- หน้าแรก
- กระถางเซียนหมิงพลิกชะตาขอทานน้อย
- บทที่ 110 - หอติ้งเซียน
บทที่ 110 - หอติ้งเซียน
บทที่ 110 - หอติ้งเซียน
บทที่ 110 - หอติ้งเซียน
"ศิษย์พี่ งานประมูลจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่หรือขอรับ?" หลินเหยียนถาม
"คืนนี้นี่แหละ งานประมูลจะจัดต่อเนื่องกันหลายวัน"
"ศิษย์พี่ พวกเราไปกันตอนนี้เลย ก็น่าจะทันพอดีนะขอรับ"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ" เจิ้งอวี้ซูลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามคนตกลงกันว่าจะไปที่ตลาดนัดเขาต้าอวี่ด้วยกัน
พวกเขาโดยสารป้ายหยกซึ่งเป็นของวิเศษสำหรับบินของเจิ้งอวี้ซู ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงตลาดนัด
วันนี้ในตลาดนัดมีคนพลุกพล่านเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าการโปรโมทงานประมูลล่วงหน้าจะได้ผลดีทีเดียว
ภายในเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรจากทั้งสามสำนักใหญ่ และพ่อค้าแม่ค้าที่หวังจะฉวยโอกาสทองนี้ขายของให้ได้มากที่สุด
"วันนี้คนเยอะจริงๆ แฮะ"
บนท้องถนน ถึงจะไม่ได้เรียกว่ามืดฟ้ามัวดิน แต่ก็เรียกได้ว่าเบียดเสียดยัดเยียดเลยทีเดียว
เวลาเดินไปไหนมาไหนก็ต้องคอยเดินสวนไหล่เบียดเสียดกับผู้คนตลอด
เพียงไม่นาน พวกเขาก็เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานประมูล
งานประมูลครั้งนี้จัดขึ้นที่ "หอติ้งเซียน" ซึ่งเป็นสถานที่จัดประมูลที่ใหญ่ที่สุดในตลาดนัด
เมื่อทั้งสามคนเดินเข้าไปข้างใน ก็พบว่าชั้นแรกของหอติ้งเซียนกลับกลายเป็นเหลาอาหารไปเสียอย่างนั้น
กิจการในร้านคึกคักเป็นอย่างมาก โต๊ะอาหารหลายสิบโต๊ะถูกจับจองจนเต็มหมด
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศและสุราชั้นยอด ลูกค้าต่างพากันชนแก้วดื่มกินกันอย่างครื้นเครง
เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งเห็นพวกเขาทั้งสามคนเดินเข้ามา ก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
"ลูกค้าทั้งสามท่าน รับอะไรดีขอรับ?"
ไป๋เฮ่อเหยี่ยมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง
"ที่นี่ไม่ใช่หอติ้งเซียนหรอกหรือ ทำไมถึงกลายเป็นเหลาอาหารไปได้ล่ะ หรือว่าพวกเรามาผิดที่?"
"ลูกค้าทั้งสามมาไม่ผิดที่หรอกขอรับ ที่นี่คือหอติ้งเซียนจริงๆ"
"แล้วทำไม...?" ไป๋เฮ่อเหยี่ยชี้มือไปรอบๆ ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสี่ยวเอ้อร์ก็เข้าใจความหมายของเขาแล้ว
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ลูกค้าทั้งสามท่านตั้งใจจะมาร่วมงานประมูลสินะขอรับ"
"ใช่แล้ว"
"ไม่มีปัญหาขอรับ ลูกค้าทั้งสามท่านโปรดตามข้ามาทางนี้"
ด้วยความสงสัย ทั้งสามคนจึงเดินตามเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นบันไดไป
"ปกติแล้วหอติ้งเซียนของเราไม่ค่อยได้จัดงานประมูลบ่อยนัก เถ้าแก่ก็เลยตัดสินใจเปิดชั้นหนึ่งถึงชั้นสามเป็นเหลาอาหารบังหน้าซะเลย"
"นอกจากจะใช้พรางตาได้แล้ว ยังช่วยหารายได้กลับคืนมาได้อีกด้วยขอรับ" เสี่ยวเอ้อร์อธิบายข้อสงสัยในใจของพวกเขาขณะที่เดินนำทางไป
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เถ้าแก่ของพวกเจ้านี่หัวการค้าจริงๆ" ไป๋เฮ่อเหยี่ยหัวเราะร่วน
"แหะๆ ลูกค้าทั้งสามท่าน ข้าต้องขอแจ้งกฎเกณฑ์ให้ทราบก่อนนะขอรับ"
"งานประมูลที่หอติ้งเซียนของเราจัดขึ้นในครั้งนี้ แตกต่างจากงานประมูลทั่วไป"
"เนื่องจากมีสมบัติล้ำค่ามากมายถูกนำมาประมูล ดังนั้นการจะเข้าร่วมงานประมูลจึงต้องมีข้อจำกัดอยู่บ้าง"
"ตามกฎแล้ว ลูกค้าแต่ละท่านจะต้องจ่ายค่าผ่านประตูคนละสิบก้อนหินวิญญาณขอรับ"
"สิบก้อนหินวิญญาณเลยรึ เมื่อกี้ข้าเพิ่งจะชมเถ้าแก่ของพวกเจ้าไปว่าหัวการค้า ยังไม่ทันได้นับค่าคอมมิชชั่นจากการประมูล ลำพังแค่ค่าผ่านประตูนี่ก็เป็นรายได้ก้อนโตแล้วนะ"
"เก็บคนละสิบก้อนหินวิญญาณ ถ้ามีคนมาร่วมงานสักพันคน พวกเจ้าก็ฟันกำไรไปเหนาะๆ หมื่นก้อนหินวิญญาณแล้ว" ไป๋เฮ่อเหยี่ยหัวเราะอีกครั้ง
"แหะๆ ก็งานประมูลครั้งนี้มีคนมาร่วมงานเยอะมากจริงๆ นี่ขอรับ ถ้าขืนปล่อยให้เข้าไปหมดทุกคน เกรงว่าลานประมูลคงจะจุคนไม่ไหว ก็เลยต้องคัดกรองลูกค้าด้วยวิธีนี้แหละขอรับ"
"ไม่มีปัญหา" เจิ้งอวี้ซูไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง นางควักหินวิญญาณออกมาสามสิบก้อน จ่ายรวบยอดให้ทั้งหลินเหยียนและไป๋เฮ่อเหยี่ยเสร็จสรรพ
"ลูกค้า ลานประมูลอยู่บนชั้นห้า ข้าจะพาท่านไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ"
พอได้รับหินวิญญาณ เสี่ยวเอ้อร์ก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที ไม่มีความเชื่องช้าอ้อยอิ่งอีกต่อไป เขารีบเดินนำทั้งสามคนขึ้นไปยังชั้นห้าโดยตรง
ที่ทางเข้าบันไดชั้นห้า มีผู้บำเพ็ญเพียรที่สวมหน้ากากยืนเฝ้าอยู่สองคน
"สองท่านนี้เป็นลูกค้าที่จะเข้าร่วมงานประมูลขอรับ" เสี่ยวเอ้อร์หันไปบอกผู้บำเพ็ญเพียรที่สวมหน้ากากทั้งสองคน
ทั้งสองคนพยักหน้ารับ ผลักบานประตูชั้นห้าเปิดออก เพื่อให้ทั้งสามคนเดินเข้าไป
เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน ก็เห็นชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะด้านข้าง ในมือถือแผ่นหยกกำลังตั้งใจอ่านอยู่
พอเห็นประตูเปิดออก เขาก็รีบวางแผ่นหยกในมือลง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที
"มีลูกค้ามาอีกแล้วรึ"
ชายชราผู้นี้ดูแก่หง่อมมาก เส้นผมสีขาวโพลนถูกมัดรวบไว้ คิ้วสีขาวทั้งสองข้างยาวห้อยย้อยลงมาจนถึงโหนกแก้ม ดูมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นอย่างมาก
ให้ความรู้สึกเหมือนนักพรตผู้บรรลุธรรม แวบแรกที่หลินเหยียนเห็นเขา ก็รู้สึกว่าชายชราผู้นี้ช่างมีรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนท่านเซียนเสียจริงๆ
ลักษณะของชายชราผู้นี้ แทบจะตรงกับภาพลักษณ์ของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่หลินเหยียนจินตนาการไว้ทุกประการ
แต่เมื่อเขาลองใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดู กลับพบว่าชายชราผู้นี้มีระดับการบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นรวบรวมปราณระดับแปด ซึ่งเท่ากับตัวเขาเองเสียอย่างนั้น ทำเอาหลินเหยียนรู้สึกผิดหวังอย่างแรง
แต่พอลองคิดดูอีกทีก็สมเหตุสมผลดี ถ้าหากมีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงส่งจริงๆ ก็คงไม่ถูกจับมานั่งเฝ้าประตูอยู่ตรงนี้หรอก
"ผู้เฒ่าฟู่ ทั้งสามท่านนี้เป็นลูกค้าที่จะเข้าร่วมงานประมูล นี่คือค่าผ่านประตูที่พวกเขาจ่ายมา รบกวนผู้เฒ่าฟู่หยิบหน้ากากออกมาสามชุดด้วยขอรับ"
"ไม่มีปัญหา"
ผู้เฒ่าฟู่รับหินวิญญาณไปเก็บไว้ ก่อนจะหยิบหน้ากากที่ปกปิดใบหน้าท่อนบนออกมาสามอันจากใต้โต๊ะ
"หึหึ งานประมูลของเราคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกค้าเป็นสำคัญ จึงได้จัดเตรียมหน้ากากเหล่านี้ไว้ เพื่อสกัดกั้นการตรวจสอบด้วยจิตสัมผัส"
"หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิด ก็ไม่มีทางมองทะลุการปกปิดของหน้ากากนี้ได้แน่นอน"
"ทว่านี่เป็นเพียงหน้ากากครึ่งซีก หากเป็นคนที่สนิทสนมกับสหายนักพรตจริงๆ ก็อาจจะมองออกด้วยตาเปล่าได้เช่นกัน"
"หน้ากากนี้ใช้สกัดกั้นได้เพียงจิตสัมผัสเท่านั้น หากสหายนักพรตต้องการปกปิดตัวตนให้มิดชิดกว่านี้ ก็หาผ้าคลุมหน้าหรือผ้าปิดปากมาสวมทับอีกชั้นก็เพียงพอแล้ว"
ผู้เฒ่าฟู่แบมือขึ้น หน้ากากทั้งสามอันก็ลอยไปอยู่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสามคน
"ขอบคุณมาก"
ทั้งสามคนรับหน้ากากมา เจิ้งอวี้ซูพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย แล้วสวมหน้ากากลงไป
หลินเหยียนมองดูหน้ากากในมือ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมา
เขาแอบคิดในใจว่า ของในโลกบำเพ็ญเพียรนี่ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
ของวิเศษหลายอย่างถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลกับสิ่งของธรรมดาทั่วไป
อย่างหน้ากากอันนี้ มันสามารถสกัดกั้นจิตสัมผัสของผู้บำเพ็ญเพียรได้ แต่กลับสามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ด้วยตาเปล่า
เรื่องนี้เขาแอบจดจำไว้ในใจ วันหน้าจะต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ของวิเศษหรือคาถาอาคมระดับสูงๆ บางครั้งก็อาจจะถูกแก้ทางได้ด้วยของธรรมดาๆ นี่แหละ
หลังจากสวมหน้ากากเสร็จ เจิ้งอวี้ซูก็หาผ้าคลุมหน้าสีดำมาปิดบังใบหน้าท่อนล่างเอาไว้อีกชั้น
ส่วนไป๋เฮ่อเหยี่ยก็หยิบหมวกปีกกว้างออกมาสวมไว้บนหัว
หลินเหยียนไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย เขาจึงค้นๆ ดูในถุงเก็บของ ฉีกเศษผ้าออกมาชิ้นหนึ่ง แล้วเอามาผูกปิดปากไว้ส่งๆ
ผู้เฒ่าฟู่เปิดประตูใหญ่ให้ ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปด้านใน
ตอนแรกพวกเขาเดินผ่านทางเดินสายหนึ่ง เมื่อสุดทางเดิน ก็จะพบกับลานกว้างรูปทรงกลมขนาดมหึมาอยู่ภายใน
จุดที่พวกเขายืนอยู่คือบริเวณตรงกลาง พอมองลงไปด้านล่าง
ก็จะเห็นที่นั่งเรียงรายลดหลั่นกันลงไปอย่างเป็นระเบียบ
ที่นั่งแต่ละตัวเบียดเสียดแนบชิดกัน ห่างกันเพียงไม่กี่ชุ่น ที่นั่งเหล่านี้เรียงตัวกันเป็นวงกลม กะด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีสักหลายพันที่นั่ง
ที่ด้านล่างสุดมีแท่นหินทรงกลมตั้งอยู่ ซึ่งก็คือลานประมูลสำหรับงานประมูลในครั้งนี้นั่นเอง
ผู้บำเพ็ญเพียรที่มาถึงก่อนหน้า จับกลุ่มนั่งอยู่กับพรรคพวกของตน
พวกเขาเพิ่งจะจับจองที่นั่งไปได้แค่หนึ่งในสามของทั้งหมดเท่านั้น
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบน ก็จะเห็นหน้าต่างของห้องวีไอพีเรียงรายอยู่
ภายในห้องวีไอพีเหล่านั้น ล้วนเป็นบุคคลที่มีฐานะไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
บางห้องก็มีม่านผ้ากางกั้นเอาไว้ ทำให้มองไม่เห็นเลยว่าใครนั่งอยู่ข้างใน
แต่บางคนก็แตกต่างออกไป หน้าต่างห้องของเขาเปิดโล่งโดยไม่มีอะไรปิดบัง ทำให้มองเห็นตัวคนข้างในได้อย่างชัดเจน
หลินเหยียนสังเกตเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องวีไอพีห้องหนึ่ง
ชายผู้นี้กำลังนั่งโอบกอดหญิงสาวสามสี่คน หยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน
หญิงสาวเหล่านั้นถือจอกสุราอยู่ในมือ เดี๋ยวก็ป้อนสุราให้เขา เดี๋ยวก็เด็ดองุ่นป้อนเข้าปากเขาแบบปากประกบปาก
ภาพที่เห็นช่างงดงามจนมิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้
ภาพนี้ทำให้ผู้คนมากมายจับจ้องด้วยความอิจฉาริษยา ในขณะเดียวกันก็ทำให้นักพรตหญิงอายุน้อยที่หน้าบางต้องรู้สึกเขินอายจนหน้าแดงไปตามๆ กัน
(จบแล้ว)