- หน้าแรก
- กิดใหม่ทั้งที เมีแค่พลั่วทองคำกับอิฐบล็อกหนึ่งก้อน
- บทที่ 1 ขึ้นรถเพื่อนสนิทแฟนเก่า นายน้อยแห่งเมืองหลวง (1)
บทที่ 1 ขึ้นรถเพื่อนสนิทแฟนเก่า นายน้อยแห่งเมืองหลวง (1)
บทที่ 1 ขึ้นรถเพื่อนสนิทแฟนเก่า นายน้อยแห่งเมืองหลวง (1)
"คุณผู้หญิง มีบัตรเชิญหรือได้สำรองที่นั่งไว้ไหมครับ"
เจียงซินยืนอยู่หน้าคลับหรูหราตระการตาพลางถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยรั้งไว้ ใบหน้าหมดจดงดงามฉายแววประหม่าเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากบางเบาก่อนเอ่ย "ฉันมาหาคนค่ะ เพื่อนบอกว่าอยู่ที่ห้องเทียนเซียง"
ห้องเทียนเซียงเป็นหนึ่งในห้องรับรองพิเศษของคลับแห่งนี้จริง ๆ แต่... พนักงานรักษาความปลอดภัยลอบประเมินหญิงสาวตรงหน้า เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ไร้เครื่องประดับราคาแพง ทว่าหน้าตาและรูปร่างกลับงดงามสะดุดตาอย่างยิ่ง ทั้งดวงตาและท่าทียังดูบริสุทธิ์สะอาดสะอ้าน
ดูไม่เหมือนพวกผู้หญิงที่ตั้งใจมาทอดสะพานตกถังข้าวสารตามความฝันประเภท 'ประธานหนุ่มคลั่งรัก' ในคลับแห่งนี้เลยสักนิด
ทว่าแขกในห้องเทียนเซียงล้วนไม่ใช่บุคคลธรรมดา หากแม่สาวคนนี้ก่อเรื่องอะไรขึ้นมา เขาคงไม่มีปัญญาจะรับผิดชอบ
ขณะที่พนักงานรักษาความปลอดภัยกำลังจะเอ่ยถามอย่างสุภาพว่าเธอมาพบใคร บริกรคนหนึ่งก็เดินออกมาจากโถงด้านใน
"คุณเจียงใช่ไหมครับ"
เจียงซินพยักหน้ารับ
"เชิญตามฉันมาทางนี้เลยครับ"
เมื่อเห็นดังนั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยจึงไม่ได้ขัดขวางอีก
เจียงซินก้าวเดินไปบนกระเบื้องปูพื้นขัดมันระยับ สายตากวาดมองโต๊ะเก้าอี้ไม้พะยูง แจกันโบราณ รวมถึงภาพวาดพู่กันจีนที่ประดับประดาอยู่ภายในคลับ... เธอไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย แต่สิ่งเดียวที่รับรู้ได้คือคำว่า "แพง"
เจียงซินละสายตากลับมามองข้อความในแอปพลิเคชันวีแชทบนหน้าจอมือถือ
เซวียเยว่เหยา: ฉันเมาแล้ว มารับหน่อย
เซวียเยว่เหยา: 【ตำแหน่งที่ตั้ง】
เซวียเยว่เหยา: 【วีแชทโอนเงิน 1,000 หยวน】
เซวียเยว่เหยา: นั่งแท็กซี่มาเดี๋ยวนี้เลย!
เจียงซินชินชาเซ็งแซ่กับน้ำเสียงออกคำสั่งของแม่คุณหนูผู้ร่ำรวยคนนี้เสียแล้ว
พวกเธอเรียนสาขาเดียวกันและอยู่หอพักห้องเดียวกัน แต่เจียงซินรู้ดีมาตลอดว่าเซวียเยว่เหยาไม่ชอบหน้าเธอ
สิ่งที่หล่อนโปรดปรานที่สุดคือการหาทางแสดงความเหนือกว่าต่อหน้าเจียงซินผู้มีภูมิหลังยากจนเสมอ
ยกตัวอย่างเช่น การอวดเสื้อผ้าแบรนด์เนมและกระเป๋าหรูหรา หรือชอบชี้นิ้วสั่งให้เธอทำนู่นทำนี่
ทว่าแม้เจียงซินจะดูบอบบางน่ารังแก แต่เธอก็ไม่ใช่คนยอมคน
หลังจากถูกปฏิเสธอย่างนุ่มนวลอยู่หลายหน เซวียเยว่เหยาก็เริ่มใช้แผนสายเปย์เข้าสู้
ในเมื่อมีคนรวยใจป้ำยื่นเงินมาให้ มีหรือเจียงซินจะปฏิเสธ?
อีกอย่าง พวกเธอต้องแชร์ห้องพักร่วมกันตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ล้ำเส้นจนเกินไป เธอก็ไม่อยากจะผิดใจด้วย
เจียงซินคำนวณดูแล้วว่าค่าแท็กซี่ไปกลับคืนนี้คงราว ๆ สองร้อยหยวน เท่ากับว่าเธอจะได้กำไรเน้น ๆ ถึงแปดร้อยหยวน
ยิ่งไปกว่านั้น... เจียงซินก้มลงมองชุดกระโปรงตัวใหม่ที่สวมใส่ แววตาเศร้าสร้อยพาดผ่านใบหน้าจิ้มลิ้ม
วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ และเดิมทีเธอได้เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้แฟนหนุ่ม
ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ เขาจะมีธุระด่วนเข้ามา เจียงซินรู้สึกผิดหวังไม่น้อย
แต่ทุกคนต่างก็มีเวลาที่ยุ่งวุ่นวายกันทั้งนั้น เธอเข้าใจได้
เจียงซินยังนึกไปถึงเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อที่จะซื้อนาฬิกาให้แฟนหนุ่ม เธอถึงกับยอมควักเงินเก็บเกือบทั้งหมดที่สะสมมาหลายปีจากการทำงานพิเศษและเงินทุนการศึกษา หลังจากหักค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องส่งให้คุณยายแล้ว
สถานการณ์ทางการเงินของเจียงซินตึงมืออย่างยิ่ง เงินลาภลอยจากรูมเมทคุณหนูในคืนนี้จึงถือเป็นเงินช่วยชีวิตที่มาได้ถูกเวลา และไม่มีเหตุผลใดที่เธอจะปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม หากแฟนหนุ่มรู้ว่าเธอยอมวิ่งรอกเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรมายังสถานที่แปลกตาในยามวิกาลเพื่อเงินเพียงไม่กี่ร้อยหยวน เขาคงจะโกรธอีกแน่ และคงจะบีบแก้มเธอพร้อมบ่นสั่งสอนว่า "คุณมีแฟนรวยขนาดนี้ ทำไมไม่รู้จักใช้เงินฉัน? ดันรนหาที่ไปทำงานไร้สาระพวกนั้นเพื่อเศษเงินไม่กี่แปะ"
แต่เจียงซินคิดว่าพวกเธอเป็นเพียงคนรักกัน ไม่ใช่สามีภรรยา
เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูด้วยสัญญาผูกมัด เงินของเขาจะเกี่ยวอะไรกับเธอเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่เคยรู้สึกอับอายที่หาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
แม้เจียงซินจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับคำพูดของแฟนหนุ่มที่คอยค่อนแคะว่าเธอขี้เหนียว แต่เธอก็คิดว่าเขาเพียงแค่เป็นห่วง จึงเลิกเก็บมาใส่ใจ
ขณะที่กำลังคิดถึงแฟนหนุ่มด้วยความหวานชื่น จู่ ๆ บริกรก็ผลักประตูห้องรับรองพิเศษเปิดออก
เจียงซินกำลังจะเอ่ยขอบคุณ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น เธอกลับเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังจุมพิตกันอย่างดูดดื่มอยู่ภายในห้อง
ทั้งสองคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเธอเลยสักนิด
นัยน์ตาของเจียงซินหดเกร็ง เรี่ยวแรงและจิตวิญญาณคล้ายถูกสูบออกจากร่างในพริบตา จนแทบจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
"เจียง... เจียงซิน?"
"น้องสะใภ้!!!"
บนโซฟา ชายหนุ่มที่เคยโอบเอวหญิงสาว รั้งคางของหล่อนขึ้นมาบดจูบอย่างเร่าร้อนร้อนแรงถึงกับแข็งค้าง เขาผลักร่างอ้อนแอ้นที่กำลังบิดเร้าในอ้อมแขนออกโดยสัญชาตญาณ
"โอ๊ย!"
แก้มของเซวียเยว่เหยาแดงซ่าน ดวงตาปรือฉ่ำด้วยแรงอารมณ์ หล่อนอุทานร้องออกมาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
"รุ่นพี่ ทำอะไรของคุณคะ"
พูดจบ หล่อนก็ทำตัวราวกับปีศาจจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ โผเข้าเหนี่ยวรั้งซบซวนร่างของเจียงหยวนหวนอีกครา "ฉันเจ็บนะ"
เจียงหยวนหวนไม่ได้สนใจหล่อน สายตาของเขาจับจ้องไปยังหญิงสาวหน้าซีดเผือดที่ยืนอยู่ตรงประตูอย่างไม่วางตา
เดิมทีเขาตั้งใจจะผลักเซวียเยว่เหยาออกไปอีกรอบ ทว่าเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ มือของเขากลับชะงักแข็ง ทันใดนั้นเขากลับยื่นมือไปสวมกอดหล่อนไว้พลางหยอกเย้าอย่างเปิดเผยและไร้ยางอาย
ใบหน้าสวยของเจียงซินขาวซีดราวกับกระดาษ หยาดน้ำตาเอ่อคลอในดวงตา
เธอเม้มปากแน่น สะกดกลั้นหยาดน้ำตา น้ำเสียงนุ่มนวลสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับจะสลายไปในอากาศ "นี่คือธุระด่วนที่คุณบอกว่ามีในคืนนี้งั้นเหรอ"
สีหน้าของเจียงหยวนหวนย่ำแย่อย่างยิ่ง แทนที่จะสำนึก เขากลับเบนความผิดมาที่เธอแทน "คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แอบสืบหาที่อยู่ของฉันหรือสะกดรอยตามฉันมา?"
"แล้วแต่งตัวแบบนี้ ตั้งใจจะมาอ่อยใครที่นี่มิทราบ?"
ถ้อยคำเกรี้ยวกราดและดูแคลนของชายหนุ่มทำให้น้ำตาของเจียงซินหลั่งไหลลงมาในที่สุด
หญิงสาวอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว เส้นผมยาวสีเข้มดัดลอนคลายถูกติดด้วยกิ๊บเงินรูปเกล็ดหิมะ แม้จะดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่ารูปร่างของเธอกลับทรวดทรงองค์เอวเย้ายวนใจอย่างยิ่ง
ผิวขาวราวหิมะและเรียวขาสวยคู่นั้นสะกดสายตาชายหนุ่มคนอื่น ๆ ในห้องจนแทบวิญญาณหลุดลอย
ยามนี้เมื่อยอดบุษบาหลั่งน้ำตา ยิ่งดูน่าสงสารและน่าทะนุถนอมจับใจ
ดาวมหาวิทยาลัยจิงต้าผู้เลื่องชื่อ สมคำร่ำลือโดยแท้
กลุ่มเพื่อนสนิทของเจียงหยวนหวนลอบกลืนน้ำลายเอื้อก
พวกเขารู้สึกว่าเจียงหยวนหวนช่างไม่รู้จักเอ็นดูของล้ำค่า
เซวียเยว่เหยานั้นก็นับว่าสวย แต่หากเทียบกับเจียงซินแล้ว ช่างแตกต่างราวกับหญิงสามัญชนกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์
เฮ้อ อาหวนทำใจให้คนงามปานนี้ร้องไห้ได้อย่างไรกัน?
เฉินหมิงหัวเราะแก้เก้อ ทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด "อาหวน นายทำอะไรเนี่ย เจียงซินเป็นแฟนนายนะ ต่อให้เธอมาตามสืบก็เพราะเป็นห่วง ไม่เห็นต้องดุขนาดนั้นเลย ทำเธอขวัญเสียหมดแล้ว"
"รุ่นน้องเจียง อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนั้นเลย เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ"
เจียงหยวนหวนแค่นยิ้มหยัน "เจียงซิน คุณไม่ใช่ว่าทำตัวสูงส่งมาตลอดหรอกเหรอ ยอมไปทำงานพิเศษที่ร้านชานม วิ่งรอกส่งของเพื่อเศษเงินไม่กี่หยวน ดีกว่ายอมรับเงินของฉัน แล้วไฉนคืนนี้ถึงมาโผล่ที่คลับของพวกคนรวยได้ล่ะ? หรือว่าเปลี่ยนวิธีหาเงินทางลัดแล้ว?"
เพื่อนสนิทอีกคนทนไม่ไหวเอ่ยเตือน "พอได้แล้วอาหวน นายพูดแรงเกินไปแล้วนะ!"
ทว่ายิ่งมีคนออกโรงป้องเจียงซินมากเท่าไหร่ โทสะของเจียงหยวนหวนก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
"ดูสิ พอคุณมาถึง พวกเขาก็พากันออกตัวปกป้องคุณทันที ภูมิใจมากไหมล่ะ? ถ้าคุณเลิกทำตัวอวดดีอวดอุดมการณ์ปัญญาอ่อนนั่น คุณจะต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินไหม?"
ทุกถ้อยคำเชือดเฉือนและเหยียดหยามจากปากคนที่เธอรัก ทำให้เจียงซินสั่นสะท้านและแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
ด้วยนิสัยของเธอ เธอไม่ใช่คนประเภทที่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง จึงทำได้เพียงจิกเล็บลงบนฝ่ามือแน่น
"ตายจริง เสี่ยวซินมาได้อย่างไรกันจ๊ะ"
เซวียเยว่เหยายกมือกุมขมับ แสร้งทำเป็นเมามายไม่ได้สติ และทำราวกับว่าตนไม่ได้เป็นคนส่งข้อความตามเจียงซินมา
"รุ่นพี่คะ ไปทะเลาะกับเสี่ยวซินทำไมกัน"
"เสี่ยวซินจ๊ะ อย่าเข้าใจผิดไปเลยนะ เมื่อกี้มันเป็นแค่บทลงโทษตอนที่รุ่นพี่กับฉันเล่นเกมตอบความจริงหรือรับคำท้าแล้วแพ้น่ะ ไม่มีอะไรลึกซึ้งเลยจริง ๆ"
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่เนื้อตัวของเซวียเยว่เหยากลับเบียดกระแซะอิงแอบอยู่กับเจียงหยวนหวนอย่างไร้กระดูก โดยไม่มีท่าทีว่าจะผละออกจากอ้อมแขนของเขาเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น สายตาที่หล่อนมองมายังเจียงซินยังเต็มไปด้วยความท้าทายและเย้ยหยันยโส
เจียงซินหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ปล่อยผ่านหล่อนไป เธอเพียงแต่จ้องมองเจียงหยวนหวนนิ่ง เอ่ยถามเขาด้วยความร้าวรานใจ "เพราะอะไร"
เรื่องที่เจียงหยวนหวนเป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองไม่ใช่ความลับในมหาวิทยาลัย
แต่เธอไม่เคยคิดจะจับคนรวยหรือเกาะพวกพ้องตระกูลใหญ่โตอย่างพวกเขาเลย
ตอนที่เจียงหยวนหวนเริ่มตามจีบเธอทีแรก เธอปฏิเสธเขาอย่างเด็ดขาด
ทว่าเขาไม่เพียงไม่โกรธเคืองหรือกลั่นแกล้งล้างแค้น กลับตามตื๊อเธออยู่ครึ่งปี แถมยังเคยได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะช่วยสั่งสอนพวกนักเลงที่มาลวนลามเธอ
เจียงซินยากที่จะไม่หวั่นไหว หลงคิดไปว่าเจียงหยวนหวนแตกต่างจากพวกคุณหนูลูกคนรวยคนอื่น ๆ
ดังนั้น เธอจึงยอมละทิ้งคำสั่งสอนของคุณยายที่พร่ำบอกมาตลอดชีวิตว่าให้สวรรค์เบี่ยงห่างจากพวกบุตรชายตระกูลมั่งคั่ง รวบรวมความกล้าเพื่อที่จะคบหาตกลงปลงใจกับเขา
ทว่าความเป็นจริงกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า แฟนหนุ่มผู้แสนดีของเธอก็ดูถูกเธอไม่ต่างจากเซวียเยว่เหยา คำพูดเหล่านั้นไม่ใช่ความพลั้งปาก และไม่ได้เกิดจากความห่วงใยเลยสักนิด
"ฉันนึกว่าคุณมีความจริงใจให้ฉันเสียอีก"
เจียงหยวนหวนทำราวกับได้ยินเรื่องโจ๊กขบขัน เขารับแก้วเหล้าที่เซวียเยว่เหยายื่นส่งให้อย่างประจบประแจง กระดกซดอึกใหญ่ ก่อนจะก้มลงจุมพิตริมฝีปากแดงของหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างยั่วเย้าเปิดเผย ทำเอาเซวียเยว่เหยาหัวเราะคิกคักไม่หยุด
เขาหันหน้ากลับมา แกว่งแก้วเหล้าในมือพลางมองเจียงซินด้วยสายตาเยาะหยัน "คุณนี่โง่จริง ๆ หรือแกล้งเซ่อกันแน่? ต่อให้ฉันมีความจริงใจให้คุณ แล้วคุณล่ะ? เคยมีให้ฉันบ้างไหม?"
