- หน้าแรก
- บัลลังก์เลือดต้าฉิน
- บทที่ 110 - ศึกด่านหยางกวน (4)
บทที่ 110 - ศึกด่านหยางกวน (4)
บทที่ 110 - ศึกด่านหยางกวน (4)
บทที่ 110 - ศึกด่านหยางกวน (4)
นี่ถือเป็นการโจมตีจิตใจของหลี่ฉีและผู้บัญชาการทหารที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างรุนแรง
เมื่อนึกถึงคำพูดเยาะเย้ยไป๋ฉี่ว่าเป็นพวกคนไร้สมองเมื่อคืนนี้ ใบหน้าของผู้บัญชาการทหารทุกคนก็ร้อนผ่าว หลี่ฉียิ่งรู้สึกเหมือนถูกหยามหน้าอย่างจัง
ขณะที่ทหารราบของทัพต้าฉินใกล้จะพุ่งเข้าปะทะกับขบวนทัพต้าจิ้น ฝุ่นควันที่อยู่บริเวณแนวหน้าของทัพต้าจิ้นก็เริ่มจางหายไป ทัศนวิสัยจึงกว้างไกลขึ้นมาก ทว่าทหารต้าจิ้นแนวหน้ายังไม่ทันจะได้ดีใจ ก็ต้องเผชิญกับปลายหอกที่สะท้อนแสงเย็นเยียบพุ่งทะลวงเข้ามาเสียแล้ว
"ฉัวะ"
"อ๊าก"
"อึก"
ปลายหอกอันแหลมคมแทงทะลุหน้าอกของทหารต้าจิ้น ดาบเล่มโตฟันเข้าที่ร่างของพวกเขาอย่างจัง เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมา สาดกระเซ็นเป็นหยดเลือดอันงดงามกลางอากาศ
ทหารต้าจิ้นกลายเป็นลูกแกะรอการเชือด ทหารต้าฉินกลายเป็นคนขายเนื้อที่กำลังลงดาบ พวกเขากวาดล้างทหารต้าจิ้นที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกไปทีละแถวๆ ราวกับกำลังเกี่ยวข้าว
เมื่อหลี่ฉีที่อยู่บนเนินเขาเห็นทหารต้าจิ้นถูกสังหารหมู่เช่นนี้ ก็ปวดใจจนแทบคลั่ง เลือดในกายพลุ่งพล่านจนมีเลือดซึมออกมาจากมุมปาก สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง
"โครม"
"อึก"
ทันใดนั้น ทหารม้าทัพต้าฉินที่รับหน้าที่ลากโซ่เหล็กก็พากันร่วงหล่นจากหลังม้า กระแทกพื้นอย่างแรง การร่วงหล่นในครั้งนี้หากไม่ตายก็ต้องพิการ
ไม่มีใครโจมตีพวกเขา พวกเขาร่วงลงมาเองเพราะทนรับแรงต้านทานจากโซ่เหล็กไม่ไหวจนถูกดึงตกลงมาจากหลังม้า
เมื่อทหารม้านายหนึ่งร่วงหล่นลงมา ภาระการลากโซ่เหล็กก็จะตกไปอยู่ที่ทหารม้านายอื่นๆ ทหารม้าเหล่านี้เดิมทีก็กัดฟันฝืนทนอยู่แล้ว เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาจึงพากันร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง ทหารม้าหลายร้อยนายถูกแรงต้านทานดึงตกลงมาจากหลังม้า โซ่เหล็กยาวหนึ่งพันเมตรก็หมดพลังในการขับเคลื่อน นอนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางขบวนทัพต้าจิ้น
แม้กลยุทธ์โซ่เหล็กขวางทัพจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว แต่ก็สามารถทำให้ฝุ่นควันปกคลุมขบวนทัพต้าจิ้น และกวาดล้างทหารต้าจิ้นไปได้เกือบสองหมื่นนาย โดยแลกมากับความสูญเสียทหารม้าเพียงหนึ่งพันนายเท่านั้น
หลังจากกลยุทธ์โซ่เหล็กขวางทัพสิ้นฤทธิ์ ฝุ่นควันก็ค่อยๆ จางหายไป หลี่ฉีที่อยู่บนเนินเขาเห็นภาพนี้เข้า ใบหน้าที่ซีดเผือดก็เริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาเล็กน้อย
"ห้ามถอย ฆ่ามันให้หมด สังหารทหารต้าฉินให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว"
หลี่ฉีตาแดงก่ำ ศึกนี้ต้องชนะให้ได้ มิฉะนั้นจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะมีหน้าไปพบฝ่าบาทได้อย่างไร
"แต่ท่านแม่ทัพ..."
ผู้บัญชาการทหารนายหนึ่งกำลังจะเอ่ยปากเตือนว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่เป็นใจให้ฝั่งเราเลย สู้ถอยทัพไปพักผ่อนจัดทัพใหม่จะดีกว่า ทว่าหลี่ฉีกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"หุบปาก แม้ขบวนทัพของเราจะรวนไปบ้าง แต่กำลังพลของเราก็ยังมากกว่าทัพต้าฉินถึงสามเท่า อะไรกัน กำลังพลมากกว่าสามเท่ายังสังหารทัพต้าฉินไม่ได้อีกหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็เชือดคอตายไปเสียเถอะ"
ทหารต้าจิ้นหลายนายเพียงแค่ถูกโซ่เหล็กกวาดล้มลงไป แต่ไม่ได้บาดเจ็บอะไร ยังคงมีกำลังต่อสู้ได้ ด้วยเหตุนี้ หลี่ฉีจึงกล้าออกคำสั่งเช่นนี้
"รับทราบ" ผู้บัญชาการทหารนายนั้นประสานมือรับคำสั่งอย่างจนใจ
จากนั้นก็รีบออกคำสั่งให้โจมตีทันที
เมื่อคำสั่งถูกถ่ายทอดออกไป ทหารต้าจิ้นที่กำลังถอยทัพก็หันหลังกลับมาพุ่งเข้าใส่สมรภูมิอีกครั้ง
สงครามที่แต่เดิมคาดเดาผลแพ้ชนะได้ไม่ยาก กลับกลายมาเป็นเช่นนี้ ทหารส่วนใหญ่จึงอยากจะกู้หน้าและทวงศักดิ์ศรีที่เสียไปเมื่อครู่กลับคืนมา
กำลังพลมากกว่าสามเท่ายังสู้ไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นก็สมควรตายไปเสียเถอะ
นี่คือเสียงสะท้อนในใจของทหารต้าจิ้นนับไม่ถ้วน พวกเขาต่างก็เก็บความแค้นไว้เต็มอก
"ฉัวะ"
"อ๊าก"
"อึก"
เมื่อฝุ่นควันจางหายไปจนหมด กองทัพทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ผ่านไปไม่นาน สงครามก็เข้าสู่ช่วงดุเดือดเลือดพล่าน ศพกองสุมกันเป็นภูเขาเลากา เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ความโหดร้ายของสงคราม หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง คงไม่มีทางจินตนาการออกเลยว่ามันจะโหดร้ายเพียงใด
ทัพเมืองเหอตงสมกับที่เป็นกองทัพชั้นยอด แม้ก่อนหน้านี้จะเสียขบวนไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กองทัพก็ค่อยๆ ตั้งหลักได้ พลังการต่อสู้ก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ความได้เปรียบที่ทัพต้าฉินเคยมี ค่อยๆ ถูกกดดันให้ถอยร่นกลับมา
"แคว่ก" ไป๋ฉี่กระโดดลงจากหลังม้า ใช้มือเปล่าฉีกร่างทหารต้าจิ้นออกเป็นสองซีก เลือดและเครื่องในสาดกระจายเต็มพื้น จากนั้นก็คว้าหอกของทหารนายนั้นมา นัยน์ตาสีแดงฉานตวัดมองศัตรูรอบกาย พลางชูหอกขึ้นสูงแล้วตวาดเสียงเย็นเยียบว่า "ข้าคืออ๋องบู๊แห่งต้าฉิน ไป๋ฉี่ ใครหน้าไหนกล้ามาสู้กับข้าบ้าง"
น้ำเสียงเย็นยะเยือกแฝงไปด้วยความท้าทายอย่างรุนแรง
ทหารต้าจิ้นนับไม่ถ้วนเห็นไป๋ฉี่ฉีกร่างมนุษย์ออกเป็นสองซีกทั้งเป็น ก็ตกใจกลัวจนถอยหลังไปหลายก้าว ทหารต้าฉินเห็นความเก่งกาจดุจเทพของไป๋ฉี่ ขวัญกำลังใจก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ท่านอ๋องบู๊จงเจริญ ท่านอ๋องบู๊จงเจริญ" ทหารต้าฉินนับไม่ถ้วนต่างตะโกนโห่ร้องพร้อมกับฆ่าฟันศัตรูไปด้วย
ขวัญกำลังใจพุ่งสูงขึ้นปรี๊ด
นี่แหละคือความสำคัญของผู้นำ ดังคำกล่าวที่ว่า หากแม่ทัพขี้ขลาด ทหารก็ขี้ขลาดกันทั้งกองทัพ ไป๋ฉี่แสดงพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ทำให้ขวัญกำลังใจของทัพต้าฉินกลบรัศมีทัพต้าจิ้นไปจนสิ้นในพริบตา
ขวัญกำลังใจเป็นสิ่งที่ลี้ลับจับต้องไม่ได้ แต่กลับสัมผัสถึงมันได้จริง
มันสามารถเปลี่ยนกองทัพที่ไร้เทียมทานให้กลายเป็นกองทัพอ่อนแอที่รอวันถูกเชือด และสามารถเปลี่ยนกองทัพที่อ่อนแอสุดขีดให้กลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนกล่าวว่า การทำศึกต้องอาศัยขวัญกำลังใจ ซึ่งคำกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด
"ไอ้สวะ รนหาที่ตาย"
แม่ทัพต้าจิ้นนายหนึ่งที่มีร่างกายกำยำล่ำสันควบม้าพุ่งทะยานเข้ามา ในมือถือดาบยาวเจ็ดฉื่อ
เมื่อเห็นแม่ทัพต้าจิ้นนายนี้พุ่งออกมา ทหารต้าจิ้นหลายนายก็เริ่มมีความหวัง ต่างก็มองเขาด้วยสายตาคาดหวัง หลี่ฉีที่อยู่บนเนินเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน
"ท่านแม่ทัพเฉินออกโรงแล้ว"
"เมื่อท่านแม่ทัพเฉินออกโรง ใครจะกล้าต่อกรด้วย"
เหล่าผู้บัญชาการทหารต่างกล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
แม่ทัพต้าจิ้นผู้นี้มีนามว่า เฉินเซี่ยวเฟย ดำรงตำแหน่งขุนพลพยัคฆ์เหินขั้นสามรอง ได้รับฉายาว่า ดาบเทวะ
ฉายาดาบเทวะนี้ได้มาเพราะเฉินเซี่ยวเฟยเชี่ยวชาญการใช้ดาบยาว ดาบในมือของเขาเคยบั่นคอแม่ทัพแคว้นศัตรูมาแล้วกว่าสิบราย และยังไม่มีใครสามารถรับการโจมตีจากเขาได้เกินสามดาบ วรยุทธ์ของเขาบรรลุถึงระดับครึ่งก้าวสู่สมบูรณ์แบบ เป็นรองเพียงหลี่ฉีเท่านั้น จึงได้รับความเคารพยกย่องในกองทัพอย่างมาก
เดิมทีหลี่ฉีเป็นเพียงยอดฝีมือขั้นสูงสุด แต่ความพากเพียรฝึกฝนตลอดเจ็ดปี ทำให้เขากระโดดขึ้นมาเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิต้าจิ้น ห่างเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุระดับสมบูรณ์แบบ กลายเป็นยอดฝีมือระดับสมบูรณ์แบบคนที่สองของจักรวรรดิต้าจิ้นรองจากโฉวอี้เซิง
"แสงหิ่งห้อยหรือจะสู้แสงจันทร์" ไป๋ฉี่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยความดูแคลนและท้าทาย
เสียงของไป๋ฉี่ไม่ดังนัก แต่เฉินเซี่ยวเฟยกลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ในเวลานี้ภายในใจของเฉินเซี่ยวเฟยลุกโชนไปด้วยไฟแค้น นานแค่ไหนแล้วที่มีคนกล้าพูดกับเขาเช่นนี้
"ตายซะ"
ชั่วพริบตา เฉินเซี่ยวเฟยที่มีใบหน้าถมึงทึงก็ควบม้ามาถึงเบื้องหน้าไป๋ฉี่ ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งก้าว เขาเงื้อดาบยาวขึ้นด้วยท่าทางดุร้าย แล้วฟันลงมาอย่างสุดแรง แววตาที่มองไป๋ฉี่นั้นราวกับกำลังมองคนตาย
มุมปากของไป๋ฉี่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาอย่างดูแคลน ยืนนิ่งไม่ไหวติง
เมื่อเฉินเซี่ยวเฟยเห็นสีหน้าของไป๋ฉี่ ก็ไม่ได้โกรธเคือง กลับหัวเราะออกมาแทน เพราะคมดาบของเขากำลังจะฟันลงไปแล้ว
หัวเราะไปเถอะ ประเดี๋ยวจะรอดูว่าเจ้าจะหัวเราะออกหรือไม่
"ท่านอ๋องบู๊ รีบหลบเร็วเข้า"
หลัวซิงตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ชื่อเสียงเรียงนามของเฉินเซี่ยวเฟยนั้น หลัวซิงย่อมรู้จักดี เขาเป็นถึงขุนพลผู้ห้าวหาญ อีกทั้งยังเป็นยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่สมบูรณ์แบบ แม้ไป๋ฉี่จะฟันแทงไม่เข้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรับการโจมตีอย่างสุดกำลังของยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่สมบูรณ์แบบได้นะ
ทหารต้าฉินนับไม่ถ้วนก็หยุดชะงักไปในวินาทีนี้ ทุกคนต่างจ้องมองไป๋ฉี่ด้วยสีหน้าหวาดผวา
[จบแล้ว]