- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 485 ความบิดเบี้ยวระดับต้นกำเนิด (2)
บทที่ 485 ความบิดเบี้ยวระดับต้นกำเนิด (2)
บทที่ 485 ความบิดเบี้ยวระดับต้นกำเนิด (2)
จิ่งอู่แทบไม่อยากจะเชื่อ ว่าทำไมไป๋อู้ถึงทำได้ขนาดนี้?
ถึงแม้สิ่งที่ไป๋อู้ทำอยู่ตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้แตกต่างจากที่ทำที่บริเวณรอบนอกศูนย์หลบภัยเมืองไป่ชวนมากนัก นั่นคือการบิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สเกลของมันกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...
ถ้าจะบอกว่าอาณาเขตของจิ่งซื่อ คืออาณาเขตบ่อทวนเข็มนาฬิกา ที่ทำให้ความบิดเบี้ยวทั้งหมดสลายไป ถ้างั้นอาณาเขตของไป๋อู้ ก็คืออาณาเขตของบ่อน้ำ!
ตกลงแล้วบ่อน้ำคืออะไรกันแน่?
ไป๋อู้ไม่อาจทำความเข้าใจได้ ทำได้เพียงแค่รู้สึก และในระหว่างกระบวนการแห่งการรู้สึกนี้ ก็พยายามที่จะควบคุมมัน!
บางทีเขาอาจจะไม่สามารถใช้กระบวนท่าที่ทรงพลังแบบนี้ได้อีกเป็นเวลานาน บางทีการโจมตีครั้งนี้อาจจะต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง แต่ไป๋อู้ก็ไม่สนอะไรแล้ว เขาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ขยับเข้าใกล้จิ่งอู่เรื่อยๆ
จิ่งอู่ก็ยังคงไม่เชื่อ ว่าอาณาเขตรื้อถอนสรรพสิ่งอันทรงพลัง จะพ่ายแพ้ได้อย่างไร?
สถานที่ที่อาณาเขตรื้อถอนสรรพสิ่งพัดผ่านไป ล้วนถูกไป๋อู้ "ซ่อมแซม" ด้วยความบิดเบี้ยว!
แม้กระทั่งพ่อค้า ช่างตีเหล็ก และหมอ ผู้ร่วงหล่นตัวเอ้ที่ถูกรื้อถอนจนหายวับไป ก็ได้กลับคืนสู่โลกใบนี้อีกครั้ง!
อาณาเขตที่ไป๋อู้แสดงออกมา หากพูดถึงเรื่องอานุภาพแล้ว ย่อมด้อยกว่าอาณาเขตรื้อถอนสรรพสิ่งอย่างเทียบไม่ติด แต่ความแตกต่างทางด้านธรรมชาติของพลังนี่แหละ ที่เป็นตัวตัดสินแพ้ชนะของการต่อสู้ครั้งนี้!
รื้อถอนสรรพสิ่ง เป็นพลังที่ก้าวร้าวและทรงอำนาจมาก แต่ถ้าพลังกับพลังมี "ความคิด" เป็นของตัวเองล่ะก็ ความบิดเบี้ยวก็คงจะเปรียบเสมือนจักรพรรดิผู้ครองใต้หล้า ที่กำลังมองดูรื้อถอนสรรพสิ่งด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม!
ราวกับว่านี่แหละ คือพลังอันสูงสุดอย่างแท้จริง!
ร้อยเจ็ดสิบห้าก้าว ภายใต้การบิดเบือนของพื้นที่ ระยะทางอันแสนไกลถูกไป๋อู้ก้าวเดินจนจบในร้อยเจ็ดสิบห้าก้าว เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าจิ่งอู่แล้ว
นี่มันช่างดูอ่อนแอซะเหลือเกิน?
