- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตดันเจี้ยนไร้ขีดจำกัดด้วยระบบเลือกพลังขั้นเทพ
- บทที่ 14 ตู้ขายของอัตโนมัติ
บทที่ 14 ตู้ขายของอัตโนมัติ
บทที่ 14 ตู้ขายของอัตโนมัติ
มู่หรูเฟิงหันกลับไปจ้องมองชายคนนั้น ทว่าเขาเลือกที่จะละเลยสายตาทุกคู่ของเหล่าพนักงานที่จ้องเขม็งมาอย่างประสงค์ร้าย แล้วเริ่มเดินเตร็ดเตร่สำรวจรอบๆ โรงอาหารต่อไป
ไม่ว่ามู่หรูเฟิงจะเดินผ่านไปทางไหน พนักงานทุกคนต่างพากันจับจ้องมาที่เขาด้วยสายตาที่แปลกประหลาด
พนักงานบางคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่ามู่หรูเฟิงเป็นอาหารอันโอชะเลิศรสที่ชวนให้ลิ้มลอง
ทว่าถึงแม้พวกเขาจะเกิดความโลภและกระหายมากเพียงใด แต่ก็ไม่มีพนักงานคนไหนกล้าลงมือโจมตีเขาโดยตรงเลยสักคน
มู่หรูเฟิงสังเกตเห็นว่าพนักงานส่วนใหญ่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ในรูปร่างของมนุษย์เอาไว้ได้อยู่
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป พวกมันมีรูปร่างบิดเบี้ยวแปลกประหลาด บางตนก็ดูน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนกับอสุรกายหนวดที่เขาเคยเจอ
ส่วนที่เหลือก็มีสภาพร่างกายคล้ายคลึงกับสภาพของฉางเฟิงในตอนที่เสียชีวิตไปแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้มู่หรูเฟิงครอบครองค่าสถานะ 'ไร้ความหวาดกลัว' มิฉะนั้นขาของเขาคงจะสั่นพั่บๆ จนก้าวขาไม่ออกไปนานแล้ว
"หืม? ตู้ขายของอัตโนมัติงั้นเหรอ" ตรงบริเวณมุมหนึ่งของโรงอาหาร มู่หรูเฟิงเหลือบไปเห็นตู้ขายสินค้าอัตโนมัติที่ดูทันสมัยมากเครื่องหนึ่งตั้งอยู่
มู่หรูเฟิงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาทันที และเมื่อเขามองเห็นสิ่งของที่จัดวางอยู่ด้านใน ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
ภายในตู้มีสินค้าอัดแน่นอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำแร่ เครื่องดื่ม ขนมเส้นเผ็ดร้อน ขนมปัง และแม้กระทั่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ส่วนเรื่องราคาของสินค้านั้น ก็น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งเพราะมันเท่ากับราคาขายในโลกแห่งความเป็นจริงทุกประการ
แน่นอนว่าสกุลเงินที่ต้องใช้ชำระที่นี่คือเหรียญวิญญาณ ไม่ใช่เงินหยวน
นอกจากนี้ยังมีไอเทมแปลกๆ จากดันเจี้ยนจัดวางอยู่ด้วย เช่น เบียร์ดอกไม้โลหิต เครื่องดื่มดวงตาสีเลือด ขนมเส้นเผ็ดร้อนหนอนซากศพ และอื่นๆ ซึ่งของพวกนี้ก็ต้องใช้เหรียญวิญญาณในการซื้อเช่นเดียวกัน
มู่หรูเฟิงเอามือลูบท้องของตัวเอง ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ยิ่งสมรรถภาพทางร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ระบบเผาผลาญก็ยิ่งทำงานไวทำให้หิวเร็วขึ้น และปริมาณอาหารที่ต้องกินเข้าไปก็ต้องมากกว่าปกติด้วยเช่นกัน
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หากขาดไปสักมื้อคงหมดเรี่ยวแรงเป็นแน่แท้
ตอนนี้เขามีเหรียญวิญญาณติดตัวอยู่ไม่น้อย รวมแล้วทั้งหมด 180 เหรียญ และเนื่องจากเงินจำนวนนี้ได้มาฟรีๆ เขาจึงไม่รู้สึกเสียดายเลยหากจะต้องจ่ายมันออกไป
มู่หรูเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กดเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 ถ้วย ขนมปัง 2 ชิ้น และน้ำแร่อีก 2 ขวด
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 ถ้วยราคา 10 เหรียญวิญญาณ ขนมปัง 2 ชิ้นราคา 6 เหรียญวิญญาณ และน้ำแร่ราคา 2 เหรียญวิญญาณ รวมเป็นเงินทั้งหมด 18 เหรียญวิญญาณ
มู่หรูเฟิงหยิบธนบัตรใบละ 10 เหรียญวิญญาณออกมา 2 ใบ แล้วสอดเข้าไปในช่องรับเงินของตู้โดยตรง
ฟู่ๆๆ แกรกๆๆ—
ตู้ขายของอัตโนมัติสั่นสะเทือนอยู่สองสามครั้ง จากนั้นก็มีเสียงสิ่งของตกลงมากระทบช่องรับสินค้าด้านล่างดังแกรกๆ
มู่หรูเฟิงย่อตัวนั่งยองๆ เอื้อมมือเข้าไปหยิบสิ่งของเหล่านั้นออกมา
ทว่าทันทีที่มู่หรูเฟิงมองเห็นสินค้าในมือได้อย่างชัดเจน เขาก็ถึงกับยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูกไปในทันที
ของที่อยู่ในมือของเขามีเพียงแค่ 3 ชิ้นเท่านั้น ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดแห้งตราบะหมี่วัยเด็ก ขนมภรรยา 1 ชิ้น และน้ำแร่ขวดเล็กขนาด 330 มิลลิลิตรเพียงขวดเดียว
"นี่มันเรื่องอะไรกัน ตู้จ่ายของผิดพลาดงั้นเหรอ"
บะหมี่อบกรอบตราบะหมี่วัยเด็กนี้เขาเคยกินและชอบมากในตอนเด็กก็จริง แต่เมื่อกี้เขาตั้งใจกดซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยตราคังส่วนฝูไปตั้ง 2 ถ้วยนะ!
บะหมี่วัยเด็กนี่ราคาแค่ 1 เหรียญวิญญาณ แต่บะหมี่ถ้วย 2 ถ้วยนั้นราคาตั้ง 10 เหรียญวิญญาณเลยนะ
ส่วนต่างของราคามันห่างกันถึง 10 เท่าเชียวนะ
ยิ่งไปกว่านั้น ขนมปัง 2 ชิ้นราคา 6 เหรียญวิญญาณ กลับกลายเป็นขนมภรรยาราคา 1 เหรียญวิญญาณอันเดียว ส่วนน้ำแร่ขนาด 500 มิลลิลิตร 2 ขวด ก็ดันหดเหลือแค่น้ำแร่ขวดเล็กขนาด 330 มิลลิลิตรขวดเดียวเนี่ยนะ
นี่มันโกงเงินหน้าด้านๆ ไปมากกว่า 10 เหรียญวิญญาณเลยชัดๆ
"มองหาพระแสงอะไรของแก รีบๆ ไสหัวไปซะ!" จู่ๆ เสียงตวาดด่าทอก็ดังลอยออกมาจากด้านในของตู้ขายของอัตโนมัติ
"หืม? ไอ้ตู้นี่มันมีชีวิตด้วยงั้นเหรอ" มู่หรูเฟิงอุทานด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ทันใดนั้น ดวงตาคู่หนึ่งก็เบิกโพลงขึ้นบนตัวตู้ขายของอัตโนมัติตรงหน้า และช่องจ่ายสินค้าด้านล่างก็แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นปากขนาดใหญ่
"นี่ฉันจะบอกอะไรให้นะ แกทอนของผิดหรือเปล่า ฉันใส่เงินไป 20 เหรียญวิญญาณ เลือกซื้อของราคา 18 เหรียญวิญญาณ แต่แกกลับจ่ายของราคาไม่ถึง 2.5 เหรียญวิญญาณมาให้ฉันเนี่ยนะ" มู่หรูเฟิงทวงถาม
"หือ? แกกำลังจะบอกว่าท่านผู้นี้ทำงานผิดพลาดงั้นรึ"
น้ำเสียงของตู้ขายของอัตโนมัติแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก
วินาทีต่อมา แขนคู่หนึ่งและขาคู่หนึ่งก็พลันงอกเงยออกมาจากด้านข้างของตัวตู้ขายของอัตโนมัติ
เดิมทีตู้ขายของเครื่องนี้ก็มีความสูงมากกว่ามู่หรูเฟิงอยู่แล้ว พอมีขาเพิ่มขึ้นมามันจึงยิ่งดูสูงตระหง่านน่าเกรงขามยิ่งขึ้นไปอีก
"ใช่ แกโกงของฉัน" มู่หรูเฟิงพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความเกรงกลัว
"ไอ้หนู ฉันว่าแกคงเบื่อโลกและอยากตายเต็มแก่แล้วล่ะมั้ง" ตู้ขายของอัตโนมัติยื่นมือกระชากคอเสื้อของมู่หรูเฟิง แล้วออกแรงยกตัวเขาขึ้นลอยเหนือพื้นอย่างแรง
แคว่ก—
เสื้อยืดราคา 30 เหรียญวิญญาณของมู่หรูเฟิงถูกฉีกขาดออกจากกันในทันที
"ไอ้หนู รีบไสหัวออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วสั่งสอนแกให้รู้สำนึก" ตู้ขายของอัตโนมัติขู่คำราม
เสื้อผ้าของมู่หรูเฟิงขาดวิ่น แต่แทนที่เขาจะบันดาลโทสะ เขากลับยกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยถามอย่างใจเย็น "ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ แกสามารถลงมือโจมตีฉันได้จริงๆ งั้นเหรอ"
"ไอ้เด็กนี่มันวอนหาเรื่องตายจริงๆ ได้ ในเมื่อแกคิดว่าของพวกนี้มันไม่ถูกต้อง งั้นก็เอาคืนมา!"
ตู้ขายของอัตโนมัติยังคงไม่ลงมือโจมตีมู่หรูเฟิงโดยตรง มันเลือกที่จะยื่นมือไปแย่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมภรรยา และน้ำแร่มาจากมือของมู่หรูเฟิง แล้วโยนกลับเข้าปากของมันเพื่อส่งของเหล่านั้นกลับคืนไปจัดวางไว้บนชั้นวางสินค้าตามเดิมแทน
"การกระทำของแกแบบนี้ มันน่าจะเป็นการทำผิดกฎระเบียบใช่ไหมล่ะ" จู่ๆ มู่หรูเฟิงก็โพล่งขึ้นมา
"ฮี่ฮี่ แกพูดถูกแล้วล่ะ ฉันทำผิดกฎระเบียบจริงแล้วจะทำไมล่ะ แกจะทำอะไรฉันได้งั้นรึ อยากซื้อของกินใช่ไหม ได้เลย นับจากนี้ไปราคาเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า!"
แขนขาของตู้ขายของอัตโนมัติหดกลับคืนสู่สภาพเดิม มันจ้องมองมู่หรูเฟิงด้วยสีหน้าท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความลำพองใจ
เห็นได้ชัดว่ามันมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ตราบใดที่มู่หรูเฟิงต้องการอาหารประทังชีวิต เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมาซื้อของจากมันเท่านั้น
เพราะในนิคมคัดสรรสีเลือดแห่งนี้ มีเพียงแค่มันคนเดียวเท่านั้นที่มีสินค้าจากโลกมนุษย์วางจำหน่าย
ทว่าในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ มันไม่กล้าหักหลังหรือโกงพวกพนักงานเก่าหรอก เพราะพนักงานพวกนั้นล้วนเคี้ยวยากและรับมือได้ยากทั้งสิ้น
แต่สำหรับมนุษย์น่ะรึ ฮี่ฮี่ เจอเมื่อไหร่ก็ต้องโกงให้เรียบ
และมู่หรูเฟิงก็ไม่ใช่เหยื่อมนุษย์รายแรกที่มันเคยโกงเงินมาด้วย
ถึงแม้ว่าการทำผิดกฎจะส่งผลให้พลังความสามารถของมันถูกระบบนิคมคัดสรรสีเลือดสะกดและจำกัดเอาไว้บางส่วนก็ตาม
แต่แล้วมันจะทำไมล่ะ ลำพังแค่มนุษย์ไม่มีทางเอาชนะมันได้อยู่แล้ว หากมนุษย์เป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน มันก็สามารถใช้สิทธิ์ในการโต้ตอบป้องกันตัวเพื่อฆ่าและจับมนุษย์คนนั้นกินเป็นอาหารได้ทันที
"อ้อ งั้นความหมายของแกก็คือ ตอนนี้ฉันสามารถลงมือโจมตีแกได้แล้วใช่ไหมล่ะ" มู่หรูเฟิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอารมณ์ดี
"อะไรนะ แกคิดอยากจะท้าทายสู้กับท่านผู้นี้งั้นรึ ได้เลย ฉันจะยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ ยอมให้แกต่อยฟรีๆ 3 ทีเลยเอ้า!" ตู้ขายของอัตโนมัติกล่าวท้าทายพร้อมรอยยิ้มหยัน
ขอเพียงแค่มู่หรูเฟิงเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน มันก็สามารถโต้ตอบได้อย่างชอบธรรม และจะได้ลิ้มรสสายเลือดมนุษย์สดๆ เป็นอาหารอันโอชะในมื้อนี้
"แกเป็นคนพูดเองนะ ตกลงตามนี้" มู่หรูเฟิงค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาอย่างช้าๆ
"เออ เข้ามาเลย!" ตู้ขายของอัตโนมัติท้าทายด้วยความดูแคลน
อย่าได้คิดดูถูกว่ามันเป็นเพียงแค่ตู้ขายของอัตโนมัติเครื่องหนึ่งเชียว พละกำลังของมันไม่ใช่อะไรที่ใครจะมาประมาทได้ มนุษย์จะดาหน้าเข้ามาคนหนึ่งหรือสองคน มันก็สามารถจับกินเรียบได้อย่างสบายๆ
"งั้นฉันล่ะนะ"
มู่หรูเฟิงถอยเท้าขวาไปข้างหลังก้าวหนึ่ง กำหมัดขวาแน่น เหวี่ยงแขนไปด้านหลัง พร้อมกับเบี่ยงท่อนบนไปทางขวาเล็กน้อย
ท่าทางจัดระเบียบร่างกายนี้จะช่วยให้เขาขยายแรงเหวี่ยงหนุนนำพละกำลังของหมัดออกมาได้อย่างขีดสุด
"ฉันเองก็ยังไม่เคยรู้เลยว่าตอนนี้พละกำลังของตัวเองมันแรงแค่ไหน ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้แกเป็นกระสอบทรายทดสอบดูหน่อยก็แล้วกัน" มู่หรูเฟิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"เข้ามาเลย!" ตู้ขายของอัตโนมัติยังคงส่งสายตาดูถูกดูแคลนไม่เปลี่ยน
ปัง—!
ตัวตู้ขายของอัตโนมัติถูกแรงกระแทกจากหมัดอัดเข้าอย่างจังจนลอยกระเด็นไปปะทะเข้ากับกำแพงด้านหลังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ในเวลานี้ กระจกใด้านหน้าของตู้ขายของอัตโนมัติแตกเป็นเสี่ยงๆ จนกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
และผลจากการกระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลังอย่างรุนแรง โครงสร้างตัวตู้ของมันจึงได้รับความเสียหายอย่างหนักหนาสาหัสจนบิดเบี้ยวผิดรูป
เสียงอึกทึกครึกโครมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากในโรงอาหารหันมาจับจ้องด้วยความสนใจทันที
และเมื่อสายตาทุกคู่มองเห็นสภาพพังยับเยินของตู้ขายของอัตโนมัติ ใบหน้าของพวกมันต่างก็พากันแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงพรึงเพริดในทันที
"ตายจริง นี่ฉันออกแรงหนักเกินไปงั้นเหรอ ทำไมแกถึงได้เปราะบางขนาดนี้ล่ะเนี่ย" มู่หรูเฟิงรู้สึกประหลาดใจลึกๆ ในใจ ทว่าสีหน้าท่าทางภายนอกที่เขาแสดงออกมากลับดูเสแสร้งและเกินจริงเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้น เขาก็เริ่มสาวเท้าก้าวเดินตรงเข้าไปหาตู้ขายของอัตโนมัติเครื่องนั้นทันที