- หน้าแรก
- ระบบพันล้านปราณ
- บทที่ 40 - วิชาท่าร่างอันลึกล้ำและชัยชนะที่สยบทุกสิ่ง
บทที่ 40 - วิชาท่าร่างอันลึกล้ำและชัยชนะที่สยบทุกสิ่ง
บทที่ 40 - วิชาท่าร่างอันลึกล้ำและชัยชนะที่สยบทุกสิ่ง
บทที่ 40 - วิชาท่าร่างอันลึกล้ำและชัยชนะที่สยบทุกสิ่ง
"ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ใจกล้าบ้าบิ่นดีแท้"
สุ้มเสียงแผดคำรามด้วยโทสะอันน่าดุร้ายดังขึ้นมาจากทิศทางด้านในค่ายโจร
กลุ่มสมุนโจรแหวกออกเป็นช่องว่างสองข้าง ปรากฏเงาร่างของชายฉกรรจ์ 2 คนก้าวเท้าเดินนำออกมาด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยวท่ามกลางการแวดล้อมประคองจากสมุนโจรจำนวนมาก
ชายหนุ่มร่างยักษ์ผู้เป็นผู้นำกลุ่มมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมสะดุดตาด้วยรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านข้างแก้ม แววตาสาดประกายกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงและเย็นชาจ้องเขม็งมาทางลั่วเฉินอย่างเปิดเผย
ส่วนชายฉกรรจ์ที่เดินตามหลังมามีรูปร่างผอมแกร็น แววตาแฝงความกะล่อนปลิ้นปล้อนและอำมหิตชวนให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงและอยากรุมกระทืบให้จมดินตั้งแต่แรกเห็น
"ไอ้หนู ตัวข้าเซี่ยหลางบุกเบิกตั้งค่ายโจรแห่งนี้มานานนับ 10 ปี ยังไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีความกล้าหาญชั่วช้าบังอาจมาท้าทายถึงค่ายหมาป่าคลั่งของข้ามาก่อนเลย"
เซี่ยหลางขบเคี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยตวาดเสียงกร้าว
"บอกมาเถอะว่าเจ้าต้องการจะเลือกตายแบบใดกันแน่"
ทว่ายังไม่ทันที่ลั่วเฉินจะได้เอ่ยปากเอ่ยตอบอันใด จวินโม่เสี้ยวที่ยืนหยัดอยู่ทางด้านหลังก็ก้าวเท้าเดินขึ้นมาข้างหน้า 2-3 ก้าว ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างนุ่มนวลและเอ่ยขัดขึ้นมาเบาๆ
"การสู้รบเข่นฆ่ากันตั้งแต่แรกพบดูไม่น่ารื่นรมย์เท่าใดนัก เอาเป็นว่าพวกเรามาเป็นผู้ชมเฝ้าดูความสนุกสนานอยู่ข้างๆ กันจะดีกว่านะ"
กล่าวจบ จวินโม่เสี้ยวก็ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นสะบัดตวัดชี้ตรงไปยังร่างของเซี่ยหลางทันทีพร้อมกับเค้นเสียงราบเรียบ
"สยบ"
พริบตานั้น พลังปราณฟ้าดินโดยรอบร่างของเซี่ยหลางก็เกิดความปั่นป่วนบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ลำแสงสว่างจ้าสีขาวบริสุทธิ์ 4 สายพุ่งทะยานลงมาจากสรวงสวรรค์กระแทกเข้าใส่จุดสำคัญรอบกายของเซี่ยหลาง สะกดตรึงกักขังเรือนร่างอันแข็งแกร่งของเขาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ทันทีโดยไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายได้แม้แต่เซนติเมตรเดียว
หลังจากเสร็จสิ้นการร่ายอาคมสะกดพลัง จวินโม่เสี้ยวก็ปัดฝุ่นละอองที่เกาะตามฝ่ามือออกไปบางเบา หันมาส่งยิ้มให้แก่ลั่วเฉินและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
"เจ้าหนู หัวหน้าใหญอย่างเซี่ยหลางข้าได้ช่วยจัดการสะกดควบคุมพลังเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เรื่องราวหลังจากนี้คงต้องยกให้เป็นหน้าที่และบททดสอบของตัวเจ้าเองแล้วล่ะ"
ลั่วเฉินพยักหน้ารับคำอย่างนบนอบ ก่อนจะเบนสายตาไปจดจ่อมองไปยังชายฉกรรจ์ร่างผอมผู้เป็นหัวหน้าลำดับสองของค่ายโจรขยับมือซ้ายกวักนิ้วท้าทายเรียกตัวอีกฝ่ายให้ก้าวเข้ามาประลองทันที
"เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 4 คนหนึ่งกล้าบังอาจมาแสดงความโอหังไร้สาระปานนี้เชียวหรือ"
ชายฉกรรจ์ร่างผอมแผดเสียงหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมเย็นชาแววตาฉายประกายกระหายเลือดอย่างบ้าคลั่ง
"ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายเอง เช่นนั้นปู่ของเจ้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าได้ตกตายสมใจอยากเดี๋ยวนี้แหละ"
สิ้นสุ้มเสียงตวาด ร่างกายของหัวหน้าลำดับสองก็เลือนหายไปจากจุดที่ยืนยืนอยู่อย่างรวดเร็ว พุ่งทะยานร่างมุ่งตรงเข้าใส่ลั่วเฉินทันที
"เจ้าเด็กนั่นคงต้องตกตายลงในพริบตาอย่างแน่นอน"
สมุนโจรคนหนึ่งตะโกนเอ่ยเปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวมั่นใจเป็นที่สุด
"หัวหน้าสองของพวกเราได้ฝึกฝนวิชาท่าร่างระดับเหลืองขั้นสูงจนบรรลุเข้าสู่ขั้นบรรลุจุดสูงสุดเรียบร้อยแล้ว"
"ต่อให้ตัวท่านจะมีระดับพลังบ่มเพาะเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 ทว่าในเรื่องของความเร็ว แม้กระทั่งหัวหน้าใหญ่อย่างเซี่ยหลางก็ยังยากที่จะจับกุมหรือไล่ตามท่าร่างของท่านได้ทัน ไอ้หนูผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 4 คนนั้นย่อมต้องโดนปลิดชีพลงในพริบตาอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน"
"กล่าวได้ถูกต้อง"
สมุนโจรอีกคนพยักหน้ารับคำพลางแค่นยิ้มยะเยียบ
"คุณชายที่ทระนงโอหังปานนี้ ค่ายหมาป่าคลั่งของพวกเราลงมือฟันเข่นฆ่ามาแล้วนับไม่ถ้วนในแต่ละปี การที่เขาสามารถดึงดูดให้หัวหน้าสองออกโรงลงมือด้วยตนเองได้ ก็นับเป็นวาสนาและความภาคภูมิใจก่อนตายของเขาแล้ว"
ในระหว่างที่บรรดาสมุนโจรทหารโฉดกำลังวิพากษ์วิจารณ์สนทนากันอยู่อย่างอื้ออึง ร่างของหัวหน้าลำดับสองก็ไปปรากฏตัวอยู่ทางด้านหลังของลั่วเฉินอย่างไร้สุ้มเสียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาวุธสั้นอย่างมีดพกคมกริบที่อาบยาพิษสีเขียวเข้มแผ่ประกายกระพริบพุ่งแทงเข้าใส่จุดสำคัญกลางแผ่นหลังของลั่วเฉินอย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด
บทสนทนาเปรยเปรียบยินดีของสมุนโจรทั้งหมดพลันหยุดชะงักเงียบสนิทลงทันควัน ใบหน้าของแต่ละคนประดับไปด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้มยินดีคาดหวังว่าจะได้มองเห็นภาพร่างกายของลั่วเฉินล้มพังตึงลงบนพื้นส่งเสียงร้องระงมโหยหวนอย่างแสนสาหัสด้วยความเจ็บปวดทรมานในวินาทีถัดไป
ฟู่
กระแสสายลมพัดเอื่อยผ่านผิวกาย นอกเหนือจากยอดฝีมืออย่างจวินโม่เสี้ยวแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดในค่ายโจรจะสัมผัสร่องรอยการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทัน
อาวุธมีดพกอาบยาพิษสีเขียวเข้มพุ่งทะลวงเข้าใส่กลางหลังของลั่วเฉินอย่างจังดุดันและหนักหน่วง
ปัง
ทว่าเสียงปะทะที่เกิดขึ้นกลับคล้ายคลึงกับฟองอากาศที่โดนเข็มทิ่มจนแตกสลายไม่มีผิด ร่างกายของลั่วเฉินที่โดนเสียบพังสลายกลายเป็นละอองพลังลมปราณจางๆ และอันตรายสูญสิ้นไปในพริบตา
ในขณะเดียวกัน สุ้มเสียงราบเรียบแฝงไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยามดูแคลนของลั่วเฉินก็ดังแว่วขึ้นมาจากทางด้านหลังของหัวหน้าลำดับสองทันที
"เจ้าคิดจะแทงไปที่ตำแหน่งใดกันแน่"
"ปู่ของเจ้าอยู่ทางด้านหลังนี้ต่างหากล่ะ"
บรรดาสมุนโจรทั้งหมดเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหันไปกวาดสายตามองสำรวจรอบข้าง จนกระทั่งพบเห็นลั่วเฉินที่เก็บกระบี่ยาวเข้าฝักตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ยืนไขว้หลังอยู่บนลานโล่งกว้างห่างออกไปไม่ไกล ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มสมเพชและดูแคลนท่าร่างอันเชื่องช้าของคู่ต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด
ใบหน้าของหัวหน้าลำดับสองแปรเปลี่ยนเป็นทะมึนและมืดมนอย่างถึงที่สุด เขาเค้นพลังบ่มเพาะระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 9 ทั้งหมดในร่างกายออกมาจนถึงขีดสุด โคจรกระตุ้นวิชาท่าร่างจนเกิดเป็นภาพลวงตาติดตาเลือนรางสายตานับไม่ถ้วนพุ่งทะยานจู่โจมเข้าใส่ลั่วเฉินที่ยืนหยัดอยู่อย่างบ้าคลั่งทันที
ฉึก
เสียงคมอาวุธกรีดเฉือนทะลวงผ่านเนื้อผิวดังขัดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสะงัด ทว่ายังไม่ทันที่กลุ่มโจรสมุนรับใช้จะส่งเสียงร้องโห่ร้องแสดงความยินดี ร่างกายของแต่ละคนก็แข็งทื่อและส่งเสียงพูดไม่ออกไปในทันทีราวกับโดนบางสิ่งสะกดกั้นลำคอเอาไว้แน่น
นั่นเป็นเพราะว่าเรือนร่างของลั่วเฉินที่พุ่งโจมตีโดนเมื่อครู่นี้ค่อยๆ สลายสูญสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง
ขณะที่ร่างจริงของลั่วเฉินก้าวเท้าไปปรากฏตัวสงบอยู่ทางด้านหลังของหัวหน้าลำดับสองตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่มีใครสังเกตได้ทัน และกระบี่ยาวคมกริบในมือขวาของลั่วเฉินก็ได้เสียบแทงทะลวงทะลุผ่านช่องอกขวาทะลุหัวใจของหัวหน้าลำดับสองจนมิดด้ามอย่างง่ายดายราบรื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
[จบแล้ว]