ในเวลานี้ จิ่งอู่ขยับตัวไม่ได้เลย พลังรื้อถอนสรรพสิ่งได้สูบพละกำลังส่วนใหญ่ของเขาไปจนหมด และไป๋อู้ในตอนนี้ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
รื้อถอนสรรพสิ่ง ถึงแม้จะไม่สามารถทำอะไรอาณาเขตความบิดเบี้ยวของไป๋อู้ได้ แต่ในตอนนี้ อาณาเขตของไป๋อู้ ก็ทำได้แค่เสมอกับรื้อถอนสรรพสิ่งเท่านั้นแหละ
ในอนาคต เขาจะค่อยๆ ขัดเกลา จนทำให้อาณาเขตความบิดเบี้ยวเหนือกว่ารื้อถอนสรรพสิ่งอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้—
เมื่อเจ้าของอาณาเขตทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน ทั้งสองคนต่างก็เหนื่อยล้าจนแทบจะหมดแรงแล้ว
ทั้งสองคนต่างก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว
เมื่อกองทัพสองฝ่ายปะทะกัน ผู้ที่กล้าหาญกว่าคือผู้ชนะ เมื่อร่างกายมาถึงขีดจำกัด สิ่งที่ต้องวัดกันก็คือความมุ่งมั่น!
ดูสิว่าใครจะสามารถค้ำยันอาณาเขตไว้ได้นานกว่ากัน
ถ้าไป๋อู้ทนไม่ไหว ความบิดเบี้ยวก็จะสลายไป และจะถูกรื้อถอนจนหายวับไปในพริบตา
แต่ไป๋อู้เป็นคนจริงมาตลอด เขาถึงขั้นแสดงสีหน้าที่ดูโหดเหี้ยมออกมา แล้วตะโกนเสียงดังก้องว่า:
"จิ่งอู่! แกแพ้แล้ว!"
ดาบยักษ์ริษยาที่อาบไปด้วยพลังแห่งความบิดเบี้ยวฟาดฟันลงมา!
แสงสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าท่ามกลางแสงสีขาวสว่างจ้า และระเบิดออกในพริบตา!
นักล่า และบรรดาผู้ร่วงหล่นที่ถูกรื้อถอนแล้วถูกบิดเบือนกลับคืนสู่ร่างเดิม ต่างก็คิดว่ายอดฝีมือทั้งสองคน จะทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงจากการปะทะกันของพลัง!
ทุกคนต่างคิดว่า จะต้องมาตายในกองเพลิงกันอีกรอบแล้ว!
แต่เรื่องแบบนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้น
พลังรื้อถอนสรรพสิ่ง กลับถูกแสงสีดำที่แผ่ออกมาจากตัวไป๋อู้... กลืนกินไปจนหมดสิ้น
คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวได้กักขังมิติเวลาเอาไว้ ไม่มีใครรู้เลยว่าผลการต่อสู้ระหว่างไป๋อู้กับจิ่งอู่จะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งหมอ ช่างตีเหล็ก และพ่อค้าที่อยู่ใกล้กับไป๋อู้และจิ่งอู่มากที่สุด ก็ยังมองไม่เห็น
ราวกับรัตติกาลมาเยือนอย่างกะทันหัน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทุกคน มีเพียงความมืดมิด
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ความมืดมิดก็เริ่มจางหายไปทีละนิดๆ
มีคนเริ่มรู้สึกตัว ว่าตัวเองดูเหมือนจะขยับตัวได้แล้ว
นักล่าที่ถูกหยุดนิ่งอยู่ในจังหวะหายใจเข้าออก ในที่สุดก็สามารถหายใจจนสุดปอดได้สำเร็จ
เถียนจิงที่เคยถูกรื้อถอนจนหายวับไป สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของเทพธิดาเจี่ยนชิว
ขาของหมออ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น
แม้แต่ค้อนเหล็กในมือของช่างตีเหล็กก็ยังจับไว้ไม่อยู่ พ่อค้าก็ไม่สนใจมัมมี่นั่นอีกแล้ว
มัมมี่ก็ไม่ได้ใช้งานวัฏสงสารอีก... วัฏสงสารไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว มันไม่อยากจะเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวแบบเมื่อกี้นี้อีกเป็นครั้งที่สอง
แสงสว่างเริ่มกลับคืนสู่เครื่องบินโดยสารขนาดยักษ์ แสงสว่างค่อยๆ ขับไล่ความมืดมิดออกไปทีละน้อย
บนเพดานของห้องเก็บสัมภาระ ในที่สุดแสงสว่างก็สามารถส่องทะลุความมืดเข้ามาได้ แต่ก็ยังไม่สามารถส่องสว่างได้ทั้งหมด
ราวกับว่าในฉากที่มืดมิด มีสปอตไลต์ส่องลงมาหนึ่งดวง
สายตาของพ่อค้า ช่างตีเหล็ก และหมอ ล้วนจับจ้องไปที่จุดนั้น
เมื่อการบิดเบือนของเวลาและสถานที่ค่อยๆ จางหายไป... เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
ณ ใจกลางความมืดมิด ดาบยักษ์ของไป๋อู้ ฟันตั้งแต่ไหล่ซ้ายของจิ่งอู่ ยาวลงมาจนถึงเอวด้านขวา
สัตว์ประหลาดระดับบ่อน้ำ ในความหมายหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นอมตะ
ดาบของไป๋อู้ ไม่ได้พรากชีวิตของจิ่งอู่ไป
ทั้งเขากับจิ่งอู่ ล้วนอยู่ในสภาวะโอเวอร์โหลดด้วยกันทั้งคู่ ข้อแตกต่างก็คือ จิ่งอู่สูญเสียพลังในการต่อสู้ไปแล้ว
ถึงแม้ไป๋อู้จะดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังดูเหมือนพอจะมีแรงสู้ต่อได้
สายตาของไป๋อู้แน่วแน่ ราวกับยังมีพลังเหลือเฟือ
ดาบยักษ์ริษยายังคงปลดปล่อยพลังทำลายล้างเข้าไปในร่างกายของจิ่งอู่อย่างต่อเนื่อง บนใบหน้าของจิ่งอู่ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอัปยศอดสู
ลมหายใจของไป๋อู้เริ่มคงที่มากขึ้น:
"ครั้งนี้... ตัวต่อตัว ฉันชนะ!"
คำว่าฉันชนะ ไป๋อู้พูดออกมาอย่างหนักแน่น แววตาเป็นประกาย
จิ่งอู่แทบไม่อยากจะเชื่อเลย หลังจากได้ครอบครองอาณาเขตรื้อถอนสรรพสิ่งแล้ว เขาก็น่าจะมีพลังที่แม้แต่หมายเลขศูนย์ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้
แต่ในการปะทะกันระหว่างกระบวนท่าไม้ตาย—เขากลับพ่ายแพ้ให้กับมนุษย์คนหนึ่ง!
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่อยู่เมืองเครื่องจักร มนุษย์คนนี้ถูกเขาไล่ต้อนจนหนีหัวซุกหัวซุน
ถึงแม้จะเกิดการวิวัฒนาการในการต่อสู้ที่เมืองไป่ชวน ถึงแม้จะมีอัครสาวกที่คอยเพิ่มพลังให้ ก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขาอยู่ดี
แต่ต้นเหตุของหายนะ มันก็ถูกฝังเอาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแหละ
จิ่งอู่ไม่เคยรู้ตัวเลย ว่าทำไมจิ่งเอ้อร์ถึงได้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องกำจัดไป๋อู้ให้ได้ หลังจากที่โดนไป๋อู้โจมตีจนบาดเจ็บ
เรื่องทั้งหมดนี้... ล้วนเกี่ยวข้องกับพลังที่ไป๋อู้ได้รับมา หลังจากที่ดื่มน้ำจากบ่อเข้าไป
ไม่ใช่พลังชีวิต ไม่ใช่พลังป้องกัน ไม่ใช่พละกำลัง และไม่ใช่ความเร็ว การยกระดับพลังต่อสู้พื้นฐาน ไม่ได้มีความหมายอะไรกับจิ่งเอ้อร์เลย
สิ่งที่ทำให้จิ่งเอ้อร์หวาดระแวงจริงๆ ก็คือการที่ไป๋อู้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของบ่อน้ำ แสดงให้เห็นถึงพลังที่ราวกับจะสามารถบิดเบือนทุกสรรพสิ่งได้!
เพียงแต่ตอนนั้นจิ่งอู่ไม่ได้สนใจอะไร เพราะในสายตาของจิ่งอู่ การโจมตีสุดกำลังของไป๋อู้ ก็ทำได้แค่สร้างรอยแผลเล็กๆ น้อยๆ ให้กับพี่ชายของเขาเท่านั้น
จนกระทั่งวินาทีนี้แหละ จิ่งอู่ถึงได้ตระหนักถึงความน่ากลัวของพลังนี้อย่างแท้จริง!
สิ่งที่ทำให้จิ่งอู่เจ็บใจที่สุดก็คือ การใช้อาณาเขตรื้อถอนสรรพสิ่ง มันสูบพละกำลังของเขาไปจนหมดเกลี้ยง บวกกับรอยฟันของไป๋อู้รอยนี้อีก...
