เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 468 เสิ่นซูเยวี่ยกับต่งเนี่ยนอวี่

บทที่ 468 เสิ่นซูเยวี่ยกับต่งเนี่ยนอวี่

บทที่ 468 เสิ่นซูเยวี่ยกับต่งเนี่ยนอวี่


ในขณะที่ผู้คนกำลังโห่ร้องยินดีที่ฮีโร่ลำแสงสามารถหยุดยั้ง “เกมมรณะ” รอบใหม่เอาไว้ได้ บริเวณหอคอยเวทมนตร์ ในเมืองอันรกร้างแห่งนั้น ก็มีแขกปรากฏตัวขึ้นหลายคน

ใบพัดของเฮลิคอปเตอร์พัดกรรโชกจนเกิดเป็นลมพายุ

แตกต่างจากก่อนหน้านี้ หญิงสาวไม่ได้เดินเท้าเปล่าหรือสวมชุดผู้ป่วยอีกต่อไป เวลาหนึ่งคืนเต็มเพียงพอให้เธอหวนรำลึกถึงอดีต เพียงพอให้เธอเปลี่ยนชุดใหม่ และเพียงพอให้เธอทำความเข้าใจตัวเอง

ผู้แบ่งแยก ไป๋หย่วน ไม่ว่าชื่อนี้จะเป็นการเล่นตลก เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะไป๋หย่วนยังมีชีวิตอยู่จริง สำหรับต่งเนี่ยนอวี่แล้ว เธอก็จะต้องสะสางหนี้แค้นกับอีกฝ่ายให้จงได้

ส่วนเรื่องความเข้มข้นของความบิดเบี้ยว แผนการ หอคอย หรืออนาคต อะไรเทือกนั้น ถึงแม้หลายปีมานี้เธอจะลงมือทำสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้จะสำคัญอะไรกับเธอมากมายนัก

ต่งเนี่ยนอวี่สวมชุดเหมือนคนปกติทั่วไป ความจริงแล้วก็ไม่ได้ดูปกติสักเท่าไหร่ แค่เปลี่ยนจากชุดผู้ป่วยมาเป็นชุดเดรสสีขาว และสวมรองเท้าเต้นรำสีขาวสวยงามเท่านั้น

ดูเผินๆ เหมือนเด็กสาวข้างบ้านธรรมดาๆ ทว่าดวงตาอันเย็นเยียบของเธอกลับให้ความรู้สึกราวกับจะแช่แข็งสถานที่แห่งนี้ได้

จี้อัญมณีสีแดงบนหน้าอกทอประกายระยิบระยับ ราวกับดอกไม้สีแดงที่เบ่งบานท่ามกลางกองหิมะ

ต่งเนี่ยนอวี่ไม่ได้มาเพียงลำพัง ผู้เลื่อมใส—K โพแดง ซีอวิ๋นจื่อ เดินตามหลังเธอมาด้วย

“เมื่อไม่นานมานี้นักวาดบอกฉันว่า กฎของพื้นที่แห่งนี้บิดเบี้ยวขั้นสุด ต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็ต้องหลงทางไปกับการตัดสินใจเลือกสารพัดอย่าง พี่อวี่คิดว่ายังไง?”

“นายพูดมากเกินไปแล้ว”

“ฮ่าฮ่าฮ่า... ผู้ชายพอเห็นผู้หญิงสวยๆ ก็พูดมากเป็นธรรมดาแหละ ยิ่งฉันเป็นคนพูดมากอยู่แล้วด้วย ความจริงแล้วฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าฮีโร่ลำแสงจะมาเสร็จหอคอยแค่นี้”

ซีอวิ๋นจื่อหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนจะเริ่มพล่ามต่อ:

“พื้นที่สีแดงมันอันตราย โดยเฉพาะความอันตรายที่มาจากกฎบิดเบี้ยวล้วนๆ แบบนี้ รับมือยากที่สุด แต่ดูจากความพ่ายแพ้ยับเยินของพวก Q หลายๆ ตัวแล้ว พวกเขาพ่ายแพ้ในทุกมิติ แพ้อย่างราบคาบในทุกแง่มุมจริงๆ”

“คนระดับนี้ ไม่มีทางเป็นแค่พวกบ้าพลังที่เก่งแต่เรื่องต่อยตีหรอก สติปัญญาและคลังความรู้ของเขา ต้องเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างแน่นอน”

“งั้นเหรอ?” ต่งเนี่ยนอวี่ยอมตอบรับคำพูดของเขาเป็นครั้งแรก

ซีอวิ๋นจื่อสะบัดแส้ปัดยุง: “ฉันรู้ว่าเขาจะต้องรอดออกมาได้แน่ ถึงแม้ K ดอกจิกจะคิดต่างออกไปก็ตาม”

“รอให้เขาออกมา ฉันก็จะได้เจอตัวเป็นๆ ของเขาเสียที อา ฉันล่ะแทบรอไม่ไหวที่จะได้เป็นสาวกของเขาแล้ว ลองคิดดูสิ ถ้าเขาสามารถแก้ไขวิกฤตของมนุษยชาติได้อีกครั้ง ชื่อเสียงของเขาคงจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต้องมีคนเคารพบูชาเขาดั่งเทพเจ้าแน่ๆ”

ซีอวิ๋นจื่อดีใจเหมือนเด็กๆ:

“แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว ถ้าเขาทำลายลูกไม้ของนักวาดได้สำเร็จ นี่ก็เท่ากับการกอบกู้โลกเป็นครั้งที่สี่เลยไม่ใช่เหรอ? ผลงานระดับนี้มันขนาดไหนกันล่ะ?”

“ความนิยมของเขาจะต้องสูงปรี๊ดเป็นประวัติการณ์ สาวกก็จะต้องเยอะเป็นประวัติการณ์ ถึงเวลานั้น พระบิดา พระพุทธองค์ ปรมาจารย์เต๋าหน้าไหนก็เทียบเขาไม่ได้! เขาจะเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวของฉัน!”

ต่งเนี่ยนอวี่เอ่ยว่า:

“เขาไม่ถูกขังอยู่ในหอคอยนี้หรอก การเดินออกมาจากหอคอยนี้ เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น”

“ใช่ไหมล่ะ เธอเองก็คิดว่าเขาเหมาะจะเป็นพระเจ้าของโลกใบนี้ใช่ไหม? ฉันล่ะแทบรอไม่ไหวที่จะได้ศรัทธาในตัวเขาแล้ว สาธุ สาธุ ตัวตนระดับนี้ จะมาตายอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ? ถ้าเป็นงั้นเกมก็จืดชืดแย่สิ”

ต่งเนี่ยนอวี่ไม่ได้อธิบายอะไร เธอไม่ได้ดูถูกลูกไม้ของ K ดอกจิกหรอก พลังที่ช่วยเร่งปฏิกิริยากฎแบบนี้ความจริงแล้วน่ากลัวมาก ถ้าอยู่ในหมอกดำล่ะก็ K ดอกจิกอาจจะสามารถสร้างพื้นที่สีดำขึ้นมาได้เลยด้วยซ้ำ

แต่ถ้าคนที่บุกหอคอยมีความเกี่ยวข้องกับไป๋หย่วนล่ะก็ ต่งเนี่ยนอวี่เชื่อว่า ไป๋หย่วนจะไม่มีทางตายในหอคอยแห่งนี้แน่

“เขาไม่ตายในหอคอยหรอก เพราะเขาจะต้องตายด้วยน้ำมือฉัน”

สีหน้าเย็นชา น้ำเสียงเย็นเยียบ ทำเอาซีอวิ๋นจื่อถึงกับสะดุ้งโหยงขึ้นมาในทันที

แต่คนพูดมากมักจะชอบสอดรู้สอดเห็น ซีอวิ๋นจื่อคิดในใจ—พี่อวี่มีซัมติงแน่ๆ แฮะ?

ถึงปกติพี่อวี่จะเย็นชาอยู่แล้ว แต่ความเย็นชาที่แฝงไปด้วยจิตสังหารแบบนี้ ซีอวิ๋นจื่อเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

“ยังไงก็เถอะ ฮีโร่ลำแสงน่ะเป็นความศรัทธาของฉันนะ พี่อวี่ พี่ช่วยรอให้ฉันทำพิธีกรรมเสร็จก่อนแล้วค่อยฆ่าเขาจะได้ไหม”

ซีอวิ๋นจื่อมองต่งเนี่ยนอวี่ด้วยรอยยิ้ม แต่ต่งเนี่ยนอวี่ไม่ได้สนใจ

ทั้งสองคนยืนรออย่างเงียบๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งของเมืองที่ไร้ผู้คนอาศัยมานานแสนนานแห่งนี้ ซีอวิ๋นจื่อยังคงชวนคุยอย่างต่อเนื่อง

ต่งเนี่ยนอวี่ก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไร แต่คำถามส่วนใหญ่เธอจะไม่ตอบ และไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเสียหาย

ส่วนซีอวิ๋นจื่อยิ่งไม่ใส่ใจเข้าไปใหญ่ คนพูดมากเวลาพูดก็แค่เพราะอยากพูด ส่วนคนอื่นจะอยากฟังหรือไม่นั่น คนพูดมากไม่สน ไม่แคร์หรอก

นี่คือสองคนแรกที่มาถึงพื้นที่แห่งนี้

ในขณะที่ซีอวิ๋นจื่อกำลังเล่าเรื่องราวจากตำนานเทพเจ้ากลุ่มต่างๆ เพื่อแก้เบื่อ ไม่นานก็มีคนเพิ่มมาอีกคนในพื้นที่นี้

ผู้ชายที่มีแมวเกาะอยู่บนไหล่

ความสามารถในการรับรู้ของผู้ชายคนนี้แข็งแกร่งมาก ลำดับใจผสาน ทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงตัวตนของทั้งสองคนได้จากระยะไกล

แมวบนไหล่ที่เดิมทีดูเกียจคร้าน แต่ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

หนึ่งคนหนึ่งแมวคู่นี้ ก็คืออู่จิ่วกับแมวเทพขาใหญ่ของเขานั่นเอง

ตั้งแต่ที่รู้ว่าแมวตัวนี้อาจจะมีพลังฝีมือที่ไม่ธรรมดา อู่จิ่วก็ยิ่งดูแลมันอย่างดี แต่ก็ไม่เคยพูดถึงเหตุผลเลย เพราะอู่จิ่วเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแมวตัวนี้มีจุดประสงค์อะไร...

ยังไงก็เกาะขาใหญ่ไปก่อนก็แล้วกัน เมื่อก่อนมีแต่คนมาเกาะขาเขา ความรู้สึกแบบนี้... อู่จิ่วก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกดีไม่เบา

ส่วนแมวเองก็เพลิดเพลินกับบรรยากาศแบบนี้ ถึงขั้นลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่ใช่แมวจริงๆ

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หนึ่งคนหนึ่งแมวก็เริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในโลกนอกหมอกแล้ว

เมื่อรู้ว่าไป๋อู้อยู่นอกหมอก อู่จิ่วจึงตัดสินใจมาตามหาไป๋อู้ ประจวบเหมาะกับตอนที่หอคอยเวทมนตร์ปรากฏขึ้นพอดี

หอคอยทำให้ท่านอู่จิ่วคิดอะไรได้หลายอย่าง เขาจึงพาแมวมาที่บริเวณใกล้ๆ หอคอยแห่งนี้

ท่านอู่จิ่วมั่นใจว่า ไป๋อู้ต้องอยู่ข้างในนั้นแน่

“ฉันจำไม่ได้เลยแฮะ ว่าคุยกับเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ พูดไปก็แปลกดีนะ ฉันนึกว่าตัวเองเป็นคนแรกที่ค้นพบโลกใบใหม่แห่งนี้ แต่ใครจะไปคิดว่าเขาค้นพบมันตั้งนานแล้ว”

“ดูจากตอนนี้ เขาคงกุมความลับเอาไว้มากมาย การสำรวจโลกใบนี้ของเขา ก็คงเหมือนกับพลังฝีมือของเขานั่นแหละ ที่ก้าวข้ามฉันไปไกลลิบแล้ว”

ตอนที่ยังไม่ถึงบริเวณหอคอยเวทมนตร์ อู่จิ่วก็รำพึงรำพันออกมา ทำให้แมวรู้สึกแปลกใจมาก ผู้ชายคนนี้ตลอดทางที่ผ่านมา เอาแต่มองวิกฤตความเป็นความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ราวกับเป็นแค่เครื่องจักรที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกและเอาแต่ฝึกฝนอย่างเดียว

แต่ในตอนนี้ กลับดูเหมือนอารมณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

แม้ร่างจริงของเธอจะไม่ใช่แมว แต่ก็มีความอยากรู้อยากเห็นแบบแมวๆ จึงยิ่งอยากรู้ว่า คนที่ผู้ชายคนนี้อยากเจอ จะเป็นคนแบบไหนกันนะ

ถึงแม้ในสายตาของแมว ผู้ชายตัวเล็กคนนี้จะยังไม่แข็งแกร่งพอก็ตาม

แต่ถ้ามองอย่างเป็นกลาง ด้วยมาตรฐานของมนุษย์ เธอก็รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว

ตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าผู้ชายคนนี้อย่างเทียบไม่ติด จะยังเป็นมนุษย์อยู่อีกเหรอ?

อู่จิ่วไม่ได้ถ่อมตัวหรอก เขาแค่ไม่รู้ว่า ภายใต้ความช่วยเหลือของแมวตัวนี้ เขาได้สร้างสถิติที่น่าเหลือเชื่อขนาดไหน และพลังฝีมือของเขาถูกยกระดับขึ้นไปถึงขั้นไหนแล้วต่างหาก

ตอนที่เข้าใกล้หอคอยเวทมนตร์ อู่จิ่วรับรู้ถึงการมีอยู่ของต่งเนี่ยนอวี่และซีอวิ๋นจื่อจากระยะไกลผ่านลำดับใจผสาน

แมวลืมตาขึ้น พิจารณาผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้า สัมผัสได้ถึงพลังจิตอันน่าสะพรึงกลัวบนตัวผู้หญิงคนนี้

มันเริ่มระแวดระวังตัว

ส่วนอู่จิ่วก็สามารถตัดสินอารมณ์ของแมวตัวนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเพียงเล็กน้อยของมัน

ดังนั้นอู่จิ่วจึงหยุดเดิน แมวรู้สึกพอใจมาก ความเข้าใจของผู้ชายคนนี้ไม่เลวเลย ถึงตัวเองจะไม่ต้องเผยร่างจริง เขาก็สามารถเข้าใจความหมายของตัวเองได้

สองคนที่อยู่ข้างหน้า ผู้ชายดูอ่อนแอ แต่ผู้หญิงกลับมีพลังจิตที่แข็งแกร่งมาก

การจับคู่แบบนี้มันดูแปลกๆ แมวเดาว่า ก่อนที่ตัวเองจะค้นพบผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็น่าจะรับรู้ถึงตัวมันกับอู่จิ่วแล้ว

แมวกับอู่จิ่วไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้ทั้งสองคนอีก ยังไงซะคนที่อู่จิ่วรอ ก็ยังไม่ออกมานี่นา

ในพื้นที่แห่งนี้ ตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่ทั้งหมดสี่ชีวิตด้วยกัน

ผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน หรือก็คือ คนสามคน กับแมวอีกหนึ่งตัว

ไม่นาน ก็มีคนปรากฏตัวขึ้นในสถานที่แห่งนี้อีกหนึ่งคน พื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่ามาเนิ่นนาน กลับไม่เงียบเหงาอีกต่อไป

ผู้หญิงที่สวยจนไม่อาจละสายตาได้

ตอนที่อู่จิ่วเห็นผู้หญิงคนนี้ ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก:

“เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”

แมวหูผึ่งเตรียมรับฟังเรื่องซุบซิบ

และอีกด้านหนึ่ง นอกหอคอยเวทมนตร์สีดำขนาดยักษ์ ต่งเนี่ยนอวี่และซีอวิ๋นจื่อก็สังเกตเห็นผู้หญิงคนนี้เช่นเดียวกัน

ในขณะที่ “ผู้แบ่งแยก ไป๋หย่วน” กำลังสำรวจอยู่ภายในหอคอย ด้านนอกหอคอยก็ครึกครื้นไม่เบาเหมือนกัน

ผู้หญิงที่มีไฝน้ำตาที่หางตา ก็คือผู้พิทักษ์ของจิ่งลิ่ว—เสิ่นซูเยวี่ย

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เสิ่นซูเยวี่ยกับจิ่งลิ่วได้ไปพบจิ่งซื่อมา

สำหรับการต่อสู้ในครั้งนั้น เสิ่นซูเยวี่ยยังคงรู้สึกหวาดผวาไม่หาย เธอคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นตัวตนที่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย

แต่ตอนที่ปะทะกับจิ่งซื่อ ถึงได้เข้าใจว่า พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเอง กลับถูกคนอื่นทำลายด้วยวิธีที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด...

ถ้าไม่ใช่เพราะในวินาทีสุดท้ายจิ่งซื่อได้สติกลับมา เสิ่นซูเยวี่ยก็คงตายไปแล้ว

การโจมตีของจิ่งซื่อ ทุกท่วงท่าราวกับการทุบตีที่ป่าเถื่อนที่สุด แต่ทุกๆ การโจมตี กลับดูเหมือนจะสามารถฉีกกระชากกฎเกณฑ์ให้ขาดสะบั้นลงได้

หลังจากช่วยจิ่งซื่อออกมาได้แล้ว เนื่องจากจิ่งซื่อยังคงมีอาการคุ้มดีคุ้มร้าย และตอนที่คุ้มคลั่ง ก็มักจะแสดงความมุ่งร้ายต่อเสิ่นซูเยวี่ย

ในสายตาของจิ่งซื่อที่กำลังคุ้มคลั่ง เสิ่นซูเยวี่ยที่เคยทำให้จงซวี่หวาดกลัวจนหัวหด ก็เป็นแค่ฟองน้ำก้อนหนึ่งที่สามารถฉีกทึ้งได้ตามใจชอบเท่านั้น

ดังนั้นจิ่งลิ่วจึงสั่งให้เสิ่นซูเยวี่ยออกไป เพื่อไปทำเรื่องอื่นแทน

นั่นจึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ในตอนนี้

“อา ขอพระพุทธองค์โปรดอภัยให้ลูกด้วย ไม่ใช่ว่าพุทธจิตของลูกไม่แน่วแน่หรอกนะ แต่ฝั่งตรงข้าม... มันยั่วยวนเกินไปจริงๆ”

ซีอวิ๋นจื่อมองหน้าเสิ่นซูเยวี่ย ยากที่จะจินตนาการได้ว่าในเซิ่งกั๋วจะมีคนหน้าตาแบบนี้อยู่ด้วย

เสิ่นซูเยวี่ยก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน ค่อยๆ เดินมายังจุดที่ต่งเนี่ยนอวี่และซีอวิ๋นจื่ออยู่

แม้ซีอวิ๋นจื่อจะตกตะลึงในความงามของผู้หญิงคนนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ลืมเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของตัวเอง—นั่นคือการปกป้องพี่อวี่

ในสายตาของซีอวิ๋นจื่อ ถึงแม้ผู้หญิงคนนี้จะไม่ได้สร้างความกดดันให้มากเท่ากับลูกน้องของฮีโร่ลำแสงในวันนั้น แต่ก็ไม่ใช่ตัวประกอบไก่กาอย่างแน่นอน

เสิ่นซูเยวี่ยเองก็รู้กาลเทศะ ไม่ได้เดินเข้าไปใกล้จนเกินไป:

“เธอคงจะเป็นต่งเนี่ยนอวี่สินะ? สวยจังเลย การแต่งตัวแบบนี้ เหมือนน้องสาวฉันเป๊ะเลย”

ต่งเนี่ยนอวี่ไม่พูดอะไร ได้แต่มองเสิ่นซูเยวี่ยอย่างเย็นชา

เสิ่นซูเยวี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจ ระหว่างเธอกับต่งเนี่ยนอวี่ มีซีอวิ๋นจื่อคั่นกลางอยู่

แต่ซีอวิ๋นจื่อกลับมีความรู้สึกว่า เขาควรจะไปอยู่ใต้ท้องรถ มากกว่าที่จะอยู่ในรถ...

เขารู้สึกแปลกๆ

“สายตาช่างเย็นชาอะไรอย่างนี้~ ทำเอาฉันปวดใจเลย ฉันอายุน้อยกว่าเธอ ขอเรียกเธอว่าพี่เนี่ยนอวี่ได้ไหมจ๊ะ?”

“เธอคือใคร?” ต่งเนี่ยนอวี่ถาม

“ฉันชื่อเสิ่นซูเยวี่ย”

“ไม่รู้จัก”

“ฉันก็แค่ตัวเล็กๆ พี่เนี่ยนอวี่ไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ แต่ฉันน่ะ ชื่นชมพี่เนี่ยนอวี่มานานแล้วนะ”

ท่าทางของเสิ่นซูเยวี่ย แยกไม่ออกว่ากำลังยิ้มหวานหรือยิ้มยั่วยวนกันแน่ แต่ในสายตาของซีอวิ๋นจื่อ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มแบบไหน ก็ล้วนแต่เป็นการทดสอบศรัทธาที่เขามีต่อพระเจ้าทั้งสิ้น

ต่งเนี่ยนอวี่ไม่พูดอะไร เสิ่นซูเยวี่ยพูดต่อ:

“พี่เนี่ยนอวี่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ได้มาร้าย แล้วก็ไม่มีทางเป็นคู่มือของพี่ได้หรอก”

ทางด้านอู่จิ่วและแมวที่อยู่ไกลออกไป ราวกับผู้ชมที่กำลังกินแตงโมอย่างเมามัน เฝ้ามองผู้หญิงสองคนคุยอะไรกันอยู่เงียบๆ

อู่จิ่วเป็นคนละเอียดอ่อน เขาเดาว่าเดี๋ยวคงจะมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ไป๋อู้อาจจะมาไม่ทันดูฉากนี้ เขาต้องจำไว้ให้ดีแล้วล่ะ

อู่จิ่วไม่รู้หรอกว่า สมรภูมินอกหมอกนี้คือกระดานหมากรุก และผู้ที่กำลังประลองหมากกันอยู่ ก็ไม่ใช่ตัวตนระดับจิ่งอู่หรือจิ่งเอ้อร์

ถึงแม้ความบิดเบี้ยวนอกหมอกจะต่ำมาก แต่คนที่กำลังเล่นหมากรุกนั้นแข็งแกร่งสุดๆ

การปรากฏตัวของเสิ่นซูเยวี่ย หมายความว่าหนึ่งในผู้เล่น ได้วางหมากตัวหนึ่งลงไปแล้ว

พลังการรับรู้ของต่งเนี่ยนอวี่แข็งแกร่งกว่า เธอรับรู้ถึงการมีอยู่ของอู่จิ่วและแมวตัวนั้นได้ตั้งนานแล้ว ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว

แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ตอนนี้เธอแค่สงสัยว่า ผู้หญิงที่สวยจนแทบจะสูบวิญญาณคนนี้ มาหาเธอด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่

“ฉันเคยคิดมาตลอด ว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ที่ฉันติดตามอยู่ คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้ ถึงแม้ความแข็งแกร่งของท่านจะไม่ได้แสดงออกทางพละกำลังก็ตาม”

“แต่ต่อมา ท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็เคยบอกฉัน ว่าในด้านพลังจิต มีมนุษย์ที่เหนือกว่าท่านแล้ว”

“ถ้าไม่ใช่เพราะการหยั่งรู้เหตุและผล ท่านคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความทรงจำและการรับรู้ของตัวเอง ถูกคนอื่นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”

จังหวะการพูดของเสิ่นซูเยวี่ยนั้นเชื่องช้า น้ำเสียงแฝงไปด้วยความชื่นชมต่งเนี่ยนอวี่ หรือจะพูดให้ถูกคือไม่ใช่แค่ชื่นชม แต่มันคือความทึ่งเลยต่างหาก

เพราะถึงยังไงบุคคลระดับบิ๊กที่เธอติดตามอยู่ ก็คือจิ่งลิ่ว

ตัวตนระดับบ่อน้ำ แม้แต่ตัวตนระดับนี้ยังถูกปั่นหัวได้ ก็พอจะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าต่งเนี่ยนอวี่แข็งแกร่งขนาดไหน

“ตกลงเธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่?” น้ำเสียงของต่งเนี่ยนอวี่ยังคงเย็นชา

“อย่าใจร้อนสิพี่เนี่ยนอวี่ ที่ฉันมาที่นี่ ไม่ได้มาเพื่อตั้งตัวเป็นศัตรูกับพี่ หรือมาสร้างปัญหาให้พี่หรอกนะ แต่มาเพื่อช่วยพี่ต่างหาก”

“ช่วยฉัน?” ต่งเนี่ยนอวี่ไม่เข้าใจ

ซีอวิ๋นจื่อเองก็งงเป็นไก่ตาแตก หมอผีคนนี้เริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีแล้ว

“เคยมีผู้ชายคนหนึ่งหลอกลวงพี่ ทรยศพี่ พี่คงอยากเจอผู้ชายคนนี้มากใช่ไหมล่ะ?”

ต่งเนี่ยนอวี่ที่มีสีหน้าเย็นชามาโดยตลอด เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซูเยวี่ย สีหน้าของเธอก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

เสิ่นซูเยวี่ยก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาล ที่ราวกับพันธนาการวิญญาณของเธอเอาไว้ในเสี้ยววินาทีนั้นเช่นกัน

แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับใช้น้ำเสียงเศร้าสร้อยพูดขึ้นว่า:

“ฉันอิจฉาคนแบบพี่จริงๆ นะ ที่สามารถเชื่อใจคนคนหนึ่งได้หมดหัวใจ อย่างน้อยความรู้สึกที่ฉันมีต่อคนอื่นก็คงอยู่ได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ชายที่ฉันเกลียดเข้าไส้มาตั้งแต่เกิด”

“น่าเสียดายจริงๆ ถ้าพี่เนี่ยนอวี่มีจุดจบที่ดีกว่านี้ก็คงดี”

ต่งเนี่ยนอวี่ไม่เข้าใจ เรื่องของตัวเอง แม้แต่คนในฟาร์มตอนนี้ก็ยังไม่รู้ แล้วทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงรู้ได้ล่ะ?

“รออยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์หรอกพี่เนี่ยนอวี่ คนที่พี่รอไม่ได้อยู่ที่นี่ คนที่อยู่ข้างในนั้นคือลูกชายของเขา การทรมานลูกชายเขาอาจจะทำให้พี่มีความสุขได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายมันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ”

ถ้าไป๋อู้อยู่ที่นี่ เขาจะต้องหาทางปิดปากเสิ่นซูเยวี่ยอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่ปิดไม่ได้

เสิ่นซูเยวี่ยยิ้มบางๆ:

“คนที่ติดหนี้พี่ ยังไงก็ต้องชดใช้หนี้ การทำแบบนั้นเท่านั้น พี่ถึงจะปล่อยวางได้อย่างแท้จริง และเจ้านายของฉัน ก็สามารถช่วยให้พี่ได้พบกับคนที่พี่อยากพบได้”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 468 เสิ่นซูเยวี่ยกับต่งเนี่ยนอวี่

คัดลอกลิงก์แล้ว