- หน้าแรก
- ปฐมบทแห่งเหอฮวน ชะตาชีวิตในเงื้อมมือศิษย์พี่หญิง
- บทที่ 54 ความเป็นเจ้าของของผู้ชายนี่มันแรงถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
บทที่ 54 ความเป็นเจ้าของของผู้ชายนี่มันแรงถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
บทที่ 54 ความเป็นเจ้าของของผู้ชายนี่มันแรงถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
เมื่อราตรีมาเยือน ทั้งสี่คนก็เดินทางมาถึงถ้ำที่หลิวเม่ยเคยเปิดไว้ก่อนหน้านี้
พวกเขาร่วมมือกันเปิดหินที่ปิดกั้นปากถ้ำแล้วมุดเข้าไปข้างใน ที่นั่นมืดมิดและเงียบสงัด
หลิวเม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์น้องเซี่ย?”
“ศิษย์พี่หลิว?”
เสียงใสแฝงความยินดีดังขึ้นจากมุมหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวรูปโฉมงดงามไร้ที่ติจะเดินออกมาจากมุมถ้ำ นางคือเซี่ยอวิ๋นซี
เซี่ยอวิ๋นซีเมื่อเห็นพวกเขาก็พลันดีใจ รีบวิ่งเข้ามาพลางลูบอกถอนหายใจอย่างหวาดหวั่น “เกือบแย่แล้ว! ข้านึกว่าเป็นพวกหลวงจีนปีศาจพวกนั้นเสียอีก”
ลั่วเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรำพึงในใจว่า สำนักเหอฮวนช่างสมกับเป็นที่รวมตัวของเหล่าปีศาจสาวจริง ๆ
สตรีเหล่านี้ล้วนงดงามดุจดอกไม้ที่ผลิบาน แข่งกันโดดเด่นจนยากจะละสายตา
ในบรรดาสตรีงามที่เขาเคยพบ เซี่ยอวิ๋นซีนับว่าอยู่ในระดับแถวหน้า
แม้หลิวเม่ยและเฉินชิงเยี่ยนจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังนับเป็นหญิงงามที่หาพบได้ยาก อีกทั้งยังมีบุคลิกที่แตกต่างกัน จึงยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้พวกนาง
แต่เดี๋ยวนะ...เหตุใดนางถึงเอาแต่จ้องข้าอยู่เรื่อย? นี่มันเรื่องอะไรกัน?
มองดูปีศาจสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้ หรือว่านางก็คิดจะลอบดูดพลังชีวิตของเขาเหมือนกัน?
แต่นางปีศาจน้อยในสายตาของลั่วเสวี่ยกลับน้ำตาไหลพราก พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น “ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็นอะไรจริง ๆ ข้าดีใจมาก ท่านออกไปนานขนาดนี้ ข้ากลัวแทบตาย!”
ลั่วเสวี่ยถึงกับตั้งตัวไม่ติด ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าก็ยังปลอดภัยดีไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยอวิ๋นซียังคงน้ำตาคลอ ยืนกอดลั่วเสวี่ยแน่นจนเขารู้สึกอึดอัดอย่างมาก
หลิวเม่ยปิดปากหัวเราะ “ในสายตาของเจ้าเห็นแต่ศิษย์พี่ของเจ้า คงลืมพวกศิษย์พี่หญิงอย่างพวกเราแล้วสินะ?”
เซี่ยอวิ๋นซีถึงได้ละออกจากตัวลั่วเสวี่ยอย่างเขินอาย พลางพูดเสียงเบา “ไม่มีหรอก ข้าก็ห่วงพวกศิษย์พี่หญิงเหมือนกัน”
“แต่การกระทำเมื่อครู่ของเจ้าดูไม่เหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นเลยนะ หรือว่าเมื่อมีบุรุษแล้วก็ลืมพี่สาวไปเสียสิ้น?” หลิวเม่ยกล่าวพลางหัวเราะ
เซี่ยอวิ๋นซีทำตัวไม่ถูก แต่เฉินชิงเยี่ยนกลับช่วยแก้สถานการณ์ให้ “พอได้แล้ว อย่าล้อกันอีกเลย เรามีเรื่องสำคัญต้องทำ”
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็นั่งล้อมวงกันด้วยสีหน้าจริงจัง เตรียมปรึกษาเรื่องสำคัญ
ในวงนี้ แม้ลั่วเสวี่ยจะเป็นชายเพียงคนเดียวในสายตาของทุกคน แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นสตรีโดยกำเนิด เป็นเรื่องน่าขบขันที่ไม่มีใครล่วงรู้
“ตอนนี้เหลือเพียงศิษย์พี่หยานหรานเท่านั้น พวกเราไม่รู้เลยว่านางเป็นอย่างไรบ้าง” โม่หรยวี้เอ่ยขึ้น
“ศิษย์พี่หยานหรานอาจตกไปอยู่ในมือของพวกมันแล้ว” เซี่ยอวิ๋นซีกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
“เช่นไรนะ?!” ทุกคนอุทานอย่างตกใจ
เซี่ยอวิ๋นซีเผยความหวาดหวั่นในดวงตา พลางเล่าต่อ “วันนั้นหลังจากศิษย์พี่ออกไปได้ไม่นาน ก็มีหลวงจีนปีศาจสองคนมาค้นหาแถวนี้ แต่ยังดีที่พวกมันหาไม่เจอ”
“พวกมันตะโกนเสียงดังด้วย บอกว่าจับตัวคนของพวกเราได้ ให้พวกเราออกไป ไม่อย่างนั้นจะทรมานนาง!”
นางก้มหน้าลงอย่างเศร้าหมอง ก่อนเอ่ยเบา ๆ ว่า “ในเมื่อพวกเรามาอยู่ที่นี่กันหมด เช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงว่าศิษย์พี่หยานหรานคงตกอยู่ในมือของพวกมันแล้ว”
หลิวเม่ยไต่ถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำพูดของสองคนนั้นในวันนั้นอย่างรอบคอบ ก่อนจะค่อย ๆ กล่าวขึ้นว่า “ดูเหมือนศิษย์น้องหวางจะถูกจับตัวไปจริง ๆ พวกเจ้าเริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเมื่อใด?”
หลังจากทุกคนพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ก็พบว่าคนที่ส่งข่าวขอความช่วยเหลือคนแรกคือเซี่ยอวิ๋นซี โดยส่งไปตั้งแต่เมื่อเช้าวานนี้
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบงันอยู่นาน จนกระทั่งเฉินชิงเยี่ยนพูดขึ้นว่า “ศิษย์พี่หลิว ท่านคิดว่าอย่างไร?”
หลิวเม่ยไตร่ตรองก่อนตอบ “แม้จะส่งข่าวไปแล้ว แต่คาดว่าผู้อาวุโสในสำนักคงไม่อาจมาถึงได้ในเร็ววัน เกรงว่าตอนนั้นศิษย์น้องหวางคงถูกมันทำร้ายไปแล้ว”
หลิวเม่ยกวาดสายตามองทุกคนก่อนกล่าวหนักแน่นว่า “ข้าขอเลือกที่จะช่วยเหลือ อย่างน้อยก็ต้องถ่วงเวลาไม่ให้พวกมันหลบหนีไปได้”
“แล้วพวกเจ้าล่ะ? จะเลือกอย่างไร ลงคะแนนเสียงเถอะ”
เฉินชิงเยี่ยนไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางยกมือขึ้นพร้อมกล่าวว่า “ข้าสนับสนุนการช่วยเหลือ แต่เราต้องหาทางแก้หมอกประหลาดของพวกมันให้ได้ก่อน มิเช่นนั้น การไปของเราก็มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าสตรีคนอื่นต่างก็เงียบลง พวกนางล้วนเข้าใจดีว่าหากบุกไปโดยไม่เตรียมตัว ย่อมเป็นการสละชีวิตโดยไร้ประโยชน์ ไม่เพียงช่วยใครไม่ได้ ยังอาจต้องจบชีวิตของตนเองอีกด้วย
แต่ความทรงจำถึงหมอกประหลาดนั้นก็ยังคงทำให้พวกนางหวาดหวั่นจนแทบไม่อยากเผชิญอีกครั้ง
ขณะที่ทุกคนกำลังจนมุมไม่รู้จะทำเช่นไร ลั่วเสวี่ยกลับเผยสีหน้าจริงจัง ก่อนกล่าวว่า “ข้ามีวิธีที่จะทำลายหมอกพวกนั้นได้!”
ทันทีที่ลั่วเสวี่ยพูดจบ สตรีทั้งสี่ต่างมองนางด้วยความตกตะลึง ก่อนเอ่ยพร้อมกันอย่างประหลาดใจว่า “เจ้ามีวิธีหรือ?”
ลั่วเสวี่ยพยักหน้าด้วยท่าทีมั่นใจ ก่อนอธิบายอย่างคล่องแคล่วว่า “ถ้าข้าเดาไม่ผิด หลวงจีนปีศาจเหล่านี้น่าจะเป็นพวกที่เหลือรอดจากสำนักหวนซี ซึ่งมีชื่อเสียไปทั่ว สิ่งที่พวกมันใช้คือหมอกหวนซี หรือ ที่พวกเจ้าเรียกหมอกแห่งความสุข”
“หมอกนี้สามารถซึมซาบเข้าได้ทุกที่ แม้แต่ผ่านกระแสเลือด มันกระตุ้นความใคร่ของผู้คนได้ง่าย โดยเฉพาะพวกเจ้าที่ฝึกวิชาที่สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึก ยิ่งถูกกระตุ้นได้ง่าย”
“แต่ข้อเสียของมันก็ชัดเจน มันมีสีสันสดใส และกระจายตัวง่ายเมื่อถูกลมพัด หากพวกเจ้ามีการป้องกันที่ดีและปิดจุดพลังภายในร่าง มันก็ไม่สามารถส่งผลต่อพวกเจ้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สตรีทั้งสี่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความลังเล เฉินชิงเยี่ยนเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้ามั่นใจหรือ?”
ลั่วเสวี่ยยิ้มเล็กน้อยก่อนถามกลับ “เมื่อพวกเจ้าโดนหมอกพิษนี้เข้าไป รู้สึกว่าทั้งร่างกายรุ่มร้อนราวกับถูกมดนับพันกัดแทะ อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สมองเต็มไปด้วยความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องชายหญิงใช่หรือไม่?”
สตรีทั้งสี่พยักหน้าพร้อมกัน ลั่วเสวี่ยยิ่งมั่นใจ ก่อนกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากลักษณะของพวกมันและภูมิหลัง ข้าเกือบมั่นใจได้ว่ามันคือพวกเหลือรอดของสำนักหวนซี!”
หลิวเม่ยมองนางอย่างแปลกใจ ก่อนถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วเจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
ลั่วเสวี่ยหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างง่ายดาย “ข้าอ่านเจอในหนังสือที่หอคัมภีร์ เจ้าไม่เคยอ่านเลยหรือ?”
คำตอบของลั่วเสวี่ยทำให้ทุกคนงุนงงไม่น้อย เพราะพวกนางไม่เคยสนใจหนังสือของยอดเขาชิงจิ่วเลยสักครั้ง
“ในหนังสือเก่า ๆ พวกนั้นยังมีเรื่องเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วยหรือ?” พวกนางคิดอย่างสงสัย
เฉินชิงเยี่ยนขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวว่า “แต่จุดพลังในร่างของมนุษย์มีมากมายเหลือเกิน ด้วยระดับพลังฝีมือของพวกเราในตอนนี้ จะปิดจุดพลังทั้งหมดได้อย่างไร?”
ลั่วเสวี่ยกลับยิ้มมั่นใจ ก่อนกล่าวว่า “ข้าช่วยพวกเจ้าได้แน่นอน”
หลิวเม่ยและคนอื่น ๆ มองนางด้วยความตกใจ ในขณะที่ลั่วเสวี่ยหัวเราะเบา ๆ และกล่าวว่า “แต่ข้ามีข้อแม้นะ ข้าต้องการยาแก้พิษ”
คำพูดของลั่วเสวี่ยไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นางมีความสามารถที่จะช่วยปิดจุดพลังในร่างของพวกเขาได้จริง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็อยากกำจัดพิษในร่างของตัวเอง
พิษนี้ไม่ใช่ว่าจะกำจัดไม่ได้ เพียงแต่มันต้องใช้สมุนไพรวิญญาณหลายชนิด ซึ่งการจะรวบรวมมาให้ครบในเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้
หลิวเม่ยมองนางด้วยสายตายั่วยวน พร้อมกับกลอกตาเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิน เจ้าแค่ติดตามพวกเราไปเรื่อย ๆ จะกลัวอะไร? พวกเราก็ไม่ได้จะกินเจ้าหรอก”
ลั่วเสวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่เจอเหตุการณ์แบบครั้งนี้อีก? ข้าไม่อยากต้องมาตายโดยไม่รู้ตัว”
“ก็ได้ ยาแก้พิษของเจ้า”
หลิวเม่ยหยิบเม็ดยาวิเศษออกมาจากถุงเก็บของ จากนั้นนางค่อย ๆ ใส่มันเข้าปาก แล้วเดินเข้ามาใกล้ลั่วเสวี่ย
ลั่วเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนถอยหลังไปสองสามก้าว พลางกล่าวว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ยานี้ต้องใช้ควบคู่กับวิชาเฉพาะของสำนักข้า ต้องส่งผ่านทางปากเท่านั้นถึงจะได้ผล เจ้าจะรับหรือไม่?” หลิวเม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ในใจของหลิวเม่ยเริ่มขุ่นเคือง นางคิดว่า เจ้านี่ทำไมถึงอึดอัดใจนัก เพียงเพราะข้าล้อเล่นนิดหน่อยถึงกับไม่พอใจมาจนถึงตอนนี้! น่าโมโหนัก!
“ความเป็นเจ้าของของผู้ชายนี่มันแรงถึงขนาดนี้เชียวหรือ?”
ลั่วเสวี่ยกุมขมับด้วยท่าทีจนปัญญา ก่อนกล่าวว่า “ข้าไม่รับ... เอาไว้ครั้งหน้าได้ไหม?”
ในใจลั่วเสวี่ยเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วน แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในร่างของผู้ชาย แต่ความคิดความรู้สึกเดิมของนางยังคงอยู่ นางไม่เคยใกล้ชิดกับใครถึงขนาดนี้มาก่อน ความรู้สึกนี้ยังทำให้นางลำบากใจอย่างมาก!
หลิวเม่ยครั้งนี้ถูกทำให้โกรธจริง ๆ นางเรียกพลังปราณขึ้นมาควบคุมพลังของยาวิเศษ ก่อนจะคายยานั้นออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
นางกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ไม่อยากแตะต้องข้า แบบนี้คงพอได้แล้วใช่ไหม!”
เจ้านี่รังเกียจข้าถึงเพียงนี้เลยหรือ? ถึงขั้นไม่อยากแตะต้องกันเลยสินะ?
ลั่วเสวี่ยที่มองหลิวเม่ยซึ่งมีสายตาเหมือนจะฆ่าคน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าหากยังกล้าปฏิเสธอีก คราวนี้นางอาจถูกฟันขาดครึ่งตัวจริง ๆ
นางหยิบยาขึ้นมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ตั้งใจจะเก็บมันไว้ก่อน แต่หลิวเม่ยกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์ว่า “อีกหนึ่งเค่อ* มันจะหมดฤทธิ์!”
ลั่วเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่ หากไม่รีบจัดการกับมันภายในเวลาที่กำหนด นางจะต้องพลาดโอกาสนี้แน่