ในระยะเวลาอันสั้น เขาไม่มีทางสู้ต่อได้อีกแล้ว แต่ไป๋อู้ถึงจะดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังพอมีแรงสู้ต่อ
เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าไป๋อู้สามารถใช้การบิดเบือนมิติเวลา ทำให้คนและสิ่งของที่ถูกรื้อถอนสรรพสิ่งกลับคืนสภาพเดิมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหลอมรวมสรรพสิ่งเลย
ในตอนนี้ จิ่งอู่อ่อนแอถึงขีดสุด เกรงว่าแม้แต่พ่อค้ากับช่างตีเหล็ก ก็คงจะสามารถเอาชนะเขาได้
แต่พ่อค้ากับช่างตีเหล็กไม่กล้าลงมือ พวกเขาเอาแต่จ้องมองไป๋อู้
ไป๋อู้หันไปมองหมอ ด้วยท่าทีที่ดูนิ่งสงบมาก:
"มัมมี่นั่นก็บาดเจ็บสาหัสเหมือนกัน ตอนนี้แหละ คือโอกาสที่นายจะชิงวัฏสงสารมา"
ลมหายใจของเขาเริ่มคงที่ ราวกับว่าพลังกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อหมอเห็นภาพนี้ ในใจก็เกิดคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำ เดิมทีเขากำลังลังเลว่าจะหักหลังไปอยู่ฝ่ายจิ่งอู่ดี หรือจะอยู่ฝ่ายไป๋อู้ต่อไปดี แต่ในวินาทีนี้ เขาตัดสินใจได้แล้ว
ฝ่ายหนึ่งคือระดับบ่อน้ำ ที่ไม่ลังเลเลยที่จะรื้อถอนตัวเอง ส่วนอีกฝ่ายคือคู่หูคนใหม่ที่มีพลังแข็งแกร่งกว่า และรักษาคำพูดที่ช่วยชีวิตเขาไว้...
หมอไม่ใช่คนโง่ เขารู้แล้วว่าควรจะเลือกทางไหน
ไป๋อู้เตะจิ่งอู่กระเด็นออกไป ชักดาบยักษ์กลับมา แล้วหันไปมองด้านหลังด้วยสายตาคมกริบ
ด้านหลังห้องเก็บสัมภาระก็คือห้องโดยสาร ในห้องโดยสารเต็มไปด้วยผู้ร่วงหล่นที่ถูกพลังอันมหาศาลสองสายสะกดเอาไว้
ผู้ร่วงหล่นไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว แต่ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่ได้รับการยกเว้น และเป็นคนที่โชคดีที่สุดในการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย—
นักล่า
แน่นอนว่าไป๋อู้ไม่ได้มองข้ามเจ้าของร่างธรรมหมื่นลักษณ์ไปหรอก
พลังของคนคนนี้ ถึงแม้จะสู้จิ่งอู่ไม่ได้ แต่ก็ต้องอยู่ในระดับยอดฝีมืออย่างแน่นอน
ลมหายใจของไป๋อู้ยิ่งคงที่มากขึ้น เขาไม่สนใจจิ่งอู่ที่หมดสภาพการต่อสู้ชั่วคราวอีกต่อไป เขาใช้มือเดียวชูดาบยักษ์ขึ้น ชี้ไปที่นักล่า:
"ถ้าเป้าหมายของนายคือมัมมี่นั่นกับเจ้าของโลงศพด้วยล่ะก็ นายก็คือศัตรูของฉัน"
คนที่ปะทะกับไป๋อู้ในโลกแห่งความทรงจำ ก็คือร่างแยกของเจ้าของร่างธรรมหมื่นลักษณ์คนนี้นี่แหละ
เจ้าของร่างแยกไม่พูดอะไร เอาแต่มองไป๋อู้ และปล่อยให้หมอใช้คุณสมบัติของอักษรคำเสริมกลายพันธุ์ระดับตำนาน—วิชาหลอมรวมความบิดเบี้ยว ช่วงชิงวัฏสงสารมา
ไป๋อู้ดูเหมือนจะยังมีแรงสู้ต่อ ซึ่งนี่ก็ทำให้ลึกๆ ในใจของนักล่าที่ตีหน้าตายอยู่ ต้องรู้สึกแปลกใจมาก
ในสายตาของเขา ไป๋อู้ช่วยชีวิตเขาไว้ แต่เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นด้วยว่า ไป๋อู้คือจุดศูนย์รวมความบิดเบี้ยวขนาดมหึมา ไม่อย่างนั้น จะสามารถเอาชนะจิ่งอู่ในสถานการณ์แบบเมื่อครู่นี้ได้ยังไง?
