- หน้าแรก
- เมื่อเหล่านางเอกพากันเปลี่ยนไป หลังกลายมาเป็นเพื่อนซี้ของฉัน
- บทที่ 3: ร่มคันหนึ่งกับความสัมพันธ์ที่เริ่มถักทอ
บทที่ 3: ร่มคันหนึ่งกับความสัมพันธ์ที่เริ่มถักทอ
บทที่ 3: ร่มคันหนึ่งกับความสัมพันธ์ที่เริ่มถักทอ
วันต่อมา ยามที่ฟางอี้รันเดินทางมาถึงร้านกาแฟของอ้ายโม่หลาน ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มสลัวราง ดูท่าว่าสายฝนจวนจะเทกระหน่ำลงมา นางแหงนหน้ามองฟ้าอยู่สองสามคราพลันลอบถอนหายใจในอกที่วันนี้ออกจากบ้านมารีบร้อนจนลืมพกเอาล่มติดตัวมาด้วย ช่างเป็นเรื่องที่คำนวณพลาดไปเสียจริง
ทว่าอารมณ์หม่นหมองนั้นอยู่ได้ไม่นาน หลังจากก้าวเท้าเข้ามาในร้านกาแฟ นางเห็นว่าที่นั่งประจำของตนยังคงว่างอยู่จึงเดินตรงเข้าไปทันที
แทบจะในวินาทีที่นางหย่อนตัวลงนั่ง พนักงานสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้าขึ้นสีระเรื่อก็เดินเข้ามา พลันวางรายการอาหารตรงเบื้องหน้านางและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่าต้องการสั่งสิ่งใด ฟางอี้รันเหลือบตา มองพนักงานผู้นั้นก่อน ด้วยความจำอันเป็นเลิศทำให้นางจำได้ทันทีว่านี่คือพนักงานคนเดิมที่เคยมาต้อนรับนางเมื่อวันก่อน นางมิได้คิดสิ่งใดมากจึงยื่นมือไปเปิดสมุดรายการอาหาร
ยามที่นางหลุบสายตาลงต่ำเพื่อเลือกเครื่องดื่ม โครงหน้าอันงดงามไร้ที่ติของนางก็สะท้อนเข้าสู่สายตาของพนักงานสาวผู้นั้นอย่างจัง พนักงานผู้ซึ่งแอบปวารณาตัวเป็นแฟนคลับความงามของฟางอี้รันมาตั้งแต่หลายวันก่อน ตื่นเต้นจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความฟิน
ไม่นานนัก ฟางอี้รันก็สั่งชานมไปหนึ่งแก้ว หลังจากมองตามแผ่นหลังของพนักงานสาวที่เดินจากไปด้วยท่าทีตื่นเต้นเล็กน้อย นางก็ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ด้วยความฉงนใจ
เด็กสาวผู้นั้นจะตื่นเต้นอันใดปานนั้น?
ฟางอี้รันรู้ดีว่าตนเองคงไม่มีทางได้คำตอบจากคำถามนี้ จึงมิคิดจะเก็บมาใส่ใจ นางเตรียมจะเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อเล่นเกมออฟไลน์ที่เพิ่งดาวน์โหลดมาใหม่เพื่อฆ่าเวลา ทว่าหางตาของนางกลับ脧เห็นร่างที่คุ้นตาผู้หนึ่งเดินผ่านไป
อ้ายโม่หลาน...
ฟางอี้รันขานชื่อนั้นในใจอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแสร้งยกสายตาขึ้นลอบสังเกตอีกฝ่าย
ในฐานะนางเอกของโลกใบนี้ ย่อมต้องมีรูปโฉมและเสน่ห์ที่เหนือกว่าผู้ใด แม้ว่าจะมิได้งดงามหยาดเยิ้มจนสะกดสายตาเท่ากับร่างเดิมของนาง ทว่าก็จัดว่าเป็นสตรีที่หมดจดงดงามผู้หนึ่ง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวเข้มที่ช่วยขับผิวพรรณให้ดูขาวกระจ่างตา เส้นผมลอนยาวสลวยปล่อยทิ้งตัวลงเบื้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ เครื่องหน้าพริ้มเพราแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา ดูมีชีวิตชีวาและสุขภาพดียิ่งนัก
ฟางอี้รันอดไม่ได้ที่จะมองตามอีกสองสามครา ยามที่อีกฝ่ายคล้ายจะรับรู้ถึงสายตาและหันมองกลับมา นางก็ละสายตากลับมาเสียก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้อ้ายโม่หลานจึงสังเกตเห็นฟางอี้รันที่นั่งอยู่ในร้านเช่นกัน พลันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
อ้ายโม่หลานผลักประตูระจกเข้ามาในร้าน ยามที่นางเดินมาถึงเคาน์เตอร์ หลี่ฉงผู้เป็นสหายสนิทก็ส่งสายตามีเลศนัยมาให้ทันที อ้ายโม่หลานที่รู้ใจกันดีมีหรือจะไม่เข้าใจความหมาย ทว่านางมิได้หันไปมองตามทิศทางที่หลี่ฉงส่งสัญญาณมา เพราะการจ้องมองผู้อื่นเช่นนั้นถือเป็นเรื่องเสียกิริยา นางจึงสั่นศีรษะพลันเอ่ยว่า "ตั้งใจทำงานไปเถอะ"
หลี่ฉงมุ่ยปาก ยามเห็นว่าวันนี้อ้ายโม่หลานแต่งกายงดงามเป็นพิเศษกว่าวันปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแซว "วันนี้เจ้ามีนัดเดตกับคุณชายซวี่หรือ?"
"เปล่าเสียหน่อย"
ช่วงนี้ซวี่หลุนปัวค่อนข้างยุ่งยิ่ง อ้ายโม่หลานเป็นสตรีที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นจึงมิคิดจะไปรบกวนเวลาของเขา
"อ้อจริงรึ?"
อ้ายโม่หลานไม่ได้สนใจท่าทีกระเซ้าเย้าแหย่นั้น พลันเอ่ยย้ำคำเดิม "ตั้งใจทำงานของเจ้าไป"
กล่าวจบ นางก็เตรียมจะเดินขึ้นชั้นบน ทว่ายามที่ก้าวขาเดินออกไป สายตาของนางกลับเหลียวมองไปทางฟางอี้รันโดยสัญชาตญาณ พลันลอบทอดถอนใจด้วยความชื่นชม
สตรีที่งดงาม... มองคราใดก็เจริญตาเจริญใจยิ่งนัก
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่พนักงานนำชานมมาส่งให้ฟางอี้รันแล้ว ระบบ 1748 ที่เห็นนางนั่งละเลียดชิมเครื่องดื่มอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลงมือทำภารกิจในฐานะนางร้ายเลยแม้แต่น้อย ก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป
$$ร้านกาแฟของนางเอกมีดีอันใดนักหนา ท่านถึงได้ติดใจเพียงนี้?$$
$$ย่อมต้องมีดีแน่ เจ้าไม่มีเนื้อหนังมังสา ย่อมไม่เข้าใจอรรถรสในการลิ้มชิมรสอาหารเลิศรสหรอก$$
$$...$$
เป็นความผิดของข้าหรือที่ไม่มีกายหยาบ?
ระบบ 1748 เงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง
$$ท่านคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?$$
$$ลองเดาดูสิ?$$
$$...$$
$$เฮ้อ ต่อให้ข้าให้เจ้าเดา เจ้าก็คงคิดไม่ถึงอยู่ดีนั่นแหละ$$
$$เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?$$
ระบบ 1748 รู้สึกว่าความคิดของโฮสต์ผู้นี้ช่างแปรปรวนและคาดเดาได้ยากยิ่ง มันแทบจะตามไม่ทันอยู่แล้ว หรือว่ามันควรจะยื่นเรื่องต่อสำนักงานใหญ่เพื่อขออัปเกรดระบบดี?
$$ใจสตรีก็เหมือนเข็มในมหาสมุทร ยากแท้หยั่งถึง$$
$$...$$
ข้าขอไม่สนทนากับโฮสต์ชั่วคราวจะดีกว่า
ฟางอี้รันรู้ดีว่าตนเองสามารถต้อนระบบ 1748 จนจนมุมได้ อารมณ์ของนางก็เบิกบานขึ้นหลายส่วน นางเริ่มรู้สึกแล้วว่าการผูกมัดกับระบบ 1748 นี้ก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างเช่นยามที่รู้สึกเบื่อหน่าย ก็สามารถหยอกล้อกับมันเพื่อความบันเทิง ความรู้สึกเช่นนี้...
ช่างประเสริฐยิ่งนัก
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ท่ามกลางทัศนียภาพอันมืดครึ้ม ประกายอัสนีบาตสีม่วงครามพลันพาดผ่านชั้นฟ้า ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องครืนครั่น ก่อนที่หยาดพิรุณเม็ดโตจะพรั่งพรูลงมาจากสรวงสวรรค์
ฟางอี้รันผู้ซึ่งคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วมิได้ตื่นตระหนกกับเสียงฟ้าร้องอันกึกก้องนั้น แต่นางกลับเลื่อนโทรศัพท์มือถือไปไว้ด้านข้าง พลันใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ทอดสายตามองม่านฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ที่ชั้นบน อ้ายโม่หลานเองก็ละมือจากงานตรงหน้า พลันก้าวเท้าเดินมาที่ริมหน้าต่างอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยความรู้สึกเหม่อลอย
สายฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องยาวนานช่างไร้ทีท่าว่าจะหยุด จนกระทั่งถึงเวลาที่ฟางอี้รันเตรียมตัวจะกลับบ้าน สายฝนก็ยังคงกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย
ยามนี้นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น พลันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงลุงหลี่ที่เป็นคนขับรถของตระกูลเพื่อให้มารับ
หลังจากวางสาย นางก็นั่งรออยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง รู้ดีว่าอ้ายโม่หลานคงไม่ลงมาข้างล่างในเวลานี้ ยามที่คำนวณดูแล้วว่าลุงหลี่น่าจะใกล้เดินทางมาถึง นางจึงจัดการชำระเงินค่าน้ำแล้วเดินออกจากร้านกาแฟไป
ทว่านางกลับคาดไม่ถึงว่า ยามที่นางก้าวเท้าพ้นประตูร้านออกมา อ้ายโม่หลานก็บังเอิญเดินลงมาจากชั้นบนพอดี ในมือของนางถือร่มสีเข้มคันหนึ่งคล้ายกับกำลังจะออกไปข้างนอกเช่นกัน ทว่ายามที่ก้าวพ้นประตูร้านและเห็นฟางอี้รันในชุดกระโปรงผ้าชีฟองสีดำยืนอยู่ตรงชานพักด้วยมือเปล่า นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
นางมิได้พกร่มมางั้นหรือ?
คำตอบนั้นประจักษ์ชัดอยู่แก่ใจ
อ้ายโม่หลานดึงสติกลับมา สายตาจับจ้องไปที่ด้านข้างใบหน้าของฟางอี้รัน ซึ่งดูขาวเนียนกระจ่างตาขึ้นไปอีกภายใต้แสงสลัวของท้องฟ้ายามฝนพรำ นางไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงเอ่ยปากถามออกไปเช่นนั้น
"มิได้พกร่มมาหรือคะ?"
ฟางอี้รันหันหน้ากลับมาตามเสียง นึกไม่ถึงว่าจะได้สนทนากับอ้ายโม่หลานภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สายตาของนางเหลือบมองร่มในมือของอ้ายโม่หลาน พลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองทันที
"ค่ะ" ฟางอี้รันยิ้มพลันสั่นศีรษะ ดูท่าทางมิได้เดือดร้อนอันใดกับการไม่มีร่ม
"หากคุณไม่รังเกียจ ฉันขอยืมร่มคันนี้ให้คุณก่อนได้นะ" อ้ายโม่หลานเอ่ยออกไปแทบจะในทันทีโดยมิได้ผ่านการยั้งคิด ทว่าเมื่อรู้ตัวว่ากล่าวสิ่งใดออกไปนางก็มิได้นึกเสียใจ เพราะในห้องทำงานชั้นบนของนางยังมีร่มอยู่อีกคัน การให้ยืมร่มคันนี้ไปจึงมิใช่เรื่องเสียหายอันใด
ฟางอี้รันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางมิได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวนางเอกมากนัก จึงคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นถึงเพียงนี้
ทว่า...
นี่ก็นับเป็นโอกาสอันดีของนางไม่ใช่หรือ?
ฟางอี้รันพยายามสะกดกลั้นมิให้ริมฝีปากของตนยกยิ้มกว้างจนเกินไป แสร้งทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย "จะดีหรือคะ? จะเป็นการรบกวนคุณเกินไปหรือไม่ คุณเองก็มีร่มเพียงคันเดียว"
"ไม่รบกวนเลยค่ะ ชั้นบนของฉันยังมีร่มอยู่อีกคัน" ยามเห็นฟางอี้รันแสดงสีหน้าฉงนใจได้อย่างแนบเนียน อ้ายโม่หลานจึงเอ่ยเสริมว่า "ร้านกาแฟแห่งนี้เป็นกิจการของฉันเองค่ะ"
ฟางอี้รันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มงดงาม "เครื่องดื่มที่นี่รสชาติดีมากค่ะ"
นางมิได้แสร้งกล่าวเยินยอ ทว่าชื่นชมจากใจจริง
"ขอบคุณค่ะ" เมื่อได้รับคำชมจากฟางอี้รัน ดวงตาของอ้ายโม่หลานก็โค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวด้วยความยินดี นางยื่นร่มในมือส่งให้ ซึ่งฟางอี้รันก็รับมาอย่างเป็นธรรมชาติ ยามที่ยื่นมือไปรับร่ม ปลายนิ้วของนางบังเอิญสัมผัสถูกหลังมือของอ้ายโม่หลานเบาๆ
ฟางอี้รันมิได้คิดสิ่งใดมาก ทว่าความสนใจของอ้ายโม่หลานกลับดิ่งลึกไปที่มือคู่นั้นของนางเอกร้ายทันที
นิ้วมือของนางทั้งขาวเนียนและเรียวยาว ดูงดงามไร้ที่ติ ช่างเป็นมือที่สะกดสายตาผู้ที่ชื่นชอบมือสวยงามยิ่งนัก ในฐานะคนที่หลงใหลในมือที่งดงาม อ้ายโม่หลานต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการละสายตาออกมา เพื่อมิให้เป็นการเสียกิริยาต่ออีกฝ่าย
"ขอบคุณมากนะคะ วันพรุ่งนี้ฉันจะนำร่มมาคืนให้" ฟางอี้รันเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแนะนำนามของตนเอง "ฉันชื่อฟางอี้รันค่ะ"
"อ้ายโม่หลานค่ะ" อ้ายโม่หลานส่งยิ้มตอบรับ
ในเวลานั้นเอง สายเรียกเข้าจากลุงหลี่ก็ดังขึ้นพอดี ฟางอี้รันมิได้กดรับสาย ทว่าหันไปเอ่ยกับอ้ายโม่หลานว่า "เช่นนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ?"
"ค่ะ"
"ไว้พบกันวันพรุ่งนี้ค่ะ"
"ไว้พบกันวันพรุ่งนี้ค่ะ"
อ้ายโม่หลานมองตามฟางอี้รันที่กางร่มสีเข้มออก แผ่นหลังอันเหยียดตรงและงดงามของนางค่อยๆ เลือนหายไปทัศนียภาพแห่งสายฝน ในใจของนางเอกพลันเกิดความรู้สึกคาดหวังถึงวันพรุ่งนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
อีกด้านหนึ่ง ฟางอี้รันที่ถือร่มอยู่เดินอมยิ้มไปตลอดทาง ใบหน้างดงามของนางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมเสน่ห์จนยากจะหาคำใดมาเปรียบเปรย นางฮัมเพลงในลำคอด้วยทำนองที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง พลันยื่นมือออกไปนอกร่มเพื่อสัมผัสกับหยาดพิรุณอันเย็นฉ่ำ อารมณ์ของนางเบิกบานขึ้นเรื่อยๆ
ยามที่ฟางอี้รันก้าวขึ้นรถของตระกูล ลุงหลี่ผู้ทำหน้าที่ขับรถเห็นใบหน้าของสตรีผู้เป็นเจ้านายเต็มไปด้วยรอยยิ้มก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย
"คุณหนู มีเรื่องอันใดน่ายินดีเกิดขึ้นหรือครับ?"
"ความลับค่ะ" ฟางอี้รันส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ มิคิดจะบอกเล่าเรื่องราวความสุขนี้ให้ลุงหลี่ฟัง
ลุงหลี่มิได้ถือสาอันใด เพราะร่างเดิมก็มักจะมีพฤติกรรมเช่นนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เขาจึงเคยชินกับมันเสียแล้ว
วันต่อมา ท้องฟ้าแจ่มใสตระการตา ฟางอี้รันเดินทางมาถึงร้านกาแฟตามเวลาปกติ และเป็นไปตามคาด นางเห็นอ้ายโม่หลานยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากของนางทันที นางยื่นร่มที่เช็ดแห้งและพับเก็บอย่างเรียบร้อยส่งคืนให้ซื่อตรง
"คุณอ้าย ขอบคุณสำหรับร่มเมื่อวานนี้มากนะคะ"
ได้ยินเสียงนั้น อ้ายโม่หลานหันหน้ากลับมา พลันพบกับฟางอี้รันที่วันนี้แต่งกายในชุดลำลองสบายๆ ทว่าไม่ว่านางจะแต่งกายเช่นไร ใบหน้านั้นก็ยังคงทำให้อ้ายโม่หลานนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเสมอ
"ยินดีค่ะ" อ้ายโม่หลานรับร่มมา "นั่งที่เดิมใช่ไหมคะ?"
ฟางอี้รันประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าอ้ายโม่หลานจะสังเกตเห็นเรื่องที่นั่งของนางมาก่อนหน้านี้ นางดึงสติกลับมาพลันส่งยิ้ม "ค่ะ"
"ตามฉันมาค่ะ" อ้ายโม่หลานเดินนำฟางอี้รันไปที่โต๊ะประจำ หลังจากที่อีกฝ่ายทรุดตัวลงนั่ง นางจึงเอ่ยถามว่า "วันนี้อยากดื่มสิ่งใดดีคะ?"
ฟางอี้รันเข้าใจความหมายทันที นี่อีกฝ่ายคิดจะมาบริการนางด้วยตนเองงั้นหรือ?
ดวงตาของนางโค้งลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ใต้คาง ยามที่นางกะพริบตา ดวงตาคู่สวยก็ทอประกายระยิบระยับ ทำเอาอ้ายโม่หลานเผลอไผลมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
"คุณอ้ายเป็นถึงเจ้าของร้าน มีเครื่องดื่มอันใดแนะนำบ้างไหมคะ?"
อ้ายโม่หลานเกิดความสนใจขึ้นมาทันที "มีค่ะ กาแฟสูตรพิเศษของเจ้าของร้าน สนใจจะลองชิมดูสักแก้วไหมคะ?"
กาแฟสูตรพิเศษของเจ้าของร้านงั้นหรือ? หมายความว่านางจะลงมือชงด้วยตนเองสินะ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก นางเองก็อยากรู้เหมือนกัน
"เช่นนั้นขอข้า... ขอฉันลองสักแก้วค่ะ"
"ตกลงค่ะ"
อ้ายโม่หลานสำเร็จการศึกษาในวิชาเอกการแปลภาษาอังกฤษ หลังจากเรียนจบ นางมิได้ออกไปหางานทำภารกิจด้านนอก ทว่าเปิดร้านกาแฟแห่งนี้ขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของครอบครัว ในยามว่างนางก็รับงานแปลบ่อยครั้ง ยามที่ร้านเปิดตัวในช่วงแรก หากบาริสต้า bไม่ว่างนางก็จะลงมือชงกาแฟด้วยตนเอง ฝีมือของนางนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เมื่อครู่ยามที่ได้ยินฟางอี้รันเอ่ยถามคำแนะนำ ในใจของนางก็เกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาทันที นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทดสอบว่าฝีมือของตนเองตกหล่นไปบ้างหรือไม่
ยามที่อ้ายโม่หลานเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ หลี่ฉงก็ขยับกายเข้ามาใกล้ทันที "เจ้าจะลงมือชงกาแฟเองหรือ?"
"อืม"
หลี่ฉงร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง พลันชะงักไปยามที่อ้ายโม่หลานยัดร่มคันนั้นใส่อ้อมแขนของนางแล้วบอกให้ช่วยเก็บ "นี่มิใช่ร่มของเจ้าหรอกหรือ?" หลี่ฉงพลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้อ้ายโม่หลานเดินออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาหยิบร่มคันที่สองออกไป นางจึงตระหนักได้ทันที "เมื่อวานนี้เจ้าเอาร่มให้ลูกค้ารูปงามคนนั้นยืมไปงั้นหรือ?"
"อืม"
"ว้าว วีรบุรุษช่วยสาวงาม? โอไม่ใช่นิ ต้องเป็นสาวงามช่วยสาวงามสินะ?" หลี่ฉงกะพริบตาพลันหัวเราะร่า
"อย่าพูดจาเหลวไหล เป็นเพียงการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น"
อีกอย่าง... การจะปล่อยให้สตรีที่งดงามปานนั้นต้องไปยืนตากฝน หากให้พูดตามตรง ในใจของนางย่อมไม่อาจทนดูได้จริง ๆ
อ้ายโม่หลานมิได้เอ่ยความในใจข้อนี้ออกมา เพื่อมิให้หลี่ฉงนำไปล้อเลียนอีก นางตัดบทสนทนาพลันตั้งสมาธิไปกับการชงกาแฟตรงหน้า นางไม่อาจทำให้ฟางอี้รันต้องผิดหวังในรสมือของนางได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น รอยยิ้มหวานก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของนางโดยไม่รู้ตัว