เจียงซินมองภาพเขาหยอกล้อคลอเคลียกับผู้หญิงคนอื่น ดวงตาของเธอร้อนผ่าวจนแดงก่ำ เขาพูดออกมาได้อย่างไรว่าเธอไม่มีความจริงใจ?
"ความจริงใจของคุณงั้นเหรอ? คือข้าวกล่องราคาถูกที่คุณทำมาให้ฉันทุกวัน? หรือของขวัญราคาถูกพวกนั้น? หรือคำพูดแสดงความห่วงใยจอมปลอมไม่กี่คำ?"
"แล้วคุณยังต้องการอะไรจากฉันอีก"
เจียงหยวนหวนก้มลงจูบเซวียเยว่เหยาอีกครา พลางแค่นเสียงหยัน "คุณเคยเห็นแฟนที่ไหนไม่ยอมนอนกับแฟนตัวเองบ้างไหม?"
ใบหน้าสวยของเจียงซินซีดเผือด เธอเม้มปากถาม "คุณคบกับฉันเพียงเพราะเรื่องนั้นงั้นเหรอ"
"แล้วจะเพราะอะไรอีก? ถ้าฉันไม่ได้หวังในเรือนร่างอันเยาว์วัยของคุณ ฉันจะหวังในคุณธรรมอันสูงส่งหรือความยากจนข้นแค้นของคุณกันล่ะ?"
ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างไม่ปรานีปราศรัยของเจียงหยวนหวน ดับประกายแสงสุดท้ายในดวงตาของเจียงซินจนมอดไหม้
เธอยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตา ไม่ว่าเธอจะรู้สึกอัปยศอดสูเพียงใด เธอก็ไม่อยากจะกรีดร้องโวยวายจนสูญเสียศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้ายไป
"ฉันเข้าใจแล้ว"
เจียงซินสูดหายใจเข้าลึก "เจียงหยวนหวน พวกเราเลิกกันเถอะ!"
รอยยิ้มหยันและความเยาะหยันบนใบหน้าของเจียงหยวนหวนพลันแข็งค้าง "คุณว่าอะไรนะ"
เจียงซินย้ำอีกครั้ง "พวกเราเลิกกัน"
เพล้ง!
เจียงหยวนหวนผลักเซวียเยว่เหยาออก ลุกขึ้นยืนพรวดพลางทุบแก้วเหล้าในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง เศษแก้วแตกกระจายว่อน "เจียงซิน! แน่จริงคุณลองพูดคำนั้นอีกคำสิ"
เจียงซินมองเศษแก้วที่กระจัดกระจายอยู่แทบเท้า เธอไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก หันหลังแล้วเดินจากไปทันที
"เจียงซิน!"
เจียงซินชะงักฝ่ามือ
ทว่าเธอได้ยินเพียงเสียงข่มขู่ขวัญเสียจากชายหนุ่มเบื้องหลังอย่างเย็นชา "เลิกกับฉันแล้ว อย่าสะเออะมาเสียใจทีหลังล่ะ! ฉันไม่เคยคิดจะเคี้ยวเอื้องกินน้ำพริกถ้วยเก่า"
"รับทราบแล้วค่ะ"
หญิงสาวหลุบตาลงพลางตอบกลับโดยปราศจากอารมณ์ใด ๆ ทว่าน้ำเสียงและท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งสุมเพลิงโทสะของเจียงหยวนหวนให้โหมกระหน่ำยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นเธอเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง เจียงหยวนหวนแทบจะคว่ำโต๊ะตรงหน้า
เจียงซิน! ดี เก่งเหลือเกินนะ!
เฉินหมิงยกมือกุมขมับอย่างอ่อนใจ "ฉันถามจริง จะหาเรื่องไปเพื่ออะไร"
ทั้งที่เห็นชัด ๆ ว่ารักเธอแท้ ๆ แต่กลับต้องทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้
เจียงหยวนหวนเอ่ยอย่างหงุดหงิด "นายคิดว่าเธออยากจะเลิกกับฉันจริง ๆ งั้นเหรอ"
ก่อนหน้านี้ เขาแค่เปรยว่าอยากให้เธอมีเวลาอยู่กับเขามากขึ้น เจียงซินที่ปกติเห็นการเรียนเป็นชีวิตจิตใจ ก็รีบปฏิเสธโครงการวิจัยชิ้นใหม่ของอาจารย์ทันที
เธอเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์มาตลอด แต่กลับยอมควักเงินเก็บทั้งหมดเพื่อซื้อนาฬิการาคาหลายหมื่นหยวนให้เขา
"ฉันรู้จักเธอดี เวลาเธอรักใครเธอจะทุ่มเทสุดตัว อีกไม่นานเธอก็จะคลานกลับมาหาฉันเองแหละ"
เฉินหมิงถึงกับพูดไม่ออก เขาคิดว่าเพื่อนสนิทของเขารายนี้คงจะมั่นใจในตัวเองมากเกินไปหน่อยแล้ว
"แถวคลับเทียนหนานหาแท็กซี่ยากจะตาย นี่ก็ดึกมากแล้ว ให้เธอเดินคนเดียวมันอันตรายเกินไป อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย อาหวน นายน่าจะตามไปส่งเธอหน่อย!"
เจียงหยวนหวนดึงดันเอ่ย "เธอเก่งนักนี่ จะเกิดเรื่องอะไรได้? อีกอย่าง ปล่อยให้เธอได้รับบทเรียนเสียบ้าง จะได้ดัดนิสัยใจคอ ไม่ใช่นึกจะเอาแต่ใจจากความรักของฉันอย่างไรก็ได้!"
"เอ๊ะ? พี่เหยียน คุณจะกลับแล้วเหรอครับ"
เจียงหยวนหวนหันมองตามเสียงไปยังผู้พูด
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ทรงอำนาจลุกขึ้นจากโซฟาเดี่ยว เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตสีดำขึ้นลวก ๆ ดวงตาคู่นั้นล้ำลึก ใบหน้าคมสันราวกำแพงหินสลัก ท่าทางเย็นชาเข้มงวด เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็นำพาความกดดันมหาศาลม้วนตัวเข้าใส่จนเจียงหยวนหวนและคนอื่น ๆ สัมผัสได้
ตลอดฉากละครเมื่อครู่ เขาเพียงแต่นั่งมองอย่างเย็นชาอยู่ด้านข้าง ทำตัวตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ทว่ามันเป็นเรื่องปกติที่คนผู้นี้จะเฝ้ามองอย่างนิ่งเฉย หากเขายอมปริปากพูดขึ้นมาต่างหากที่จะทำให้พวกเขาพากันขวัญผวา
"พี่เหยียน คุณจะกลับแล้วเหรอครับ"
เสิ่นเหยียนพยักหน้ารับบางเบา
เจียงหยวนหวนสลัดคราบความยโสก่อนหน้านี้ทิ้งพลางฝืนยิ้ม "พอจะรบกวนพี่เหยียนสักเรื่องได้ไหมครับ"
เสิ่นเหยียนมองเขาด้วยดวงตาดำสนิทเรียบนิ่ง "เรื่องอะไร"
"ช่วย... ไปส่งเจียงซินระหว่างทางหน่อยได้ไหมครับ ไม่ต้องไปส่งถึงมหาวิทยาลัยหรอก แค่ไปหย่อนเธอไว้ในย่านที่คนพลุกพล่านพอจะโบกแท็กซี่ได้ก็พอ"
เสิ่นเหยียนพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก
เจียงหยวนหวนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ใคร ๆ ก็อาจจะคิดไม่ซื่อกับเจียงซินได้ แต่เสิ่นเหยียนไม่มีวันแน่นอน
ไม่เพียงเพราะสถานะของเขาจะสูงส่งเทียมฟ้า ทว่าด้วยนิสัยเย็นชา เว้นระยะห่างกับทุกคน และท่าทีละวางกิเลสราวกับพระภิกษุสงฆ์เช่นนั้น ย่อมหมายความว่าเขาจะไม่มีวันคิดมิดีมิร้ายกับผู้หญิงของเพื่อนสนิทเด็ดขาด
ขณะที่เสิ่นเหยียนก้าวเดินออกจากห้องรับรองพิเศษ เขาแว่วเสียงเจียงหยวนหวนเอ่ยเตือนกลุ่มเพื่อนสนิทไม่ให้คิดล่วงเกินเจียงซิน
กลุ่มเพื่อนสนิทพากันหัวเราะแห้ง ๆ ลอบเสียดายอยู่ในใจ
พวกเราล้วนเป็นเพื่อนที่เติบโตมาในแวดวงเดียวกัน ตระกูลต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต้องพบปะกันอยู่ตลอดเวลา คงไม่มีใครบ้าพอจะมาแตกคอกันเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียวหรอกจริงไหม?