เป็นฎีกาที่จางสือทูลเกล้าฯ ถวาย หัวข้อก็ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องวิกฤตเสบียงในแดนใต้
เมื่อจิ่งตี้ทอดพระเนตรจบ ก็มีรับสั่งให้กัวเทียนหยางเริ่มอ่านให้ฟัง
เนื้อหาก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าที่เคยเถียงกับฟางเจิ้งอีเมื่อหลายวันก่อน ก็แค่เรื่องเปิดคลังแจกจ่ายเสบียง ควบคุมราคาสินค้า รายละเอียดการแจกจ่าย และอื่นๆ
เมื่อกัวเทียนหยางอ่านจบ จิ่งตี้ก็ตรัสขึ้น "ขุนนางท่านใดมีความเห็นอันใด ก็เชิญเสนอแนะมาได้เลย"
"เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ท้องถิ่นได้ส่งฎีกามาเร่งรัดให้เปิดคลังแจกจ่ายเสบียงถึงสามฉบับติดต่อกันแล้ว"
"หากยังชักช้าต่อไป เกรงว่าจะก่อให้เกิดการจลาจลขึ้นได้ เวลานี้ไม่เหมือนกาลก่อน อุทกภัยที่เจี้ยนเจียงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ขุนนางทุกท่านจงเสนอความคิดเห็นมาได้อย่างเต็มที่"
ฟางเจิ้งอีรีบกระโดดออกไปด้วยความร้อนรน หมายจะลองพยายามดูอีกสักตั้ง
"ทูลฝ่าบาท! กระหม่อมเห็นว่าการแทรกแซงราคาเสบียงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำพ่ะย่ะค่ะ! การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติต่างหากคือแผนการที่ประเสริฐสุด"
"หากควบคุมราคาเสบียง พ่อค้าก็ย่อมไม่มีกำไร เสบียงจากพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ก็ยากที่จะหมุนเวียนไปยังพื้นที่ประสบภัยได้"
"ทางการท้องถิ่นเองก็ไร้หนทางในการเกณฑ์เสบียง ต่อให้มี ก็เกรงว่าจะปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่ คงยากจะเกิดผลสัมฤทธิ์... วิธีรับมือเพียงหนึ่งเดียวคือเปิดเสรีราคา ให้ราคาสูงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เสบียงเกิดการหมุนเวียน"
"ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องพยายามกระจายข่าวนี้ออกไปให้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ถึงเวลานั้นเมื่อพ่อค้าเสบียงทราบข่าวก็จะแห่กันไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถประทังชีวิตไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวได้พ่ะย่ะค่ะ"
มันเทศนั้นพึ่งพาไม่ได้แล้ว ตอนนี้พึ่งพาได้เพียงแต่กลไกตลาดเท่านั้น
"กระหม่อมขอคัดค้าน!"
ยังไม่ทันที่จางสือจะเอ่ยปาก บรรดาบัณฑิตฮั่นหลินกลุ่มใหญ่ก็ก้าวออกมาก่อนแล้ว
"หากเป็นไปตามที่ใต้เท้าฟางเสนอ สนับสนุนให้ขายโก่งราคา ย่อมต้องทำให้ราษฎรตื่นตระหนกตกใจ หากราษฎรได้แต่มองเสบียงตาปริบๆ เพราะไม่มีปัญญาซื้อ จะทำเช่นไรเล่า?"
"หากพ่อค้าเสบียงแห่กันไปรวมตัวที่เดียวกัน อุปทานย่อมมากกว่าอุปสงค์ ราคาเสบียงต้องร่วงลงอย่างแน่นอน หากแผ่นดินนี้ไม่มีเสบียง พ่อค้าเสบียงก็คงไม่เดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย อย่างแย่ที่สุดก็คงรักษาสถานะเดิมไว้ ขอถามหน่อยเถอะว่า เสบียงที่เก็บไว้ในคลังท้องถิ่นจะพยุงสถานการณ์ไปได้อีกนานเท่าใด?"
มีคนแย้งขึ้นมาอีก "การทำเช่นนี้ย่อมทำให้มีคนกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรอย่างแน่นอน! หากมีคนฉวยโอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์จากวิกฤตชาติจะทำเช่นไร? หรือใต้เท้าฟางจะยอมทนดูผู้ประสบภัยต้องอดตายทั้งๆ ที่มีเสบียงอยู่ตรงหน้าอย่างนั้นหรือ?"
ฟางเจิ้งอีส่ายหน้า "การกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทว่าพ่อค้าเสบียงเดินทางมาไกลนับพันลี้ ต้นทุนค่าขนส่งและการจัดเก็บอาจจะทำให้พวกเขาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เสมอไป"
"หากผู้คนส่วนใหญ่อดตายไปแล้ว การกอบโกยผลประโยชน์ก็ย่อมสูญเปล่า"
"ยิ่งไปกว่านั้น หากมีใครสามารถผูกขาดตลาดได้เพียงเจ้าเดียว โดยไม่หวังผลกำไร เพียงเพื่อต้องการดูผู้ประสบภัยอดตาย ทางการจะนั่งดูดายไม่ทำอะไรเลยหรือ?"
"ความเคลื่อนไหวของพ่อค้าเสบียง ทางการท้องถิ่นย่อมต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ต้องเป็นฝ่ายริเริ่มปราบปรามการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร การทำเช่นนี้ย่อมง่ายกว่าการไปรีดนาทาเร้นเสบียงจากพวกคหบดีในท้องถิ่นเป็นไหนๆ!"
"พูดจาเหลวไหลสิ้นดี ตอนนี้เวลาไม่คอยท่าแล้ว! จะเอาเวลาที่ไหนไปรอให้พ่อค้าเสบียงเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย การเกณฑ์เสบียงในพื้นที่และควบคุมราคาเสบียงต่างหากคือแผนการที่ประเสริฐสุด"
"..."
จิ่งตี้ทอดพระเนตรมองการโต้เถียงที่ดุเดือดด้านล่าง ก็ทรงรู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาบ้าง
สิ่งที่ฟางเจิ้งอีพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ตั้งแต่โบราณกาลมา นโยบายการบรรเทาภัยก็เป็นไปตามที่จางสือกล่าว แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่มันก็ผ่านการพิสูจน์ตามกาลเวลามาแล้ว
แต่ในบางครั้ง ความคิดที่สอดคล้องกับสัญชาตญาณก็มักจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
ขณะที่ด้านล่างกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด หลี่หยวนจ้าวที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น
"เสด็จพ่อ ลูกมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ"
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงในพริบตา องค์รัชทายาทผู้ซึ่งปกติแทบจะไม่เคยปริปากพูดในท้องพระโรง เหตุใดวันนี้จู่ๆ ถึงทรงเสนอความเห็นขึ้นมาได้?
จิ่งตี้แย้มพระสรวล "โอ้? องค์รัชทายาทมีความเห็นอันใดอันประเสริฐ ลองว่ามาให้ข้าฟังหน่อยสิ"
"ลูกเห็นว่าต่อให้จะควบคุมราคาเสบียง ก็อาจจะควบคุมไม่ได้ผลจริงพ่ะย่ะค่ะ"
"ดังนั้น วิธีนี้จึงนำมาใช้ไม่ได้"
จางสือรีบแย้ง "องค์รัชทายาทตรัสอันใดกันพ่ะย่ะค่ะ? หากคำสั่งของทางการไม่มีผล ราษฎรทั่วหล้ามิพากันก่อกบฏหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ไม่! สมมติว่าราคาเสบียงในพื้นที่ประสบภัยตอนนี้อยู่ที่สองตำลึงต่อหนึ่งชั่ง หากทางการบังคับให้พ่อค้าเสบียงขายในราคายี่สิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง เช่นนั้นก็ย่อมเกิดเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว นั่นคือราษฎรจะไม่มีเสบียงให้ซื้อ"
"แล้วใครล่ะที่จะซื้อเสบียงได้ในเวลานั้น? ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีเส้นสายเท่านั้นถึงจะสามารถหาซื้อเสบียงได้ เมื่อวิกฤตเสบียงทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ที่มีเส้นสายก็ย่อมต้องฉวยโอกาสนี้กักตุนเสบียงขนานใหญ่ แล้วในหมู่ราษฎรตาดำๆ จะมีสักกี่คนที่มีเส้นสายเล่า?"
"ยิ่งไปกว่านั้น หากเปิ่นกงเป็นพ่อค้าเสบียง เปิ่นกงก็จะไม่ขายเสบียงแล้ว แต่จะเปลี่ยนไปขายชามแทน ซื้อชามหนึ่งใบแถมเสบียงหนึ่งชั่ง การแถมเสบียงให้ฟรีๆ ท่านคงไม่มีสิทธิ์มาควบคุมใช่หรือไม่? ถึงเวลานั้นทางการจะจัดการอย่างไร?"
"วิธีการรับมือในหมู่ชาวบ้านนั้นมีมากมายร้อยแปดพันเก้า... ช่วงนี้เปิ่นกงได้เปิดหูเปิดตามามากพอแล้ว ดังนั้นการควบคุมราคาเสบียงอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ได้ผล!"
(จบแล้ว)