เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 480 เมฆหมอกแห่งความสงสัยเรื่องปีศาจนอกอาณาเขต

บทที่ 480 เมฆหมอกแห่งความสงสัยเรื่องปีศาจนอกอาณาเขต

บทที่ 480 เมฆหมอกแห่งความสงสัยเรื่องปีศาจนอกอาณาเขต


บทที่ 480 เมฆหมอกแห่งความสงสัยเรื่องปีศาจนอกอาณาเขต

"สหายจีช่วยอธิบายสถานการณ์ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรของลิ่วจี๋ให้ฟังก่อนเถอะ"

"ด้วยความแข็งแกร่งของสำนักท่านยังไม่สามารถเข้าไปได้ คาดว่าค่ายกลและอาคมสกัดกั้นอันทรงพลังทั้งภายในและภายนอกถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งนี้คงมีอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องมาเชื้อเชิญข้าและสหายร่วมทางท่านอื่นๆ หรอก"

ชายฉกรรจ์ชุดเขียวแซ่เกิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"สหายเต๋าเกิ่งกล่าวได้ถูกต้องที่สุด สหายเต๋าจีช่วยอธิบายสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกถ้ำบำเพ็ญเพียรอย่างคร่าวๆ ก่อนเถอะ มิเช่นนั้นหากยังมืดแปดด้านเช่นนี้ ทุกคนก็คงตัดสินใจได้ยาก ผู้แซ่เฉียนตั้งใจจะรับฟังดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที"

ชายชราผมขาวขมวดคิ้ว แล้วกล่าวเสริมเป็นคนถัดมา

ติงเหยียน ชายวัยกลางคนชุดหรูหราแซ่เจ้า สือจิ้ง คู่สามีภรรยา และคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แต่ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป และหันมามองเป็นตาเดียว

"ต่อให้สหายเต๋าทั้งสองท่านไม่ถาม จีผู้นี้ก็เตรียมที่จะเล่าใหฟังอยู่แล้ว"

จีเสวียนถิงยิ้มรับสายตาของทุกคน ก่อนจะเริ่มอธิบาย

"อันที่จริงมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า มหาเทพลิ่วจี๋ผู้นี้ นอกจากจะเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายระดับสูงสุดแล้ว พรสวรรค์ในด้านวิถีค่ายกลของเขายังเหนือล้ำกว่าคนทั่วไป และน่าจะบรรลุถึงระดับที่สูงส่งมากแล้วด้วย"

"บริเวณรอบนอกถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขา มีค่ายกลขนาดใหญ่รวมทั้งหมดห้าแห่งด้วยกัน"

"ค่ายกลเหล่านี้เชื่อมโยงและสอดประสานเข้าด้วยกัน อานุภาพของมันนับว่าน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก"

"ต่อให้เป็นจีผู้นี้ บวกกับความช่วยเหลือจากศิษย์น้องในสำนักอีกหลายคน ใช้เวลาไปเต็มๆ ถึงครึ่งปี ก็ยังสามารถทำลายค่ายกลขนาดใหญ่สี่แห่งที่อยู่รอบนอกไปได้อย่างยากลำบาก ทว่าค่ายกลแห่งสุดท้ายที่อยู่ด้านในสุดนั้นคือตัวปัญหาที่สุด พวกเราคิดหาวิธีการต่างๆ นานาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำลายมันได้สำเร็จเลย"

"ดังนั้นจึงทำได้เพียงเชิญสหายเต๋าทุกท่านมาช่วยเหลือแล้ว"

เมื่อกล่าวจบ จีเสวียนถิงก็ทำหน้าจนใจ

"โอ้ เป็นค่ายกลอันใดกันแน่ ถึงกับทำให้ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสี่ขั้นกลางอย่างสหายจียังไม่สามารถทำลายมันลงได้"

สือจิ้งตาเป็นประกาย และมีสีหน้าประหลาดใจ

"จะว่าอย่างไรดีล่ะ ค่ายกลแห่งนี้โดยตัวของมันเองน่าจะเป็นค่ายกลระดับห้า เพียงแต่ในปีนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะมหาเทพลิ่วจี๋มีเวลากระชั้นชิดเกินไป หรือว่าวัตถุดิบในการจัดตั้งค่ายกลหาได้ยาก ค่ายกลแห่งนี้จึงเพิ่งจะสร้างเสร็จไปได้เพียงค่อนเดียวเท่านั้น อาจจะมองว่าเป็นเพียงของกึ่งสำเร็จรูปก็ได้ ทำให้อานุภาพของมันลดทอนลงไปจากค่ายกลระดับห้าที่สมบูรณ์อยู่มาก"

จีเสวียนถิงกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง

"ค่ายกลระดับห้างั้นหรือ"

ชายฉกรรจ์ชุดเขียวแซ่เกิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย

ติงเหยียนและคนอื่นๆ เมื่อได้ยินคำว่าค่ายกลระดับห้า ต่างก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันไป

การข้ามผ่านระดับของค่ายกลแต่ละขั้น จะทำให้อานุภาพของมันเพิ่มขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

ค่ายกลระดับห้าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย

ตามหลักแล้ว ค่ายกลระดับนี้แม้จะไม่มีคนควบคุมอยู่ภายใน แต่การที่จะให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดเพียงไม่กี่คนพยายามทำลายจากภายนอกนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ

เปรียบเสมือนค่ายกลพิทักษ์สำนักระดับสี่ของสำนักระดับวิญญาณก่อกำเนิดแห่งหนึ่ง แม้จะไม่มีผู้ควบคุมอยู่ภายใน แต่หากให้กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับแกนทองคำโจมตีอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาหลายปี หรือหลายสิบปี ก็ยังไม่อาจทำลายมันลงได้ จำเป็นต้องให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดเป็นผู้ลงมือเท่านั้น

เมื่อต้องเผชิญกับค่ายกลระดับห้า หากไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพระดับลงมือ การจะทำลายมันก็เป็นเพียงความฝันเฟื่องเท่านั้น

หากไม่ได้ยินจากปากของจีเสวียนถิงว่าค่ายกลแห่งนี้เป็นเพียงของกึ่งสำเร็จรูปที่ยังสร้างไม่เสร็จ ผู้คนในที่นี้คงจะลุกขึ้นและหันหลังเดินจากไปทันทีแล้ว

"สหายเต๋าทุกท่านวางใจได้ หากเป็นค่ายกลระดับห้าที่สมบูรณ์แบบจริงๆ จีผู้นี้ก็คงไม่ทำตัวประเมินความสามารถของตัวเองต่ำไปหรอก"

"แต่สำหรับค่ายกลระดับห้ากึ่งสำเร็จรูปแห่งนี้ ยังพอมีวิธีรับมืออยู่ สำหรับวิธีการทำลายค่ายกลนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาข้าได้ค้นคว้าตำราวิถีค่ายกลไปไม่น้อย และหลังจากขบคิดอย่างหนัก ในที่สุดก็พอนึกวิธีที่เป็นไปได้ขึ้นมาวิธีหนึ่งแล้ว"

"ทว่าจนใจที่กำลังของสำนักข้ามีไม่เพียงพอ จึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากสหายเต๋าหลายๆ ท่านแล้ว"

จีเสวียนถิงมีท่าทีผ่อนคลาย และกล่าวอย่างมั่นใจ

"ไม่ทราบว่าถ้ำบำเพ็ญเพียรของมหาเทพลิ่วจี๋แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใดกันแน่ สหายจีพอจะเปิดเผยให้ทราบก่อนสักเล็กน้อยได้หรือไม่"

ชายวัยกลางคนชุดหรูหราแซ่เจ้ามีแววตาสั่นไหว และเอ่ยถามด้วยความครุ่นคิด

เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็หันมามองเช่นกัน

"ย่อมได้แน่นอน"

จีเสวียนถิงพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม

"ถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ตั้งอยู่ในน่านน้ำเหยาฉวง อีกทั้งยังอยู่ค่อนข้างใกล้กับประตูสำนักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยว ส่วนพิกัดและสถานที่ที่แน่ชัดนั้น โปรดอภัยที่จีผู้นี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้"

"อะไรนะ น่านน้ำเหยาฉวงงั้นหรือ เหตุใดมหาเทพลิ่วจี๋ถึงนำถ้ำบำเพ็ญเพียรไปตั้งไว้ที่นั่นได้"

ชายวัยกลางคนชุดหรูหราแซ่เจ้าหน้าถอดสี และดูตกใจไม่น้อย

ชายฉกรรจ์ชุดเขียวแซ่เกิ่ง ชายชราผอมแห้งผมขาว และคู่สามีภรรยาสือจิ้ง เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็หน้าถอดสีเช่นกัน

"อย่างไรเล่า น่านน้ำเหยาฉวงแห่งนี้มีปัญหาอันใดหรือ"

ติงเหยียนที่เห็นดังนั้น ก็เหลือบมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างแนบเนียน

"หรือว่าสหายติงจะไม่รู้เรื่องนี้"

เมื่อสือจิ้งได้ยินดังนั้น ก็หันมามองทางติงเหยียนด้วยความประหลาดใจ

ส่วนชายฉกรรจ์แซ่เกิ่ง ชายชราแซ่เฉียน และคนอื่นๆ ก็มองติงเหยียนด้วยความประหลาดใจเช่นกัน

"พูดตามตรง ข้าเพิ่งจะบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดได้ไม่นานนัก มีหลายเรื่องที่ข้ายังไม่ค่อยรู้แน่ชัดจริงๆ"

ติงเหยียนยิ้มและกล่าวตามตรง

"สหายติงบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดตั้งแต่เมื่อไหร่งั้นหรือ"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของสือจิ้งและคนอื่นๆ ก็ยิ่งดูประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

มีเพียงจีเสวียนถิงเท่านั้นที่รู้ตื้นลึกหนาบางของติงเหยียน สีหน้าของเขาจึงไม่เปลี่ยนไปมากนัก

"นับตั้งแต่ข้าบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดมาจนถึงตอนนี้ หากลองนับนิ้วดูก็เพิ่งจะผ่านไปสิบปีเท่านั้น"

ติงเหยียนตอบกลับอย่างใจเย็น

"อะไรนะ"

สือจิ้งแทบไม่อยากเชื่อ

"เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง"

ชายวัยกลางคนชุดหรูหราแซ่เจ้าก็แสดงสีหน้าสงสัย

"สหายเต๋าเพิ่งจะบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดมาเพียงแค่สิบปีจริงๆ หรือ"

ชายฉกรรจ์แซ่เกิ่งหน้าเปลี่ยนสีไปหลายครั้ง และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา

ก่อนหน้านี้ ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนว่าติงเหยียนได้ทำลายเกาะชิงหั่ว และสังหารบรรพชนเฒ่าชิงหั่วผู้มีระดับการบำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้นระดับสูงสุดลงไป

ตามหลักแล้ว เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรมาถึงระดับวิญญาณก่อกำเนิด การจะสังหารผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก

เว้นแต่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีเวทมนตร์หรือของวิเศษที่ทรงพลังอย่างแท้จริง

ดังนั้น พวกเขาจึงแอบคาดเดาว่าติงเหยียนน่าจะมีของวิเศษที่ร้ายกาจ หรือไม่ก็มีเวทมนตร์ที่น่าสะพรึงกลัว

แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ชายผู้ที่สังหารบรรพชนเฒ่าชิงหั่วผู้นี้ จะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดมาได้เพียงแค่สิบปีเท่านั้น

เรื่องนี้ทำให้ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ

"เรื่องนี้เป็นความจริง หลังจากสหายติงบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดได้ไม่นาน ศิษย์น้องฟู่และศิษย์น้องเถียนของสำนักข้ายังเคยเดินทางไปเยี่ยมเยียนด้วยตัวเองมาแล้ว"

จีเสวียนถิงแทรกขึ้นมา และกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

"ดูเหมือนว่าเวทมนตร์และความแข็งแกร่งของสหายเต๋าติง น่าจะเหนือล้ำไปกว่าที่พวกเราจะจินตนาการได้มากนัก ก่อนหน้านี้ผู้แซ่เฉียนตาบอดไปเอง เสียมารยาทแล้ว"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชายชราแซ่เฉียนก็มีประกายแห่งความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตา แต่เขาก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาจ้องมองติงเหยียนอย่างลึกซึ้ง และประสานมือพร้อมรอยยิ้ม

"สหายเฉียนชมเกินไปแล้ว"

ติงเหยียนยิ้มอย่างถ่อมตัว และประสานมือตอบรับ

หลังจากความประหลาดใจผ่านไป สีหน้าของคนอื่นๆ ก็กลับมาสงบลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรเสีย ทุกคนต่างก็เป็นผู้มีหน้ามีตาและมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งของพวกเขาเองก็เหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้นทั่วไปอยู่มาก แม้จะประหลาดใจกับเวลาอันสั้นในการบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดและความแข็งแกร่งของติงเหยียน แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือเกรงกลัวแต่อย่างใด

อย่างมากก็แค่ถือว่าติงเหยียนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลางที่มีฐานะเท่าเทียมกันก็เท่านั้น

"สหายติงบรรลุวิญญาณก่อกำเนิดมาในเวลาสั้นถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าใจความแค้นระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งจริงๆ ถ้างั้นให้ผู้แซ่สืออธิบายให้ฟังคร่าวๆ ก็แล้วกัน"

"เป็นที่รู้กันดีว่า เนื่องจากเหตุการณ์ปีศาจนอกอาณาเขตรุกราน แม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามจะพักรบกันแล้ว แต่ระหว่างแต่ละฝ่ายก็ยังคงเป็นศัตรูกันอยู่ น่านน้ำชางหลานของพวกเราและน่านน้ำรอบนอกอย่างน่านน้ำเฮยเฟิง น่านน้ำเทียนเฉิน ล้วนอยู่ภายใต้ออาณาเขตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซ่างหยวน"

"ในตอนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซ่างหยวนทำสงครามครั้งใหญ่กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยว น่านน้ำหลายแห่งของเราก็ได้ส่งผู้บำเพ็ญเพียรไปเข้าร่วมสงครามเป็นจำนวนมาก ซ้ำยังเคยบุกทะลวงเข้าไปจนถึงฐานที่มั่นหลักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยวในน่านน้ำเหยาฉวงอีกด้วย"

"ดังนั้นแม้ว่าตอนนี้จะสงบศึกกันแล้ว แต่ตามข้อตกลงสงบศึกที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามลงนามกันไว้ก่อนหน้านี้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดที่ไม่ได้อยู่ในสังกัด จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในน่านน้ำแกนกลางของฝ่ายตรงข้าม มิเช่นนั้นหากถูกพบเข้า ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยวและขุมกำลังภายใต้สังกัดร่วมมือกันรุมสังหาร..."

สือจิ้งสูดลมหายใจลึก และอธิบายถึงความแค้นระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามอย่างเคร่งขรึม

"นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ข้าจำเป็นต้องเชื้อเชิญสหายเต๋าทุกท่านมาด้วย"

"พูดตามตรงเลยนะ ครั้งก่อนตอนที่จีผู้นี้และศิษย์น้องในสำนักทั้งสามคนเดินทางไปเพื่อตรวจสอบถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ให้แน่ชัด ในระหว่างทางกลับก็ได้บังเอิญไปพบเข้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดในพื้นที่ของน่านน้ำเหยาฉวงเข้า ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด กว่าจะสลัดพวกมันหลุดมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยสายตัวแทบขาดเลยทีเดียว"

จีเสวียนถิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มขื่น

"ปีศาจนอกอาณาเขตรุกรานงั้นหรือ"

ติงเหยียนตื่นตัว และจับใจความสำคัญจากคำพูดของสือจิ้งได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนเรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยว เขาไม่ได้กังวลมากนัก

ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาในปัจจุบัน เว้นเสียแต่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพจะมาด้วยตนเอง มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางสังหารเขาได้เลย และถึงแม้จะโชคร้ายเจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพเข้าจริงๆ เขาก็ยังสามารถใช้วิชาย่นระยะทางเพื่อหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

แต่โอกาสที่จะเจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพนั้น ติงเหยียนคิดว่ามีน้อยมาก

ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนแค่ไปสำรวจถ้ำบำเพ็ญเพียรของนักพรตโบราณเท่านั้น ไม่ได้ไปโจมตีประตูสำนักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยวเสียหน่อย

"อย่างไรเล่า สหายติงถึงกับไม่รู้เรื่องปีศาจนอกอาณาเขตรุกรานเลยงั้นหรือ"

คราวนี้ แม้แต่จีเสวียนถิงก็ยังแปลกใจ

"ในช่วงก่อนที่จะบรรลุวิญญาณก่อกำเนิด ข้ามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก จึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวภายนอกมากนัก"

ติงเหยียนอธิบายอย่างใจเย็น

"เรื่องนี้คงต้องเล่ากันยาว ว่ากันว่าปีศาจนอกอาณาเขตเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตจากอีกโลกหนึ่ง และเคยบุกรุกเข้ามาในโลกของเราตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว"

"เพียงแต่พวกมันถูกผู้บำเพ็ญเพียรยุคโบราณที่ปกครองโลกนี้อยู่ในตอนนั้น ร่วมมือกับเผ่าอสูรและเผ่าสมุทรช่วยกันขับไล่กลับไปได้ และช่องว่างมิติที่เหลือทิ้งไว้จากการรุกรานในครั้งนั้นก็ถูกผู้บำเพ็ญเพียรยุคโบราณปิดผนึกเอาไว้จนหมดสิ้นเมื่อสงครามสิ้นสุดลง"

"ทว่าเมื่อสี่สิบปีก่อน ช่องว่างมิติแห่งหนึ่งที่ถูกผนึกเอาไว้ในทะเลเทียนเก๋อกลับเกิดการคลายตัวขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้มีปีศาจนอกอาณาเขตจำนวนมากข้ามมิติเข้ามา แถมยังมีปีศาจผู้แข็งแกร่งที่มีพลังเทียบเท่ากับระดับแปลงเทพปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกนี้ด้วย"

"เพื่อที่จะรวบรวมกำลังทั้งหมดมาจัดการกับปีศาจนอกอาณาเขตเหล่านี้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามจึงต้องจำใจยอมสงบศึก"

"โชคดีที่เรื่องนี้ถูกพบเข้าเสียก่อน ภายใต้การร่วมมือกันของทั้งสามฝ่าย ในที่สุดก็สามารถกวาดล้างปีศาจเหล่านี้ไปได้จนหมดสิ้น และทำการปิดผนึกช่องว่างมิตินั้นให้กลับมามั่นคงได้อีกครั้ง"

จีเสวียนถิงหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนจะสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจนอกอาณาเขตให้ติงเหยียนฟังอย่างรวบรัด

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"

ติงเหยียนพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ

แต่ในใจเขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

เหตุใดเหตุการณ์ที่ทะเลเทียนเก๋อถึงเหมือนกับที่ทวีปเสี่ยวนานทุกกระเบียดนิ้ว

หรือว่าปีศาจนอกอาณาเขตระดับแปลงเทพที่เขาเคยเห็นใต้ถ้ำหมื่นมารของแคว้นเหิงเยว่ กับปีศาจนอกอาณาเขตที่ปรากฏตัวที่ทะเลเทียนเก๋อ ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกเดียวกัน

หากเป็นเช่นนั้นจริง การคลายตัวของช่องว่างมิติในสองสถานที่นั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่

หรือว่าปีศาจนอกอาณาเขตจากต่างโลกพวกนี้กำลังเตรียมจะบุกเข้ามาในโลกนี้ครั้งใหญ่อีกครั้ง

จู่ๆ ติงเหยียนก็นึกถึงความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา ทำให้เขาตกใจไม่น้อย

ทว่า เรื่องพรรค์นี้ยังไม่ถึงตาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณก่อกำเนิดอย่างเขาต้องมานั่งกังวล

เมื่อฟ้าถล่มลงมา ย่อมมีคนตัวสูงช่วยค้ำยัน

หากเกิดเหตุการณ์ปีศาจนอกอาณาเขตบุกเข้ามาครั้งใหญ่ตามที่เขาคิดจริงๆ ผู้ที่ต้องเผชิญหน้าก่อนใครก็คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์และผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพ พวกเขาย่อมต้องหาทางรับมือเอง

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ติงเหยียนก็สลัดเรื่องนี้ออกจากหัว และไม่คิดถึงมันอีก

"สหายเต๋าทุกท่านคงจะเข้าใจสถานการณ์โดยรวมคร่าวๆ แล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง"

จีเสวียนถิงกวาดสายตามองทุกคน และถามพร้อมรอยยิ้ม

"ระดับการบำเพ็ญเพียรมาถึงขั้นของพวกเราแล้ว หากไม่ได้รับวาสนาและโชคชะตาที่พิเศษสักหน่อย ต่อให้เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างหนักไปอีกหลายร้อยปีก็ใช่ว่าจะก้าวหน้าขึ้นได้เลย ชื่อเสียงของมหาเทพลิ่วจี๋นั้น ผู้แซ่เกิ่งได้ยินมานานแล้ว คนผู้นี้มักจะเลื่องชื่อในเรื่องของการครอบครองสมบัติมากมายและมีเวทมนตร์ที่น่าเกรงขาม"

"หากเป็นไปอย่างที่สหายจีพูดจริงๆ ถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขาก็นับว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเข้าไปสำรวจดูสักตั้ง"

"เพียงแต่ พวกเรามีกันตั้งหลายคน หากพากันไปทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วสมบัติจะถูกแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างไรล่ะ"

"แต่ละคนมีระดับความแข็งแกร่งไม่เท่ากัน คงจะไม่แบ่งเท่ากันหมดหรอกนะ"

ขณะที่พูด ชายฉกรรจ์แซ่เกิ่งก็แอบมองไปทางคู่สามีภรรยาสือจิ้งและเสิ่นชิง

สือจิ้งและเสิ่นชิงย่อมรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร พวกเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

"เรื่องนี้ง่ายมาก หากประเมินสหายเต๋าสือและสหายเต๋าเสิ่นแยกกัน ความแข็งแกร่งของพวกเขาย่อมด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลางอย่างพวกเรามาก แต่สองสามีภรรยาคู่นี้มีความเชี่ยวชาญในด้านการผสานพลังโจมตี หากพวกเขาจับมือกันจริงๆ ก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลางทั่วไปอย่างแน่นอน"

"จีผู้นี้ขอเสนอให้พวกเขาสองคนนับเป็นหนึ่งส่วน"

"ความแข็งแกร่งของสหายติงน่าจะทัดเทียมได้กับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลาง ย่อมนับเป็นหนึ่งส่วนเช่นกัน"

"ส่วนสำนักข้า นอกจากข้าแล้ว ยังมีศิษย์น้องระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้นอีกสองคนที่จะเข้าร่วมด้วย พวกเขาสองคนก็นับเป็นหนึ่งส่วน"

"เมื่อเป็นเช่นนี้ หากรวมสหายเจ้า สหายเกิ่ง และสหายเต๋าเฉียนเข้าไปด้วย พวกเราก็จะถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมดเจ็ดส่วน"

"ทว่า ถ้ำบำเพ็ญเพียรแห่งนี้สำนักข้าเป็นผู้ค้นพบ อีกทั้งในช่วงแรกเพื่อทำลายค่ายกลสี่แห่งด้านนอกก็ทุ่มเทแรงกายไปไม่น้อย ดังนั้นเมื่อเข้าไปภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรแล้ว ไม่ว่าจะมีสมบัติอยู่มากน้อยเพียงใด จีผู้นี้ขอเป็นฝ่ายเลือกก่อนหนึ่งชิ้น ส่วนที่เหลือนั้นค่อยนำมาแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วนเท่าๆ กัน"

"ไม่ทราบว่าสหายเต๋าหลายๆ ท่านมีความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้อย่างไรบ้าง"

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จีเสวียนถิงก็ค่อยๆ อธิบาย

เห็นได้ชัดว่า นี่คือแผนการจัดสรรที่เขาคิดเอาไว้ในใจนานแล้ว

"ข้อเสนอนี้ใช้ได้ ผู้แซ่เกิ่งไม่มีความเห็นขัดข้อง"

ชายฉกรรจ์แซ่เกิ่งฉีกยิ้ม และยอมรับข้อเสนอ

"ถ้าพูดเช่นนี้ ก็แปลว่าสหายเกิ่งตกลงที่จะเข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้แล้วสินะ"

จีเสวียนถิงมีสีหน้ายินดี ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆ

"แล้วสหายเต๋าท่านอื่นๆล่ะ"

"เรื่องอื่นผู้แซ่เจ้าไม่มีความเห็นขัดข้อง แต่หยกจารึก สมุดหยกทองเงิน และพาหนะที่ใช้บันทึกข้อมูลสำคัญที่ได้จากถ้ำบำเพ็ญเพียรนั้นไม่อนุญาตให้ผู้ใดเก็บไว้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคัดลอกเก็บไว้หนึ่งชุด"

ชายวัยกลางคนชุดหรูหราแซ่เจ้ามองแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ กล่าว

"สหายเจ้าวางใจได้ นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว"

จบบทที่ บทที่ 480 เมฆหมอกแห่งความสงสัยเรื่องปีศาจนอกอาณาเขต

คัดลอกลิงก์แล้ว