ยิ่งเป็นตัวตนที่บิดเบี้ยวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสมควรถูกกำจัด
ไม่สนว่าดีหรือเลว ไม่แยกแยะความถูกต้องหรือผิด
นี่คือภารกิจของนักล่า เพียงแต่ท่าทางของไป๋อู้ที่ดูเหมือนจะยังมีแรงสู้ต่อ ทำให้นักล่าต้องระมัดระวังในการรับมือ—
ถ้าสู้กันจริงๆ โอกาสที่จะกำจัดความบิดเบี้ยวสำเร็จมีมากแค่ไหน? โอกาสที่จะต้องตายมีมากแค่ไหน?
ตอนนี้ควรจะฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายยังไม่คิดจะฆ่า หนีไปจากที่นี่ดีไหม? หรือควรจะฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายยังไม่ได้วัฏสงสาร รีบกำจัดให้สิ้นซากไปเลย?
ต่อให้เป็นนักล่าก็ยังต้องคิดให้รอบคอบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่สู้ไม่ได้ นักล่าก็จะไม่ฝืนเข้าไปสู้จนตัวตายหรอก
เพราะยังไงซะ ร่างธรรมหมื่นลักษณ์ ก็ช่วยให้เขาสามารถควบคุมพลังได้หลากหลาย ครั้งนี้สู้ไม่ได้ ครั้งหน้ามาสู้ใหม่ก็ได้นี่นา
และพลังรื้อถอนสรรพสิ่งของจิ่งอู่ ก็ทำให้นักล่ารู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังจะมาเยือนเป็นครั้งแรก แต่ในตอนที่เขาคิดว่านี่คือพลังที่น่ากลัวที่สุดในโลกใบนี้แล้ว—ไป๋อู้กลับระเบิดพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าออกมา
นักล่าก็รู้สึกหวาดกลัวไป๋อู้ในร่างนี้เหมือนกัน
ดังนั้นความคิดเหล่านี้จึงผุดขึ้นมาในหัว ทำให้ไป๋อู้กับเจ้าของร่างธรรมหมื่นลักษณ์ตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกัน
ไป๋อู้พยายามแสดงท่าทีนิ่งสงบและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ และดูเหมือนจะไม่สนใจนักล่าด้วยซ้ำ ราวกับว่ายังมีแรงเหลือเฟือที่จะสู้ต่อได้อีกยก
แต่ในความเป็นจริงแล้ว... ไป๋อู้เข้าตาจนแล้ว เขาไม่มีไพ่ตายอะไรเหลืออีกแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นคำว่า "ฉันชนะ" ที่พูดออกมาอย่างหนักแน่น หรือความมั่นใจและความแน่วแน่ที่ฉายชัดในแววตา ล้วนเป็นสิ่งที่ไป๋อู้เสแสร้งแกล้งทำขึ้นมาทั้งสิ้น
ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหมอที่อาจจะแปรพักตร์ ช่างตีเหล็กและพ่อค้าที่อาจจะลุกขึ้นสู้ หรือเจ้าของร่างธรรมหมื่นลักษณ์คนนี้ที่อาจจะตัดสินใจเป็นตาอินตาหนา...
ไป๋อู้ก็ไม่มีปัญญาจะรับมือได้เลยสักคน
ข้อความหมายเหตุในดวงตา ยังคงเรียบง่ายถึงขีดสุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขายังไม่พ้นขีดอันตราย
และไป๋อู้ก็ไม่ได้เอาชนะจิ่งอู่ได้จริงๆ หรอก
การต่อสู้ครั้งนี้ ในที่สุดหลังจากฟันดาบนั้นออกไป เขาก็ไม่สามารถรักษาระดับพลังแห่งความบิดเบี้ยวไว้ได้อีก
จิ่งอู่บาดเจ็บสาหัส ไร้ซึ่งพลังในการต่อสู้
แต่ไป๋อู้กลับบาดเจ็บหนักยิ่งกว่าจิ่งอู่ซะอีก เขาแค่กำลังใช้พลังใจ แกล้งทำเป็นเยือกเย็นก็เท่านั้น
พลังที่จิ่งอู่แสดงออกมานั้นน่าตกตะลึงและไร้เทียมทาน
แต่ไป๋อู้กลับสามารถทำลายพลังนั้นลงได้ นี่ทำให้ทุกคนคิดว่าพลังของไป๋อู้นั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ทว่าความจริงกลับอันตรายมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาณาเขตแห่งความบิดเบี้ยว หรือการใช้ดาบยักษ์ริษยา ล้วนเป็นการเผาผลาญพลังของไป๋อู้ไปอย่างมหาศาล
เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยุติการต่อสู้ครั้งนี้ลง
"ความหวังเดียวของฉันในตอนนี้... ก็คือการที่หมอจะโดนฉันหลอก แล้วก็เลือกที่จะช่วยฉันแทนที่จะช่วยจิ่งอู่"
"ขอแค่ได้วัฏสงสารมา... ฉันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว"
"ฉันจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็นไม่ได้เด็ดขาด..."
ร่างกายของไป๋อู้ถูกใช้งานจนเกินขีดจำกัดไปตั้งนานแล้ว เขาอาจจะสลบไปได้ทุกเมื่อ แต่เขาก็อาศัยพลังใจอันแข็งแกร่ง ตบตาคนอื่นได้อย่างแนบเนียน
ภาพอนาคตอันบิดเบี้ยวที่เขาได้เห็นในคำพยากรณ์ผุดขึ้นมาในหัว นึกถึงเพื่อนๆ ในหอคอยเหล่านั้น... ที่ต้องทนทุกข์ทรมานแบกรับอนาคตอันหนักอึ้งเอาไว้ นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ไป๋อู้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
ไป๋อู้ไม่ถอยแต่กลับเดินหน้า เขาเดินมาถึงใจกลางห้องเก็บสัมภาระ
ทุกก้าวที่เดิน เขาต้องฝืนรักษาสมดุลเอาไว้ แต่กลับเดินได้อย่างมั่นคง ราวกับต้องการจะปกป้องหมอ
เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าหมอ เอาดาบยักษ์ปักลงพื้น ท่าทางดูน่าเกรงขามมาก แต่ความจริงก็คือ มือของเขาไม่มีแรงแม้แต่จะแกว่งดาบยักษ์เล่มนี้ได้อีกแล้ว
ถ้าหมอลงมือในตอนนี้ ก็จะพบว่าไป๋อู้เป็นแค่เสือกระดาษเท่านั้น
แต่ยิ่งไป๋อู้แสดงท่าทีสบายๆ ออกมามากเท่าไหร่ หมอก็ยิ่งไม่กล้าลงมือมากเท่านั้น
และที่สำคัญ หมอในตอนนี้ กำลังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเลยล่ะ
ทั้งหมอ จิ่งอู่ ช่างตีเหล็ก พ่อค้า และนักล่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วงหล่นระดับบิ๊กเบิ้ม หรือนักล่าความบิดเบี้ยวที่อยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณกาล หรือแม้กระทั่งสัตว์ประหลาดที่เกิดจากต้นกำเนิดแห่งความบิดเบี้ยว...
ล้วนถูกข่มขวัญด้วยท่าทีที่นิ่งสงบและเยือกเย็นของไป๋อู้
ทั้งๆ ที่พวกเขาทุกคน สามารถฆ่าไป๋อู้ในสภาพนี้ได้อย่างง่ายดายแท้ๆ
อนาคตราวกับกำลังจะถูกพลิกผันในวินาทีนี้
ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดนานัปการ ไป๋อู้เปรียบเสมือนขุนพลที่อาวุธหัก ม้าศึกตาย ท่ามกลางวงล้อมของข้าศึกนับหมื่น
ทั้งๆ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตายแน่ๆ แต่เขากลับอาศัยความน่าเกรงขามอันน่าสะพรึงกลัว เพื่อตีฝ่าวงล้อมข้าศึกนับหมื่นออกไปให้ได้
ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้เลย ว่าไป๋อู้ในวินาทีนี้ รู้สึกหวาดหวั่น และในขณะเดียวกันก็กล้าหาญและเย่อหยิ่งมากแค่ไหน
เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหมอจะสามารถย้ายอักษรคำเสริมได้สำเร็จโดยเร็ว แต่เขากลับไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองหมอเลยสักนิด
วินาทีที่เข้าใกล้ความตายที่สุดในชีวิต กลับเป็นวินาทีที่เขามีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมากที่สุด
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า คนหลายคนที่ตกอยู่ในความเงียบ ต่างก็มองไป๋อู้อย่างระแวดระวัง
จู่ๆ หมอก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น:
"เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว! ในที่สุดก็เสร็จแล้ว! ไป๋อู้... นายต้องรักษาคำพูดนะ ถ้านายได้สิ่งนี้ไป ความแค้นในอดีตของพวกเราถือว่าเลิกแล้วต่อกัน"
ไป๋อู้พยักหน้า เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็อ่อนแอเกินไปจริงๆ เขากลัวมากว่าถ้าอ้าปากพูด อาจจะเผยให้เห็นพิรุธได้
จึงทำเพียงแค่ส่งสายตา เป็นเชิงบอกให้หมอเริ่มทำขั้นตอนต่อไปได้เลย
รอดชีวิต หรือตาย? อนาคตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือในที่สุดก็สามารถพลิกผันได้? คำตอบของคำถามนี้ ขึ้นอยู่กับการกระทำต่อไปของหมอแล้ว
ในมือของหมอ ดึงวัตถุบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายวิญญาณสีน้ำเงินออกมา มัมมี่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
อักษรคำเสริมกลายพันธุ์ระดับตำนาน · วัฏสงสาร ถูกวิชาหลอมรวมความบิดเบี้ยว ซึ่งเป็นอักษรคำเสริมกลายพันธุ์ระดับตำนานเช่นเดียวกัน ดึงออกมาจากร่างของมัมมี่
ในมือของหมอ ลำดับและอักษรคำเสริม ราวกับเปลี่ยนจากแนวคิดที่เป็นนามธรรม กลายเป็นของแข็งยังไงยังงั้น
พ่อค้าอิจฉาตาร้อน จิ่งอู่มองด้วยความเจ็บใจ นักล่าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ไป๋อู้ตะคอกเสียงต่ำ:
"ที่ฉันไม่ฆ่าแก ก็เพราะฉันขี้เกียจจะลดตัวไปฆ่าแก ไสหัวไป!"
ความน่าเกรงขามและดุดันนี้ แผ่กระจายออกไปราวกับพายุพัดโหมกระหน่ำ ไป๋อู้ในตอนนี้ ดูเหมือนกับยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่มารด้วยดาบยักษ์ในมือ
นักล่าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่สุดท้ายก็ถอยหลังกลับไปหลายก้าว ถ้าไป๋อู้มีเจตนาจะฆ่า เขาก็พร้อมจะสู้ตายกับไป๋อู้
แต่ปัญหาคือไป๋อู้ไม่มีเจตนาจะฆ่า นี่กลับทำให้นักล่าไม่มีความกล้าพอที่จะเอาชีวิตเข้าแลก
ไม่มีใครกล้าขัดใจไป๋อู้อีก ภายใต้บททดสอบความเป็นความตาย ไป๋อู้ก็ไม่เคยลดความระมัดระวังลงเลย ไม่เคยเผยให้เห็นจุดอ่อนใดๆ เลย
แต่ทว่า... ในจังหวะที่มือของหมอสัมผัสตัวไป๋อู้ และเตรียมจะหลอมรวมวัฏสงสารที่ถูกดัดแปลงเข้ากับร่างกายของไป๋อู้นั้นเอง...
ท้องฟ้าในตอนกลางวัน จู่ๆ ก็กลายเป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว
ที่ด้านบนของรูโหว่ในห้องเก็บสัมภาระ ไม่ใช่แสงแดดที่สาดส่องลงมาจากเหนือเมฆอีกต่อไป แต่เป็นแสงดาวที่มีเฉพาะในตอนกลางคืนเท่านั้น
เสียงแหบพร่าของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น:
"สวรรค์เป็นใจจริงๆ... พวกเรามาได้จังหวะพอดีเลย พี่ห้า ไม่เจอกันนานเลยนะ"
(จบบท)