- หน้าแรก
- ชีวิตสุดเทพของเด็กหลังห้องกับระบบไร้เทียมทาน
- บทที่ 495 - ขลุ่ยหยกสามล้านหยวน
บทที่ 495 - ขลุ่ยหยกสามล้านหยวน
บทที่ 495 - ขลุ่ยหยกสามล้านหยวน
บทที่ 495 - ขลุ่ยหยกสามล้านหยวน
เมื่อบทเพลงจบลง
ผู้คนต่างเข้าใจในความหมายที่แตกต่างกันออกไป บางทีพวกวัยรุ่นอาจจะสัมผัสได้ถึงการเข่นฆ่า คนวัยกลางคนอาจจะเข้าใจถึงความหวาดกลัว ส่วนคนเฒ่าคนแก่ก็คงนึกถึงบาดแผลเต็มตัวและความบอบช้ำในจิตใจ และนี่แหละ... คือยุทธจักร
"เก่งมากไอ้หนู การบรรเลงคู่ครั้งนี้ เป็นครั้งที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ฉันเคยเล่นมาทั้งชีวิตเลย" จู่ๆ ชายชราก็ตบหลังมือลั่วเทียนเบาๆ
"ผู้อาวุโสเข้าถึงอารมณ์เพลงได้ลึกซึ้งมากครับ" ลั่วเทียนประสานมือคารวะชายชรา พูดกันตามตรง เขาได้รับทักษะมา แถมยังมีกลิ่นอายสังหารในตัว แต่ชายชราธรรมดาๆ คนนี้กลับสามารถบรรเลงสอดประสานกับเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฝีมือของชายชราคนนี้ล้ำลึกเพียงใด
"สูงกว่านี้ก็คงไม่ไหวแล้วล่ะ ฉันแก่แล้ว มาๆ รับนามบัตรนี้ไปสิ" ชายชราล้วงนามบัตรออกมาส่งให้ลั่วเทียน ก่อนจะยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ทว่าพอขยับตัว ร่างกายก็แอบเซถลาไปเล็กน้อย
"พ่อ" ชายวัยกลางคนรีบเข้ามาประคองพ่อของตัวเองทันที
"ไม่เป็นไรหรอก แก่แล้วน่ะ ประคองฉันไปพักผ่อนสักหน่อยก็พอ สบายใจแล้วล่ะ มีชีวิตอยู่มาตั้งหลายปี ครั้งนี้แหละที่รู้สึกสบายใจที่สุด ตายไปก็ไม่เสียดายแล้วล่ะ" ชายชราหัวเราะร่า
ส่วนลั่วเทียนก็ส่งยิ้มให้กลุ่มคนมุง ก่อนจะหันหลังเดินหลบไปอยู่ด้านข้าง
เมื่อคนมุงเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าลั่วเทียนคงไม่เล่นต่อแล้ว ถึงจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่มีใครบังคับกะเกณฑ์อะไร ไม่นานฝูงชนก็สลายตัวไป
"พ่อหนุ่ม เก่งไม่เบาเลยนะ ฝีมือร้ายกาจขนาดนี้ ยังไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามเลย?" ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาลั่วเทียน
"ลั่วเทียนครับ เป็นแพทย์แผนจีน" ลั่วเทียนหันไปประสานมือคารวะ
"แพทย์แผนจีนเหรอ?" ชายวัยกลางคนอุทานด้วยความตกใจ ก็ไอ้หนุ่มนี่ฝีมือร้ายกาจขนาดนี้นี่นา
ถ้าบอกว่าจบจากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองหลวง หรือเรียนจบปุ๊บก็เข้าวงดุริยางค์แห่งชาติปั๊บ ชายวัยกลางคนจะไม่แปลกใจเลยสักนิด ก็เพราะฝีมือมันเก่งกาจเกินไปน่ะสิ แต่หมอนี่กลับบอกว่าเป็นแพทย์แผนจีนเนี่ยนะ
"ครับ ผมเป็นหมออยู่ที่ถงอี้ถัง" ลั่วเทียนยิ้มกว้าง พลางเดินตรงไปที่ตู้โชว์ขลุ่ยเซียว
"เลือกเครื่องดนตรีที่เหมาะกับตัวเองได้แล้วเหรอ?" แม้ชายวัยกลางคนจะยังแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากมายนัก พอเห็นลั่วเทียนมองไปที่ขลุ่ยเซียว ก็เลยถามขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ
"อืม เลือกได้แล้วล่ะ กู่เจิงช่วงเสียงกว้างเกินไป เล่นแล้วเหนื่อย ส่วนกู่ฉินช่วงเสียงก็ตื้นเกินไป เครื่องดนตรีชิ้นอื่นผมยังไม่ได้ลอง แต่ขลุ่ยเซียวของพ่อคุณเป็นแรงบันดาลใจให้ผม เสียงของมันทุ้มต่ำและหนักแน่น ไม่แหลมใสเหมือนขลุ่ยผิว และไม่อ่อนช้อยเหมือนสวิน แต่ความหนักแน่นของขลุ่ยเซียวนี่แหละ ที่เหมาะกับผมที่สุดแล้ว" ลั่วเทียนตอบพร้อมรอยยิ้ม
"ช่วยแนะนำหน่อยสิครับ" ลั่วเทียนชี้ไปที่ขลุ่ยเซียวเหล่านั้น
ชายวัยกลางคนได้ยินลั่วเทียนพูดแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว ลั่วเทียนพูดเรื่องเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีได้ถูกต้องหมดเลย แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามาตรฐานของลั่วเทียนคืออะไร ก็เลยไม่รู้จะแทรกตรงไหน
"วัสดุก็คล้ายๆ กันหมดแหละ ทำจากไผ่แก่ แถมเครื่องดนตรีที่ร้านฉันก็เป็นงานแฮนด์เมดล้วนๆ ทุกชิ้นช่างฝีมือเป็นคนทำเองกับมือ เพราะงั้นเรื่องราคา... คงไม่ถูกแน่ๆ" ชายวัยกลางคนลูบจมูกพูด
"ไม่มีปัญหาครับ" ลั่วเทียนยิ้มรับ
"งั้น..." ชายวัยกลางคนมองลั่วเทียนตั้งแต่หัวจรดเท้า ไอ้หนุ่มนี่ดูท่าทางแล้วคงไม่ใช่คนขัดสนเงินทองอะไร ชายวัยกลางคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหยิบกล่องใบเล็กออกมาจากด้านนอก
"นายรู้เรื่องดนตรี แถมยังเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ ของที่ใช้ก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ลองดูเจ้านี่สิ ถ้าถูกใจก็เอาไป แต่ถ้าไม่ถูกใจ จะเลือกชิ้นไหนบนผนังก็เชิญตามสบาย ฉันยกให้ฟรีๆ เลย" ชายวัยกลางคนหัวเราะเสียงดังอย่างใจกว้าง
"เจ้านี่มันมีอะไรพิเศษเหรอครับ?" ลั่วเทียนครุ่นคิดก่อนจะเปิดกล่องออก สิ่งที่เห็นคือขลุ่ยเซียวหยกสีขาวบริสุทธิ์ แค่รูปทรงก็ทำให้คนเห็นต้องเบิกตากว้างด้วยความทึ่งแล้ว
พอได้สัมผัสก็รู้สึกเย็นเฉียบ แต่ไม่ได้เย็นจนบาดมือ กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวลอย่างประหลาด
"ของดีนี่นา" ดวงตาของลั่วเทียนเป็นประกายวาบ
"หึๆ ชอบล่ะสิ ของชิ้นนี้เพื่อนเก่าฉันใช้เวลาเจียระไนถึงสิบสองปีเต็มๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่เขาจากไป ถึงได้มอบให้ฉัน ถ้าเป็นคนอื่นมาขอซื้อฉันไม่มีทางขายให้หรอก แต่ฝีมือทางดนตรีของนายมันสุดยอดเกินไป พูดตามตรงนะ ฉันยังไม่เคยเห็นวัยรุ่นคนไหนมีฝีมือได้ถึงครึ่งของนายเลย เพราะงั้นไม่ว่านายจะเป็นหมอหรือเป็นอะไร แต่อย่างน้อยที่สุด ขลุ่ยเซียวหยกเลานี้เมื่อไปอยู่ในมือนาย ก็คงไม่สูญเปล่าแน่นอน" ชายวัยกลางคนหัวเราะร่วน
"สามล้าน เอาไปได้เลย"
"โอ้โห ตอนแรกพูดซะดิบดีนึกว่าจะให้ฟรี พอพูดจบเปิดราคามาสามล้านซะงั้น" ลั่วเทียนมองชายวัยกลางคนอย่างอึ้งๆ
"ให้ฟรีน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่พวกวัยรุ่นอย่างนาย ถ้าได้อะไรมาง่ายๆ ก็มักจะไม่ค่อยเห็นค่า ฉันเก็บเงินก็เพื่อให้รู้ว่าของชิ้นนี้มันมีค่าแค่ไหน สามล้านไม่แพงไปใช่ไหมล่ะ" ชายวัยกลางคนหัวเราะฮ่าๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเทียนก็เบ้ปาก "ก็ไม่แพงหรอกครับ ผมชอบขลุ่ยเซียวเลานี้มากจริงๆ"
พูดจบ ลั่วเทียนก็ไม่รอช้า ล้วงบัตรเครดิตออกมารูดปรื๊ดทันที
ไม่ถึงหนึ่งนาที พอสลิปเด้งออกมา ขลุ่ยเซียวเลานี้ก็ตกเป็นของลั่วเทียนอย่างสมบูรณ์
"พ่อหนุ่ม ฉันชื่อจางพั่วหยวน พ่อฉันชื่อจางอวี๋ซง" ชายวัยกลางคน จางพั่วหยวน แนะนำตัวพร้อมรอยยิ้ม
"ลั่วเทียนครับ" ลั่วเทียนประสานมือคารวะ
"นายเป็นแพทย์แผนจีนจริงๆ เหรอเนี่ย?" ตอนนี้การซื้อขายเสร็จสิ้นแล้ว จางพั่วหยวนก็เลยดึงลั่วเทียนมาคุยเล่น ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะมองมุมไหน ลั่วเทียนในวัยนี้กับฝีมือทางดนตรีระดับนี้ ก็ดูไม่น่าจะใช่แพทย์แผนจีนเลยสักนิด
"ผมจะโกหกคุณไปทำไมล่ะครับ ถงอี้ถังก็เป็นคลินิกของผมเอง ถ้ามีโอกาสผ่านมาแถวนั้นก็แวะไปจิบชาได้นะครับ ถึงตอนนั้นคุณก็จะได้รู้เองว่าผมโกหกหรือเปล่า" ลั่วเทียนยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางหัวเราะร่า
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จางพั่วหยวนก็ชงชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ส่วนชายชราที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้ก็เริ่มจะหายเหนื่อยแล้ว ชายชรา ซึ่งก็คือจางอวี๋ซง ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้
"ลั่วเทียน ใครเป็นอาจารย์สอนดนตรีนายเหรอ ในเฉินหยางคนที่มีฝีมือระดับนี้ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่ามีกี่คน ใช่คุณอวี๋เหว่ยหรือเปล่า?" จางอวี๋ซงเอ่ยชื่อคนคนหนึ่งขึ้นมา
"ไม่รู้จักครับ" ลั่วเทียนส่ายหน้า ทักษะนี้ระบบเป็นคนให้มา ไม่ได้ไปเรียนกับใครที่ไหน แล้วเขาจะไปรู้จักใครได้ยังไงล่ะ
"แปลกจังแฮะ" จางอวี๋ซงดูเหมือนอยากจะถามอะไรต่อ แต่พอเห็นลั่วเทียนล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู ท่าทางแบบนี้ก็ชัดเจนว่ากำลังจะขอตัวกลับ จางอวี๋ซงนึกขึ้นได้ก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ
"พ่อหนุ่ม ทิ้งเบอร์โทรไว้หน่อยสิ คนแก่คนนี้เกิดมาทั้งชีวิตมีสหายรู้ใจไม่กี่คนหรอก ถ้านายไม่รังเกียจ เรามาเป็นสหายต่างวัยกันเถอะ ว่างๆ ก็มาเล่นดนตรีด้วยกัน" สุดท้ายจางอวี๋ซงก็ยังรั้งลั่วเทียนไว้อีก
"ได้เลยครับ" ลั่วเทียนหัวเราะร่า ให้เบอร์โทรศัพท์ไปแล้วก็หันหลังเดินออกจากเมืองเครื่องดนตรีไป
แต่เพิ่งจะมีเวลาได้หยิบนามบัตรใบนั้นขึ้นมาดู
"ประธานสมาคมดนตรีคลาสสิกเมืองเฉินหยาง จางอวี๋ซง"
"แม่เจ้าโว้ย" ลั่วเทียนตบหน้าผากตัวเอง มิน่าล่ะสายตาของจางอวี๋ซงตอนท้ายถึงได้ดูมีเลศนัยนัก ดูท่าคงอยากจะดึงตัวเขาไปร่วมวงด้วยสินะ เหมือนกับคุณปู่กู่เลย
แต่พอนึกถึงคุณปู่กู่ ลั่วเทียนก็ชะงักไป งานประลองวิทยายุทธ์ก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปอะไรเลยนี่นา
ทางฝั่งสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติก็ปิดปากเงียบ สมาคมวิทยายุทธ์โบราณก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย นี่เขาอุตส่าห์เป็นถึงแชมป์เลยนะเนี่ย
ลั่วเทียนส่ายหัวแล้วขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปยังบริษัทอันหรานเอนเตอร์เทนเมนต์ทันที
เสียเวลาที่เมืองเครื่องดนตรีไปหลายชั่วโมง ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว ลั่วเทียนตั้งใจจะไปรับหลี่เสวี่ยเจียวไปกินข้าว แล้วก็ถือโอกาสอวดของเล่นชิ้นใหม่ราคาสามล้านให้หลี่เสวี่ยเจียวดูด้วยซะเลย
อีกด้านหนึ่ง
ภายในบริษัทอันหรานเอนเตอร์เทนเมนต์
"ไสหัวไปให้พ้น อย่ามาขวางฉัน แม่จะไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการกับนังเด็กเมื่อวานซืนอย่างแกไม่ได้" เสียงด่าทอแหลมปรี๊ดดังลั่นขึ้นมา
(จบแล้ว)