เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 505 สหายเก่ามาเยือน

บทที่ 505 สหายเก่ามาเยือน

บทที่ 505 สหายเก่ามาเยือน


บทที่ 505 สหายเก่ามาเยือน

เทือกเขาตงเยว่ ประตูสำนักวิถีจื่อเซียว ณ ถ้ำบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาเจิ้งหยาง ภายในห้องลับที่ปิดสนิทและรายล้อมด้วยค่ายกลอาคมหลายชั้นที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน

ติงเหยียนนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่บนเบาะรองนั่งสีเขียว พลังปราณฟ้าดินรอบตัวหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

ผ่านการโคจรตามเคล็ดวิชาและไหลเวียนไปทั่วร่าง ก่อนจะถูกกลั่นกรองและเปลี่ยนเป็นพลังเวทที่บริสุทธิ์ที่สุด

ในระหว่างกระบวนการนี้ แสงสีแดงรอบกายเขาสว่างวาบวับไม่หยุดนิ่ง ร่างของเขาแลดูคล้ายรังไหมสีแดงขนาดยักษ์

ภายใต้แสงที่สาดส่องนี้ ภายในห้องลับจึงกลายเป็นสีแดงฉาน ดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แสงสีแดงก็พลันหดวูบ พลังปราณฟ้าดินรอบข้างก็หยุดเคลื่อนไหวในทันที ติงเหยียนลืมตาขึ้น ยุติการบำเพ็ญเพียร และค่อยๆ รั้งพลังกลับ

"โอสถวิญญาณสามขวดที่เจินจวินหกวิถีทิ้งไว้ แม้จะยังสืบไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นโอสถวิญญาณชนิดใด แต่สรรพคุณในการเพิ่มพูนระดับการบำเพ็ญเพียรและช่วยในการฝึกตนนั้นเหนือกว่าโอสถเฮ่าหยวนมากนัก"

"ดูท่าแล้วน่าจะเป็นโอสถวิญญาณระดับสี่ขั้นสูงอย่างไม่ต้องสงสัย"

เขาพลิกฝ่ามือ หยิบขวดหยกสีเขียวเข้มออกมาจากถุงเก็บสมบัติ จ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความครุ่นคิด

นับตั้งแต่เดินทางมาถึงทวีปจงโจวเมื่อกว่าครึ่งปีก่อน ติงเหยียนได้ค้นคว้าตำราโบราณมากมาย แต่ก็ยังไม่พบว่าโอสถวิญญาณสีแดงในขวดหยกว่าเป็นชนิดใดกันแน่ คาดว่าคงจะเป็นโอสถวิญญาณที่มีเฉพาะในทะเลเทียนเก๋อ

หลังจากศึกษาอยู่นาน เมื่อแน่ใจแล้วว่าโอสถวิญญาณชนิดนี้น่าจะปลอดภัย ติงเหยียนก็อดใจไม่ไหว จึงลองกินเข้าไปหนึ่งเม็ด

ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผลลัพธ์จากการนั่งสมาธิฝึกตนนั้นช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก มันช่วยเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว สรรพคุณของมันช่างเหนือล้ำกว่าโอสถเฮ่าหยวนระดับสี่ขั้นกลางที่เขาเคยหลอมขึ้นมาเสียอีก

หากเขาสามารถกินโอสถวิญญาณชนิดนี้เพื่อช่วยในการฝึกตนได้อย่างต่อเนื่อง ติงเหยียนก็คาดการณ์ว่า อีกเพียงห้าสิบปี เขาก็น่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลางได้แล้ว

น่าเสียดายที่โอสถวิญญาณระดับสี่ที่ช่วยเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียรนี้เป็นของหายาก สำหรับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดทั่วไป อย่าว่าแต่จะได้กินอย่างต่อเนื่องเลย แม้แต่จะได้มาสักขวดสองขวดก็ถือเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว

สำหรับติงเหยียน การได้มาครอบครองโอสถวิญญาณระดับสี่ขั้นสูงถึงสามขวดรวดในคราวเดียว ถือเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ มิกล้าแม้แต่จะฝันถึง

ท้ายที่สุดแล้ว โอสถวิญญาณชนิดนี้มักจะใช้สำหรับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำระเนิดขั้นปลาย ส่วนผสมที่ใช้ในการปรุงก็ล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถวิญญาณระดับสี่ขั้นต่ำและขั้นกลางมากนัก

สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป อย่าว่าแต่จะได้กินเลย แม้แต่ได้ยินชื่อก็ยังไม่เคยด้วยซ้ำ

โอสถวิญญาณทั้งสามขวดที่เขาได้มา มีรวมกันทั้งหมดสามสิบสามเม็ด เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ได้หลังจากกินเข้าไปแล้ว ติงเหยียนจะต้องใช้เวลาถึงสามเดือนในการดูดซับพลังจากโอสถวิญญาณหนึ่งเม็ดได้อย่างสมบูรณ์

หมายความว่า โอสถวิญญาณสามสิบสามเม็ดนี้ จะเพียงพอสำหรับการฝึกตนของเขาได้เพียงแปดปีเท่านั้น ทว่าโชคยังดีที่เขายังมีโอสถเฮ่าหยวนให้กินอยู่

หากเปรียบเทียบกับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดส่วนใหญ่ที่ต้องพึ่งพาการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเพียงอย่างเดียว เขาก็นับว่าโชคดีมากแล้ว

ทันใดนั้น คิ้วของติงเหยียนก็กระตุก เขารีบเก็บขวดหยกในมือลง ลุกขึ้นจากพื้นปลดอาคมที่ปิดกั้น เปิดประตูห้องลับ แล้วก้าวเท้ายาวๆ ออกไป

เมื่อมาถึงห้องรับแขกของถ้ำบำเพ็ญเพียร เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ประสานอินมือร่ายเวทด้วยมือเดียว กลายเป็นแสงวิญญาณสีแดงสองกลุ่มพุ่งทะยานไปยังทางเข้าถ้ำบำเพ็ญเพียร

ผ่านไปครู่หนึ่ง แสงสีขาวกลุ่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากด้านนอก ติงเหยียนกวักมือเรียก แสงสีขาวนั้นก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าทันที

เขาจ้องมองแสงกลุ่มนั้นอย่างตั้งใจ ก่อนจะชี้ปลายนิ้วที่มีแสงวิญญาณกะพริบไปที่มัน ทันใดนั้น เสียงของชายชราผู้หนึ่งก็ดังออกมาจากแสงกลุ่มนั้น

"ศิษย์น้องติง มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือน เอ่ยชื่อระบุชัดเจนว่าต้องการพบศิษย์น้อง ทั้งยังนำทองคำเพลิงแดงมาด้วย"

"ศิษย์น้องได้รับข้อความแล้วก็รีบมาที่ตำหนักจื่อเซียวโดยเร็วนะ"

เจ้าของเสียงคือซุนหลี่ หลังจากที่เสียงส่งข้อความจบลง แสงสีขาวก็ดับวูบลง หายวับไปไร้ร่องรอย กลายเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่นกระจัดกระจาย

"แขกผู้มีเกียรติ?"

ในดวงตาของติงเหยียนมีแสงวาบผ่าน ใบหน้าปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ

อีกฝ่ายระบุชื่อต้องการพบเขา หรือว่าจะเป็นคนที่เขารู้จัก?

แต่เมื่อเขาคิดทบทวนดูอีกครั้ง ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที ผู้ที่สามารถทำให้ซุนหลี่ ซึ่งเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง เอ่ยปากเรียกขานว่าแขกผู้มีเกียรติได้ สถานะและฐานะของคนผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา

เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดอย่างแน่นอน และน่าจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้นทั่วไปเสียด้วย

เขาพยายามนึกทบทวนอย่างละเอียด ในทวีปจงโจวแห่งนี้ อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดเลย แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับแกนทองคำ เขาก็รู้จักเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จะเป็นผู้ใดกันนะ?

ด้วยความสงสัยนี้ ติงเหยียนจึงก้าวเดินออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียรอย่างรวดเร็ว ในเมื่ออีกฝ่ายนำทองคำเพลิงแดงมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร เขาก็ต้องไปพบให้ได้

ตราบใดที่ได้ของชิ้นนี้มา วัตถุดิบทั้งยี่สิบเจ็ดอย่างที่ใช้ในการหลอมกระบี่มารแท้ก็จะครบถ้วนสมบูรณ์

จากนั้นก็สามารถเริ่มลงมือหลอมกระบี่มารแท้ ซึ่งเป็นสมบัติวิญญาณชั้นยอดได้ ความเหนื่อยยากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผล ติงเหยียนย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียร ติงเหยียนก็กระตุ้นแสงหลบหนี ร่างของเขากลายเป็นแสงสีรุ้งความยาวกว่าสิบจั้ง ราวกับดาวตกที่สว่างไสวพุ่งทะยานแหวกอากาศ มุ่งหน้าไปยังตำหนักจื่อเซียวด้วยความเร็วสูง

เพียงไม่กี่สิบลมหายใจ เขาก็มาถึงหน้าตำหนักจื่อเซียว

"คารวะท่านอาจารย์ปู่!"

ศิษย์ระดับสร้างรากฐานหลายคนที่ทำหน้าที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนัก เห็นติงเหยียนสลายแสงหลบหนี ค่อยๆ ร่อนลงมาจากกลางอากาศ ก็รีบก้าวเข้ามาทำความเคารพอย่างนอบน้อม

นับตั้งแต่ที่ฟู่นานเทียน เจ้าสำนัก ได้ประกาศรูปวาดของเขา ซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดระดับวิญญาณก่อกำเนิดคนใหม่ของสำนักให้ทุกคนได้ทราบทั่วกันเมื่อกว่าครึ่งปีก่อน

ภายในสำนักวิถีจื่อเซียวแห่งนี้ แทบจะไม่มีผู้ฝึกตนคนใดไม่รู้จักติงเหยียนอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์ที่ทำหน้าที่เฝ้าตามจุดสำคัญต่างๆ ทั่วสำนัก ยิ่งต้องเป็นผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลม หูไวตาไว สมองฉับไว การจดจำใบหน้าผู้คนถือเป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่สุด

"ศิษย์พี่ซุนอยู่ข้างในหรือไม่?"

ติงเหยียนพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

"อยู่ขอรับ ท่านผู้อาวุโสอยู่ที่ห้องรับรองเซิ่นหยวน ท่านอาจารย์ปู่ต้องการให้ศิษย์นำทางไปหรือไม่ขอรับ?"

ศิษย์รูปร่างสูงผอมคนหนึ่งในกลุ่มผู้เฝ้ายามตอบกลับอย่างนอบน้อม พร้อมกับอาสาเป็นผู้นำทาง

"ไม่ต้อง ข้าไปเองได้"

ติงเหยียนส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในตำหนัก

ตำหนักแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก นอกจากห้องโถงหลักที่อยู่ตรงกลางแล้ว ทางซ้ายและขวายังมีห้องรับรองขนาดเล็กลงมาอีกหลายห้อง ด้านหลังยังมีตำหนักรองอีกด้วย

ห้องรับรองเซิ่นหยวนที่ศิษย์เฝ้ายามคนนั้นพูดถึง อยู่ทางด้านขวาของห้องโถงหลัก

เมื่อติงเหยียนเดินเข้ามาในตำหนัก เขาก็ตรงไปทางเดินขวามือ เดินไปได้ประมาณร้อยกว่าจั้ง เลี้ยวอีกหนึ่งครั้ง เดินต่อไปอีกหลายสิบก้าว ก็มาถึงหน้าประตูห้องรับรองเซิ่นหยวน

ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่วออกมาจากข้างใน ดูเหมือนจะมีทั้งเสียงผู้ชายและผู้หญิง แต่เสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง ติงเหยียนกลับรู้สึกคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก

"เป็นนาง!"

ภาพใบหน้าอันงดงามก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที ที่แท้ นางก็คือจวิ้นจู่จินหยาง ผู้ซึ่งเขาเคยพบปะเพียงครั้งเดียวที่ถ้ำบำเพ็ญเพียรของหยวนลี่

หลังจากที่เขาเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักวิถีจื่อเซียว ในอดีต เขาเคยลงมือปรุงโอสถรักษารูปโฉมให้นาง หลังจากนั้น จวิ้นจู่จินหยางก็ส่งคนนำน้ำทิพย์หยกทองคำระดับสามมาให้

ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนที่ใจกว้างมากทีเดียว ความประทับใจของติงเหยียนที่มีต่อนางนั้นนับว่าลึกซึ้งไม่น้อย

เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ผู้ที่นำทองคำเพลิงแดงมามอบให้ในครั้งนี้จะเป็นนาง

แววตาของติงเหยียนเปล่งประกายสองสามครั้ง เขาก้าวเข้าไป เอื้อมมือผลักประตูที่ปิดสนิทออก แล้วก้าวเดินเข้าไปข้างใน

เมื่อเข้ามาแล้ว เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าเป็นไปตามที่คาด จวิ้นจู่จินหยางในชุดคลุมยาวสีเขียวอ่อนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าอันงดงามของนางไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับเมื่อแปดสิบปีก่อน

ทว่า เวลาผ่านไปหลายปี ระดับการบำเพ็ญเพียรของจวิ้นจู่ผู้นี้ไม่ใช่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายอีกต่อไปแล้ว บัดนี้นางคือผู้ฝึกตนระดับแกนทองคำขั้นกลาง

แม้แต่เสี่ยวเยว่ สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างกาย ก็บรรลุถึงระดับแกนทองคำขั้นต้นแล้วเช่นกัน และใบหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลยเช่นกัน

ดูเหมือนว่า จวิ้นจู่จินหยางจะดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่มอบทรัพยากรการฝึกฝนอย่างเต็มที่เพื่อให้สาวใช้ผู้นี้สามารถบรรลุแกนทองคำได้สำเร็จ แต่ยังมอบโอสถรักษารูปโฉมอันล้ำค่าให้นางกินอีกด้วย

นอกจากนายและบ่าวทั้งสองคนที่นั่งและยืนอยู่แล้ว ภายในห้องยังมีผู้ฝึกตนชายอีกสองคน

คนหนึ่งก็คือซุนหลี่ ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มสวมชุดมังกรทองสามเล็บ สวมกวานหยกสีม่วงบนศีรษะ

ชายผู้นี้ดูอายุราวๆ ยี่สิบหกถึงยี่สิบเจ็ดปี แต่ระดับการบำเพ็ญเพียรกลับทัดเทียมกับซุนหลี่ เขาคือผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลางตัวจริงเสียงจริง

ในขณะที่ติงเหยียนกำลังมองสำรวจไปรอบๆ นั้น จวิ้นจู่จินหยาง ชายหนุ่มในชุดมังกรทอง และเสี่ยวเยว่ สาวใช้ต่างก็หันมามองเขาเช่นกัน

ชายหนุ่มในชุดมังกรทองมองสำรวจติงเหยียนอย่างละเอียดครู่หนึ่ง แววตาก็เปล่งประกายวาบ

จวิ้นจู่จินหยางส่งยิ้มบางๆ ให้ติงเหยียน ส่วนเสี่ยวเยว่ สาวใช้มองมาที่ติงเหยียนด้วยแววตาแปลกใจ ความตกตะลึงระหว่างคิ้วแทบจะปิดบังไว้ไม่มิด

"ฮ่าๆ ศิษย์น้องติง ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที"

เมื่อเห็นติงเหยียนเดินเข้ามา ซุนหลี่ก็มีสีหน้ายินดี รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้

"ศิษย์พี่ซุน"

ติงเหยียนกล่าวทักทาย

"มา ข้าจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือเซี่ยวโหวเย๋แห่งจวนจินหยางโหว ผู้ซึ่งองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันทรงแต่งตั้งให้เป็นจินหยางโหวคนต่อไป สหายนักพรตลู่"

ซุนหลี่ชี้ไปที่ชายหนุ่มในชุดมังกรทองที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกับแนะนำด้วยสีหน้าจริงจัง

"ที่แท้ก็เป็นเซี่ยวโหวเย๋ ติงผู้นี้ขอคารวะ"

ในดวงตาของติงเหยียนมีแสงวาบผ่าน เขากล่าวทักทายเซี่ยวโหวเย๋ผู้นี้อย่างสุภาพ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะคาดเดาสถานะของชายผู้นี้ได้บ้างแล้ว

แต่เมื่อได้รู้ถึงสถานะที่แท้จริงของอีกฝ่าย เขาก็ยังอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

เซี่ยวโหวเย๋แห่งจวนจินหยางโหว ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง และเป็นพระญาติของจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเทียนโส้วตี้ ฐานะทั้งสามประการนี้ ไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง ในทวีปจงโจวแห่งนี้ หากไม่ไปล่วงเกินตาเฒ่าผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพ ก็แทบจะเดินอาดๆ ไปมาได้อย่างสบายใจแล้ว

แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายทั่วไปก็ยังต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างจริงจัง ไม่กล้าเพิกเฉยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่า แม้ติงเหยียนจะรู้สึกประหลาดใจ แต่สำหรับเซี่ยวโหวเย๋ผู้นี้ เขาจะไม่แสดงความเคารพยำเกรงเหมือนผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดทั่วไปอย่างแน่นอน อย่างมากเขาก็ถือว่าอีกฝ่ายมีฐานะทัดเทียมกันเท่านั้น

ทว่า ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือไม่ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องรับรอง ติงเหยียนก็รู้สึกตะหงิดๆ ว่าเซี่ยวโหวเย๋ผู้นี้ดูคล้ายกับสหายเก่าคนหนึ่งในความทรงจำของเขา

ความคล้ายคลึงนี้ไม่ได้หมายถึงรูปร่างหน้าตา แต่เป็นจิตวิญญาณ พลังงาน และท่าทาง เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน

และสหายเก่าในใจของเขาก็คือลู่เฉิงเฟิง ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลลู่ ตระกูลผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งของแคว้นเว่ยในทวีปเสี่ยวนาน

ทั้งสองล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลาง แซ่ลู่เหมือนกัน และให้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกัน

หรือว่าตระกูลลู่ในทวีปเสี่ยวนานจะมีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ต้าเฉียนในทวีปจงโจว? เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ตกใจสุดขีด ความเป็นไปได้นี้สูงมากทีเดียว

เท่าที่เขารู้ ลู่โหยว บรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลลู่ และลู่ชิงอวิ๋น บรรพบุรุษรุ่นที่สอง ล้วนเป็นผู้อาวุโสผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทวีปเสี่ยวนานในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองยังได้เดินทางออกจากทวีปเสี่ยวนานไปยังดินแดนอื่นเมื่อกว่าสองพันปีก่อน ที่สำคัญที่สุดคือ ราชวงศ์ต้าเฉียนแห่งทวีปจงโจวก็เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงสองพันกว่าปี ไม่ถึงสามพันปีด้วยซ้ำ

ช่วงเวลานั้นสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดใจ และลู่โหยว บรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลลู่ ขณะที่อยู่เพียงระดับแปลงเทพขั้นต้นก็มีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับแปลงเทพขั้นปลาย

นับว่าเป็นยอดมนุษย์ที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับขั้นได้หลายขั้น ไม่แน่ว่าเมื่อเขาเดินทางมาถึงทวีปจงโจว ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาอาจจะทะลวงขึ้นสู่ระดับแปลงเทพขั้นปลายรวดเดียว จนแทบจะไร้ผู้ต่อกรในระดับแปลงเทพ

เว้นเสียแต่ว่ายังมีผู้ฝึกตนระดับหลอมสุญญตาหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ มิเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดเป็นคู่มือของเขาได้

ด้วยความแข็งแกร่งระดับนั้น การสร้างราชวงศ์ผู้ฝึกตนที่ทรงอำนาจขึ้นมาย่อมเป็นไปได้ทีเดียว ความคิดของติงเหยียนแล่นฉิว เพียงชั่วพริบตา เขาก็คิดไปไกล ยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ และยิ่งรู้สึกว่าความเป็นไปได้นี้มีสูงมาก

น่าเสียดายที่ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ต้าเฉียนผู้นี้ดูเหมือนจะลึกลับมาก ข้อมูลที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้ก็เลือนลางยิ่งนัก ราวกับมีคนจงใจลบเลือนไป นอกจากจะรู้ว่าเขาแซ่ลู่แล้ว ผู้คนก็แทบจะไม่รู้ชื่อจริงของเขาเลย

ดูเหมือนว่า หากมีเวลาในอนาคต คงต้องศึกษาตำราโบราณที่เกี่ยวกับราชวงศ์ให้มากขึ้นแล้ว

"สัมผัสเทวะของสหายนักพรตติงดูเหมือนจะไม่เบาเลยนะ หากมีเวลาว่าง เรามาประลองวิชากันสักตั้งดีไหม?"

เซี่ยวโหวเย๋ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เขายิ้มพร้อมกับประสานมือคารวะตอบกลับ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นธรรมชาติ

เมื่อติงเหยียนได้ยิน สีหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจกลับรู้สึกสะท้านขึ้นมา

การที่คนผู้นี้สามารถมองทะลุความแข็งแกร่งของสัมผัสเทวะของเขาได้ในพริบตา ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ

หรือว่าเซี่ยวโหวเย๋ผู้นี้ก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาแบ่งวิญญาณแบ่งจิตมาด้วย? มิน่าล่ะ พอเขาเดินเข้ามาถึงรู้สึกว่าสัมผัสเทวะของคนผู้นี้ก็แข็งแกร่งไม่เบาเช่นกัน

ซุนหลี่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนั้น ก็ตกใจไปเช่นกัน ทว่า ปีศาจเฒ่าระดับวิญญาณก่อกำเนิดที่ฝึกฝนมานานหลายปีอย่างเขาย่อมชินกับการเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกไว้แล้ว

บนใบหน้าจึงไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เห็น คนภายนอกย่อมมองไมอก ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของติงเหยียน สำหรับสำนักวิถีจื่อเซียวแล้ว ถือเป็นไพ่ตายใบหนึ่งเลยทีเดียว

จบบทที่ บทที่ 505 สหายเก่ามาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว