เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !

บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !

บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !


“ไปกันเถอะ”

ลั่วซือหานโบกมือน้อย ๆ ด้วยสีหน้าที่โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย

ถุงมิติที่กองกับพื้นสูงเป็นเมตรก็หายวับไปในทันที

“ซือหานที่ร้าก  ขาชาหมดแล้วอ่า...”

ลั่วซือหานก็หน้าตึงถมึงทึงเปรี๊ยะ  ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหมั่นไส้

แต่ก็ไม่มีทางเลือก

เมื่อต้องมาคอยปรนนิบัติไอ้คุณใต้เท้าท่านนี้แล้ว  สุดท้ายย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากก้าวเข้าไปช่วยพยุงเฉินมู่ขึ้นมา  หลังจากจัดเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว  เธอก็บ่นพึมพำขณะที่ประคองเฉินมู่ไปพลาง

“หวังว่าขามึงจะชาจริง ๆ นะ  ไม่งั้นกูจะทำแม่งให้ชาเอง !”

“เด็กคนนี้นี่อารมณ์ร้อนจังเลยน้า”

“มึง ? ! ! !”

“พอแล้ว ๆ เด๋วเปิ่นนายน้อยจะพาหล่อนไปที่ดี ๆ พอดีพึ่งมองสำรวจจนทะลุปรุโปร่งอะนะ”

“สำรวจบ้าบอพ่องดิ  เห็นแต่กิน ๆ นอน ๆ รอตายอยู่เฉย ๆ ไม่ทำห่าไรซักอย่าง !”

“พูดจาเหลวไหล  นู่น  ไปตรงนู้นนู่น  ตรงนู้นมีของชิ้นบิ๊กเบิ้มรอเราอยู่เพียบเลยนาขอบอก”

“กูล่ะ...”

มองส่งเฉินมู่กับลั่วซือหานคนหนึ่งพยุงคนหนึ่งเดินกะเผลกออกจากหน้าจอไปแล้ว

เหล่าผู้ชมก็ยังคงไม่อาจดึงสติกลับมาความความจึ้งเมื่อครู่ได้

ปัญหาหลัก ๆ คือเกิดมาก็เคยเห็นคนโง่มาเยอะ  แต่ไม่เคยเห็นใครโง่เบอร์นี้มาก่อนเลย

เห็นอยู่จะ ๆ ว่าพรรคพวกที่เรียกมาต่างล้มหายตายจากไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเหมือนใบไม้ร่วงแท้ ๆ แต่กลับยังไม่มีความสำนึกผิดชอบชั่วดีเลยสักนิด  ตกลงสี่ตาของพวกมึงนี่บอดหมดทุกเม็ดเลยรึไงวะ

ถุงมิติที่กองสุมเป็นภูเขาขนาดมินินั่นไม่ได้สะกิด ‘ต่อมเอ๊ะ’ ของพวกมึงบ้างเลยว่างั้น

ผู้ชมพลันเห็นด้วยกับที่เฉินมู่ว่าไว้  ที่ว่าไอ้เผ่าสี่ตาศักดิ์สิทธิ์นี่มันลืมสมองไว้ที่บ้านชัด ๆ

เมื่อเห็นว่าหน้าจอเปลี่ยนกลับไปเป็นกำลังสุ่มอัตโนมัติแล้ว  ซวนซวนก็ยิ้มและพูดว่า

“เป็นไงมั่งคะคุณพี่ทั้งหลาย”

ทั้งสามคนอ้าปากค้าง  แต่สุดท้ายก็เงียบไป

ตอนแรกพวกเธอคิดว่าในเมื่อเฉินมู่กำลังเสพสุขกับสาวสวยแทนที่จะไปหาสมบัติอยู่นั้น  ก็เห็นว่านี่แหละคือโอกาสที่จะเอาชนะได้สักรอบหนึ่ง

แต่ตอนนี้  เมื่อเห็นว่าลั่วซือหานฟาร์มถุงมิติไว้มากขนาดไหน  การจะดูอัจฉริยะในเผ่าตนจะค้นหาสมบัติเพิ่มเติมได้มากแค่ไหนนั้นก็ดูท่าจะไร้ประโยชน์เสียแล้วสิ

เว้นแต่ว่าอัจฉริยะเหล่านั้นจะหามรดกระดับเกียรติยศหรือไม่ก็ระดับจักรพรรดิเจอ

แต่เมื่อถามถึงการสืบทอดดังกล่าวจะว่าไม่มีอยู่จริงมันก็ไม่ใช่  เพียงแต่มองหาทั่วทั้งสนามรบโบราณแล้วมันมีอยู่แค่ไม่กี่แห่งเอง  แล้วการสำรวจแมปในปัจจุบันก็ยังทำไปได้ยังไม่ถึงครึ่งค่อนแมปด้วยซ้ำไป  แล้วจะให้ไปเฮงจัดถึงขนาดเจอมรดกสืบทอดระดับเกียรติยศได้อย่างไรกันเล่า

ลำพังแค่หามรดกสืบทอดระดับปราชญ์เจอก็นับว่าดวงมันฝืนลิขิตฟ้าดินเกินพอแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นคือความพ่ายแพ้หกครั้งรวดก่อนหน้านี้ก็ถือเป็นบทเรียนราคาแพงแล้ว  พวกเธอย่อม...

ไม่อยากอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลอีกต่อไปแล้ว

“ช่างเถอะ ๆ เดิมพันครั้งนี้เผ่ามารเราขอยอมแพ้ก็ได้”

“คุณน้องโชคดีจังนะคะ  เผ่ามนุษย์นี่ช่างโชคดีจริง ๆ ! เผ่าผีเสื้อปีกแสงเราสู้ไม่ได้เลยล่ะค่ะ”

เยว่ฝูถอนหายใจเบา ๆ ซึ่งตอนนี้สติอารมณ์ได้ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้วเรียบร้อย

“ก็แค่เดิมพันรอบเดียวไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรซักหน่อย  เชิญคุณน้องรับหินวิญญาณนี่ไปเถอะค่ะ”

แต่พอเห็นซวนซวนยิ้มแย้มขณะที่มือรับหินวิญญาณ  เยว่ฝูก็อดที่จะเงยหน้าทอดถอนใจกับตัวเองไม่ได้

“ถึงเผ่าสี่ตาศักดิ์สิทธิ์จะมีคนเข้าร่วมถึงแสนคนก็เถอะ  แต่ครั้งนี้ถึงกับสูญเสียคนไปเกือบหกร้อย  ในนั้นยังมีอัจฉริยะอนาคตไกลตั้งเยอะด้วยสิ  เสียหายทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ  หลังจากนี้เกรงว่าจา...”

“กะลังจะเกิดเรื่องซวยแล้วล่ะ...”

พวกฝั่งเยว่ฝูต่างคนต่างก็มีความคิดในใจของตัวเอง  ในขณะที่บรรดาผู้ชมยังคงถกเถียงเรื่องความจ้าดง่าวเพียงใดของเผ่าสี่ตาศักดิ์สิทธิ์ไม่เลิก

ทว่าเฉินมู่อยู่ในสนามรบนั้น...

หลังจากเดินกับลั่วซือหานได้ไม่กี่นาทีจู่ ๆ ก็กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างกะทันหัน

ลั่วซือหานเห็นแบบนั้นก็เบ้ปากดูถูก

“ขาไม่ชาแล้ว ?”

เฉินมู่กระตุกมุมปากเบา ๆ ก่อนจะรีบคว้ามือน้อย ๆ ของที่กำลังจะสะบัดทิ้งเอาไว้แน่นพลางตอบ

“ยังชา ๆ อยู่หน่อย ๆ...”

ลั่วซือหานหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเบา ๆ ก่อนจะรีบเบือนหนีไปทางอื่นพลางเอ่ยปากดุ

“นับวันยิ่งแต่จะเอาใหญ่ !”

“ก็แค่แสดงละคร...”

“สะแดงละครกะผีน่ะสิ ! เห็นชัด ๆ ว่ากะลังใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวอยู่ !”

เฉินมู่กระแอมเบา ๆ แต่ไม่ได้โต้แย้งอะไร

ใช่แล้ว  ฉากเมื่อกี๊นี้มันก็คือการแสดงละครนั่นเอง

ทว่า...  มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากพฤติกรรมตาปกติในแต่ละวันของเขาสักเท่าไหร่นัก  ไม่อย่างนั้นพวกคนดูก็คงไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติหรอก

แต่สาเหตุที่ลั่วซือหานแสดงความโกรธให้เห็นนั้นก็เพราะว่าเธอมีความหงุดหงิดไม่พอใจผสมอยู่จริง ๆ น่ะสิ

“นายทำแบบนี้ไม่กลัวชื่อเสียงตัวเองป่นปี้เอารึไง”

เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“เหอะ ๆ แล้วฉันมีชื่อเสียงอะไรให้เสียอีกรึไง”

“ก็จริง  วัน ๆ เอาแต่พาพวกเราเที่ยวเล่นเสเพล  ดื่มเหล้าเคล้านารีกินล้างกินผลาญไม่เว้นว่าง”

ลั่วซือหานตอบอย่างหงุดหงิดก่อนจะถอนหายใจอย่างเอือมระอา

“นายแน่ใจนะว่าจะเอาแบบนี้จริง ๆ”

เฉินมู่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ หุบยิ้มลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงบางเบา

“พวกหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่เคยละทิ้งความปรารถนาที่จะกำจัดเผ่ามนุษย์เราให้สิ้นซาก  พวกต่างประเทศก็ไม่เคยละทิ้งความปรารถนาที่จะฮุบเอาดินแดนอุดมสมบูรณ์อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศหลงเรา”

“ต่อให้ที่ฉันทำทุกอย่างไปก็เพื่อครอบครัวตัวเองล้วน ๆ ก็เถอะ  แต่จะให้ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ไปฉันก็ยังทำใจไม่ลงอยู่ดี”

พูดถึงตรงนี้แล้วเฉินมู่ก็ถอนหายใจไปอีกที

“ถ้าไม่มีริมฝีปาก  ฟันย่อมต้องลมหนาว...”

ลั่วซือหานอึ้งไปแป๊บหนึ่ง  เม้มริมฝีปากแล้วบดอยู่พักหนึ่งด้วยความลังเล  ก่อนจะคลายออกแล้วถาม

“ทำแบบนี้มันไม่เสี่ยงเกินเหรอ”

“เสี่ยงเหรอ”

เฉินมู่ใช้สายตาแปลก ๆ เหลือบมองเธอ  จากนั้นก็พยักหน้าแล้วทอดสายตามองที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นพลางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ไอ้เรื่องสกปรกที่พวกมันแอบทำน่ะนึกว่าฉันไม่รู้เรื่องรึไง  จริง ๆ แล้วพวกมันคิดว่าตัวเองกะลังยืนอยู่บนยอดตึก  ส่วนฉันน่ะ...  อยู่บนฟ้าแล้วกะลังก้มมองมดเหม็นอย่างพวกมันกระโดดโลดเต้นกันอยู่ตะหากเล่า...”

ไอ้เรื่องชาติก่อนนั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงแล้ว

ตอนนั้นเขาไม่ได้อยากแย่งชิงหรือไปต่อสู้อะไรกับใครเลย  คิดเพียงแค่ว่าอยากที่จะใช้ชีวิตเสเพลไปวัน ๆ กินดื่มเที่ยวเล่นเสพสุขไปกับชีวิตคุณชายเจ้าสำราญให้สบายอุราไปตลอดชาติเท่านั้น

ทว่าก็น่าเสียดายที่ถึงแม้เขาจะสนุกกับชีวิตตามที่ตั้งใจไว้ก็จริงอยู่  แต่สุดท้ายทุกคนกลับต้องตายอย่างน่าเศร้าต่อต่อตา

เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นหนามอันแหลมคมที่แทงใจเขาอย่างแรง  รุกล้ำและเหยียบย่ำเส้นตายที่ยอมรับได้จนหมดสิ้น

แต่บัดนี้เขาได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว  เกิดใหม่โดยยังจำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้เรื่องกับดักอันร้ายกาจที่หมื่นเผ่าพันธุ์วางไว้ได้

แล้วเขา...  ย่อมไม่มีวันยอมให้โศกนาฏกรรมในชาติก่อนเกิดขึ้นอีกครั้งในชาตินี้อย่างแน่นอน

อีกทั้งชาตินี้เขายังแข็งแกร่งกว่าชาติก่อนตั้งไม่รู้กี่เท่า  บวกกับที่มีกองกำลังพื้นฐานอย่างพวกลั่วซือหานรวมถึงแผนการที่วางหมากไว้ตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาดูโลกอีกต่างหาก

หากชาตินี้ยังแพ้อีกล่ะก็  โลกนี้มันก็คงไม่หลงเหลือความยุติธรรมให้หวังพึ่งได้อีกแล้วล่ะนะ

“เหยื่อก็หย่อนแล้ว  แม่น้ำก็กั้นเขื่อนแล้ว”

“ตอนนี้ก็...  แค่รอให้พวกมันเหวี่ยงเบ็ดด้วยความมั่นหน้าเกินเบอร์”

ลั่วซือหานอยากจะพูดสักอย่าง  แต่เธอก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้มีข้อมูลอันเป็นประโยชน์ใด ๆ ที่จะแบ่งปันให้เฉินมู่ได้เลย

ต่อให้เธอเปิดเผยเรื่องที่ตัวเองเกินใหม่ออกมาก็ตาม  แต่ผลมันก็ยังคงเหมือนเดิมอยู่ดี

เพราะในชาติก่อนโลกของเธอนั้นแคบเกินไป  แถมความรู้ก็ยิ่งจำกัดจำเขี่ย

ถึงเธอจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปถึงขอบเขตมหาจักรพรรดิได้สำเร็จ  แต่ที่ทำได้ในตอนนั้นก็แค่ปกป้องดินแดนเล็กจ้อยกระจิ๋วหลิวของตัวเองเท่านั้น

เรื่องข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกนั้นจะบอกว่าเป็นศูนย์ก็ไม่ผิด

ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงไม่ลาออกจากห้อง 1 แล้วใช้ความทรงจำชาติก่อนออกไปแสวงหาโอกาสวาสนาหรือสมบัติฟ้าดินที่ล้ำค่าหายากเอาเองกันล่ะ

เหตุผลก็เพราะสิ่งที่เฉินมู่ให้เธอนั้นดีกว่าไอ้ที่เธอจำได้จากชาติก่อนเยอะมาก ๆ ยกเว้นก็ต่อของสำคัญสองอย่างนั้น

อีกทั้งภาพของโลกทัศน์รวมถึงประสบการณ์และความรู้ที่เฉินมู่ได้ถ่ายทอดให้นั้นมันยิ่งทำให้เธอรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่มาแบบเหมือนได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบใหม่ที่ไม่ใช่โลกเดิมกันเลยทีเดียว

ดังนั้นเธอจึงไม่มีข้อมูลอะไรที่จะเอาออกมาแบ่งปันกับเขาได้เลย  และถ้าเฉินมู่ไม่ได้พาเธอมาด้วยล่ะก็  ป่านนี้เธอคงจะออกตะลุยเต็มเหนี่ยวจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่

ส่วนเหตุการณ์สำคัญสามเรื่องในงานชุมนุมหมื่นเผ่าพันธุ์น่ะหรือ ?

หลังจากที่ตามเฉินมู่และได้เฝ้าจับตาดูหมากแต่ละตัวที่เขาวางไว้  เธอก็รู้เลยว่าเฉินมู่รู้เรื่องพวกนี้มาตั้งนานแล้ว  เพราะงั้น...

เธอจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว

“เลิกคิดมากได้แล้ว  ไปกันเถอะ  บอกพวกลูกหมูให้ล่วงหน้าไปสำรวจเขตรุ่นปัจจุบันของพวกหมื่นเผ่าพันธุ์ได้เลย”

“ที่นั่นมีของดี ๆ อยู่เพียบเลยนะขอบอก  รอเที่ยวที่นั่นจนหนำใจแล้วค่อยไปลุยที่ที่สนุกกว่าต่อ”

“รอบนี้พวกเราจะไม่เอาแค่เหมาอันดับสูงสุดของทำเนียบเท่านั้นหรอกนา”

“แต่เราจะทำลายแผนชั่วของพวกมันให้สิ้นซาก  ทำให้พวกมันต้องเอาเลือดหัวมาชดใช้ให้เราอย่างสาสม !”

พอเห็นสีหน้าด้านข้างอันมั่นอกมั่นใจของเฉินมู่แล้ว  ลั่วซือหานก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์หลงไหลไปชั่วขณะ

อยู่ด้วยกันมาก็เก้าเดือนแล้ว  แต่กลับดูท่าว่าจะเป็นวันนี้เองที่เธอพึ่งจะรู้สึกตัวว่าจริง ๆ แล้วเฉินมู่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มที่อายุเท่าตัวเองเท่านั้น

ในขณะที่คนอื่น ๆ ตอนอายุ 18 ยังเป็นแค่นักศึกษาที่ไร้เดียงสาที่วัน ๆ เอาแต่ฝึกฝนพัฒนาระดับวรยุทธ์อย่างซื่อบื้อเท่านั้น

ทว่าเขากลับ...  มักจะซ่อนความเหนื่อยล้าจากทางโลกและความเศร้าโศกเอาไว้ในแววตาอยู่เสมอ

ลั่วซือหานเอื้อมมือไปลูบแก้มเฉินมู่เบา ๆ โดยไม่รู้ตัว  แววตาเธอเต็มไปด้วยความสงสารและห่วงใยจากก้นบึ้นของหัวใจ

“วางใจเถอะ  รอบนี้นายก็อยู่ด้วยหนิ  ยังไงก็ชนะชัวร์อยู่แล้วล่ะ”

เฉินมู่ยิ้มพลางมองซากปรักหักพังที่อยู่ไม่ไกลด้วยแววตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า

“การที่ฉันยอมเอาตัวเองลงมาเป็นหมากในกระดานนี้ด้วยน่ะนะ  ไม่ใช่เพราะแค่จะเอาชนะโชคชะตาฟ้าดินหรอก...”

“แต่ฉัน...  จะชนะพนันแบบกินเรียบเหมาหมดยกกระดานเลยตะหาก”

จบบทที่ บทที่ 139 : หวังว่าขาจะชาจริง ๆ นะ ไม่งั้นฉันจะทำให้มันชาให้เอง !

คัดลอกลิงก์แล้ว