เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 105 : จุดจบของโจรลักพาตัว | บทที่ 106 : ผู้มีเหมืองในครอบครอง

บทที่ 105 : จุดจบของโจรลักพาตัว | บทที่ 106 : ผู้มีเหมืองในครอบครอง

บทที่ 105 : จุดจบของโจรลักพาตัว | บทที่ 106 : ผู้มีเหมืองในครอบครอง


บทที่ 105 : จุดจบของโจรลักพาตัว

บทที่ 105 จุดจบของโจรลักพาตัว

หลินเซียวมัวแต่วุ่นอยู่กับการแก้มัดผู้คนและจัดแจงให้นั่งลงบนพื้น พลางเหลือบมองเขาแล้วพูดว่า

"ก็ได้ ถ้าเจ้าเข้าร่วมสำนักของข้า ข้าจะสอนเจ้า"

โม่หยวนเจียวไม่ได้สนใจคำว่า 'สำนักของข้า' ที่เขาพูด แต่ถามออกไปอย่างตื่นเต้นเพียงว่า

"สำนักของท่านอยู่ที่ไหนหรือ?"

หมอดูคนนั้นไม่ได้โกหกเขาจริงๆ! ที่นี่มีวาสนาอยู่จริงๆ! เขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นในใจ วาสนาครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งจะมาถึงหรอกหรือ?

หลินเซียวไม่ได้บอกตรงๆ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวเพียงว่า

"แค่เดินไปทางทิศตะวันออกเรื่อยๆ หากเจ้าไปถึงได้ ก็ถือว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โม่หยวนเจียวนอกจากจะไม่กังวลแล้ว กลับยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก!

"ดี! ท่านรอข้าที่สำนักได้เลย! ฮ่าๆๆ!"

หลินเซียวช่วยทุกคนลงมา จากนั้นก็ขอให้คนที่พอจะมีแรงเหลืออยู่ช่วยกันพยุงคนที่ร่อแร่เหล่านั้นออกไปจากโพรงแห่งนี้และไปรออยู่ที่ทางเดิน

โม่หยวนเจียวแบกคนที่อ่อนแรงคนหนึ่งขึ้นหลังอย่างมีความสุขและเดินฉับๆ ไปยังทางเดินด้วยพลังงานที่ล้นเหลือ

หลินเซียวเดินตามไปโดยแบกคนอีกคนไปด้วย หลังจากวางคนบนหลังลงแล้ว เขาก็หยิบถุงมิติที่ซุนอี้เกาทิ้งไว้กับเขาออกมา

เขารู้ว่าอี้เกาจะหลอมยาเม็ดทุกวัน และเนื่องจากมีสมุนไพรจำนวนมากที่นำออกมาจากมิติลี้ลับทุ่งหญ้าเขียว โดยปกติแล้วเขาจึงมักจะเก็บยาเม็ดที่หลอมเสร็จไว้ในถุงมิติของเขา

สถานการณ์คับขัน อี้เกาคงไม่ตำหนิเขาหรอกที่เปิดถุงมิติโดยไม่ได้รับอนุญาต

เขาเปิดถุงมิติ ค้นหาจนเจอยาคืนวสันต์และยาปูพื้นฐาน จากนั้นก็นำออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนป้อนให้คนที่มีอาการอ่อนเพลีย

เมื่อเห็นว่าทุกคนได้รับยาแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็ดูดีขึ้นและการหายใจก็ค่อยๆ มั่นคง หลินเซียวจึงถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียดด้วยความโล่งอก

ยาของอี้เกาได้ผลชะงัดจริงๆ!

จากนั้นเขาก็บอกให้ทุกคนรอเขาอยู่ที่นี่ โดยบอกว่าเขาจะรีบกลับมา

หลินเซียวหันหลังกลับเข้าไปในรูโหว่ขนาดใหญ่ ชายชุดดำยังคงถูกผนึกอยู่กับที่ ไม่ไหวติง

หลินเซียวไม่มีความคิดโอหังที่จะใช้เขามาฝึกฝนความเชี่ยวชาญในการต่อสู้ เขาหยิบค่ายกลสังหารพิฆาตสองลักษณ์ออกมาทันที เปิดใช้งาน และวางค่ายกลลงใต้เท้าของชายชุดดำโดยตรง

หลังจากหยิบหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนออกมาจากคลังส่วนตัว หินวิญญาณที่หลินเซียวเหลืออยู่ก็เหลือเพียงเลขหลักเดียว

แต่เขาไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย และโยนหินวิญญาณลงในจานค่ายกลโดยตรง

เมื่อได้รับค่าตอบแทน ค่ายกลสังหารพิฆาตสองลักษณ์ก็เริ่มทำงานทันที!

ด้วยประสบการณ์จากการใช้งานครั้งแรก หลินเซียวจึงคุ้นเคยกับกระบวนการนี้ดี เขาเปิดใช้งานกระบวนท่าสังหารอันทรงพลังต่างๆ ของค่ายกลสังหารพิฆาตสองลักษณ์โดยตรง เพียงชั่วพริบตา ชายชุดดำที่อยู่ในค่ายกลก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ และจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็ถูกทำลายลง

หลินเซียวไม่ได้เบือนหน้าหนี เขามองจ้องไปยังชายชุดดำในค่ายกลที่เพิ่งจะหลุดจากผนึกและถูกฆ่าตายก่อนที่จะทันได้โต้ตอบอะไร

นี่เป็นคนแรกที่เขาฆ่าในทั้งสองชาติ ความรู้สึกนี้ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย

เขาเพียงต้องการบำเพ็ญเพียรอย่างสงบเงียบ เขาไม่อยากกลายเป็นคนเลือดเย็นที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา

แม้ดูเหมือนว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจะเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า แต่เขาก็ยังคงถวิลหาการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงและหลุดพ้นจากกิเลส

อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นการกำจัดภัยพาลให้แก่ราษฎร...

เฮ้อ

เขาต้องระวังตัวให้มากขึ้น เส้นทางอันยาวไกลของการบำเพ็ญเพียรนั้น หากไม่ระวังให้ดี มือก็อาจเปื้อนเลือดและดวงตาก็อาจมืดบอดได้ง่าย

หลินเซียวเงียบไป

ไม่ว่ากฎเกณฑ์ทางสังคมในปัจจุบันจะเป็นเช่นไร ก็มิอาจเปลี่ยนธาตุแท้ของเขาได้

ไม่ว่ากฎแห่งการเอาตัวรอดจะเป็นอย่างไร ก็มิอาจรบกวนปณิธานเดิมในใจเขาได้

นี่คือการบำเพ็ญเพียรที่เขาต้องการ

【ติ๊ง — ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์สำหรับความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น คุณภาพของ "คัมภีร์หัวใจต้นกำเนิด" ได้รับการอัปเกรดแล้ว เลื่อนระดับเป็นวิชาบำเพ็ญจิตระดับ SS!】

!

วิชาบำเพ็ญจิตสามารถอัปเกรดได้จริงๆ ด้วย!

หลินเซียวรู้สึกประหลาดใจมาก

เดิมที "คัมภีร์หัวใจต้นกำเนิด" เป็นวิชาบำเพ็ญจิตระดับ S ซึ่งหากเรียกตามภาษาของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็คือวิชาบำเพ็ญจิตระดับสวรรค์ขั้นต่ำ แต่ตอนนี้มันได้รับการอัปเกรดเป็นระดับ SS ซึ่งหมายความว่ามันได้กลายเป็นระดับสวรรค์ขั้นกลางแล้ว!

เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับผลประโยชน์เช่นนี้จากการเดินทางครั้งนี้

หลินเซียวระงับความอยากที่จะอ่าน "คัมภีร์หัวใจต้นกำเนิด" ที่อัปเกรดแล้วในทันที และเริ่มกังวลเกี่ยวกับวิธีที่จะทำให้เหมืองหินวิญญาณแห่งนี้กลายเป็นของเขาเอง

ทิ้งไว้ที่นี่ไม่ปลอดภัยเกินไป วันนี้เป็นผู้ฝึกตนชุดดำคนนี้ แล้วถ้าคราวหน้ามีคนอื่นมาพบล่ะ?

จะว่าไป เหมืองหินวิญญาณแห่งนี้ไม่น่าจะก่อตัวขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

แต่มันอยู่ที่นี่มานานโดยไม่มีใครค้นพบ และเขาก็แค่ตกลงมาโดยบังเอิญหลังจากเข้าไปในรูโหว่เชิงมิตินั้น ดูเหมือนว่าต้องมีบางอย่างที่ปิดกั้นการรั่วไหลของพลังปราณ

เขาแค่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือธรรมชาติหรือฝีมือคน

หากเป็นฝีมือคน นั่นหมายความว่ามันมีเจ้าของแล้วอย่างนั้นหรือ...?

ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะถึงอย่างไรผู้ฝึกตนชุดดำคนนั้นก็ทำตัวเป็นโจรลักพาตัวอยู่ที่นี่มาตั้งหลายวันแล้ว หากมีเจ้าของ พวกเขาก็ควรจะค้นพบมันตั้งนานแล้ว

เขาจะถือว่ามันไม่มีเจ้าของก็แล้วกัน!

ในเมื่อไม่มีเจ้าของ เขาก็จะรับมันไว้โดยไม่ลังเล!

【ติ๊ง — ตรวจพบเหมืองหินวิญญาณระดับต่ำ สำนักมีชีพจรวิญญาณระดับต่ำที่ยังไม่ได้สร้างเหมืองหินวิญญาณ โฮสต์ต้องการผูกมัดและเชื่อมต่อเหมืองหินวิญญาณนี้เข้ากับชีพจรวิญญาณระดับต่ำของสำนักหรือไม่?】

ระบบช่างรู้ใจจริงๆ หลินเซียวจะไม่รับของขวัญเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาเลือกตกลงอย่างเด็ดขาด!

【โฮสต์ยืนยันการผูกมัดและเชื่อมต่อ การเชื่อมต่อจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งนาที เนื่องจากการผูกมัดเชื่อมต่อเป็นการแทนที่เชิงมิติ โปรดยืนยันว่าไม่มีบุคคลอื่นอยู่ในเหมืองหินวิญญาณ มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกย้ายกลับไปยังสำนักพร้อมกับพื้นที่ ระยะเวลาการเชื่อมต่อคือหนึ่งชั่วโมง โปรดทราบ】

หนึ่งชั่วโมง!

หลินเซียวตกใจ เขาไม่สนใจตัวเองหรอก หากเขากลับไปที่สำนักพร้อมกับมัน เขาก็แค่กลับออกมาใหม่ได้

แต่ยังมีคนอื่นอีกสี่สิบเก้าคนในเหมืองแห่งนี้!

เขาจะพาคนเหล่านี้กลับไปไม่ได้!

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบออกไปรวมตัวทุกคนแล้วพูดว่า

"ทุกคน ฟังนะ ที่นี่มีอันตราย ทุกคนรีบออกไปเร็วเข้า!"

เห็นได้ชัดว่าหลินเซียวที่เพิ่งช่วยชีวิตพวกเขามีบารมีอย่างมาก เมื่อพวกเด็กหนุ่มเด็กสาวได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่สงสัยเลยและรีบลุกขึ้นวิ่งออกไปข้างนอกทันที

หลินเซียวใช้พลังปราณผลักดันพวกเขาจากด้านหลังอย่างสุดกำลังเพื่อช่วยให้พวกเขาวิ่งได้เร็วขึ้น ท่ามกลางความเร่งรีบ ในที่สุดกลุ่มคนก็มาถึงใต้ทางเข้านั้น

ไม่มีเวลามาเสียคำพูด หลินเซียวหิ้วคนขึ้นมาสองคน ข้างละคน แล้วใช้วิชาเหยียบอากาศพุ่งตัวขึ้นไป

หลังจากโยนคนออกไปแล้ว เขาก็หันกลับมาพาสองคนถัดไปขึ้นไปทันที เขาไปๆ มาๆ เช่นนี้อยู่ยี่สิบสี่เที่ยว ในที่สุดก็นำทุกคนออกไปได้หมด เหลือเพียงคนสุดท้าย

ในเวลานี้ โม่หยวนเจียวกำลังจ้องมองหลินเซียวด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

"ท่านอายุยังน้อยแต่กลับเก่งกาจถึงเพียงนี้! สำนักของท่านต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ!"

หลินเซียวไม่มีเวลามาพูดไร้สาระกับเขา อีกไม่นานก็จะครบหนึ่งชั่วโมงแล้ว

เขาตรงเข้าไปเพื่อจะพาโม่หยวนเจียวขึ้นไปทันที แต่ทว่าโม่หยวนเจียวกลับกางแขนออกหาเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นและพูดว่า

"ลูกพี่! มาเลย!"

หลินเซียว: ...ถ้าข้าไม่อยากกอดเจ้าขึ้นไปล่ะ จะต้องทำยังไง?

ถ้าไม่ใช่เพราะนึกถึงบ่าวที่กำลังกังวลและเหนื่อยล้าคนนั้นล่ะก็ เขาคงไมยากพาเจ้าคนนี้ออกไปเลย

จะพาวัยรุ่นที่มีอาการเบียวแบบนี้ออกไปเพื่ออะไร?

ควรจะปล่อยให้เขากลับสำนักไปพร้อมกันเลยน่าจะจบเรื่อง

หลินเซียวเบี่ยงตัวหลบแขนที่ยื่นมา ก้มลงแล้วแบกเขาขึ้นบ่าในท่าขวาง

"เฮ้ๆๆ! อย่าสิลูกพี่! ท่านจะเลือกปฏิบัติแบบนี้ได้ยังไง!"

หลินเซียวไม่สนใจเสียงโวยวายของเขา พุ่งตรงไปยังทางเข้าด้วยความเร็วสูงสุด

ที่ด้านนอกถ้ำ กลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวต่างพากันตัวสั่นอยู่ในป่าที่มืดมิด

บ่าวโม่เห็นพวกเขาออกมาทีละคนๆ แต่กลับไม่เห็นคุณชายน้อยของตน จึงเริ่มรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย

(จบตอน)

บทที่ 106 : ผู้มีเหมืองในครอบครอง

บทที่ 106 ผู้มีเหมืองในครอบครอง

เมื่อเห็นเขาซึ่งเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ที่นั่น เหล่าเด็กชายและเด็กหญิงต่างก็พากันมาล้อมรอบเขา

ในเวลานั้นเอง หลินเซียวพร้อมกับโม่หยวนเจียวก็ได้กระโดดออกมาจากถ้ำ

เมื่อเห็นโม่หยวนเจียวอยู่บนไหล่ของหลินเซียว ดวงตาของบ่าวโม่ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที และเขาก็รีบเข้าไปทักทายพวกเขาทันที

"คุณชายน้อย!"

หลังจากวางวัยรุ่นจูนิเบียวลงจากไหล่แล้ว หลินเซียวก็เปิดทางให้บ่าวโม่ได้คุยกับเขา

เมื่อเห็นบ่าวโม่ที่อยู่ในสภาพกระเซอะกระเซิง โม่หยวนเจียวก็ตบไหล่เขาและพูดด้วยสีหน้าที่แสร้งทำเป็นดูเคร่งขรึมว่า:

"โม่เชวีย เจ้าลำบากมากแล้ว!"

ชื่อจริงของบ่าวโม่คือโม่เชวีย เมื่อเขาได้ยินว่าคำพูดแรกของคุณชายน้อยคือการปลอบใจแทนที่จะตำหนิเขาเรื่องการละเลยหน้าที่ เขาก็ถึงกับน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจทันที

"คุณชายน้อย..."

บางทีอาจเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงผู้คนและเสียงพูดคุยจำนวนมากที่นี่ เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการที่นำโดยผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานจึงเดินเข้ามาหาพวกเขา

หลินเซียวได้ใช้วิชาพรางตัวอีกครั้งทันทีที่เขาขึ้นมา เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทางการกำลังใกล้เข้ามา เขาจึงฉวยโอกาสในตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็นและหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว หายลับไปในฝูงชน

เมื่อทุกคนต้องการจะพูดกับเขา พวกเขาก็หันไปมองแล้วพบว่าเขาหายตัวไปเสียแล้ว

ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ทางการก็มาถึง

เมื่อเห็นเด็กๆ ที่หายตัวไปปลอดภัยดี หัวใจของเจ้าเมืองถงที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็สงบลงในที่สุด

เขารีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อแสดงความห่วงใยต่อเด็กๆ เหล่านี้ และยังสอบถามว่าพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน จินหนานหวนที่เห็นเด็กๆ เหล่านี้กลับมาอย่างปลอดภัยโดยไม่ทราบสาเหตุก็รู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก

จากนั้น เจ้าเมืองถงหลังจากสอบถามเด็กๆ เพียงคร่าวๆ ก็เดินเข้ามาคารวะเขาและกล่าวว่า:

"เด็กๆ บอกว่าพวกเขาถูกชายชุดดำจับตัวไป และเมื่อครู่นี้ได้รับการช่วยเหลือจากท่านเซียนน้อยคนหนึ่ง เขาไม่ได้ทิ้งชื่อเอาไว้หลังจากช่วยพวกเขาแล้วก็หายตัวไปอย่างกะทันัน ข้าสงสัยว่าจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักของท่านเซียนจินที่มาช่วยเหลือหรือเปล่าขอรับ?"

เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของจินหนานหวนก็กลอกไปมา และเขาก็แสร้งกระแอมไอเบาๆ ทันทีพลางกล่าวว่า:

"ใต้เท้าถง โปรดระวังคำพูดด้วย ศิษย์น้องของข้าปกติแล้วไม่ชอบโอ้อวด ดังนั้นจะเป็นการดีที่สุดหากท่านกล่าวถึงเขาน้อยหน่อย ครั้งนี้เขามาช่วยได้ก็เพราะความสัมพันธ์อันดีระหว่างเรา ความจริงแล้วข้าได้ค้นพบที่อยู่ของคนร้ายตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้ว แต่เกรงว่าจะทำให้มันไหวตัวทัน ข้าจึงเชิญศิษย์น้องให้มาร่วมมือกับข้า ข้านำพวกท่านทุกคนแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและค้นหาในป่าเพื่อดึงดูดความสนใจของคนร้าย ในขณะที่เขาแอบลอบเข้าไปช่วยเหลือผู้คน..."

เจ้าเมืองถงแสดงความขอบคุณทันที:

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! เด็กๆ บอกว่าคนร้ายถูกศิษย์ร่วมสำนักของท่านเซียนสังหารในที่เกิดเหตุ ซึ่งเขามีพลังเวทที่แข็งแกร่งมาก ขอบคุณท่านเซียนและศิษย์ร่วมสำนักของท่านที่ช่วยเหลือประชาชนในเมืองของข้า! แต่ข้าสงสัยว่าข้าควรจะเรียกศิษย์ร่วมสำนักของท่านว่าอย่างไรดีขอรับท่านเซียน? พรุ่งนี้เมื่อข้าเขียนรายงานความดีความชอบ ข้าอยากจะระบุชื่อของเขาลงไปด้วย"

จินหนานหวนรีบโบกมือทันทีและพูดว่า:

"ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น ศิษย์น้องของข้าไม่ชอบโอ้อวดที่สุด หากท่านระบุชื่อเขาและทำให้เขาต้องตกเป็นเป้าสายตา เขาจะสู้กับท่านจนตัวตายแน่ แค่ปล่อยให้ข้ารับผิดชอบเรื่องนี้แทนเขาก็พอ"

"นี่..." เจ้าเมืองถงลังเล แต่เขาก็มองไปที่จินหนานหวนแล้วยังคงตกลงตามนั้น "ก็ได้ขอรับ ข้าจะทำตามที่ท่านเซียนบอก รบารท่านเซียนช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้ศิษย์ร่วมสำนักของท่านฟังด้วยนะขอรับ"

"ไม่ลำบากเลย ไม่ลำบากเลย พวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน"

ในใจของจินหนานหวนเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าใครคือคนที่ทำความดีโดยไม่ทิ้งชื่อไว้ แต่เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อคิดว่าผลงานนี้ตกเป็นของเขาแล้ว เขารู้สึกราวกับว่าระดับสร้างรากฐานช่วงปลายกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่!

โม่หยวนเจียวที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาก็ได้ยินการสนทนานั้น เมื่อเขาได้ยินว่าคนคนนั้นบอกว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักของคนที่ช่วยชีวิตพวกเขา เขาจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น คารวะและถามว่า:

"ท่านเซียน ขอถามได้หรือไม่ว่าท่านมาจากสำนักเซียนแห่งใด?"

จินหนานหวนเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ถามเขาเช่นนี้ทันที สีหน้าของเขาก็ดูเฉยเมยเล็กน้อยขณะกล่าวว่า:

"มณฑลหูฟางทั้งหมดเป็นเขตอิทธิพลของสำนักซางหยางของข้า เจ้าคิดว่าข้ามาจากสำนักไหนล่ะ?"

"อ๊ะ? สำนักซางหยางงั้นหรือ?" โม่หยวนเจียวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาตั้งใจมาเพื่อหาโอกาสวาสนาโดยเฉพาะ ดังนั้นคงไม่ใช่ว่าหลังจากอ้อมมาไกลขนาดนี้ โอกาสวาสนาของเขาจะเป็นสำนักซางหยางหรอกนะ?

หากเป็นเช่นนั้น เขาคงไม่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสามสำนักใหญ่ตั้งแต่แรก...

ไม่สิ ไม่ถูกต้อง

ทันใดนั้นโม่หยวนเจียวก็จำเสียงของเด็กหนุ่มที่ดังก้องอยู่ในหัวของเขาก่อนที่คนที่ช่วยเขาจะจากไปได้

"อย่าเอ่ยถึงข้าหรือสำนักของข้า!" ในตอนนั้นเขาทั้งตกใจและตื่นเต้นมาก นี่ต้องเป็นวิชาส่งเสียงผ่านจิตที่เหล่าท่านเซียนมักจะใช้กันแน่ๆ!

และถ้าเด็กหนุ่มคนนี้มาจากสำนักซางหยาง และไม่ชอบโอ้อวดตามที่ท่านเซียนคนนี้บอก อย่างมากที่สุดเขาก็ควรจะบอกว่าอย่าพูดถึงเขา แต่ไม่ควรเพิ่มคำว่า 'และสำนักของข้า' เข้าไปด้วย! เพราะดูแล้ว ท่านเซียนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ไม่ดูเหมือนคนที่จะไม่รายงานสังกัดของตัวเองต่อเจ้าหน้าที่ทางการ

นี่หมายความว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะไม่ได้มาจากสำนักซางหยาง และไม่ใช่ศิษย์ร่วมสำนักของท่านเซียนจินคนนี้ด้วย ดังนั้น ท่านเซียนคนนี้กำลังโกหก...

โม่หยวนเจียวแอบชำเลืองมองจินหนานหวน แต่เขายังมีไหวพริบอยู่บ้างและไม่ได้ดึงดันที่จะเปิดโปงคำโกหกของคนที่ถูกเรียกว่าท่านเซียนต่อหน้าทุกคน

เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการได้พาเด็กๆ ออกมาจากป่าทึบและส่งคนไปแจ้งครอบครัวของพวกเขา ในระหว่างที่รอครอบครัว พวกเขาก็ถูกซักถามอย่างละเอียดที่จวนว่าการถึงสถานการณ์การลักพาตัวและการช่วยเหลือ

เด็กชายและเด็กหญิงส่วนใหญ่ในตอนนั้นถูกจับตัวมาหลายวันแล้ว และชายชุดดำก็ไม่ได้ให้อาหารพวกเขาอย่างเหมาะสม แค่สุ่มเก็บพืชบางชนิดจากป่าแถวนั้นมาโยนให้พวกเขากินเท่านั้น ดังนั้นในตอนนั้นพวกเขาจึงหิวจนหน้ามืดตาลาย ประกอบกับไอชีวิตที่ถูกดูดไป ทำให้ไม่มีใครมีเรี่ยวแรงเหลือพอจะไปสนใจเรื่องเหล่านั้นเลย

สำหรับการช่วยเหลือ แม้ว่าในถ้ำใต้ดินจะมีแสงสลัวๆ แต่แสงก็ไม่ดีนักและสถานการณ์ในตอนนั้นก็เร่งด่วน ทุกคนต่างอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ จึงไม่มีเวลาหรืออารมณ์ที่จะสังเกตให้ชัดเจนว่าผู้ช่วยชีวิตของพวกเขามีหน้าตาเป็นอย่างไร

ยกเว้นคนคนหนึ่ง

โม่หยวนเจียวซึ่งจ้องมองหลินเซียวตั้งแต่ต้นจนจบย่อมเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เพราะคำเตือนของหลินเซียวก่อนจากไป เมื่อถูกถาม เขาก็ส่ายหน้าและแสร้งทำเป็นไม่รู้เหมือนกับคนอื่นๆ

...

ในขณะเดียวกัน หลินเซียวที่หลบหนีออกมาได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่ไพเราะของระบบดังขึ้นในหัว

【ติ๊ง—การเชื่อมต่อเหมืองหินวิญญาณระดับต้นสำเร็จแล้ว มันถูกจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดใกล้กับสำนักโดยอัตโนมัติ โฮสต์สามารถเข้าชมได้ภายในสำนัก】

หลินเซียวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เหมืองหินวิญญาณได้มาอยู่ในความครอบครองของเขาแล้ว! นับจากนี้ไป เขาก็เป็นคนที่มีเหมืองแล้ว

เขาไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะไม่มีหินวิญญาณเพียงพอสำหรับเปิดใช้งานการฝึกตนอัตโนมัติ เขานำหินวิญญาณสิบก้อนออกมาจากคลังส่วนตัวทันทีเพื่อต่ออายุระบบการฝึกตนอัตโนมัติ

เมื่อเปิดหน้าจอการฝึกตนและเห็นระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงอีกครั้ง หลินเซียวก็พึงพอใจมาก

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะลงทุนหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนในค่ายกลสังหารพิฆาตสองลักษณ์ไปแล้ว แต่คงเป็นเพราะชายชุดดำอ่อนแอเกินไปสำหรับค่ายกล หลังจากฆ่าเขาแล้ว แผ่นค่ายกลยังคืนหินวิญญาณกลับมาให้อีกหกสิบก้อน

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 105 : จุดจบของโจรลักพาตัว | บทที่ 106 : ผู้มีเหมืองในครอบครอง

คัดลอกลิงก์แล้ว