- หน้าแรก
- หนี้สวรรค์ ข้ามีตบะหมื่นล้านล้านปี
- บทที่ 75 ผู้ปกครองมิอาจล่วงเกินอย่างนั้นหรือ กระบี่จมแคว้นประจิม!
บทที่ 75 ผู้ปกครองมิอาจล่วงเกินอย่างนั้นหรือ กระบี่จมแคว้นประจิม!
บทที่ 75 ผู้ปกครองมิอาจล่วงเกินอย่างนั้นหรือ กระบี่จมแคว้นประจิม!
บทที่ 75 ผู้ปกครองมิอาจล่วงเกินอย่างนั้นหรือ? กระบี่จมแคว้นประจิม!
เซวี่ยจ้านไม่ลังเลใจอีกต่อไป เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าวข้ามพ้นเหนือน่านฟ้าของตำหนักผู้ปกครองแคว้นประจิมทันที
ตู้ม
ร่างกายของเขาเริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว สำแดงอิทธิฤทธิ์สำแดงร่างมายาฟ้าดิน
เพียงพริบตาเดียว ร่างกายจำแลงระดับอริยราชันขนาดสูงใหญ่ถึงหนึ่งหมื่นจั้ง สวมใส่ชุดยาวลายมังกรสีทองทมิฬ สวมมงกุฎจักรพรรดิ ปรากฏกายตระหง่านอยู่ใต้ผืนฟ้าแห่งแคว้นประจิม
รอบกายของร่างจำแลงมีปราณมังกรแห่งจักรพรรดินับไม่ถ้วนควบแน่นเป็นมังกรจริงหมุนวนอยู่ เกล็ดมังกรแต่ละเกล็ดล้วนมีสัจธรรมไหลเวียน ยามลืมตาและหลับตาราวกับมีดวงตะวันและดวงจันทราลอยเด่น ดารารายดับสูญและถือกำเนิดขึ้น
"ร่างจำแลงระดับอริยราชัน"
"เป็นผู้ปกครองแคว้นประจิม"
"กราบไหว้ท่านอริยราชัน"
ผืนแผ่นดินแคว้นประจิมอันกว้างใหญ่นับร้อยล้านลี้ เมืองและหมู่บ้านนับไม่ถ้วน สรรพชีวิตนับล้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหรือปุถุชนธรรมดา ยามเมื่อได้เห็นร่างจำแลงระดับอริยราชันที่ค้ำฟ้าดินนี้ ต่างก็เกิดความยำเกรงและเลื่อมใสอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พากันทรุดเข่าลงกราบไหว้และโห่ร้องเสียงดังลั่น
น้ำเสียงที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวนั้น ประหนึ่งคลื่นยักษ์สึนามิ สะท้อนก้องไปทั่วทั้งแคว้นประจิม
แคว้นประจิมและดินแดนใกล้เคียง
ขุมกำลังโบราณที่มีระดับอัครอริยะหนุนหลังอยู่ทีละแห่ง ณ ส่วนลึกของสำนักเหล่านั้น ร่างที่มีกลิ่นอายอันกว้างใหญ่สายแล้วสายเล่าต่างถูกสั่นสะเทือนด้วยอำนาจสะกดข่มของระดับอริยราชันนี้ พากันก้าวเดินออกมาจากสถานที่กบดานลับ มาปรากฏกายอยู่เหนือท้องฟ้าของสำนักตนเอง
พวกเขาล้าแต่เป็นผู้ดำรงอยู่ในระดับอัครอริยะทั้งสิ้น ทว่าในยามนี้ไม่มีผู้ใดข้อยกเว้น ต่างพากันน้อมกายคำนับให้แก่ร่างจำแลงระดับอริยราชันขนาดหมื่นจั้งนั้นแต่ไกล ท่าทางนอบน้อมยิ่งนัก
"คารวะท่านผู้ปกครองแคว้นประจิม"
ดินแดนที่ราบร้าง
บรรพบุรุษระดับอัครอริยะของสำนักดาบป้าเทียน นิกายเร้นลับ และหุบเขาเพลิงผลาญ ต่างก็เป็นผู้ที่เผชิญหน้ากับแรงกดดันนี้เป็นกลุ่มแรก พากันเผยร่างออกมาในห้วงมิติที่อยู่ไม่ห่างจากร่างจำแลงนั้นนัก
ใบหน้าของพวกเขามีความตื่นตระหนกและลนลานอยู่ลางๆ ต่างพากันน้อมกายคำนับลงไปอย่างลึกซึ้ง
"สำนักดาบป้าเทียน ขอน้อมรับใช้ท่านอริยราชัน"
"นิกายเร้นลับ ขอคารวะท่านอริยราชัน"
"หุบเขาเพลิงผลาญ ขอพบเจอท่านอริยราชัน"
เซวี่ยจ้านก้มมองลงมา ดวงตาแห่งอริยราชันที่เปรียบเสมือนดาราสองดวงที่กำลังลุกไหม้ จ้องมองดูสรรพชีวิตเบื้องล่างที่ราวกับมดปลวกด้วยความเย็นชาและไร้ความรู้สึก ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างร่างหนึ่งเหนือท้องฟ้าของสำนักซื่อเฟย
น้ำเสียงของเขาดังสนั่นราวกับอสนีบาตนับหมื่นสายลั่นพร้อมกัน สั่นสะเทือนห้วงมิติ แฝงไปด้วยอำนาจอันสูงสุดและเจตนาฆ่าฟันอันเยือกเย็น
"ผู้ปกครองมิอาจล่วงเกิน จงตายเสียเถอะ"
เมื่อสิ้นคำพูด เขาก็ยกเท้าขนาดยักษ์ขึ้นมา เหยียบลงใส่ทิศทางที่สำนักซื่อเฟยตั้งอยู่ทันที
เท้าข้างนี้ ราวกับแบกรับน้ำหนักของผืนแผ่นดินแคว้นประจิมทั้งหมดเอาไว้ แฝงไปด้วยเจตนาอันสูงสุดของระดับอริยราชันและกฎเกณฑ์แห่งจักรพรรดิ
เท้าข้างนั้นบดบังผืนฟ้ามืดมิดไปหมด ปกคลุมห้วงนภา ความเร็วในการร่อนลงรวดเร็วเกินกว่าจะสัมผัสได้ ทว่าเนื่องจากรวดเร็วถึงขีดสุด ในสายตาของทุกคนกลับปรากฏเป็นภาพการร่อนลงที่ช้าและหนักอึ้งอันน่าสะพรึงกลัวแทน
เท้าผ่านไปที่ใด ห้วงมิติก็แหลกลาญราวกระจกที่เปราะบาง แตกสลายไปทีละส่วน แปรเปลี่ยนเป็นความสับสนและว่างเปล่าดั้งเดิม เผยให้เห็นนิมิตนอกโลกที่มืดมนและเงียบสงัดด้านหลัง
ผู้คนของสำนักซื่อเฟยที่เผชิญหน้ากับพลังนี้เป็นกลุ่มแรก รวมถึงบรรพบุรุษเต้าอี่และคนอื่นๆ ต่างสัมผัสได้เพียงว่าห้วงมิติรอบกายพลันแข็งตัวกลายเป็นกรงขังที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นเท่าในพริบตา
กาลเวลาหยุดนิ่ง ความคิดหยุดสั่งการ แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดสายหนึ่งก็ถูกกักขังเอาไว้เช่นกัน
ผู้ฝึกตนในระยะไกลที่คราแรกเฝ้ามองดูอยู่ ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ ไม่สนใจที่จะรอดูเรื่องสนุกอีกต่อไป ต่างพากันกรีดร้องลั่นพลางรีดเร้นโลหิตในร่างกายเพื่อหลบหนีไปทางทิศตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง เพียงพริบตาเดียวก็หนีไปไกลกว่าล้านลี้ จึงจะกล้าหันกลับมามองดู
บนผืนแผ่นดินแคว้นประจิมอันกว้างใหญ่นับร้อยล้านลี้ สรรพชีวิตนับล้านต่างพากันเงยหน้าขึ้น จ้องมองดูร่างจำแลงระดับอริยราชันที่ค้ำฟ้าดินนี้ ใบหน้าหลงเหลือเพียงความยำเกรงและเลื่อมใสเท่านั้น
ผู้ปกครองมิอาจล่วงเกิน
ผู้ปกครองพิโรธ ฟ้าถล่มดินทลาย
สำนักซื่อเฟย ในวันนี้ต้องแหลกลาญกลายเป็นผุยผง และถูกลบเลือนไปจากโลกใบนี้อย่างแน่นอน
นี่คือความจริงที่สรรพชีวิตที่ได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ต่างมีความเห็นตรงกัน
ลู่เฟิงยืนอยู่เหนือท้องฟ้าของสำนักซื่อเฟย มองดูเท้าขนาดยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าทั้งหมด รวมถึงมองดูคนรอบกายที่ราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ทว่าตัวเขากลับไม่มีความรู้สึกไม่สบายตัวแม้แต่น้อย
อำนาจสะกดข่มระดับอริยราชันอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถแช่แข็งจิตวิญญาณของระดับอัครอริยะและทำให้ห้วงมิตินับหมื่นลี้แข็งตัวได้นั้น ยามเมื่อพัดผ่านร่างของเขากลับเปรียบเสมือนลมร้อนสายหนึ่งในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น นอกจากจะทำให้เขารู้สึกหนวกหูเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดอีกเลย
"คงจะเป็นผลจากการปกป้องของระบบกระมัง"
ลู่เฟิงครุ่นคิดอยู่ในใจ ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ทว่าเขากลับเริ่มรู้สึกรำคาญใจขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆ
ผู้ปกครองแคว้นประจิมผู้นี้ ช่างไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียเลย
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ขยับความคิดคราหนึ่ง กระบี่เล่มหนึ่งก็หลุดออกจากมือของศิษย์ในสำนัก ลอยเข้ามาอยู่กลางฝ่ามือของเขา
ยามเมื่อกุมกระบี่ธรรมดาเล่มนี้ไว้ในมือ ลู่เฟิงก็หันไปทางเท้าขนาดยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าและใกล้จะเหยียบย่ำลงมาบดขยี้ทุกสรรพสิ่งด้านบน เขาตวัดกระบี่ออกไปด้านบนอย่างเรียบง่ายและตามใจชอบคราหนึ่ง
ปราณกระบี่สลายสิ้น
ปราณกระบี่สีเทาหม่นที่แฝงไปด้วยเจตนาแห่งการดับสูญชั่วนิรันดร์สายหนึ่ง พลันถือกำเนิดขึ้นกลางห้วงมิติอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ปราณกระบี่นี้ในคราแรกมีขนาดเล็กละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ทว่าในชั่วพริบตาที่มันปรากฏขึ้น สรรพสิ่งในฟ้าดิน กาลเวลาและมิติ กฎเกณฑ์และสัจธรรม ต่างก็ราวกับสูญเสียสีสันและความหมายไปสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน
มันไม่ได้มีเสียงคำรามอันยิ่งใหญ่ ไม่มีแสงสว่างจ้าแสบตา มีเพียงเจตนาแห่งการแตกดับสูญสิ้นชนิดหนึ่ง แผ่กระจายออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ปราณกระบี่พุ่งขึ้นสู่นภาเข้าปะทะเท้าขนาดยักษ์ของระดับอริยราชันที่เหยียบลงมา
ไร้สุ้มเสียงใดๆ ทั้งสิ้น
ปราณกระบี่ปะทะเข้ากับเท้าขนาดยักษ์
กาลเวลาและมิติราวกับแข็งตัวอยู่กับที่
ร่างจำแลงระดับอริยราชันขนาดหมื่นจั้งสายนั้น
เท้าขนาดยักษ์ที่ทรงอำนาจประหนึ่งสามารถเหยียบย่ำดารารายให้แหลกลาญได้นั้น ในชั่วพริบตาที่สัมผัสเข้ากับปราณกระบี่สีเทาหม่น พลันมลายหายไปและดับสูญไปอย่างไร้สุ้มเสียง
กระบวนการทั้งหมด ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ
ใบหน้าของเซวี่ยจ้านยังคงหลงเหลือความยะโสและอำนาจของระดับอริยราชันอยู่ตามเดิม
ทว่าในเวลาต่อมา ทั่วทั้งร่างกายของเขา รวมถึงพลังต้นกำเนิดระดับอริยราชันอันหนาแน่นในร่างกาย และจิตวิญญาณระดับอริยราชันอันแข็งแกร่ง ต่างก็แปรเปลี่ยนเป็นจุดแสงละเอียดอ่อนอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะสลายหายไปจากผืนแผ่นดินนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
จิตวิญญาณดับสูญไปสิ้น
ปราณกระบี่สลายสิ้นยังคงแผ่ขยายออกไปตามทิศทางเดิม
มุ่งตรงไปตามทิศทางที่ตวัดออกไป มุ่งหน้าสู่แคว้นประจิม และมุ่งตรงไปยังดินแดนส่วนกลางอันเป็นแกนหลักของราชวงศ์เซวี้อยวี่ที่อยู่ห่างไกลออกไป แผ่ขยายออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ครืน ครืนครั่น
เสียงดังกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับผืนแผ่นดินถูกฉีกกระชากออกด้วยกำลังอันมหาศาล ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของแผ่นดินแคว้นประจิม
ภายใต้สายตาอันโง่งม ตื่นตระหนก และไม่อาจทำความเข้าใจได้ของสรรพชีวิตนับล้าน
ผืนดินแคว้นประจิมทั้งหมด โดยมีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่ตั้งของสำนักซื่อเฟย
รอยแยกทางธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง กว้างถึง 1,000 ลี้ ทั้งยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง พลันฉีกกระชากและแผ่ขยายออกไปทางทิศตะวันออกอย่างบ้าคลั่ง
เมืองต่างๆ มลายหายไป เทือกเขาถล่มทลาย แม่น้ำเปลี่ยนทิศทาง ผืนดินทรุดตัวลง
รอยแยกอันกว้างใหญ่ที่เกิดจากอานุภาพที่หลงเหลืออยู่ของปราณกระบี่สายนี้ แผ่ขยายไปทั่วทั้งแคว้นประจิม ทั้งยังฉีกกระชากและลุกลามเข้าไปถึงดินแดนส่วนกลางอันเป็นแกนหลักของราชวงศ์เซวี้อยวี่บางส่วน จึงค่อยๆ หยุดลงช้าๆ
เงียบสงัด
ทั่วทั้งฟ้าดิน อำนาจสะกดข่มของระดับอริยราชันที่ทำให้ผู้คนหายใจติดขัดได้มลายหายไปสิ้นแล้ว หลงเหลือไว้เพียงความเงียบสงัดอันเป็นที่สุดของสรรพสิ่งและกาลเวลาที่แข็งตัว
มีเพียงเสียงถล่มทลายและเสียงฉีกกระชากของผืนดินจากส่วนลึกของแผ่นดินเท่านั้นที่ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความว่างเปล่า
เหนือท้องฟ้า ระดับอัครอริยะต่างก็มีร่างกายอริยะที่สั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง
ผู้ปกครองแคว้น สิ้นชีพแล้ว