- หน้าแรก
- ระบบให้วันละหกสิบล้าน แต่ใช้ได้แค่ในอำเภอ
- บทที่ 16 เทคโอเวอร์ว่านเจียฝู
บทที่ 16 เทคโอเวอร์ว่านเจียฝู
บทที่ 16 เทคโอเวอร์ว่านเจียฝู
บทที่ 16 เทคโอเวอร์ว่านเจียฝู
เที่ยงคืนตรงเป๊ะ
ลู่หมิงนอนอยู่บนเตียง จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
หน้าต่างระบบเด้งข้อความตัวอักษรสีทองบรรทัดนั้นขึ้นมาตรงเวลาเป๊ะ
【จำนวนเงินที่จ่ายในวันนี้: 60,024,700 หยวน ได้รับแล้ว】
【ยอดเงินคงเหลือในบัญชี: 300,173,500 หยวน】
สามร้อยล้าน
เขาพลิกตัวแล้วคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงข้างหมอน
เงินสามร้อยล้านนอนนิ่งอยู่ในบัตร ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะใช้เงินไปแค่ยี่สิบสองล้านกว่าหยวน ส่วนที่เหลือมันก็เป็นแค่ตัวเลขเท่านั้น
ทุกวันที่เงินก้อนนี้นอนแช่อยู่ในบัตรก็คือวันที่สูญเปล่า
เขานอนไม่หลับเลยจริงๆ
เขาลุกขึ้นนั่ง เปิดแอปพลิเคชันสมุดโน้ต แล้วลิสต์ข้อมูลเกี่ยวกับว่านเจียฝูที่รวบรวมมาได้เมื่อตอนกลางวันออกมาเป็นข้อๆ
ห้างสรรพสินค้าว่านเจียฝู: ครอบคลุมพื้นที่ประมาณสี่หมู่ พื้นที่ใช้สอยของอาคารราวๆ หกพันตารางเมตร มีสามชั้น
สร้างเสร็จและเปิดให้บริการเมื่อห้าปีก่อน ด้วยเงินลงทุนรวมประมาณห้าสิบห้าล้านหยวน
สถานะธุรกิจปัจจุบัน: ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นหนึ่งแทบจะประคองตัวไม่รอด อัตราพื้นที่ว่างของโซนเสื้อผ้าชั้นสองปาเข้าไปเกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ และโซนร้านอาหารกับความบันเทิงบนชั้นสามก็ปิดตัวไปเกือบครึ่ง มีหนี้สินค้างชำระกับซัพพลายเออร์และค้างค่าจ้างพนักงาน หวังต้าฟาผู้เป็นเจ้าของยังมีโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่สร้างไม่เสร็จ และสถานการณ์หนี้สินส่วนตัวของเขาก็ยังไม่ชัดเจน
ลู่หมิงพิมพ์ข้อความบรรทัดหนึ่งไว้ล่างสุด: ประเมินราคาต่ำสุด: 12 ล้าน ถึง 15 ล้านหยวน
ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากการเดาสุ่มสี่สุ่มห้า
ด้วยเงินลงทุนรวมห้าสิบห้าล้านบวกกับค่าเสื่อมราคากว่าห้าปี เมื่อคำนวณตามอัตราค่าเสื่อมราคาของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ มูลค่าตามบัญชีจะอยู่ที่ราวๆ สามสิบล้านกว่าหยวน
แต่ตัวเลขในบัญชีก็เรื่องหนึ่ง ความเป็นจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนนี้ว่านเจียฝูเปรียบเสมือนเป้านิ่งที่กำลังเลือดไหลทะลัก ยิ่งยื้อเวลาออกไปนานเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้นทุกวัน
ถ้าหวังต้าฟาต้องการเงินด่วนเพื่อไปอุดรอยรั่วจริงๆ เขาก็คงไม่มีเวลามากพอที่จะรอเงินสามสิบล้าน และคงหาคนโง่ที่ยินดีจะจ่ายราคานั้นไม่ได้หรอก
อำเภออวิ๋นเมิ่งไม่ใช่เซี่ยงไฮ้ สำหรับสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ระดับนี้ จำนวนคนในท้องถิ่นที่มีกำลังพอจะกลืนมันลงไปได้นั้นแทบจะนับหัวได้เลย
และคงไม่มีใครในกลุ่มคนพวกนั้นยอมเป็นคนโง่ในเวลาแบบนี้แน่
เวลาบ่ายสองโมงสี่สิบนาทีของวันรุ่งขึ้น ลู่หมิงขับรถมุ่งหน้าไปยังเขตเมืองเก่า
ถนนร้านน้ำชาตั้งอยู่ในตรอกทางฝั่งเหนือของถนนจงซิน ปูพื้นด้วยหินสีน้ำเงินและมีตึกที่ถูกรีโนเวทใหม่ให้ดูคล้ายสถาปัตยกรรมโบราณตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง
แม้จะเรียกว่าถนนร้านน้ำชา แต่เอาเข้าจริงกลับมีร้านน้ำชาอยู่แค่สี่ร้าน ซึ่งตั้งขนาบอยู่ระหว่างร้านไพ่นกกระจอกสองแห่งและร้านเล็กๆ ที่ขายสมุนไพรแช่เท้า
ร้านชิงเฟิงจวีตั้งอยู่ลึกสุดของตรอก
เป็นอาคารสองชั้นหลังเล็กๆ ที่มีประตูไม้ปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่งและมีม่านไม้ไผ่แขวนอยู่ตรงทางเข้า
ลู่หมิงแหวกม่านแล้วเดินเข้าไป กลิ่นหอมเข้มข้นของชาผูเอ่อร์ชั้นดีที่ผ่านการบ่มมานานก็ลอยมาเตะจมูก
โถงชั้นหนึ่งมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีวางอยู่หลายชุด แต่มีลูกค้านั่งอยู่แค่สองโต๊ะเท่านั้น
ที่โต๊ะริมกำแพงมีชายชราสองคนกำลังเล่นหมากรุกจีนกันอยู่ โดยมีแก้วน้ำเคลือบอีนาเมลวางอยู่ข้างกระดานหมากรุก
โต๊ะริมหน้าต่างว่างเปล่า และมีชุดน้ำชาถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
"ประธานลู่?" เสียงหนึ่งดังมาจากทางบันได
ลู่หมิงเงยหน้าขึ้นมอง
ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนบันได เขาอายุราวๆ ห้าสิบต้น ไม่ได้สูงมากนักประมาณร้อยหกสิบแปดเซนติเมตรแต่ช่วงไหล่ของเขากว้างมาก
เขาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเทาเข้ม ปล่อยชายเสื้อหลวมๆ ไม่ได้ยัดเข้ากางเกง
เนื้อบนใบหน้าของเขาหย่อนคล้อยเล็กน้อย และถุงใต้ตาก็บวมเป่ง ราวกับว่าไม่ได้นอนหลับสนิทมาหลายคืนแล้ว แต่ดวงตาของเขายังคงสว่างไสว แฝงไว้ด้วยความหลักแหลมในขณะที่กำลังประเมินผู้คน
นี่คือคนที่มีออร่าของความทรงพลังแผ่ออกมา
เพียงแต่ส่วนใหญ่ของมันเพิ่งจะถูกบดขยี้ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
"ประธานหวัง" ลู่หมิงเดินขึ้นบันไดไปแล้วยื่นมือให้
หวังต้าฟาจับมือตอบสั้นๆ
"ไปนั่งข้างบนกันเถอะ"
ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัว
เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นกาน้ำชาที่ชงไว้เรียบร้อยแล้ววางอยู่บนโต๊ะโป๊ยเซียน
ทั้งสองคนนั่งลงประจำที่
มือของหวังต้าฟานิ่งมากตอนที่เขารินน้ำชา
เขารินให้ลู่หมิงก่อน จากนั้นก็รินใส่ถ้วยของตัวเอง ยกมันขึ้นมาแล้วจิบ
"คุณดูอายุยังไม่เยอะเลยนี่?" หวังต้าฟาเปิดบทสนทนา
"ยี่สิบห้าครับ"
"ยี่สิบห้า" หวังต้าฟาทวนคำ หยิบซองบุหรี่บนโต๊ะขึ้นมา
เป็นบุหรี่จงหัวแบบซองอ่อน
แต่ซองบุหรี่ถูกบีบจนเสียทรงและเหลืออยู่แค่สองมวนเท่านั้น
เขาหยิบออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วยื่นอีกมวนที่เหลือให้ลู่หมิง
"ผมไม่สูบบุหรี่ครับ ขอบคุณครับประธานหวัง"
หวังต้าฟาสูบอัดเข้าปอด ควันลอยกรุ่นออกมาจากรูจมูก
"อายุยี่สิบห้า ซื้อตึก เปิดบริษัท แล้วตอนนี้นึกอยากจะมาเทคโอเวอร์ห้างของฉัน พ่อคุณเป็นใครกันล่ะ?"
"ประธานหวังครับ วีรบุรุษไม่ควรถามถึงที่มาหรอกครับ"
หวังต้าฟาจ้องหน้าเขาสามวินาทีแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจมาตั้งยี่สิบปี เขาเห็นคนที่ปิดบังเบื้องหลังของตัวเองมานักต่อนักแล้ว
ที่มาที่ไปมันไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือเงินนั่นเป็นของจริงหรือเปล่าต่างหาก
"คุณไปดูว่านเจียฝูมาแล้วเหรอ?"
"ไปดูมาแล้วครับ"
"แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะ?"
ลู่หมิงยกถ้วยชาขึ้น ยังไม่รีบร้อนที่จะตอบ
ชานี้ดีมากจริงๆ รสชาตินุ่มละมุนลิ้นแถมยังมีรสหวานชุ่มคอตามมา
เขาว่างถ้วยลง
"ผมขอพูดตรงๆ เลยนะประธานหวัง ตอนนี้ว่านเจียฝูเป็นเหมือนสระน้ำที่มีรอยรั่วและน้ำไหลออกทุกวัน ร้านค้าบนชั้นสามหายไปครึ่งนึง ผมประเมินว่าอัตราพื้นที่ว่างบนชั้นสองมีมากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ แถมพวกซัพพลายเออร์ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นหนึ่งก็กำลังตามบี้ทวงเงินคุณอยู่ แม่บ้านของคุณก็ไม่ได้รับค่าจ้างมาสามเดือนแล้วด้วย"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหวังต้าฟากระตุก
"คุณสืบมาได้ละเอียดดีนี่"
"ก็ใช้เวลาอยู่บ้างครับ"
หวังต้าฟาขยี้บุหรี่ดับในที่เขี่ยบุหรี่แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า
"ประธานลู่ ในเมื่อคุณสืบมาแล้ว งั้นคุณก็น่าจะรู้ว่าตอนที่ซื้อที่ดินสร้างว่านเจียฝู แค่ค่าธรรมเนียมโอนที่ดินอย่างเดียวก็ปาเข้าไปสิบสองล้านแล้ว ตึกสามชั้นรวมค่ารีโนเวทก็อีกสามสิบล้านกว่าหยวน พวกอุปกรณ์ ชั้นวาง ระบบความเย็น ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันแล้วมันก็ตกห้าสิบห้าล้านหยวน"
"ผมทราบครับ"
"สำหรับของที่มีมูลค่าห้าสิบห้าล้าน คุณเตรียมใจจะเสนอราคามาที่เท่าไหร่ล่ะ?"
ลู่หมิงไม่ได้บอกราคาทันที
"ประธานหวังครับ ห้าสิบห้าล้านนั่นมันเมื่อห้าปีก่อน สินทรัพย์เชิงพาณิชย์ไม่ใช่ทองคำนะครับ มันรักษามูลค่าไว้ไม่ได้หรอก"
"ผมเห็นระบบความเย็นของคุณแล้ว ตู้แช่แข็งสองตู้พังไปแล้ว ฉากกั้นกระจกบนชั้นสองก็มีรอยร้าวที่ไม่มีใครไปซ่อม ส่วนโซนเด็กเล่นบนชั้นสามนั่น ในบ่อบอลก็มีแต่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ ผมเดาว่าครั้งล่าสุดที่ฆ่าเชื้อคงเป็นปีที่แล้วนู่นมั้ง"
มุมปากของหวังต้าฟาเม้มแน่น
"พวกนั้นมันก็แค่เรื่องฉาบฉวยภายนอก" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ทำเลต่างหากล่ะที่เป็นของจริง เป็นจุดไข่แดงที่สุดในเขตเมืองใหม่ คุณหาที่ดินเชิงพาณิชย์แบบนี้ผืนที่สองในอำเภออวิ๋นเมิ่งไม่ได้อีกแล้ว"
"เรื่องทำเล ผมยอมรับครับ"
ลู่หมิงพยักหน้า "แต่มูลค่าของทำเลมันจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่อยู่บนนั้นยังสามารถสร้างมูลค่าได้อยู่หรือเปล่า ตอนนี้ว่านเจียฝูไม่ได้กำลังสร้างมูลค่านะครับ แต่มันกำลังผลาญมูลค่าต่างหาก ต้นทุนการดำเนินงานรายเดือนของคุณอยู่ที่เท่าไหร่ล่ะ?"
"ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน บวกกับดอกเบี้ยหนี้สินที่ค้างซัพพลายเออร์ คุณต้องควักเนื้อจ่ายอย่างน้อยๆ ก็เดือนละสองแสน คุณจะทนยื้อไปได้อีกกี่เดือนกันเชียว?"
ประโยคนี้แทงใจดำเข้าอย่างจัง
หวังต้าฟาลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แล้วผลักบานเกล็ดไม้เปิดออก ลมจากในตรอกพัดโกรกเข้ามา พัดเอาควันชาที่ลอยอยู่บนโต๊ะให้จางหายไป
เขายืนหันหลังให้ลู่หมิงอยู่ครึ่งนาที
"บอกตัวเลขของคุณมา" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบามาก
"สิบห้าล้านครับ"
หวังต้าฟาหันขวับกลับมา
สีหน้าของเขาดูซับซ้อนยากจะคาดเดา
"สิบห้าล้าน? ของที่ฉันจมเงินไปตั้งห้าสิบกว่าล้าน แต่นายกลับเสนอมาแค่สิบห้าล้านเนี่ยนะ?"
"ประธานหวัง ผมขอพูดตามตรงนะ"
จังหวะการพูดของลู่หมิงไม่ได้เปลี่ยนไปเลย "ถ้าคุณไม่ขายให้ผมตอนนี้ แล้วคุณกะจะทำยังไงต่อไป? ยื้อต่อไปงั้นเหรอ? ยื้อจนกว่าพวกซัพพลายเออร์จะรวมตัวกันฟ้องร้องแล้วศาลมาอายัดทรัพย์สิน? หรือรอให้ถึงวันที่พนักงานไปร้องเรียนเรื่องค้างจ่ายค่าจ้างกับกรมแรงงานจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งดีล่ะ?"
หวังต้าฟาเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วนั่งลง หยิบบุหรี่มวนสุดท้ายขึ้นมาจุดสูบ
"ยี่สิบล้าน" เขาพ่นควันออก "ต่ำกว่ายี่สิบล้าน ฉันไม่ขายเด็ดขาด"
ทันทีที่ได้ยินราคานี้ ลู่หมิงก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที การเสนอราคาสิบห้าล้านเป็นแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น
ถ้าหวังต้าฟารู้สึกว่าราคามันน่าขันเกินไป เขาก็คงจะหยุดคุยไปแล้ว การที่เขายอมเป็นฝ่ายบอกราคาออกมาก่อน แสดงให้เห็นว่าตัวเลขสิบห้าล้านเป็นจุดที่เขายังพอจะรับได้ในท้ายที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลู่หมิงก็ส่ายหน้า
หวังต้าฟากัดฟันกรอด "สิบเก้าล้าน"
"สิบห้าล้าน" ลู่หมิงจ้องมองเขา "ประธานหวัง เราไม่ได้อยู่กลางตลาดสดนะครับ มานั่งต่อราคากันไปก็ไร้ประโยชน์"
สิบห้าล้านถือเป็นราคาที่ต่ำมากจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ลู่หมิงกำลังเดิมพันว่าหวังต้าฟานั้นหลังชนฝาจนตรอกแล้วต่างหาก
"ประธานหวัง ถ้าผมเดาไม่ผิด ผมน่าจะเป็นคนแรกที่มาคุยกับคุณเรื่องนี้ในรอบระยะเวลาตั้งนานแล้วใช่ไหมครับ?"
หวังต้าฟาไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ลู่หมิงพูดต่อ "มันเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาหาคุณเลย ธุรกิจก็คือธุรกิจ ใครมันจะยอมมารับช่วงต่อกิจการที่ไม่มีกำไรล่ะครับ? ในอำเภออวิ๋นเมิ่งทั้งอำเภอ นอกจากผมแล้ว ไม่มีใครสามารถรับเศษซากพวกนี้ไปจากมือคุณได้หรอก"
หวังต้าฟายังคงนิ่งเงียบ
ลู่หมิงไม่เสียเวลาพูดอะไรให้มากความอีก เขาดื่มน้ำชาที่เหลือในถ้วยรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ดูเหมือนประธานหวังจะยังไม่ถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตอกสินะครับ ต้องขออภัยที่มารบกวน ในเมื่อเราตกลงกันไม่ได้ ก็อย่ามาเสียเวลาของกันและกันเลยดีกว่า"
เขาไม่มีท่าทีลังเลใดๆ และเดินตรงดิ่งไปยังบันได
แต่ในขณะที่มือของเขากำลังจะเอื้อมไปแตะม่านประตู เสียงแหบพร่าของหวังต้าฟาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "เดี๋ยวก่อน!"
จบบท