- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !
บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !
บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !
“ไปกันเถอะ”
ลั่วซือหานโบกมือน้อย ๆ ด้วยสีหน้าที่โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
ถุงมิติที่กองกับพื้นสูงเป็นเมตรก็หายวับไปในทันที
“ซือหานที่ร้าก ขาชาหมดแล้วอ่า...”
ลั่วซือหานก็หน้าตึงถมึงทึงเปรี๊ยะ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหมั่นไส้
แต่ก็ไม่มีทางเลือก
เมื่อต้องมาคอยปรนนิบัติไอ้คุณใต้เท้าท่านนี้แล้ว สุดท้ายย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากก้าวเข้าไปช่วยพยุงเฉินมู่ขึ้นมา หลังจากจัดเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว เธอก็บ่นพึมพำขณะที่ประคองเฉินมู่ไปพลาง
“หวังว่าขามึงจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นกูจะทำแม่งให้ชาเอง !”
“เด็กคนนี้นี่อารมณ์ร้อนจังเลยน้า”
“มึง ? ! ! !”
“พอแล้ว ๆ เด๋วเปิ่นนายน้อยจะพาหล่อนไปที่ดี ๆ พอดีพึ่งมองสำรวจจนทะลุปรุโปร่งอะนะ”
“สำรวจบ้าบอพ่องดิ เห็นแต่กิน ๆ นอน ๆ รอตายอยู่เฉย ๆ ไม่ทำห่าไรซักอย่าง !”
“พูดจาเหลวไหล นู่น ไปตรงนู้นนู่น ตรงนู้นมีของชิ้นบิ๊กเบิ้มรอเราอยู่เพียบเลยนาขอบอก”
“กูล่ะ...”
มองส่งเฉินมู่กับลั่วซือหานคนหนึ่งพยุงคนหนึ่งเดินกะเผลกออกจากหน้าจอไปแล้ว
เหล่าผู้ชมก็ยังคงไม่อาจดึงสติกลับมาความความจึ้งเมื่อครู่ได้
ปัญหาหลัก ๆ คือเกิดมาก็เคยเห็นคนโง่มาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นใครโง่เบอร์นี้มาก่อนเลย
เห็นอยู่จะ ๆ ว่าพรรคพวกที่เรียกมาต่างล้มหายตายจากไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเหมือนใบไม้ร่วงแท้ ๆ แต่กลับยังไม่มีความสำนึกผิดชอบชั่วดีเลยสักนิด ตกลงสี่ตาของพวกมึงนี่บอดหมดทุกเม็ดเลยรึไงวะ
ถุงมิติที่กองสุมเป็นภูเขาขนาดมินินั่นไม่ได้สะกิด ‘ต่อมเอ๊ะ’ ของพวกมึงบ้างเลยว่างั้น
ผู้ชมพลันเห็นด้วยกับที่เฉินมู่ว่าไว้ ที่ว่าไอ้เผ่าสี่ตาศักดิ์สิทธิ์นี่มันลืมสมองไว้ที่บ้านชัด ๆ
เมื่อเห็นว่าหน้าจอเปลี่ยนกลับไปเป็นกำลังสุ่มอัตโนมัติแล้ว ซวนซวนก็ยิ้มและพูดว่า
“เป็นไงมั่งคะคุณพี่ทั้งหลาย”
ทั้งสามคนอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
ตอนแรกพวกเธอคิดว่าในเมื่อเฉินมู่กำลังเสพสุขกับสาวสวยแทนที่จะไปหาสมบัติอยู่นั้น ก็เห็นว่านี่แหละคือโอกาสที่จะเอาชนะได้สักรอบหนึ่ง
แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นว่าลั่วซือหานฟาร์มถุงมิติไว้มากขนาดไหน การจะดูอัจฉริยะในเผ่าตนจะค้นหาสมบัติเพิ่มเติมได้มากแค่ไหนนั้นก็ดูท่าจะไร้ประโยชน์เสียแล้วสิ
เว้นแต่ว่าอัจฉริยะเหล่านั้นจะหามรดกระดับเกียรติยศหรือไม่ก็ระดับจักรพรรดิเจอ
แต่เมื่อถามถึงการสืบทอดดังกล่าวจะว่าไม่มีอยู่จริงมันก็ไม่ใช่ เพียงแต่มองหาทั่วทั้งสนามรบโบราณแล้วมันมีอยู่แค่ไม่กี่แห่งเอง แล้วการสำรวจแมปในปัจจุบันก็ยังทำไปได้ยังไม่ถึงครึ่งค่อนแมปด้วยซ้ำไป แล้วจะให้ไปเฮงจัดถึงขนาดเจอมรดกสืบทอดระดับเกียรติยศได้อย่างไรกันเล่า
ลำพังแค่หามรดกสืบทอดระดับปราชญ์เจอก็นับว่าดวงมันฝืนลิขิตฟ้าดินเกินพอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นคือความพ่ายแพ้หกครั้งรวดก่อนหน้านี้ก็ถือเป็นบทเรียนราคาแพงแล้ว พวกเธอย่อม...
ไม่อยากอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลอีกต่อไปแล้ว
“ช่างเถอะ ๆ เดิมพันครั้งนี้เผ่ามารเราขอยอมแพ้ก็ได้”
“คุณน้องโชคดีจังนะคะ เผ่ามนุษย์นี่ช่างโชคดีจริง ๆ ! เผ่าผีเสื้อปีกแสงเราสู้ไม่ได้เลยล่ะค่ะ”
เยว่ฝูถอนหายใจเบา ๆ ซึ่งตอนนี้สติอารมณ์ได้ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้วเรียบร้อย
“ก็แค่เดิมพันรอบเดียวไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรซักหน่อย เชิญคุณน้องรับหินวิญญาณนี่ไปเถอะค่ะ”
แต่พอเห็นซวนซวนยิ้มแย้มขณะที่มือรับหินวิญญาณ เยว่ฝูก็อดที่จะเงยหน้าทอดถอนใจกับตัวเองไม่ได้
“ถึงเผ่าสี่ตาศักดิ์สิทธิ์จะมีคนเข้าร่วมถึงแสนคนก็เถอะ แต่ครั้งนี้ถึงกับสูญเสียคนไปเกือบหกร้อย ในนั้นยังมีอัจฉริยะอนาคตไกลตั้งเยอะด้วยสิ เสียหายทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ หลังจากนี้เกรงว่าจา...”
“กะลังจะเกิดเรื่องซวยแล้วล่ะ...”
พวกฝั่งเยว่ฝูต่างคนต่างก็มีความคิดในใจของตัวเอง ในขณะที่บรรดาผู้ชมยังคงถกเถียงเรื่องความจ้าดง่าวเพียงใดของเผ่าสี่ตาศักดิ์สิทธิ์ไม่เลิก
ทว่าเฉินมู่อยู่ในสนามรบนั้น...
หลังจากเดินกับลั่วซือหานได้ไม่กี่นาทีจู่ ๆ ก็กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างกะทันหัน
ลั่วซือหานเห็นแบบนั้นก็เบ้ปากดูถูก
“ขาไม่ชาแล้ว ?”
เฉินมู่กระตุกมุมปากเบา ๆ ก่อนจะรีบคว้ามือน้อย ๆ ของที่กำลังจะสะบัดทิ้งเอาไว้แน่นพลางตอบ
“ยังชา ๆ อยู่หน่อย ๆ...”
ลั่วซือหานหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเบา ๆ ก่อนจะรีบเบือนหนีไปทางอื่นพลางเอ่ยปากดุ
“นับวันยิ่งแต่จะเอาใหญ่ !”
“ก็แค่แสดงละคร...”
“สะแดงละครกะผีน่ะสิ ! เห็นชัด ๆ ว่ากะลังใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวอยู่ !”
เฉินมู่กระแอมเบา ๆ แต่ไม่ได้โต้แย้งอะไร
ใช่แล้ว ฉากเมื่อกี๊นี้มันก็คือการแสดงละครนั่นเอง
ทว่า... มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากพฤติกรรมตาปกติในแต่ละวันของเขาสักเท่าไหร่นัก ไม่อย่างนั้นพวกคนดูก็คงไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติหรอก
แต่สาเหตุที่ลั่วซือหานแสดงความโกรธให้เห็นนั้นก็เพราะว่าเธอมีความหงุดหงิดไม่พอใจผสมอยู่จริง ๆ น่ะสิ
“นายทำแบบนี้ไม่กลัวชื่อเสียงตัวเองป่นปี้เอารึไง”
เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เหอะ ๆ แล้วฉันมีชื่อเสียงอะไรให้เสียอีกรึไง”
“ก็จริง วัน ๆ เอาแต่พาพวกเราเที่ยวเล่นเสเพล ดื่มเหล้าเคล้านารีกินล้างกินผลาญไม่เว้นว่าง”
ลั่วซือหานตอบอย่างหงุดหงิดก่อนจะถอนหายใจอย่างเอือมระอา
“นายแน่ใจนะว่าจะเอาแบบนี้จริง ๆ”
เฉินมู่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ หุบยิ้มลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงบางเบา
“พวกหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่เคยละทิ้งความปรารถนาที่จะกำจัดเผ่ามนุษย์เราให้สิ้นซาก พวกต่างประเทศก็ไม่เคยละทิ้งความปรารถนาที่จะฮุบเอาดินแดนอุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศหลงเรา”
“ต่อให้ที่ฉันทำทุกอย่างไปก็เพื่อครอบครัวตัวเองล้วน ๆ ก็เถอะ แต่จะให้ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ไปฉันก็ยังทำใจไม่ลงอยู่ดี”
พูดถึงตรงนี้แล้วเฉินมู่ก็ถอนหายใจไปอีกที
“ถ้าไม่มีริมฝีปาก ฟันย่อมต้องลมหนาว...”
ลั่วซือหานอึ้งไปแป๊บหนึ่ง เม้มริมฝีปากแล้วบดอยู่พักหนึ่งด้วยความลังเล ก่อนจะคลายออกแล้วถาม
“ทำแบบนี้มันไม่เสี่ยงเกินเหรอ”
“เสี่ยงเหรอ”
เฉินมู่ใช้สายตาแปลก ๆ เหลือบมองเธอ จากนั้นก็พยักหน้าแล้วทอดสายตามองที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นพลางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไอ้เรื่องสกปรกที่พวกมันแอบทำน่ะนึกว่าฉันไม่รู้เรื่องรึไง จริง ๆ แล้วพวกมันคิดว่าตัวเองกะลังยืนอยู่บนยอดตึก ส่วนฉันน่ะ... อยู่บนฟ้าแล้วกะลังก้มมองมดเหม็นอย่างพวกมันกระโดดโลดเต้นกันอยู่ตะหากเล่า...”
ไอ้เรื่องชาติก่อนนั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงแล้ว
ตอนนั้นเขาไม่ได้อยากแย่งชิงหรือไปต่อสู้อะไรกับใครเลย คิดเพียงแค่ว่าอยากที่จะใช้ชีวิตเสเพลไปวัน ๆ กินดื่มเที่ยวเล่นเสพสุขไปกับชีวิตคุณชายเจ้าสำราญให้สบายอุราไปตลอดชาติเท่านั้น
ทว่าก็น่าเสียดายที่ถึงแม้เขาจะสนุกกับชีวิตตามที่ตั้งใจไว้ก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายทุกคนกลับต้องตายอย่างน่าเศร้าต่อต่อตา
เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นหนามอันแหลมคมที่แทงใจเขาอย่างแรง รุกล้ำและเหยียบย่ำเส้นตายที่ยอมรับได้จนหมดสิ้น
แต่บัดนี้เขาได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว เกิดใหม่โดยยังจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้เรื่องกับดักอันร้ายกาจที่หมื่นเผ่าพันธุ์วางไว้ได้
แล้วเขา... ย่อมไม่มีวันยอมให้โศกนาฏกรรมในชาติก่อนเกิดขึ้นอีกครั้งในชาตินี้อย่างแน่นอน
อีกทั้งชาตินี้เขายังแข็งแกร่งกว่าชาติก่อนตั้งไม่รู้กี่เท่า บวกกับที่มีกองกำลังพื้นฐานอย่างพวกลั่วซือหานรวมถึงแผนการที่วางหมากไว้ตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาดูโลกอีกต่างหาก
หากชาตินี้ยังแพ้อีกล่ะก็ โลกนี้มันก็คงไม่หลงเหลือความยุติธรรมให้หวังพึ่งได้อีกแล้วล่ะนะ
“เหยื่อก็หย่อนแล้ว แม่น้ำก็กั้นเขื่อนแล้ว”
“ตอนนี้ก็... แค่รอให้พวกมันเหวี่ยงเบ็ดด้วยความมั่นหน้าเกินเบอร์”
ลั่วซือหานอยากจะพูดสักอย่าง แต่เธอก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้มีข้อมูลอันเป็นประโยชน์ใด ๆ ที่จะแบ่งปันให้เฉินมู่ได้เลย
ต่อให้เธอเปิดเผยเรื่องที่ตัวเองเกินใหม่ออกมาก็ตาม แต่ผลมันก็ยังคงเหมือนเดิมอยู่ดี
เพราะในชาติก่อนโลกของเธอนั้นแคบเกินไป แถมความรู้ก็ยิ่งจำกัดจำเขี่ย
ถึงเธอจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปถึงขอบเขตมหาจักรพรรดิได้สำเร็จ แต่ที่ทำได้ในตอนนั้นก็แค่ปกป้องดินแดนเล็กจ้อยกระจิ๋วหลิวของตัวเองเท่านั้น
เรื่องข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกนั้นจะบอกว่าเป็นศูนย์ก็ไม่ผิด
ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงไม่ลาออกจากห้อง 1 แล้วใช้ความทรงจำชาติก่อนออกไปแสวงหาโอกาสวาสนาหรือสมบัติฟ้าดินที่ล้ำค่าหายากเอาเองกันล่ะ
เหตุผลก็เพราะสิ่งที่เฉินมู่ให้เธอนั้นดีกว่าไอ้ที่เธอจำได้จากชาติก่อนเยอะมาก ๆ ยกเว้นก็ต่อของสำคัญสองอย่างนั้น
อีกทั้งภาพของโลกทัศน์รวมถึงประสบการณ์และความรู้ที่เฉินมู่ได้ถ่ายทอดให้นั้นมันยิ่งทำให้เธอรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่มาแบบเหมือนได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบใหม่ที่ไม่ใช่โลกเดิมกันเลยทีเดียว
ดังนั้นเธอจึงไม่มีข้อมูลอะไรที่จะเอาออกมาแบ่งปันกับเขาได้เลย และถ้าเฉินมู่ไม่ได้พาเธอมาด้วยล่ะก็ ป่านนี้เธอคงจะออกตะลุยเต็มเหนี่ยวจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่
ส่วนเหตุการณ์สำคัญสามเรื่องในงานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์น่ะหรือ ?
หลังจากที่ตามเฉินมู่และได้เฝ้าจับตาดูหมากแต่ละตัวที่เขาวางไว้ เธอก็รู้เลยว่าเฉินมู่รู้เรื่องพวกนี้มาตั้งนานแล้ว เพราะงั้น...
เธอจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว
“เลิกคิดมากได้แล้ว ไปกันเถอะ บอกพวกลูกหมูให้ล่วงหน้าไปสำรวจเขตรุ่นปัจจุบันของพวกหมื่นเผ่าพันธุ์ได้เลย”
“ที่นั่นมีของดี ๆ อยู่เพียบเลยนะขอบอก รอเที่ยวที่นั่นจนหนำใจแล้วค่อยไปลุยที่ที่สนุกกว่าต่อ”
“รอบนี้พวกเราจะไม่เอาแค่เหมาอันดับสูงสุดของทำเนียบเท่านั้นหรอกนา”
“แต่เราจะทำลายแผนชั่วของพวกมันให้สิ้นซาก ทำให้พวกมันต้องเอาเลือดหัวมาชดใช้ให้เราอย่างสาสม !”
พอเห็นสีหน้าด้านข้างอันมั่นอกมั่นใจของเฉินมู่แล้ว ลั่วซือหานก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์หลงไหลไปชั่วขณะ
อยู่ด้วยกันมาก็เก้าเดือนแล้ว แต่กลับดูท่าว่าจะเป็นวันนี้เองที่เธอพึ่งจะรู้สึกตัวว่าจริง ๆ แล้วเฉินมู่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มที่อายุเท่าตัวเองเท่านั้น
ในขณะที่คนอื่น ๆ ตอนอายุ 18 ยังเป็นแค่นักศึกษาที่ไร้เดียงสาที่วัน ๆ เอาแต่ฝึกฝนพัฒนาระดับวรยุทธ์อย่างซื่อบื้อเท่านั้น
ทว่าเขากลับ... มักจะซ่อนความเหนื่อยล้าจากทางโลกและความเศร้าโศกเอาไว้ในแววตาอยู่เสมอ
ลั่วซือหานเอื้อมมือไปลูบแก้มเฉินมู่เบา ๆ โดยไม่รู้ตัว แววตาเธอเต็มไปด้วยความสงสารและห่วงใยจากก้นบึ้นของหัวใจ
“วางใจเถอะ รอบนี้นายก็อยู่ด้วยหนิ ยังไงก็ชนะชัวร์อยู่แล้วล่ะ”
เฉินมู่ยิ้มพลางมองซากปรักหักพังที่อยู่ไม่ไกลด้วยแววตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า
“การที่ฉันยอมเอาตัวเองลงมาเป็นหมากในกระดานนี้ด้วยน่ะนะ ไม่ใช่เพราะแค่จะเอาชนะโชคชะตาฟ้าดินหรอก...”
“แต่ฉัน... จะชนะพนันแบบกินเรียบเหมาหมดยกกระดานเลยตะหาก”