- หน้าแรก
- ปฐมบทแห่งเหอฮวน ชะตาชีวิตในเงื้อมมือศิษย์พี่หญิง
- บทที่ 16 ศิษย์พี่คงไม่ได้ติดใจรสสัมผัสของข้าใช่ไหม?
บทที่ 16 ศิษย์พี่คงไม่ได้ติดใจรสสัมผัสของข้าใช่ไหม?
บทที่ 16 ศิษย์พี่คงไม่ได้ติดใจรสสัมผัสของข้าใช่ไหม?
หลินเฟิงเหมียนไม่มีทางเลือกอื่น จึงตัดสินใจเดินทางไปยังยอดเขาหงหลวน เพื่อเสี่ยงโชคดูว่าเซี่ยอวิ๋นซีจะอยู่ที่นั่นหรือไม่
ระหว่างทาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงวิธีที่สำนักเหอฮวนทำเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้
เมื่อครั้งที่สำนักเหอฮวนเปิดรับศิษย์ในอาณาจักรจ้าว ไม่มีศิษย์ผู้ชายอยู่ในที่นั้นเลย และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดกลับเป็นศิษย์ผู้ชาย
แล้วครั้งนี้ เหตุใดสำนักเหอฮวนถึงเลือกนำศิษย์ผู้ชายจากยอดเขาชิงจิ่วออกไปคัดเลือกศิษย์ใหม่ล่ะ?
หลินเฟิงเหมียน เป็นผู้มาเยือนยอดเขาหงหลวนบ่อยครั้ง ศิษย์หญิงที่เฝ้ายามไม่แม้แต่จะมองที่ป้ายคำสั่งของเขาและปล่อยให้เขาเข้าไปโดยตรงในสำนัก
ในสำนักเหอฮวนผู้ที่สามารถใช้เส้นสายเพื่อเข้าสู่ยอดเขาหงหลวนบ่อยได้มีเพียง หลินเฟิงเหมียน เท่านั้น
หลินเฟิงเหมียน เดินไปมาในสถานที่หลายแห่งบนยอดเขาหงหลวน แต่ก็ยังไม่พบเซี่ยอวิ๋นซี
เขาอดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้ ดูเหมือนว่านางจะยังถูกกักบริเวณ
หลินเฟิงเหมียนเดินลงจากภูเขา แต่เมื่อถึงมุมถนน เขาก็ได้พบกับเซียอวิ๋นซีซึ่งกำลังเดินลงจากภูเขาเช่นกัน
“ศิษย์พี่หลิน?”
เซียอวิ๋นซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหลินเฟิงเหมียน จากนั้นใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย ราวกับว่านางกำลังคิดอะไรบางอย่าง
หลินเฟิงเหมียนไม่คาดคิดว่าเซี่ยอวิ๋นซีจะได้รับการปล่อยตัวจากการกักบริเวณ และเขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยความประหลาดใจ: "ศิษย์น้องเซี่ย เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม? ดีมาก!"
เซียอวิ๋นซีถามด้วยความอยากรู้ "ศิษย์พี่ ท่านกำลังมองหาข้าอยู่เหรอ?"
“ศิษย์น้อง ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” หลินเฟิงเหมียนมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง
เซียอวิ๋นซีพยักหน้า จากนั้นจึงเดินตามหลินเฟิงเหมียนไปด้านหลังของยอดเขาหงหลวน
ทั้งสองคนเดินมาถึงภูเขาด้านหลังแล้วมองหาที่นั่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ที่นั้น เซี่ยอวิ๋นซีก็อดหน้าแดงไม่ได้อีกครั้ง
นางก้มหัวลงด้วยความอายพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ศิษย์พี่ ท่านอยากคุยอะไรกับข้า?"
ศิษย์พี่ ท่านคิดจะทำอะไรกับข้าหรือไม่ ในเมื่อท่านได้เคยลิ้มรสสัมผัสจากข้าแล้ว?
หลินเฟิงเหมียนได้ฟังพลาง พยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงถามด้วยความกังวล "ศิษย์น้องเซี่ย ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกกักบริเวณ เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม"
เห็นได้ชัดว่าเซี่ยอวิ๋นซีไม่คาดคิดว่าหลินเฟิงเหมียนจะรู้เรื่องนี้ด้วย และอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความประหลาดใจ: "ศิษย์พี่ ท่านรู้ได้ยังไง? ท่านไปที่ยอดเขาชิงหลวนเพื่อตามหาข้าหรือ?"
หลินเฟิงเหมียนพยักหน้าและกล่าวว่า “พวกเขาบอกว่าข้าว่าเจ้าถูกกักบริเวณ ซึ่งทำให้ข้ากลัว ตอนนี้ข้าดีใจมากที่เจ้าไม่เป็นไร”
เซียอวิ๋นซีมองดูท่าทางวิตกกังวลของหลินเฟิงเหมียนแล้วยิ้มจาง ๆ "ข้าสบายดี ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านเป็นกังวลนะศิษย์พี่"
“เจ้าถูกทำโทษเพราะข้าหรือ” หลินเฟิงเหมียนถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าคาดเดาว่าคงเป็นเยี่ยงนั้น ท่านอาจารย์ของข้าพบว่าข้าขโมยป้ายคำสั่งและพลังเซียนของข้าก็ลดลง ดังนั้นท่านสั่งกักบริเวณข้า”
“แต่ท่านไม่ต้องห่วงข้าไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะท่าน ข้าบอกแค่ข้าเสียสมาธิระหว่างบำเพ็ญ”
หลินเฟิงเหมียนมองดูนางด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันในใจ และกล่าวอย่างรู้สึกผิด "ข้าผิดต่อเจ้านัก"
เซี่ยอวิ๋นซี เมื่อได้ฟังดังนั้น นางจึงเดินเข้ามาไกล้ๆ ยิ้มและกล่าวว่าด้วยเสียงที่ไพเราะ "ท่านอาจารย์มีพลังเซียนสูงส่งแต่ก็มีจิตใจที่ใจดี ช่วงที่ข้าถูกกักบริเวณข้าได้ฝึกฝนและบำเบ็ญ บัดนี้พลังของข้าทะลวงถึงขั้นสูงสุดของขั้นก่อกำเนิดแล้วและอาจารย์ก็เลิกทำโทษข้าแล้วด้วย"
“เจ้าบำเพ็ญจนบัดนี้พลังเซียนของเจ้าบรรลุขั้นก่อกำเหนิดได้อย่างไร?”
จากนั้นหลินเฟิงเหมียน จึงตระหนักได้ว่าการฝึกฝนบำเพ็ญของนางทะลุขั้นก่อกำเนิดไปแล้ว อีกไม่นานนางจะเข้าสู้ขั้นสร้างฐาน
เซียอวิ๋นซีแลบลิ้นออกมาและกล่าวอย่างเขินอายว่า "ข้าฝึกมากเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ โชคดีที่ข้าไม่มีโอสถสร้างรากฐาน ไม่เช่นนั้นข้าคงบรรลุขั้นสร้างรากฐานของตัวเองไปแล้ว"
หลินเฟิงเหมียนที่เคยถูกลั่วเสวี่ยแสดงวิชาให้เห็นทำให้เสียกำลังใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ตัวเขายังคงกลัดกลุ้มใจว่าจะฝึกฝนพลังในระดับชั้นที่หกอย่างไร บัดนี้นางกับบรรลุขั้นสร้างฐาน โดยไม่ได้ตั้งใจ นี่หรือ คือความแตกต่างระหว่างคนมีพรสวรรค์และคนธรรมดา ? หมดหวังจริงๆ!
ถึงกระนั้น เขาตระหนักได้ว่าเซี่ยอวิ๋นซีกำลังจะเข้าสู้ขั้น สร้างรากฐาน ซึ่งหมายความว่านางจะต้องไปอาศัยอยู่ที่ยอดเขาหงหลวนในเร็วๆ นี้
เห็นได้ชัดว่าเซี่ยอวิ๋นซีก็คิดเรื่องนี้เช่นกัน นางรู้สึกหดหู่เล็กน้อย แต่นางยังคงฝืนยิ้มและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ศิษย์พี่ ท่านมีอะไรจะกล่าวกับข้าอีกหรือไม่”
หลินเฟิงเหมียน รู้สึกผิดอย่างมาก แต่เขาทำได้เพียงแต่พยักหน้าและถามกลับ "ศิษย์น้องเซี่ย สำนักกำลังจะนำศิษย์ลงเขาไปรับศิษย์ใหม่ เจ้าทราบข่าวนี้หรือไม่"
เซี่ยอวิ๋นซีก็ตระหนักได้และพยักหน้า "แน่นอน ข้าทราบแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ท่านอยากถามข้าใช่หรือไม่ ศิษย์พี่?"
หลินเฟิงเหมียนพยักหน้าและขมวดคิ้วพูดว่า "ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนรับศิษย์ใหม่ สำนักของเราไม่เคยพาศิษย์ชายลงเขาเลย เหตุใดครั้งนี้ถึง ถึงคัดเลือกศิษย์ชายลงเขาเล่า?"
เซี่ยอวีนซีรู้สึกเขินเล็กน้อยและกล่าวว่า "ได้ยินมาว่าสำนักของเรามีชื่อเสียงด้านลบ ก่อนหน้านี้การรับศิษย์บ่อยเกินไป ทำให้สำนักอื่นๆ เริ่มไม่พอใจ"
"หากจะพาศิษย์หญิงลงเขาก็อาจสะดุดตาเกินไป ผู้อาวุโสในสำนัก ลงความเห็นว่า ให้ศิษย์ชายไปแทน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสำนักคนอื่นๆ"
หลินเฟิงเหมียนเข้าใจทันที
“เข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าศิษย์น้อง อีกเรื่อง เจ้าพอทราบหรือไม่ ว่าการทดสอบศิษย์ที่จะลงจากเขา จะทดสอบเรื่องอะไร”
เซียอวิ๋นซีมองหลินเฟิงเหมียนและเอ่ยถามอย่างลังเล "ศิษย์พี่ ท่านก็อยากลงจากเขาหรือ?"
หลินเฟิงเหมียน ยิ้มและกล่าวว่า "แน่นอน นี่เป็นโอกาสอันหายากที่จะได้ออกไปจากที่นี่"
เซี่ยอวิ๋นซีดูเหมือนกำลังคิดเรื่องอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาหลินเฟิงเหมียนอย่างเงียบๆ แล้วกระซิบว่า "มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการทดสอบครั้งนี้ แต่ท่านไม่ต้องกังวลไป ศิษย์พี่"
“เจ้าว่าอย่างไรนะ” หลินเฟิงเหมียนถามด้วยความสับสน
เซียอวิ๋นซีหันมามองหลินเฟิงเหมียนอย่างมีเสน่ห์ ขณะที่ยกมือปิดปากและกล่าวด้วยรอยยิ้ม: "แน่นอนว่า ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์ การแต่งกาย และท่าทางที่สง่างาม ในที่สุดแล้ว เราต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนของสำนักเมื่อออกเดินทางในครั้งนี้ ดังนั้นข้อกำหนดในเรื่องของลักษณะภายนอกจึงมีความสำคัญยิ่งนัก"
“ศิษย์พี่ ท่านจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้แน่นอน!”
ขณะนี้ นางไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากมองไปที่หลินเฟิงเหมียนผู้หล่อเหลา พลันหวนนึกถึงความรู้สึกเมื่อแรกเห็น
นับเป็นครั้งแรกที่เด็กหญิงผิวคล้ำได้เห็นชายหนุ่มที่มีอุปนิสัยเรียบร้อยและกิริยามารยาทที่สง่างาม
นางอดไม่ได้ที่จะจ้องมองอย่างตะลึงในตอนนั้น และรู้สึกละอายใจในตัวเอง ความรู้สึกเต็มไปด้วยความยับยั้งชั่งใจและรู้สึกต่ำต้อย อาจเป็นเพราะปมด้อยของครอบครัวที่ยากจน แต่ชายหนุ่มผู้นี้กลับไม่ถือตน กล่าวทักทายกับสาวน้อยก่อนอย่างไม่ถือตัว นางยังคงจดจำความห่วงใยและอารมณ์ขันในน้ำเสียงอ่อนโยนและอบอุ่นของเขาได้ ซึ่งนางไม่เคยลืมเลย
หลินเฟิงเหมียนไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นเพียงฉากหลังในสายตาของผู้อื่นและในขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดอย่างหนัก
เมื่อได้ยินหัวข้อทดสอบเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แต่เมื่อลองคิดดู ก็เข้าใจได้
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ การออกไปเที่ยวครั้งนี้ก็เพื่อหลอกคนธรรมดา ที่ไม่รู้เรื่องราวภายในสำนักให้ เผชิญกับอันตราย คงเป็นคราวของพวกเขา
สำหรับศิษย์ผู้ชายทุกคนที่ออกไปข้างนอก รูปลักษณ์ภายนอกถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก และหลินเฟิงเหมียนก็มีข้อได้เปรียบบางประการในเรื่องนี้
ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครในยอดเขาชิงจิ่ว สามารถเปรียบเทียบกับหลินเฟิงเหมียน ได้ในด้านคารมณ์และรูปลักษณ์
หลินเฟิงเหมียน ซึ่งมาจากครอบครัวเศรษฐีและมีการศึกษา เขาจึงมีพื้นฐานการเข้าสังคม ความสง่างามและใจเย็นของชายหนุ่มผู้ร่ำรวย และอุปนิสัยของเขาเหนือกว่าคนอื่น เป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นหลินเฟิงเหมียนตระหนักได้อย่างนั้น เซี่ยอวิ๋นซีก็กล่าวต่อ "ศิษย์ห้าคนจากยอดเขาหงหลวนจะออกไปพร้อมกัน ดังนั้นจะเลือกศิษย์เพียงห้าคนเท่านั้น"
“สำหรับการทดสอบจะคัดเลือกจากผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุดห้าคน”
หลินเฟิงเหมียนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ศิษย์พี่คนใดหรือ ที่จะนำเราออกไปข้างนอก?"
พอรู้ข้อสอบแล้ว ก็ต้องรู้ว่าผู้คุมการสอบคือใคร จะได้เตรียมตัวถูก
ซี่อวิ๋นซียิ้มอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า "ตามที่ข้าทราบคือจะมีศิษย์พี่หญิงหลิวและศิษย์พี่หญิงเฉินเป็นผู้นำ ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ได้กำหนด"
หลินเฟิงเหมียนได้ยินแล้วไม่สามารถอดขมวดคิ้วได้ เขารู้สึกถึงความยุ่งยากในครานี้ ศิษย์พี่หญิงหลิวผู้นั้นเป็นคนที่ระวังตัวมาก ตอนนี้เขาโดนจี้จุดสำคัญแล้ว