เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 - หัวหน้าสาวปากไม่ตรงกับใจ

บทที่ 17 - หัวหน้าสาวปากไม่ตรงกับใจ

บทที่ 17 - หัวหน้าสาวปากไม่ตรงกับใจ


บทที่ 17 - หัวหน้าสาวปากไม่ตรงกับใจ

“ถูกคุณหนูใหญ่ทำให้โกรธหรือ?”

หลี่หนานเคอทำหน้าไม่ค่อยจะเข้าใจนัก

เซียงเอ๋อร์หลุบตาลงต่ำ เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเล่าว่า “เมื่อเช้านี้ ฮูหยินกับคุณหนูใหญ่ทะเลาะกันเจ้าค่ะ ข้าน้อยอยู่ไกลๆ ก็เลยไม่กล้าแอบฟังว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร”

“หลังจากนั้น คุณหนูใหญ่ก็เดินปึงปังกระแทกประตูออกไป หน้าตาบูดบึ้งเชียว ข้าน้อยเข้าไปดูฮูหยิน ก็เห็นท่านกำลังโมโหจัด ถึงขนาดปาแจกันดอกไม้แตกไปใบหนึ่งเลยเจ้าค่ะ”

“จากนั้นฮูหยินก็บอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากจะอยู่เงียบๆ คนเดียว ก็เลยไล่ข้าน้อยออกมา ดูยังไงๆ ฮูหยินก็คงจะถูกคุณหนูใหญ่ยั่วโมโหจนเสียสุขภาพนั่นแหละเจ้าค่ะ”

พอเล่ามาถึงตรงนี้ แม่หนูเซียงเอ๋อร์ก็ทำแก้มป่อง เห็นได้ชัดว่าแอบเคืองหลินเจี่ยวเยว่อยู่ไม่น้อย และรู้สึกสงสารผู้เป็นนาย

ดูออกเลยว่า ปกติแล้วแม่หนูนี่คงจะรักและภักดีต่อฮูหยินมาก

หลี่หนานเคอซักต่อ “แสดงว่าเจ้าก็ไม่รู้ใช่ไหม ว่าพวกเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร?”

เซียงเอ๋อร์พยักหน้าหงึกๆ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เม้มปากพลางเล่าต่อ “จริงๆ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะเจ้าคะที่ฮูหยินกับคุณหนูใหญ่ทะเลาะกัน คืนที่คุณหนูใหญ่โดนตอมารปีศาจทำร้ายจนบาดเจ็บ พวกเขาก็ทะเลาะกันในห้องเหมือนกันเจ้าค่ะ”

“ถึงข้าน้อยจะไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่ตอนที่ฮูหยินเดินออกจากห้องคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยเหมือนจะได้ยินคุณหนูใหญ่ตะโกนไล่หลังมาว่า ‘มีเขา(นาง)ก็ต้องไม่มีข้า’ อะไรทำนองนี้แหละเจ้าค่ะ”

มีเขา(นาง)ก็ต้องไม่มีข้า?

หลี่หนานเคอขยับตัวถอยหลังไปพิงเสาประตู ครุ่นคิดอย่างหนัก

‘เขา’ หรือ ‘นาง’ กันแน่?

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จู่ๆ ก็เหมือนมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านเข้ามาในหัว

หลี่หนานเคอเบิกตากว้าง จ้องหน้าขาวๆ ของเซียงเอ๋อร์เขม็ง “ที่พวกเขาทะเลาะกันเนี่ย มันเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่เฮ่อชิ่งอวี้ปีนกำแพงเข้ามาใช่หรือเปล่า?”

“ใช่... ใช่เจ้าค่ะ”

เซียงเอ๋อร์นึกย้อนไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายืนยัน

หลี่หนานเคอเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวสำคัญอะไรบางอย่างได้ เขาเผลอเอามือลูบหน้าอกตัวเอง ก่อนจะแบมือไปทางเหลิ่งซินหนาน “มีกระดาษกับพู่กันไหม? ขอยืมหน่อยสิ”

“เอ้านี่”

หญิงสาวส่งกระดาษกับถ่านแท่งพิเศษที่พกติดตัวสำหรับจดบันทึกให้

หลี่หนานเคอจับถ่านขีดๆ เขียนๆ สองบรรทัดอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าก้มตาคิดอะไรอยู่พักหนึ่ง ก็เขียนเพิ่มไปอีกสองสามคำ ก่อนจะฉีกกระดาษหน้านั้นออก แล้วยื่นดินสอถ่านกับสมุดคืนให้

“ให้เจ้า”

เหลิ่งซินหนานไม่รับคืน

ชายหนุ่มชะงักไปนิดนึง แต่ก็ไม่ได้เกรงใจอะไร เก็บมันใส่กระเป๋าไปเลย ก่อนจะหันไปถามเซียงเอ๋อร์ต่อ “คืนวันที่สี่เดือนแปด ฮูหยินได้ออกไปไหนหรือเปล่า?”

“ไม่ได้ไปไหนเจ้าค่ะ”

เซียงเอ๋อร์ส่ายหัวดิกอย่างมั่นใจ “คืนนั้นข้าน้อยจำได้แม่นเลย ถึงฮูหยินกับคุณหนูจะทะเลาะกัน แต่พอดึกๆ ฮูหยินก็เข้าไปนอนเป็นเพื่อนคุณหนูในห้องนะเจ้าคะ อยู่เป็นเพื่อนทั้งคืนเลย”

“จริงๆ แล้ว ฮูหยินน่ะรักและตามใจคุณหนูใหญ่มาก แทบจะไม่เคยดุด่าเลยด้วยซ้ำ ข้าน้อยจำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยเกิดไฟไหม้ในจวน คุณหนูใหญ่ห่วงเล่นเลยติดอยู่ในโกดังเก็บของ ก็ได้ฮูหยินนี่แหละเจ้าค่ะที่ยอมเสี่ยงชีวิตวิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปช่วยออกมา”

“เรียกได้ว่า เพื่อคุณหนูใหญ่แล้ว ฮูหยินยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิต”

“แต่บางทีคุณหนูใหญ่ก็ชอบทำตัวให้ฮูหยินต้องปวดหัวอยู่เรื่อย ก็ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะ นายท่านก็เอาแต่ยุ่งเรื่องงาน ไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอน แถมยังไปคลุกคลีกับพวกคุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งอะไรนั่นอีก ก็เลยติดนิสัยคุณหนูเอาแต่ใจมา...”

แม่หนูเซียงเอ๋อร์พูดเจื้อยแจ้วเป็นต่อยหอย ราวกับอัดอั้นตันใจมานาน ถึงแม้จะปากเปราะไปหน่อย แต่ก็ดูออกว่าเป็นคนซื่อตรง

แต่การมานินทาเจ้านายลับหลังแบบนี้ ยังไงมันก็ดูไม่ค่อยจะเหมาะสมสักเท่าไหร่

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะความหล่อระดับทำลายล้างของหลี่หนานเคอนั่นแหละ ที่ทำให้สาวๆ ยอมลดกำแพงลงได้ง่ายๆ ไม่อย่างนั้นเซียงเอ๋อร์คงไม่ยอมคายข้อมูลออกมาให้หมดเปลือกขนาดนี้หรอก

“ฮูหยินไม่ได้ออกมาจากห้องคุณหนูใหญ่เลยทั้งคืนแน่หรือ?” หลี่หนานเคอถามย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“น่าจะ... ไม่ได้ออกมานะเจ้าคะ”

คราวนี้ เซียงเอ๋อร์เริ่มไม่ค่อยมั่นใจนัก

ก็แหงล่ะ นางเป็นแค่สาวใช้ จะให้ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องคุณหนูใหญ่ทั้งคืนได้ยังไง

“แม่หนูเซียงเอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากจะถามอีกนิดนึง ในบรรดาคุณหนูหลิน ว่านอิ๋งอิ๋ง แล้วก็เหวินจิ่นเอ๋อร์เนี่ย ใครสนิทกับใครมากที่สุดหรือ?”

เมื่อเห็นว่าสามารถหลอกล่อเอาข้อมูลจากสาวใช้ผู้อ่อนต่อโลกคนนี้ได้อีกเพียบ หลี่หนานเคอก็เริ่มใช้มารยาชายบริหารเสน่ห์ต่อ เขายกยิ้มมุมปากอย่างมีเสน่ห์

เซียงเอ๋อร์หน้าแดงระเรื่อ ตอบคำถามไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไรมาก

“คุณหนูใหญ่สนิทกับแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์มากที่สุดเจ้าค่ะ เพราะแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์เป็นน้องสาวของซิ่วไฉเหวิน มีความรู้ความสามารถ คุณหนูใหญ่ก็เลยชอบไปขอคำปรึกษาเรื่องเรียนอยู่บ่อยๆ แล้วก็ชอบไปคัดลายมือด้วยกันที่ห้องหนังสือด้วย”

“แต่คุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งน่ะ ไม่ค่อยจะชอบหน้าแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์สักเท่าไหร่หรอกเจ้าค่ะ”

“ถึงแม้แม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์จะเป็นน้องสาวของซิ่วไฉ แต่ฐานะทางบ้านก็งั้นๆ ผิดกับคุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง แถมยังมีญาติห่างๆ เป็นถึงขุนนางใหญ่โต นางก็เลยชอบดูถูกคนจนน่ะเจ้าค่ะ”

“ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าคุณหนูใหญ่ ป่านนี้นางคงไม่ยอมเสวนาด้วยแล้ว แถมยังชอบแกล้งแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์อยู่บ่อยๆ ด้วย อย่างเรื่องคราวก่อน...”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เซียงเอ๋อร์ก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น “เรื่องตาเฒ่าฉินคราวก่อน ตัวการก็คือคุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งนี่แหละเจ้าค่ะ!”

“เล่าให้ฟังแบบละเอียดหน่อยสิ?” หลี่หนานเคอหูผึ่ง

เซียงเอ๋อร์แสดงสีหน้าเกลียดชังว่านอิ๋งอิ๋งออกมาอย่างปิดไม่มิด “วันนั้นพวกนางสามคนกำลังคัดลายมือกันอยู่ในห้องหนังสือ คุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งบ่นว่าเบื่อ ก็เลยแกล้งสาดน้ำหมึกใส่เสื้อผ้าของแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์”

“พอคุณหนูใหญ่เห็นเข้า ก็เลยบอกให้แม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องของนาง”

“จังหวะนั้นเอง คุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งก็เกิดนึกสนุกขึ้นมา ไปหลอกตาเฒ่าฉินว่าในห้องคุณหนูใหญ่มีหนู ให้แกรีบเข้าไปจับ”

“ตาเฒ่าฉินแกก็ซื่อ ไม่ทันได้เอะใจอะไร ก็เลยพรวดพราดเข้าไปในห้อง ผลก็คือ...”

เซียงเอ๋อร์โกรธจนหน้าอกหน้าใจที่ไม่ได้ดูตู้มต้ามอะไรนักกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง “แม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์ถูกเห็นเรือนร่าง ก็เลยร้องไห้ฟูมฟายใหญ่โต ส่วนตาเฒ่าฉินก็โดนตีจนขาหัก... สรุปก็คือ เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี่ต้องโทษคุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งคนเดียวเลยเจ้าค่ะ!”

ฟังมาถึงตรงนี้ หลี่หนานเคอก็เริ่มจะมองเห็นภาพรวมของ ‘ว่านอิ๋งอิ๋ง’ ชัดเจนขึ้น

เอาแต่ใจ ร้ายกาจ นิสัยเสีย...

เสียจนเข้ากระดูกดำ!

แต่เขาก็ยังคงสงสัย จึงถามต่อ “แล้วทำไมคุณหนูใหญ่ของพวกเจ้าถึงยังคบหาสมาคมกับผู้หญิงแบบว่านอิ๋งอิ๋งอีกล่ะ? แล้วเหวินจิ่นเอ๋อร์โดนแกล้งสารพัดขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ตีตัวออกห่างซะ?”

“ก็เพราะในอำเภอตงฉีเนี่ย มีคนที่พอจะคบเป็นเพื่อนกับคุณหนูใหญ่ได้ไม่กี่คนหรอกเจ้าค่ะ”

เซียงเอ๋อร์ถอนหายใจ “ในอำเภอตงฉีมีตระกูลเศรษฐีอยู่แค่ไม่กี่ตระกูล คุณหนูใหญ่ก็เลยไม่ค่อยมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ส่วนใหญ่ที่เข้ามาตีสนิทก็เพราะหวังผลประโยชน์ทั้งนั้น”

“มีแต่คุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งนี่แหละเจ้าค่ะ ที่พอจะเล่นหัวกันได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรจากกัน ก็เลยไม่ต้องมานั่งเกรงใจกันให้มากความ”

“อีกอย่าง ครอบครัวของคุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งก็มีเส้นสายเป็นถึงขุนนางใหญ่ นายท่านก็เลยไม่ได้ห้ามปรามอะไรที่คุณหนูใหญ่จะคบหากับนาง”

นี่สิประเด็นสำคัญ!

หลี่หนานเคอยกยิ้มเยาะที่มุมปาก

ถ้ามองในมุมของผลประโยชน์ตระกูล เศรษฐีหลินก็คงอยากจะให้ลูกสาวตีสนิทกับลูกสาวตระกูลว่านอยู่แล้ว

“ส่วนแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์...”

เซียงเอ๋อร์ถอนหายใจอีกเฮือก “อาจจะเป็นเพราะนางถูกคนในครอบครัวกีดกันด้วยมั้งเจ้าคะ นอกจากพี่ชายของนางแล้ว คนอื่นๆ ในตระกูลเหวินก็ไม่ค่อยจะใส่ใจนางเท่าไหร่ นิสัยของนางก็เลยค่อนข้างเก็บตัวแล้วก็มีปมด้อย”

“เอาเข้าจริงๆ แม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์ก็แอบมีความทะเยอทะยานอยู่ลึกๆ เหมือนกัน นางพยายามตีสนิทกับพวกคุณหนูใหญ่ เพื่อหวังจะยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น ถึงแม้นางจะไม่เคยพูดออกมาตรงๆ แต่คนนอกมองป๊าดเดียวก็รู้แล้วเจ้าค่ะ”

“นี่ก็เลยเป็นสาเหตุที่คุณหนูว่านอิ๋งอิ๋งไม่ชอบขี้หน้านางมาตลอด”

หลี่หนานเคอฟังแล้วก็เข้าใจแจ่มแจ้ง

เศรษฐีเงินล้านก็มีสังคมของเศรษฐีเงินล้าน มหาเศรษฐีก็มีสังคมของมหาเศรษฐี

การพยายามแทรกตัวเข้าไปในสังคมที่สูงกว่าทั้งที่ฐานะไม่คู่ควร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการกลายเป็นตัวตลกให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะและเหยียดหยามนั่นแหละ

ข้อมูลที่ได้จากปากของเซียงเอ๋อร์ ทำให้หลี่หนานเคอมองทะลุถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันสวยงามของแก๊งเพื่อนรักสามสาวนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

หลินเจี่ยวเยว่ หยาดฟ้ามาดิน หยิ่งยโส

ว่านอิ๋งอิ๋ง เอาแต่ใจ ร้ายกาจ

เหวินจิ่นเอ๋อร์ มีปมด้อย ทะเยอทะยาน

แถมยังมี ‘ไอ้หน้าหล่อเฮ่อชิ่งอวี้’ เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญอีก คำว่า ‘เพื่อนแท้’ น่ะเรอะ ฝันไปเถอะ

“ตอนที่เหวินจิ่นเอ๋อร์ตายไปแล้ว คนตระกูลเหวินได้มาหาเรื่องบ้างหรือเปล่า?”

หลี่หนานเคอหลอกถามข้อมูลต่อ

เซียงเอ๋อร์มีท่าทีอึกอัก เหมือนลังเลว่าจะเล่าดีไหม

แต่พอสบตาเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่ยากจะปฏิเสธของชายหนุ่ม นางก็ยอมคายความลับออกมาจนหมดเปลือก

“มีเจ้าค่ะ ซิ่วไฉเหวิน พี่ชายของแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์มาหาที่จวนเลยเจ้าค่ะ”

ไม่รอให้หลี่หนานเคอต้องซักถาม เซียงเอ๋อร์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด

“วันที่ห้าเดือนแปด ซิ่วไฉเหวินบุกมาหาคุณหนูใหญ่ที่นี่ คุณหนูใหญ่บอกว่ามีเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับแม่นางเหวินจิ่นเอ๋อร์จะคุยด้วย ก็เลยไล่พวกข้าน้อยออกไปให้หมด”

“แต่คุยกันไปคุยกันมา พวกข้าน้อยก็ได้ยินเสียงซิ่วไฉเหวินตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น ตามมาด้วยเสียงร้องขอความช่วยเหลือของคุณหนูใหญ่”

“พวกข้าน้อยตกใจมาก รีบพังประตูเข้าไป ก็เห็นซิ่วไฉเหวินกำลังบีบคอคุณหนูใหญ่อยู่ ปากก็พร่ำด่าว่า ‘ทำไมเจ้าไม่ปกป้องนาง’ ‘เจ้ากับว่านอิ๋งอิ๋งสมควรตาย’ อะไรทำนองนี้แหละเจ้าค่ะ”

“ส่วนคุณหนูใหญ่ก็เอาแต่ร้องไห้ พร่ำบอกแต่คำว่าขอโทษ”

“ตอนหลังนายท่านก็รีบวิ่งเข้ามา สั่งให้คนลากตัวซิ่วไฉเหวินออกไป ตอนที่โดนลากตัวออกไป ซิ่วไฉเหวินก็ยังแหกปากร้องโวยวายว่าจะฆ่าคุณหนูว่านอิ๋งอิ๋ง จะฆ่าคุณหนูใหญ่อยู่เลยเจ้าค่ะ”

เหลิ่งซินหนานที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับหน้าตึง

“เศรษฐีหลินนี่มันสมองหมาปัญญาควายชัดๆ! เรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ยังกล้าปิดบังอีก! เถี่ยนิว เจ้าไป—”

พอหันไปมองก็ไม่เห็นเงาของเถี่ยนิวแล้ว นางถึงกับกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด หันไปบอกหลี่หนานเคอ “พวกเราไปที่บ้านตระกูลเหวินกัน!”

“ได้ขอรับ”

หลี่หนานเคอพยักหน้ารับ

ตอนนี้เบาะแสใหม่ชี้เป้าไปที่ซิ่วไฉเหวินแล้ว

ถึงแม้ตอนนี้จะพอสรุปได้คร่าวๆ แล้วว่า มารปีศาจตาเฒ่าฉินเป็นคนไล่ฆ่าพวกหลินเจี่ยวเยว่ที่เขาชุ่ยหง แต่คดีที่ว่านอิ๋งอิ๋งกับหลินเจี่ยวเยว่ถูกวางยา ‘พิรุณโลหิต’ นั้น ก็ยังต้องสืบสวนกันต่อไป

เพราะตาเฒ่าฉินที่หวังจะเอาชีวิตสองสาวนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปใช้ยา ‘พิรุณโลหิต’ ที่ยุ่งยากขนาดนั้น

ดังนั้น ซิ่วไฉเหวินจึงกลายมาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในคดีนี้!

แต่ในขณะที่หลี่หนานเคอกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง จู่ๆ เขาก็ชะงักฝีเท้า เหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงถอยหลังกลับไปสองก้าว แล้วจ้องมองไปที่ธรณีประตู

ตรงร่องของธรณีประตู มีเชือกป่านเส้นเล็กๆ ซ่อนอยู่

เนื่องจากสีของมันกลมกลืนไปกับสีของธรณีประตูเก่าๆ และพื้นดิน จึงยากที่จะสังเกตเห็น

“มีอะไรผิดปกติหรือ?”

เหลิ่งซินหนานก้มลงหยิบเชือกป่านเส้นนั้นขึ้นมาดมดู คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากัน “กลิ่นเหมือนเหล้าเลย น่าจะเป็นเชือกที่ใช้มัดปากไหเหล้ากระมัง”

“ไหเหล้า?”

พอได้ยินเช่นนั้น หลี่หนานเคอก็เริ่มเดินค้นหาดูรอบๆ ห้องอีกครั้ง

แต่ไม่ว่าจะรื้อค้นตู้เตียงสักกี่รอบ ก็ไม่พบร่องรอยของไหเหล้า หรือแม้แต่เศษกระดาษเศษผ้าที่ใช้ปิดปากไหเลยแม้แต่น้อย

หลี่หนานเคอเก็บเชือกป่านเส้นนั้นขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จู่ๆ ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ก็นะ ในโลกนี้มันไม่มีการฆาตกรรมที่สมบูรณ์แบบหรอก”

“เจ้าหมายความว่ายังไง?”

เหลิ่งซินหนานจับสังเกตได้ว่าชายหนุ่มต้องพบเบาะแสอะไรบางอย่างเข้าแล้วแน่ๆ

แต่น่าโมโหนัก ที่ชายหนุ่มกลับจงใจเล่นตัว “ตอนนี้ยังสรุปอะไรไม่ได้หรอกขอรับ ใต้เท้าเหลิ่งล่วงหน้าไปสืบคดีที่บ้านตระกูลเหวินก่อนเถอะ ข้าน้อยขอตัวแวะไปทำธุระที่จวนตระกูลหลินอีกสักรอบ”

“ก็ตามใจเจ้าสิ ยะโสโอหังนักนะ!”

หัวหน้าสาวสวยเริ่มจะอารมณ์เสียขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้อธิบายอะไร นางก็สะบัดหน้าพรืดเดินออกไปนอกห้อง ปลายผมที่นุ่มสลวยสะบัดเฉียดผ่านใบหน้าหล่อเหลาและปลายจมูกของชายหนุ่มไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเจ็บแปลบๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้หลงใหล

หลี่หนานเคอได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความจนใจ

เขาหันไปเห็นเซียงเอ๋อร์ทำหน้าตาประหลาดใจ จึงกระแอมไอเบาๆ แล้วแก้ตัวแทนว่า “ช่วงนี้นางประจำเดือนมาน่ะ อารมณ์ก็เลยจะแปรปรวนหน่อยๆ ปกติแล้วนางเป็นคนอ่อนโยนจะตายไป”

เซียงเอ๋อร์พยักหน้าหงึกๆ แสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง

ทั้งสองคนเดินออกจากตรอกเก่าๆ มาได้ไม่ทันไร จู่ๆ เหลิ่งซินหนานที่เดินนำไปก่อนหน้านี้ก็หันหลังเดินกลับมา

“อ้าว มีอะไรหรือขอรับ?”

หลี่หนานเคอมองผู้หญิงที่เดินย้อนกลับมาด้วยความงุนงง

หญิงสาวขบริมฝีปากล่างเบาๆ เชิดใบหน้าที่งดงามเย็นชาและแฝงความหยิ่งยโสขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ถ้าขืนมารปีศาจย้อนกลับมาที่จวนตระกูลหลินอีกล่ะก็ คงจะยุ่งยากน่าดู พวกเราไปพร้อมกันนี่แหละดีแล้ว”

“อ้อ เอาอย่างนั้นก็ได้ขอรับ”

หลี่หนานเคอไม่ได้ว่าอะไร

แต่เซียงเอ๋อร์ผู้ซื่อสัตย์กลับชะโงกหน้าออกมา แล้วโพล่งขึ้นมาดื้อๆ ว่า “ใต้เท้าเหลิ่ง ท่านเป็นห่วงกลัวพี่หลี่จะตกอยู่ในอันตรายใช่ไหมเจ้าคะ”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 17 - หัวหน้าสาวปากไม่ตรงกับใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว