เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 79 : ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า | บทที่ 80 : ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง

บทที่ 79 : ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า | บทที่ 80 : ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง

บทที่ 79 : ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า | บทที่ 80 : ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง


บทที่ 79 : ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า

บทที่ 79 ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า

เมื่อมีค่ายกลเหลียงอี๋เซิ่งซานี้ บวกกับเมื่อนึกถึงปราณชั่วร้ายนั่น หลินเซียวก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

เขาอยากเห็นผลของค่ายกลนี้ตอนนี้เลยจริงๆ แต่เมื่อเห็นว่าต้องใช้หินวิญญาณถึงหนึ่งร้อยก้อน เขาก็ได้แต่ถอยกรูด

แต่ทันใดนั้นหลินเซียวก็คิดขึ้นได้ว่า ถึงเขาจะโยนหินวิญญาณร้อยก้อนทิ้งไปเฉยๆ ไม่ได้ แต่เขาสามารถลองเชื่อมต่อจุดรวมพลังของแผ่นค่ายกลดูก่อนได้ การมีความชำนาญไว้ก่อนหมายความว่าเขาจะไม่ลนลานเมื่อถึงเวลาต้องใช้งานจริงๆ

ดังนั้น เขาจึงวางแผ่นค่ายกลเหลียงอี๋เซิ่งซาลงบนพื้น และเริ่มส่งพลังวิญญาณของตัวเองเข้าไปเพื่อเชื่อมต่อจุดรวมพลังบนนั้น

ไม่ลองไม่รู้ พอลองแล้วเขาก็ต้องตกใจ!

เมื่อพลังวิญญาณของหลินเซียวเข้าสู่แผ่นค่ายกล เขาก็ค้นพบว่าข้างในนั้นมีจุดรวมพลังถึง 108 จุด!

ให้ตายสิ

เมื่อเขาเริ่มพยายามเชื่อมต่อจุดแรก เขาจึรุ้สึกว่าพลังวิญญาณของเขาไหลเข้าสู่จุดนั้นเหมือนลำธารสายเล็กๆ เขาต้องการเพิ่มกระแสพลังวิญญาณ แต่กลับรู้สึกถึงแรงต้านที่ขัดขวางไม่ให้เขาเพิ่มพลังที่ส่งออกไปได้

แต่หลินเซียวสัมผัสได้ว่า หากระดับขอบเขตของเขาไปถึงขั้นถัดไป แรงต้านนี้จะลดลงอย่างมาก

กล่าวคือ ยิ่งระดับขอบเขตสูงขึ้น ความเร็วในการเปิดใช้งานจุดรวมพลังก็จะยิ่งเร็วขึ้น

ผ่านไปครู่ใหญ่ พลังวิญญาณของหลินเซียวก็เชื่อมต่อจุดแรกได้สำเร็จ และเริ่มเข้าสู่จุดถัดไป

และนี่เพิ่งจะเป็นจุดแรกเท่านั้น!

และแผ่นค่ายกลนี้มีจุดรวมพลังถึงหนึ่งร้อยแปดจุด!

พูดอีกอย่างก็คือ ด้วยระดับขอบเขตปัจจุบันของเขา การจะเปิดใช้งานแผ่นค่ายกลนี้ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว!

หลินเซียวคิดในใจว่า เกือบไปแล้ว

โชคดีที่เขาทดสอบดูก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเขาเพิ่งมาพบปัญหานี้ตอนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เขาคงได้กระอักเลือดเก่าออกมาคำโตและตายด้วยความคับแค้นใจแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตกใจกับเวลาที่ใช้ในการเปิดใช้งานแผ่นค่ายกลนี้ หลินเซียวก็รู้สึกมั่นใจในพลังของมันมากขึ้น

แค่การเปิดใช้งานก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง และหลังจากเปิดใช้งานแล้วยังต้องใช้หินวิญญาณอีกหนึ่งร้อยก้อน ด้วยการเตรียมการที่มากมายขนาดนี้ พลังของมันต้องมหาศาลแน่นอน!

ดังนั้น หลินเซียวจึงถอนมือกลับด้วยความพอใจ และเก็บแผ่นค่ายกลเข้าสู่คลังส่วนตัว

ในเมื่อรู้รายละเอียดแล้ว หลินเซียวจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่ทำต่อในตอนนี้

หนึ่งชั่วโมง เอาเวลาไปทิ้งขว้างแบบนั้น สู้เขาไปนั่งสมาธิดีกว่า

ดังนั้น หลินเซียวจึงแอบเข้าไปในห้องบำเพ็ญเพียร และเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่พร้อมกับคนอื่นๆ ด้านใน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เสียงของระบบก็ดังขึ้นในใจของหลินเซียว

【ติ๊ง—ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่เลื่อนระดับเป็นขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า】

เนื่องจากเดิมทีเขาอยู่ที่ขัดเกลาปราณขั้นที่แปดและกำลังจะเข้าสู่ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า ในเย็นวันแรกหลังจากออกจากดินแดนลับ เขาก็เข้าสู่ขอบเขตขัดเกลาปราณขั้นที่เก้าได้สำเร็จ

ต่อไป!

ก็จะเป็นระดับสร้างรากฐาน!

หลินเซียวตั้งตารอมันมาก

ในตอนนี้ ทุกคนในห้องบำเพ็ญเพียรก็ออกจากสภาวะการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่หลินเซียวและซุนอี้เกาพาอาวุโสเลี่ยวมา มันยังอยู่ในช่วงเวลาบำเพ็ญเพียร ดังนั้นแม้ว่าทุกคนจะมีความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นมากมายในใจ แต่พวกเขาก็ต่างพากันอดทนรอไว้ก่อน

เมื่อการบำเพ็ญเพียรสิ้นสุดลง ทุกคนจึงกรูเข้ามาล้อมรอบพวกเขาเพื่อถามถึงรายละเอียดของการเดินทางไปยังดินแดนลับ แม้แต่หยางจินซูก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้ว่าเธอจะค่อนข้างสงวนท่าทีและยืนอยู่รอบนอกของกลุ่มคนก็ตาม

มีเพียงเลี่ยวพ่านถูที่อยู่ข้างๆ ฝูงชนเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่าหลินเซียวเลื่อนระดับแล้ว

เขารู้สึกประหลาดใจกับความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของหลินเซียวมาก

หลินเซียวพูดกับฝูงชนที่กำลังคึกคักว่า:

"ทุกคน อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป เรื่องราวในดินแดนลับของเรา ไว้ค่อยหาเวลามาเล่าให้ฟังกันอย่างละเอียดนะ! ตอนนี้เรามีสถานที่สำคัญที่ต้องไป! มาๆ ทุกคนตามฉันมา ฉันจะพาทุกคนไปดูของดี"

พูดจบ หลินเซียวก็โบกมือพาทุกคนออกจากห้องบำเพ็ญเพียร และผู้คนสิบกว่าคนก็วิ่งตามกันไปอย่างกระตือรือร้นมุ่งหน้าไปยังเนินเขาเล็กๆ ใกล้สำนัก!

จากที่ไกลๆ ทุกคนมองเห็นบ้านสิบเอ็ดหลังตั้งอยู่บนภูเขา

เมื่อพวกเขามาถึงตีนเขาและได้ยินหลินเซียวบอกว่าบ้านพวกนี้มีไว้ให้ทุกคนใช้เป็นที่พักอาศัยในสำนัก ทุกคนก็ดีใจกันยกใหญ่!

โดยเฉพาะพวกเด็กวัยรุ่น

พวกเขามีห้องเป็นของตัวเองจริงๆ!

นี่ไม่ใช่เหมือนอยู่ที่บ้านที่ต้องอยู่รวมกับครอบครัว แต่เป็นพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ที่เป็นของพวกเขาเองทั้งหมด!

สำหรับเด็กวัยรุ่น การมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นเรื่องที่มีความสุขมากจริงๆ!

จากนั้น หลินเซียวก็โบกมืออีกครั้งแล้วพูดว่า:

"ไปเลือกกันเอาเองเลย!"

หลังจากนั้น ทุกคนก็รีบวิ่งขึ้นเขาไปทันที ต่างแย่งกันเข้าไปจองห้องตามลำดับใครมาก่อนได้ก่อน

มีเพียงหลินอวิ๋น หยางจินซู และซุนอี้เกาที่ยืนอยู่ข้างหลินเซียวอย่างเรียบร้อย

เสียงของเจียงโหย่วฟู่ดังแว่วมาจากยอดเขา:

"ไม่ได้ๆ หลังนี้ต้องเก็บไว้ให้เซียวเกอเอ๋อร์—"

จากนั้น พวกเขาก็เห็นคนสองสามคนเล่นกันอย่างสนุกสนานขณะวิ่งออกมาจากห้องบนสุดแล้ววิ่งเข้าไปในห้องอื่น ยังคงแย่งชิงกันอย่างสนุกสนาน

ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะต้องได้ห้องใดห้องหนึ่งให้ได้ พวกเขาแค่อยากแย่งกันเล่นๆ เพื่อความสนุกเท่านั้น

เมื่อทุกคนเล่นกันจนพอใจแล้ว บ้านต่างๆ ก็ถูกแบ่งสันปันส่วนกันเรียบร้อย

จากนั้นทุกคนจึงเดินทางกลับบ้านภายใต้แสงจันทร์

และเลี่ยวพ่านถูก็กลายเป็นผู้อยู่อาศัยคนแรกของเขตหอพักสำหรับสมาชิกสำนักแห่งนี้

เสี่ยวล่วนมองดูใบหน้าที่มีครึ่งสีดำครึ่งสีขาวของเขาแล้วรู้สึกกลัวเล็กน้อย จึงไม่เลือกที่จะอยู่กับเขา แต่กลับวิ่งกลับไปยังเพิงหญ้าคาที่ทางเข้าทางขึ้นเขาเพื่อทำรังอยู่ที่นั่นต่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเซียวก็ยกเรื่องการบำเพ็ญเพียรขึ้นมาพูดกับหลินต้าโหย่วบนโต๊ะอาหารอีกครั้ง

"พ่อ ดูสิ ป้ายางยังไปแล้วเลย พ่อเป็นผู้ชายอกสามศอก ทำไมถึงใจเสาะขนาดนี้!"

หลินต้าโหย่วรู้สึกว่าขมับกระตุกอย่างรุนแรง เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการระงับฝ่ามือที่คันยิบๆ ไว้ เขากัดซาลาเปาคำโต ถลึงตาใส่หลินเซียวแล้วพูดว่า:

"ถ้าข้าขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียร แล้วที่ดินของครอบครัวเราล่ะจะทำยังไง? หือ? เจ้าเด็กนี่ พูดง่ายแต่ทำยากนะ!"

หลินเซียวรีบพูดทันที:

"ข้าทำเอง ข้าทำเอง แค่ถอนหญ้า ใส่ปุ๋ย รดน้ำไม่ใช่เหรอ? ข้าทำได้!"

หลินต้าโหย่วพ่นลมหายใจ:

"อย่างเจ้าเนี่ยนะ? ข้ากลัวว่าเจ้าจะรดน้ำจนต้นกล้าดีๆ ของข้าตายหมดน่ะสิ!"

หลินอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นทันที:

"พ่อ เดี๋ยวข้าไปช่วยด้วยอีกคน ข้าจะคอยดูเอ้อหลางให้เอง!"

เมื่อเห็นพี่ชายร่วมมือเป็นอย่างดี หลินเซียวก็พยักหน้าทันที:

"ใช่ๆ มีพี่ไปด้วย พ่อดูสิ ที่ดินสองแปลงนั้นของบ้านเรา ข้าใช้คาถาแวบเดียวก็เสร็จแล้วจริงไหม? พอข้ากับพี่ทำเสร็จแล้ว เราค่อยขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียร ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย!"

ด้วยเหตุนี้ หลินต้าโหย่วจึงคิดดูแล้วในที่สุดก็ตกลง

เมื่อหลินต้าโหย่วขึ้นเขาในวันรุ่งขึ้น และเห็นบ้านเรือนบนเนินเขาข้างตำหนักหลักสำนัก เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจ

เมื่อเดือนก่อน เจ้าเด็กคนนี้ยังขอให้เขาสร้างบ้านให้เขาอยู่เลย

ตอนนี้เขาสามารถสร้างบ้านทั้งเนินเขาได้ด้วยตัวเองแล้ว

ชั่วขณะหนึ่ง หลินต้าโหยู่อยากจะไปที่ภูเขาสุสานเพื่อบอกเล่าความโล่งอกของคนเป็นพ่อให้ภรรยาฟัง ว่าในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว

หลินต้าโหย่วขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียร และตามคาด เขาถูกส่งตัวไปให้ซุนอี้เกาดูแล

ตอนนี้เขาและหลินเหล่ยกำลังติดตามซุนอี้เกา เรียนรู้ตัวหนังสือไปพร้อมกับศึกษาความรู้ในวิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์

แม้ว่าซุนอี้เกาจะเปลี่ยนไปฝึกคัมภีร์หัวใจต้นกำเนิดแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นคนที่เคยฝึกวิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง

(จบตอน)

บทที่ 80 : ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง

บทที่ 80 ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ซุนอี้เกาอยู่ที่ระดับขัดเกลาปราณขั้นที่เจ็ดแล้ว การสอนวิชาบำเพ็ญจิตนี้ให้พวกเขาจึงถือว่าเพียงพออย่างยิ่ง

สาเหตุที่ให้หลินต้าโหย่วและหลินเหล่ยเรียนสิ่งนี้ก่อนเป็นหลักก็เพราะวิชาท้อแหล่งกำเนิดสุญตาหมื่นลักษณ์มีฉบับย่อ ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็ตาม

เมื่อพวกเขาเริ่มต้นได้และรู้จักตัวอักษรมากขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเลือกวิชาบำเพ็ญจิตของตัวเอง

ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการเรียนรู้ของทุกคนก็จะพัฒนาขึ้นในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนจากสำนักหลิงเซียนเหล่านี้ซึ่งเมื่อเดือนก่อนยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงสามารถก้าวหน้าได้เร็วขนาดนี้ จากคนไม่รู้หนังสือจนสามารถบำเพ็ญเพียรได้ด้วยตัวเอง โดยจะขอคำแนะนำจากซุนอี้เกาเป็นครั้งคราวเมื่อมีสิ่งที่ไม่เข้าใจเท่านั้น

หลินเซียวฉุกคิดขึ้นมาว่า เมื่อเทียบกับสำนักอื่นแล้ว เกณฑ์การเข้าสำนักของพวกเขาสามารถกล่าวได้ว่าต่ำอย่างยิ่ง

หากทุกคนไม่ว่าพรสวรรค์จะแย่แค่ไหนก็สามารถบำเพ็ญเพียรได้ นั่นจะไม่หมายความว่าการบำเพ็ญเพียรสากลจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ?

หากสำนักของพวกเขาเติบโตขึ้นจนยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งในอนาคต ทุกคนในโลกจะไม่แห่กันมาเข้าร่วมสำนักของพวกเขาหรือ?

นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่มีสันดานชั่วร้ายจำนวนมากจะสามารถบำเพ็ญเพียรได้ด้วยหรือ?

พูดตามตรง เขาไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเลย

เขาไม่สามารถควบคุมสำนักอื่นได้ แต่เขาไม่ต้องการให้คนเช่นนั้นปรากฏตัวในสำนักที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง

เขาคิดดูแล้วรู้สึกว่าไม่ดี ดูเหมือนว่าเขาจะต้องกำหนดเกณฑ์ในการรับคนในอนาคตเสียบ้าง

แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต สำหรับตอนนี้ เขาแค่ต้องไม่รับคนเข้ามาอย่างไม่เลือกหน้า

เมื่อมีแผนในใจแล้ว หลินเซียวก็รู้สึกโล่งอกและมุ่งหน้าไปยังเขตหอพักเพื่อตามหาเลี่ยวพ่านถู

เมื่อเขามาถึงตีนเขาแห่งนี้ เขามักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป

หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็ย้ายหินก้อนใหญ่มาจากแดนไกล จากนั้นก็ใช้มือของตัวเองโดยตรง ห่อหุ้มนิ้วด้วยพลังปราณเพื่อแกะสลักตัวอักษรสี่ตัวว่า 'เรือนเขากุยหยวน' ลงไป

เมื่อมองดูตัวอักษรอันทรงพลัง หลินเซียวก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

วิชาพู่กันที่เขาเคยฝึกฝนมาก่อนไม่ได้สูญหายไป ลายมือของเขายังคงถือว่าดีทีเดียว

ข้างเขาแห่งนี้มีแหล่งน้ำเพียงแห่งเดียวบนไหล่เขา ซึ่งเป็นน้ำพุบนภูเขาที่ใสสะอาด

ขุนเขาและสายน้ำส่งเสริมซึ่งกันและกัน ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม

เมื่อมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางเขา หลินเซียวก็เดินเข้าไป

นี่คือสถานที่ที่เลี่ยวพ่านถูเลือกไว้เมื่อวานนี้

เขาไม่ได้ไปที่ห้องบำเพ็ญเพียรแต่เช้าเพื่อบำเพ็ญเพียรพร้อมกับคนอื่นๆ แต่เลือกที่จะบำเพ็ญเพียรตามลำพังในห้องของเขา

อย่างไรก็ตาม วิชาหลอมจิตวิญญาณของเขาบำเพ็ญจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงไม่มีข้อกำหนดสูงนักสำหรับความเข้มข้นของพลังปราณในสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่อยากบำเพ็ญเพียรร่วมกับกลุ่มเด็กน้อยระดับขัดเกลาปราณ

เมื่อเห็นหลินเซียวเดินเข้ามา เลี่ยวพ่านถูก็ไม่ได้ถามว่าเขาต้องการอะไร แต่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า:

"พลังชั่วร้ายนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จะต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เจ้ามีแผนอะไรในใจหรือไม่?"

หลินเซียวทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามเขาและกล่าวว่า:

"ข้าได้เตรียมการไว้บ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเพียงพอหรือไม่ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่"

ด้วยไม้บำรุงวิญญาณที่วางอยู่บนพื้น เลี่ยวพ่านถูจึงปรากฏกายให้เห็นเพียงครึ่งท่อนบน เมื่อได้ยินหลินเซียวพูดเช่นนี้ เขาก็ได้แต่ส่ายหัวและกล่าวว่า:

"ตอนนี้ข้าเป็นเพียงร่างจิตวิญญาณในระดับขัดเกลาปราณ และไม่ได้นำสมบัติใดๆ ติดตัวมาด้วย ดังนั้นข้าจึงทำอะไรไม่ได้เลย"

ดูเหมือนว่าเขาจะคิดว่าหลินเซียวมาเพื่อปรึกษาเรื่องการรับมือกับพลังชั่วร้ายนั้น

หลินเซียวจึงกล่าวว่า:

"ข้าสงสัยว่าอาวุโสพอจะบอกข้าเรื่องสำนักอื่นๆ ได้หรือไม่? แค่โครงสร้างทั่วไปและการวางผังต่างๆ พวกเขามีการวางแผนอย่างไร?"

เมื่อได้ยินว่าเขาถามเรื่องเหล่านี้ เลี่ยวพ่านถูก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าและตอบกลับไปว่า:

"โดยทั่วไปแล้ว เมื่อต้องเลือกสถานที่ตั้งสำนัก จะต้องมองหาที่ที่มีฮวงจุ้ยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนชีพจรวิญญาณที่มีพลังปราณหนาแน่น และตามปกติแล้ว สำนักจะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อยหลายส่วน..."

ขณะที่เลี่ยวพ่านถูกำลังจะอธิบายว่าส่วนประกอบเหล่านั้นมีอะไรบ้าง หลินเซียวก็แทรกขึ้นว่า:

"ปกติแล้วพวกเขาจะวางชีพจรวิญญาณไว้ตรงส่วนไหนของสำนักหรือ?"

เมื่อถูกขัดจังหวะ เลี่ยวพ่านถูก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายให้เขาฟังว่า:

"โดยปกติแล้วชีพจรวิญญาณจะกว้างขวางมาก แต่ถ้าสำนักใดโชคดีพอที่จะครอบครองจุดต้นกำเนิดของมัน พวกเขามักจะถือว่าจุดต้นกำเนิดนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ของสำนัก และเก็บรักษาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของสำนัก"

"และโดยทั่วไปแล้ว สำนักจะสร้างสิ่งก่อสร้างล้อมรอบจุดต้นกำเนิดของชีพจรวิญญาณไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้ฮวงจุ้ยโดยรอบกลมกลืนและมีธาตุทั้งห้าครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าจุดต้นกำเนิดของชีพจรวิญญาณจะมีพลังหล่อเลี้ยงไม่สิ้นสุด"

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หลินเซียวก็เข้าใจ

พูดง่ายๆ ก็คือ มันต้องอยู่ในที่ที่มีฮวงจุ้ยดีและมีธาตุทั้งห้าครบถ้วน เพื่อให้ชีพจรวิญญาณไหลเวียนไม่สิ้นสุด

ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าชีพจรวิญญาณนี้ก็สามารถเหือดแห้งได้เช่นกัน

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาได้

หลินเซียวรีบกล่าวกับเลี่ยวพ่านถูทันทีว่า:

"อาวุโสเลี่ยว รอข้าสักครู่ ข้าจะรีบกลับมา!"

พูดจบ เขาก็วิ่งไปที่น้ำพุภูเขาเล็กๆ ข้างเรือนเขากุยหยวน

เขารู้สึกว่าที่นี่ค่อนข้างดีทีเดียว

แม้ว่าตอนนี้จะยังมีธาตุทั้งห้าไม่ครบถ้วน แต่เขาสามารถค่อยๆ รวบรวมพวกมันในภายหลังได้

ดังนั้นหลินเซียวจึงตัดสินใจเลือกจุดนี้!

เขาหยิบชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งออกมาจากคลังส่วนตัว และวางมันลงใต้สระน้ำพุเล็กๆ อย่างเด็ดขาด

ในพริบตาต่อมา พลังปราณที่หนาแน่นก็แผ่กระจายอย่างรวดเร็วจากก้นน้ำพุออกไปสู่บริเวณโดยรอบ

พลังปราณที่เข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสำนักหลิงเซียนในชั่วพริบตา และแผ่ไปถึงหมู่บ้านซิ่วสุ่ย จนเกือบจะครอบคลุมเทือกเขาเป่ยซานทั้งหมด

ชั่วขณะหนึ่ง หลินเซียวรู้สึกราวกับว่าโลกใบนี้ดูสว่างไสวขึ้นมาเล็กน้อย

เขาไม่คาดคิดว่าเพียงแค่ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง จะสามารถเพิ่มความเข้มข้นของพลังปราณในมุมอันห่างไกลของโลกมนุษย์แห่งนี้ได้มากขนาดนี้!

หลินเซียวพอใจกับสิ่งนี้มาก

เหตุผลที่เขาเร่งรีบวางชีพจรวิญญาณเป็นเพราะเขาต้องการเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของตัวเองเป็นหลัก

แม้ว่าเขาจะมีค่ายกลสังหารพิฆาตสองลักษณ์ แต่ตัวเราเองก็ต้องแข็งแกร่งด้วย การเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

หลังจากวางชีพจรวิญญาณเรียบร้อยแล้ว หลินเซียวก็กลับไปที่ที่พักของเลี่ยวพ่านถู

เขายังมีคำถามอีกมากมายที่จะถามเขา

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่จู่ๆ ก็หนาแน่นขึ้นในบริเวณโดยรอบ เลี่ยวพ่านถูก็มองหลินเซียวที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาด้วยสายตาที่ซับซ้อน

เจ้าหนูระดับขัดเกลาปราณคนนี้มีชีพจรวิญญาณไว้ในครอบครองจริงๆ ด้วย!

ถึงแม้จะเป็นเพียงระดับหนึ่ง แต่หากไปอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร มันก็เป็นสิ่งที่สำนักเล็กๆ มากมายยอมสู้กันจนหัวร้างข้างแตกเพื่อแย่งชิงมันมา

และจุดต้นกำเนิดของชีพจรวิญญาณอย่างที่เขามี ซึ่งถูกสกัดออกมาแล้วและสามารถวางได้ตามใจชอบนั้น ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่!

หลินเซียวทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าเลี่ยวพ่านถูอีกครั้ง

"อาวุโส มาเถอะ พวกเรามาคุยกันต่อ"

หลินเซียวไม่กลัวว่าเลี่ยวพ่านถูจะรู้ว่าเขามีชีพจรวิญญาณแล้วจะเกิดความคิดไม่ซื่อ

เพราะไม่ต้องพูดถึงว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจะอยู่ไกลจากที่นี่แค่ไหน ลำพังแค่ความจริงที่ว่าตอนนี้เลี่ยวพ่านถูเป็นเพียงร่างจิตวิญญาณที่ต้องอาศัยอยู่ในไม้บำรุงวิญญาณ เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว

อีกอย่าง ชีพจรวิญญาณก็ถูกวางลงไปเรียบร้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักของพวกเขายังมีระบบป้องกันด้วย

อยากจะแย่งชิงชีพจรวิญญาณงั้นหรือ? เข้ามาข้างในให้ได้ก่อนเถอะ

เลี่ยวพ่านถูไม่ได้มีความคิดไม่ซื่อแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม เขากลับเริ่มตั้งตารอการพัฒนาของสำนักหลิงเซียนแห่งนี้

เขาหัวเราะ:

"ข้าดูไม่ออกเลยว่าเจ้าหนูอย่างเจ้าจะมีของดีอยู่กับตัวไม่น้อยเลยนะ"

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้อยากรู้ว่าเด็กอย่างหลินเซียวที่ไม่มีผู้อาวุโสคอยหนุนหลัง ไปเอาของเหล่านี้มาจากไหน

มันเป็นข้อห้ามอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนในการไปซักไซ้เรื่องส่วนตัวเช่นนี้จากผู้อื่น

แน่นอนว่าหลินเซียวไม่อธิบายอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มอย่างถ่อมตัวและกล่าวว่า:

"ช่วยไม่ได้หรอก ก็นะ ข้ากำลังสร้างสำนักอยู่นี่นา"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 79 : ขัดเกลาปราณขั้นที่เก้า | บทที่ 80 : ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว