- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2021 ชีวิตที่ใดบ้างจะไม่พานพบ (1)
บทที่ 2021 ชีวิตที่ใดบ้างจะไม่พานพบ (1)
บทที่ 2021 ชีวิตที่ใดบ้างจะไม่พานพบ (1)
ผู้บำเพ็ญเพียรภายนอกเมื่อไม่มีการกดข่มจิตสำนึก ก็ง่ายดายเหลือคณาที่จะสร้างความเสียหายถึงชีวิตแก่ผู้ฝึกตนวิญญาณ ทว่าเมื่อพิจารณาถึงข้อดีของการออกไปหาประสบการณ์ล่วงหน้าแล้ว ก็ยังคงมีการตัดสินใจเลือกบางอย่างอยู่บ้าง
อย่างศิษย์ขอบเขตปฐมวิญญาณเหล่านี้ที่เพิ่งจะบรรลุมาตรฐานขั้นต่ำ อาณาบริเวณในการออกไปหาประสบการณ์ภายนอกเป็นครั้งแรก ก็จะอยู่เพียงแค่บริเวณรอบนอกของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นจำต้องมีผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยออกไปหาประสบการณ์ภายนอกมาก่อนหน้านี้คอยคุ้มครองอยู่ลับหลังถึงจะใช้ได้ สำหรับจุดนี้ ทางฝั่ง "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ก็สามารถส่งผู้บำเพ็ญเพียรออกไปคุ้มครองได้เช่นกัน
ทุกสิ่งจำต้องเป็นไปตามแผนการที่กำหนดเอาไว้ ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับขั้นตอนถึงจะใช้ได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่ละเว้น ยิ่งไปกว่านั้นยังจะยกเลิกโอกาสในการออกไปภายนอกของศิษย์บางคนในภายหลังด้วย
…………
............
หลี่เหยียนเหาะเหินอยู่กลางอากาศเหนือทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ เวลานี้เขาได้ซ่อนเร้นเงาร่างอีกครั้ง หันหน้ากลับไปมองดูสถานที่ที่ตนเพิ่งจะออกมาเมื่อครู่
ที่นั่นคือแม่น้ำสายกว้างใหญ่สายหนึ่ง แม่น้ำกว้างหกสิบกว่าลี้ แม่น้ำสายนี้ทอดยาวคดเคี้ยวพาดผ่านท่ามกลางทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ก็ไม่รู้เช่นกันว่าไหลมุ่งหน้าไปสู่ที่ใด?
ส่วนทางเข้าออกที่เข้าไปยังเขตปฐพีแท้ ก็สร้างเอาไว้บริเวณดินแดนอันสูงชันไร้ผู้คนช่วงหนึ่งของแม่น้ำ ตำแหน่งของที่นี่ก็อยู่รอบนอกของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์เช่นเดียวกัน
สถานที่แห่งนี้แม้นานทีปีหนจะมีสัตว์อสูรและผู้บำเพ็ญเพียรผ่านทางมาบ้าง ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรหรือสัตว์อสูรระดับสูงปรากฏตัวขึ้น
พลังปราณของที่นี่ไม่ได้หนาแน่นมากนัก บริเวณรอบด้านก็ไม่ได้มีทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรที่ดีเท่าใดนัก ส่วนตำแหน่งเช่นนี้ พวกผู้อาวุโสห่าวตามหาอยู่เนิ่นนาน ภายหลังในที่สุดถึงได้กำหนดสถานที่แห่งนี้ลงมา
แน่นอนว่าย่อมต้องพยายามให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของความปลอดภัยและซ่อนเร้นอย่างสุดความสามารถ พวกเขาสร้างทางเข้าออกเอาไว้ที่ก้นแม่น้ำ ยามผู้บำเพ็ญเพียรเข้าออก ก็สามารถสังเกตสภาพแวดล้อมรอบด้านจากทางด้านล่างก้นแม่น้ำให้มากขึ้นสักหน่อยได้
หลี่เหยียนภายหลังแยกแยะทิศทางได้แล้ว ก็มุ่งหน้าเหาะไปยังบริเวณชายขอบทางทิศตะวันตกของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ภายใต้การซ่อนเร้นระดับการบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง เขาก็เดินทางได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคมาตลอดทาง
ต่อให้หลี่เหยียนจะสังหารมุ่งตรงออกไปตลอดทาง ในตำแหน่งเช่นนี้ของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวใดสามารถต้านทานได้เช่นเดียวกัน
ยามที่หลี่เหยียนเหาะเหินไปได้หลายวัน เขาก็ยังคงอยู่บริเวณรอบนอกของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นระยะห่างจากตำแหน่งชายขอบของทุ่งหญ้า ก็ยังคงห่างไกลเหลือคณา
หลี่เหยียนต่อให้จะเดินทางมาหลายครั้ง ก็ยังคงทอดถอนใจถึงความกว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นตำแหน่งทางออกที่ตำหนักสะกดวิญญาณเลือก ก็ยังเลือกสถานที่ที่ห่างไกลผู้คนเป็นที่สุด
หลี่เหยียนที่กำลังเหาะเหิน แม้จะรู้ว่าสัตว์อสูรที่นี่ไม่อาจสร้างผลกระทบอันใดต่อเขาได้มากนัก ทว่าด้วยความเคยชินก็ยังคงปลดปล่อยจิตสำนึกออกไปตรวจสอบรอบด้าน ระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
อาณาบริเวณรอบนอกของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ก็ไม่ได้ปลอดภัยอย่างแท้จริง ที่นี่นานทีปีหนก็มีสัตว์อสูรระดับกลางและระดับสูงผ่านทางมาบ้าง นั่นคือเส้นทางบางแห่งในยามที่พวกมันจากไปหรือกลับเข้ามาในทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์อีกครั้ง
เสียงสับสนวุ่นวายสารพัดรูปแบบจากรอบทิศทาง ลอยเข้าสู่จิตสำนึกของหลี่เหยียนอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเสียงคลานของแมลงตัวเล็กตัวน้อยท่ามกลางพงหญ้าอันหนาแน่นบนพื้นดิน ก็ไม่อาจรอดพ้นจากจิตสำนึกของเขาไปได้เลย
หากเขาคิดอยากจะตรวจสอบให้ลึกลงไปอีกขั้น ส่วนลึกใต้ดินก็สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกัน
"อืม?"
หลี่เหยียนที่กำลังเหาะเหิน จู่ๆ ดวงตาก็หรี่แคบลงอย่างรวดเร็ว เจตจิตสั่นไหววูบก็หยุดนิ่งอยู่ที่เดิมทันที ภายหลังจากนั้นก็มองไปยังทิศทางหนึ่ง
เวลานี้ ในสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากหลี่เหยียนไปสี่พันลี้ ที่นั่นก็กำลังมีคนสองคนซ่อนเร้นเหาะเหินอยู่กลางอากาศเช่นเดียวกัน
คนทั้งสองนี้เหยียบอยู่บนมีดยาวเล่มหนึ่ง ภายหลังเขตผนึกบนมีดยาวเล่มนี้กระจายออก ก็ได้ซ่อนเร้นคนทั้งสองทางด้านบนตลอดจนตัวมีดเอาไว้
ยามที่มีดยาวกรีดผ่านท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ กระทั่งไม่เห็นการบิดเบี้ยวเล็กน้อยของมิติเลย กรีดผ่านสุดขอบฟ้าไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว
คนทั้งสองสูงคนหนึ่งเตี้ยคนหนึ่ง ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง บนร่างของบุรุษมัดกล้ามปูดโปน ดันชุดยาวสีม่วงขึ้นมาจนสูง
เส้นสายของมัดกล้ามที่ราวดั่งถูกมีดสลัก ต่อให้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้นอยู่ก็ยังสามารถปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าหวาดกลัวและยิ่งใหญ่ที่อัดแน่นอยู่ภายในร่างกายของเขา
บุรุษผู้นี้มีเรือนผมยาวสีดำขลับสยายประบ่า ลมปราณบนร่างกายลึกล้ำดั่งห้วงลึกกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร!
ส่วนบริเวณด้านข้างของเขานั้น กลับมีสตรีชุดขาวนางหนึ่งยืนอยู่ ผิวกายที่เปิดเผยออกมาภายนอกขาวผ่องดั่งหิมะ มอบความรู้สึกราวกับกระจกสะท้อนแสงเปล่งประกายระยิบระยับให้แก่ผู้คน
ดวงตาคู่หนึ่งของสตรีนางนี้ดึงดูดกระชากวิญญาณ เอวคอดกิ่วราวกิ่งหลิวที่เล็กเท่ากำมือ ยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงบั้นท้ายที่กลมกลึงเย้ายวน
ใบหน้างดงามหาใดเปรียบ รูปร่างหน้าตาเย้ายวนมีเสน่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอกถึงขีดสุด พวงแก้มสีชมพูดูเหมือนกำลังโกรธขึ้งและออดอ้อน ใบหน้าหยกและดวงตาจิ้งจอกแฝงความรัญจวนอยู่ทุกแห่งหน...
เวลานี้ สตรีชุดขาวกำลังมองดูบุรุษด้านข้างด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน บุรุษผู้นี้ในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด ก็ไม่ได้ทอดทิ้งตนไป
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตรายถึงเพียงนั้น ก็ยังคงพาตนหลบหนีซ่อนตัวไปทั่ว ไม่ละทิ้งหนีหาย ไม่เสียแรงที่ตนมีความรักอันลึกซึ้งต่อเขา
แม้ในตอนแรกตนจะเป็นเพียงทาสวิญญาณของเขา ทว่าภายหลังกลับหลงรักเขาเข้าจริงๆ ยินยอมที่จะอยู่เคียงคู่กับเขาไปทุกภพทุกชาติ
"เฉี่ยนเฉี่ยน เผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าต่อให้จะอพยพย้ายถิ่นฐาน ทว่าก็สมควรจะมีสถานที่เป้าหมายที่เหมาะสมถึงจะถูก ในปีนั้นเจ้าเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ว่าเผ่าพันธุ์มีสถานที่สำรองเอาไว้? หรือว่ามีสถานที่ที่เผ่าพันธุ์คิดจะครอบครองในวันข้างหน้า?"
จิตสำนึกของบุรุษร่างกำยำกวาดมองรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเดินทางบนทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาละทิ้งความดูแคลนไปตั้งนานแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือความระมัดระวังรอบคอบอยู่ตลอดเวลา
ในตอนแรกเขารู้สึกว่าวิชาวิญญาณทั่วร่างของตนนั้นแข็งแกร่ง ต่อให้ต้องพบเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตรวมกายา ก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลย
ทว่าในตอนที่พาสตรีชุดขาวไปตามหาคนในเผ่า ยามก้าวเข้าสู่อาณาบริเวณตอนกลางของทุ่งหญ้าอสูรสวรรค์ ภายใต้การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรในระดับเดียวกัน ก็เกือบจะตายตกอยู่ที่นั่นเสียแล้ว
เขาถึงได้รับรู้อย่างแท้จริงว่าผู้บำเพ็ญเพียรภายนอก ไม่ได้เหมือนกับใน "เขตปฐพีแท้" ที่ผู้อื่นไม่มีจิตสำนึก ระดับการบำเพ็ญเพียรสูญเสียไปกว่าครึ่ง ส่วนพวกเขากลับมีพลังวิญญาณในการหยั่งรู้การโจมตีของผู้อื่น
ที่แท้เมื่ออยู่ภายนอก กลับมีวิธีการอันน่าหวาดกลัวมากมายเหลือเกินที่เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย วิธีการที่สัตว์ร้ายเหล่านั้นใช้งาน ก็สามารถทำให้ตนได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ภายในกระบวนท่าเดียวเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่บาดแผลที่สลักลึกเข้าไปในกระดูกในครั้งนั้น เขาก็ไม่กล้าประมาทอีกเลย
"เทียนป้า ในตอนนั้นข้าเป็นเพียงสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ต่อให้ภายหลังจะเลื่อนขั้นเป็นระดับห้า ก็ยังคงนับว่าค่อนข้างธรรมดาทั่วไปภายในเผ่าพันธุ์เท่านั้น
ไม่อาจล่วงรู้มติบางอย่างของระดับสูงในเผ่าได้ การที่สามารถค้นพบเบาะแสเหล่านี้ในครั้งนี้ ก็คือมีความหวังที่จะตามหาเผ่าพันธุ์พบแล้ว
ทว่า... ทว่า พวกเรามิสู้หาสถานที่สักแห่งเพื่อเร้นกาย ร่วมกันแสวงหาความมีอายุยืนยาวตลอดกาล โบยบินขึ้นสู่โลกเซียนแท้จริงในเร็ววัน
ไม่เช่นนั้น... ไม่เช่นนั้นต่อให้เจ้าระดับการบำเพ็ญเพียรแข็งแกร่ง ทว่าเผ่าพันธุ์ของข้าก็ยังคงใช่ว่าจะยินยอมเจรจากับเจ้า กลับกันจะยิ่งเป็นเพราะข้าอยู่ด้วยกันกับเจ้า กระทั่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเจตนาฆ่าต่อเจ้า!"
สตรีชุดขาวที่ถูกเรียกขานว่าเฉี่ยนเฉี่ยน ภายหลังตอบคำถามของอีกฝ่ายแล้ว ก็ยังคงขบกัดริมฝีปากแดงที่อวบอิ่มชุ่มชื้นราวดั่งสายน้ำ เอ่ยเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
เผ่าพันธุ์ของนางไม่รู้ว่าหายไปที่ใดแล้ว ส่วนตัวนางในตอนนี้ หลังจากผ่านความพลิกผันมามากมาย ก็ไม่อยากกลับไปหาเผ่าพันธุ์อีกแล้วเช่นกัน
ผ่านความยากลำบากและอันตรายมามากมายถึงเพียงนี้ ยามนี้นางเพียงต้องการหาสถานที่สักแห่ง หลังจากนั้นก็กลั่นลมปราณบำเพ็ญเซียนให้ดี แล้วใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไปกับบุรุษผู้นี้ไปตลอดชีวิต เป็นคู่รักเซียนคู่หนึ่ง จะมีสิ่งใดไม่ดีกันเล่า?
ทว่าความลุ่มหลงของบุรุษผู้นี้รุนแรงเกินไปแล้ว นางเกลี้ยกล่อมมาแล้วหลายครั้ง ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงอยู่เคียงข้างเขาไปทำความปรารถนาให้สำเร็จเท่านั้น
บุรุษและสตรีคู่นี้ ก็คือคนสองคนที่หลี่เหยียนเคยพบเจอใน "เขตปฐพีแท้" ในปีนั้นพอดี บุรุษผู้นี้ก็คืออดีตผู้อาวุโสขอบเขตผสานว่างเปล่าแห่ง "ตำหนักสะกดวิญญาณ" --- สยงเทียนป้า
ส่วนสตรีชุดขาวก็คือซูเฉี่ยนเฉี่ยนแห่งเผ่า "จิ้งจอกสวรรค์เจ็ดวิญญาณ" ภายหลังจากที่ถูกม้วนพัดเข้ามาใน "เขตปฐพีแท้" ก็กลายมาเป็นทาสวิญญาณคนหนึ่งของสยงเทียนป้า
ต่อมาสยงเทียนป้าเป็นเพราะทรยศ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" แอบร่วมมือกับขุมกำลังใหญ่หลายแห่ง เกือบจะทำสำเร็จทำให้ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ถูกโค่นล้มทำลายล้างแล้ว
ทว่ากลับเป็นเพราะการปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันของหลี่เหยียน ภายหลังจากช่วยเหลือผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านออกมาได้ ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองก็กดข่มด้วยพละกำลังอันเด็ดขาด กวาดล้างไปราวดั่งลมร่วงกวาดใบไม้ในระยะเวลาสั้นๆ
ไม่นานก็ทำให้ขุมกำลังใหญ่หลายแห่งพังทลายลง ยิ่งไปกว่านั้นแทบจะถูกเข่นฆ่าสังหารจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดก็มีเพียงส่วนหนึ่งในนั้นที่หลบหนีไปได้ ทว่าก็ยังคงถูก "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ไล่ล่าสังหารต่อไปอยู่ดี
ส่วนสตรีนางนี้อย่างซูเฉี่ยนเฉี่ยนก็คอยอยู่เคียงข้างสยงเทียนป้ามาโดยตลอด หลังจากกลายเป็นทาสวิญญาณของอีกฝ่าย ก็ยิ่งสยบยอมอยู่ภายใต้อำนาจบาตรใหญ่ของสยงเทียนป้า
ท่ามกลางแผนการอันหลากหลายของนาง ก็ช่วยสยงเทียนป้าทำเรื่องโหดเหี้ยมชั่วร้ายต่างๆ มาไม่น้อย ทำร้ายผู้บำเพ็ญเพียรจากภายนอกไปไม่น้อยเลยจริงๆ กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรภายใน "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ที่สยงเทียนป้าคิดอยากจะกำจัดทิ้งด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นในภายหลังยังออกอุบายช่วยเหลือสยงเทียนป้า คิดอยากจะแย่งชิงครอบครองมู่กูเยว่ ก็ถูกหลี่เหยียนชิงลงมือช่วยเหลือเอาไว้ได้ก่อนก้าวหนึ่งเช่นเดียวกัน
ส่วนพวกเขาสองคนก็คือคนที่รอดชีวิตมาได้อย่างโชคช่วยในท้ายที่สุด ภายใต้มหันภัยในครั้งนั้น ช่างดวงดีไม่น้อยเลยจริงๆ
สยงเทียนป้าก็ชื่นชอบทาสวิญญาณผู้นี้จริงๆ ต่อให้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ตกต่ำ ภายใต้การไล่ล่าสังหารของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มาตลอดทาง เขาก็ยังคงพาปีศาจจิ้งจอกนางนี้หลบหนีเอาชีวิตรอดมาโดยตลอด
คนผู้นี้อย่างสยงเทียนป้าดูผิวเผินเหมือนหยาบกระด้าง ความจริงแล้วมีเล่ห์เหลี่ยมเหนือผู้คน ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจแฝงตัวอยู่ภายใน "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มาโดยตลอด ทั้งยังมีอำนาจใหญ่อยู่ในมือได้หรอก
แม้เขาจะร่วมมือกับขุมกำลังใหญ่หลายแห่ง ทว่าเขาก็รู้ถึงความน่าหวาดกลัวของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงแอบจัดเตรียมแผนสำรองต่างๆ เอาไว้ให้ตนเองมาโดยตลอด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เขาใช้ประโยชน์จากอำนาจในมือ แอบสนับสนุนสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง แน่นอนว่าเขาสามารถสนับสนุนสำนักที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้ ทว่าเขาจะยอมให้แผนสำรองของตนเอง เป็นที่สะดุดตา ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร!
ภายใต้วิกฤตการณ์มหันตภัยในครั้งนั้น สยงเทียนป้าอาศัยเล่ห์เหลี่ยมที่เหนือผู้คน คาดเดาความผิดปกติของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ออกมาจากร่องรอยบางอย่างได้
ในช่วงเวลาแรกสุด สยงเทียนป้าก็สัมผัสได้ลางๆ ถึงพายุฝนที่กำลังจะมาเยือน ทว่าบนใบหน้าของเขากลับไม่แสดงความผิดปกติใดๆ ออกมาเลย
ในยามที่ผู้อื่นเริ่มตรวจสอบสถานการณ์ภายนอก เขากลับใช้วิธีการที่เตรียมเอาไว้ตั้งนานแล้ว หลบหนีไปภายใต้การที่ผู้อื่นไม่ได้สังเกตเห็น
ภายหลังจากนั้นไม่นาน ผู้อาวุโสห่าวและผู้อาวุโสถังก็พาคนบุกจู่โจมมาถึง...
หลังจากที่เขาหลบหนีจากการไล่ล่าสังหารมาได้ ก็พาซูเฉี่ยนเฉี่ยนแอบกลับไปยังสำนักเล็กๆ แห่งนั้น ภายหลังจากนั้นก็เข้าไปในดินแดนลับที่เตรียมเอาไว้ตั้งนานแล้ว หลบซ่อนตัวอย่างระมัดระวัง
เนื่องจากสำนักแห่งนี้เป็นสิ่งที่สยงเทียนป้าตั้งใจสร้างขึ้น เป็นสถานที่คุ้มภัยของเขา ดังนั้นเมื่ออยู่ภายนอกจึงพึ่งพิงอยู่ภายใต้สังกัดของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับคำสั่งของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มักจะเชื่อฟังและทำตามมาโดยตลอด ต่อให้สยงเทียนป้าในก่อนหน้านี้จะทรยศออกจาก "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มาแล้ว เขาก็ไม่ได้ใช้งานสำนักแห่งนี้
กระทั่งในยามที่ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" จัดการกับขุมกำลังใหญ่หลายแห่ง สำนักแห่งนี้ก็เชื่อฟังคำสั่งการเรียกใช้งานตามใจชอบของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" อย่างสมบูรณ์
ศิษย์แต่ละคนภายในสำนักต่อสู้เข่นฆ่ากับศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต จึงต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสเพราะเหตุนี้เช่นเดียวกัน และก็ได้รับการยกย่องชื่นชมจาก "ตำหนักสะกดวิญญาณ" เพราะเหตุนี้เช่นเดียวกัน
สิ่งนี้ทำให้ต่อให้จะมีคนของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" เดินทางมาสอบสวน เมื่อพิจารณาจากการแสดงออกนานัปการของสำนักแห่งนี้ ดังนั้นจึงเป็นเพียงแค่การทำตามหน้าที่เท่านั้น
ส่วนการที่สามารถได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ ก็เป็นผลพวงมาจากการวางแผนอย่างตั้งใจของสยงเทียนป้า ภายในสำนักเล็กๆ แห่งนี้ นอกเหนือจากผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเขาเลย
ยิ่งไปกว่านั้นที่มาที่ไปของผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้น ก็ใสสะอาดเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนวิญญาณของสำนักที่ตกต่ำแตกซ่านคนหนึ่ง ถูกสยงเทียนป้าค่อยๆ สนับสนุนขึ้นมาทีละก้าว
ทว่าผู้อาวุโสใหญ่ท่านนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่รู้ฐานะของสยงเทียนป้าเช่นกัน กระทั่งใบหน้าที่แท้จริงของเขาก็ไม่เคยเห็น สยงเทียนป้าจะแปลงกายปกปิดใบหน้ามาพบเจอทุกครั้ง
ส่วนคำสั่งที่สยงเทียนป้ามอบให้เขา ก็คือห้ามทรยศ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ไม่ว่าในเวลาใด ไม่เช่นนั้นตนจะต้องเป็นคนลงมือสังหารเขาด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
สิ่งนี้ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเล็กๆ แห่งนั้นเคยเข้าใจว่า ขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังตนก็คือ "ตำหนักสะกดวิญญาณ"
อีกฝ่ายเป็นเพราะ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มีความกังวลทั้งภายนอกและภายใน ดังนั้นถึงได้คิดจะแอบเสริมสร้างขุมกำลังของตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น สร้างสำนักรอบนอกขึ้นมาให้มากขึ้นอีกหน่อย เพื่อคอยช่วยเหลือ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ในการวางแผนอย่างลับๆ ใช่หรือไม่
ทว่าเขาก็รู้สึกขอบคุณสยงเทียนป้าจริงๆ เป็นอีกฝ่ายที่ทำให้เส้นทางเซียนของเขาได้เกิดใหม่ ดังนั้นผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นจึงบริหารจัดการสำนักเล็กๆ แห่งนั้นอย่างยากลำบาก โดยไม่ยอมย่อท้อเช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์ทุกคนที่เข้ามา ล้วนถูกเขาปลูกฝังความคิดที่ว่าต้องซื่อสัตย์ต่อ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ทันทีที่พบผู้ที่มีใจออกห่าง ผู้อาวุโสใหญ่ก็จะกำจัดทิ้งโดยตรง ไม่มีความเมตตาปรานีใดๆ ทั้งสิ้น
กระทั่งเขาก็เคยแพร่งพรายข่าวคราวบางอย่างให้กับศิษย์ของตนเองอย่างลับๆ ในบางครั้ง ว่าสำนักแห่งนี้ก็คือขุมกำลังลับของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ"
สำหรับจุดนี้ ตัวผู้อาวุโสใหญ่ท่านนี้เองก็เชื่อมั่นอย่างสนิทใจมาโดยตลอด ทั้งยังลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอีกด้วย
ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ยาม "ตำหนักสะกดวิญญาณ" เผชิญกับการก่อกบฏ สำนักแห่งนี้ต่อให้จะมีศิษย์ตายตกไปมากมายถึงเพียงนั้น แต่ละคนก็ยังคงไม่พร่ำบ่นไม่เสียใจ ต่อสู้เลือดสาดอย่างไม่กลัวตายเพื่อ "ตำหนักสะกดวิญญาณ"
ส่วนผลลัพธ์เช่นนี้ ก็คือความหลักแหลมของสยงเทียนป้าพอดี สวมใส่เกราะป้องกันภายนอกให้กับรังของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขากับซูเฉี่ยนเฉี่ยนภายใต้การไล่ล่าสังหารอันโหดเหี้ยมของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ก็สามารถหลบพ้นมหันตภัยในครั้งนั้นมาได้จริงๆ
กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" เหล่านั้นที่เดินทางมาตรวจสอบมากกว่าหนึ่งครั้ง ก็ไม่เคยสงสัยมาถึงตัวสำนักแห่งนี้เลย กลับกันยังให้พวกเขาช่วยเหลือไล่จับกุมผู้ก่อกบฏไปทั่วสารทิศอีกด้วย
การหลบซ่อนตัวของสยงเทียนป้าในครั้งนี้ ก็คือหนึ่งร้อยกว่าปี ห้องลับแห่งนั้นที่เขาอยู่ กระทั่งผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเล็กๆ แห่งนั้นก็ยังไม่รู้
ส่วนทางเข้ากลับถูกสร้างเอาไว้ภายในสำนักแห่งนี้ ความจริงแล้วหากมีปรมาจารย์ค่ายกลที่เก่งกาจสักหน่อย มาตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก็สมควรจะสามารถค้นพบเบาะแสได้
น่าเสียดายที่สำนักเล็กๆ แห่งนี้ล้มตายไปกว่าครึ่ง ผลงานการต่อสู้ที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อ ช่วยปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สยงเทียนป้ายามมาเยือนสำนักแห่งนี้ในก่อนหน้านี้ ก็จงใจทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นหาแบบแผนไม่พบ มาไร้ร่องรอยไปไร้ร่องรอยมาแต่ไหนแต่ไร
ไม่ว่าอย่างไรขอเพียงสยงเทียนป้าไม่ติดต่อไปยังอีกฝ่าย ผู้อาวุโสใหญ่ผู้นั้นก็ไม่มีทางเกิดความสงสัยอันใดขึ้นมา เพียงแค่วางใจทำหน้าที่ของตนเองก็พอแล้ว
สยงเทียนป้าก็รอคอยจังหวะเวลาไปพลาง ค้นหาโอกาสที่จะกลับมาผงาดอีกครั้งไปพลางเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อย ว่าขุมกำลังที่ร่วมมือกับตนเหล่านั้นจะบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก
เพราะเขาเข้าใจ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" มากเกินไปแล้ว ภายใต้การกดข่มอย่างรุนแรงเช่นนี้ของ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเลยโดยสิ้นเชิง
แม้ตอนนี้ดูเหมือนว่าการก่อกบฏทั้งหมด จะถูกพวกเขาปราบปรามลงแล้ว ทว่านี่ก็เป็นเพียงสถานการณ์ในปัจจุบันชั่วคราวเท่านั้น ภายหลังยังคงมีคนอีกมากมายร่วมมือกันลุกขึ้นต่อต้านอยู่ดี
ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ก็เหมือนกับการก่อกบฏในตอนที่จ้าวสำนักคนเก่ายังดำรงตำแหน่งในตอนนั้น ทว่าขอเพียงทางฝั่ง "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ไม่มอบวิธีการเลื่อนระดับเป็นขอบเขตรวมกายาให้ ไม่ช้าก็เร็วยังคงเกิดเรื่องขึ้นอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณาจากการพัฒนาตามแบบแผนในก่อนหน้านี้ เขาย่อมสามารถรอคอยจนถึงวันนั้นได้อย่างแน่นอน
ในยามที่ซ่อนเร้น สยงเทียนป้าก็บำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เขาต้องรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องมีพละกำลังอันแข็งแกร่งถึงจะใช้ได้
แม้จะยังมีระยะห่างจากขอบเขตรวมกายาอยู่อีกไม่น้อย ทว่าเขาจำเป็นต้องพยายามยกระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเองให้มากที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่สามารถยกระดับการบำเพ็ญเพียรได้
ส่วนยามที่เขาบรรลุถึงขอบเขตผสานว่างเปล่าขั้นสูงระดับสูงสุดอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็อาจจะออกไปอย่างเงียบเชียบ ไปตามหาดินแดนอันตรายหลายแห่งเหล่านั้น ดูว่าตนจะสามารถหาวิธีการเลื่อนระดับพบหรือไม่
นอกเหนือจากสองเรื่องนี้แล้ว ในขณะที่เขาหลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องลับ เขากับซูเฉี่ยนเฉี่ยนก็หาความสุขใส่ตัว ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมาเช่นเดียวกัน
ราวกับว่าความเปลี่ยนแปลงนานัปการของโลกภายนอก ไม่มีผลกระทบอันใดต่อเขาเลยแม้แต่น้อยก็ไม่ปาน
ขณะเดียวกันเขาก็ให้ผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้น คอยจับตาดูข่าวคราวของตำหนักสะกดวิญญาณอยู่ตลอดเวลามาโดยตลอด ทำเช่นนี้ก็เพื่อจะได้ให้เขารับรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกได้ตลอดเวลา จะได้สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
ความจริงการกระทำนี้ของเขา ผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นก็เคยสงสัยเช่นกัน หากขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังตนคือตำหนักสะกดวิญญาณล่ะก็ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ให้ตนสืบข่าวคราวเสียแล้ว
ทว่าสยงเทียนป้าก็มอบคำตอบให้เขาอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพียงแค่หนึ่งครั้งที่อยู่ต่อหน้าเขา วิเคราะห์ข่าวคราวต่างๆ ที่เขานำมาอย่างละเอียด ภายหลังจากนั้นผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นก็เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง
รู้ว่าสำนักแห่งนี้ของตน สมควรจะเป็นหมากสับเปลี่ยนตัวหนึ่งของตำหนักสะกดวิญญาณ ภายใน "ตำหนักสะกดวิญญาณ" อาจจะยังมีผู้ก่อกบฏซ่อนตัวอยู่
การที่เริ่มตรวจสอบจากภายในเช่นนี้ ง่ายต่อการชักนำให้ผู้อื่นสนใจ ส่วนการที่ตนสืบข่าวคราวอยู่รอบนอก กลับสามารถได้รับมุมมองหรือการวิเคราะห์ที่แตกต่างออกไปจากปากของผู้อื่นได้
สยงเทียนป้าเดิมทีก็ค่อนข้างเจ้าเล่ห์อยู่แล้ว ส่วนในเรื่องราวบางอย่าง ก็ยังมีความช่วยเหลือจากซูเฉี่ยนเฉี่ยน สิ่งนี้ทำให้สยงเทียนป้ายิ่งเหมือนพยัคฆ์ติดปีก
ยิ่งไปกว่านั้นซูเฉี่ยนเฉี่ยนก็ยังคิดคำนวณเอาเปรียบเก่งกว่าเขา ภายหลังนางก็ยังให้สยงเทียนป้าแจ้งผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้น ให้สืบเรื่องราวทั้งหมดของ "เขตปฐพีแท้" มิใช่เพียงแค่ข่าวคราวของตำหนักสะกดวิญญาณ
ทว่า ก็ต้องการให้สยงเทียนป้าสั่งการอีกฝ่าย ว่าทิศทางทั้งหมดที่พวกเขาสืบข่าว จะต้องเป็นข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" อย่างแน่นอน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท้ายที่สุดค่อยให้สยงเทียนป้าจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์ข่าวคราวที่เขาได้รับมาต่อหน้าผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นก็สามารถทำได้แล้ว
ทำเช่นนี้ผู้อาวุโสใหญ่ท่านนั้นก็ดูเหมือนจะเข้าใจเหตุผลข้อหนึ่งแล้ว นี่คือ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" กำลังรวบรวมข่าวคราวทั้งหมดภายใน "เขตปฐพีแท้"
กระทั่งรวมไปถึงมุมมอง ความคิดเห็นของสำนักอื่นที่มีต่อ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ภายหลังจากนั้นค่อยเปรียบเทียบจากข่าวคราวต่างๆ ก็สามารถตรวจสอบเรื่องราวที่ไม่เป็นผลดีต่อ "ตำหนักสะกดวิญญาณ" ออกมาจากภายในนั้นได้
เพื่อใช้ประเมินภัยคุกคามที่แฝงอยู่ จะได้ดับอันตรายและปัญหาที่ซ่อนเร้นบางอย่างได้ทันท่วงที ทันเวลาตั้งแต่ยังไม่ก่อตัว
ดังนั้น ซูเฉี่ยนเฉี่ยนเพียงแค่โยนเหยื่อล่อออกไป ภายหลังก็พึ่งพาให้อีกฝ่ายคาดเดาไปเองทั้งหมด ไม่นานความสงสัยก็จางหายไป...