- หน้าแรก
- จอมคนเนตรมหัศจรรย์ สกัดพรสวรรค์สะท้านพิภพ
- บทที่ 16: ข้อมูลอ้างอิงสำหรับเขียนนิยายอีกแล้วเหรอ
บทที่ 16: ข้อมูลอ้างอิงสำหรับเขียนนิยายอีกแล้วเหรอ
บทที่ 16: ข้อมูลอ้างอิงสำหรับเขียนนิยายอีกแล้วเหรอ
"ถ้างั้นพี่ชิวเหยียนก็จะไม่เกรงใจแล้วนะ" มู่ชิวเหยียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อสิ้นเสียง เธอก็พุ่งเข้าจู่โจมหลี่มั่วอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นทั้งสองก็เปิดฉากแลกหมัดแลกเข่าด้วยทักษะมวยไทย สาดกระบวนท่าเข้าใส่กันอย่างดุเดือด
เมื่อพูดถึงทักษะการต่อสู้และความแข็งแกร่งของร่างกาย แน่นอนว่าหลี่มั่วย่อมเป็นรองมู่ชิวเหยียน
ในระหว่างการประลอง เขาจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและถูกต้อนให้จนมุมอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าถึงแม้จะถูกกดดันอย่างหนัก หลี่มั่วกลับสามารถผสานและซึมซับทักษะมวยไทยระดับเชี่ยวชาญที่เขาสกัดมาจากมู่ชิวเหยียนได้อย่างรวดเร็วผ่านการแลกหมัดในครั้งนี้
ขีดความสามารถในการต่อสู้ของเขาพุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นตรงในระหว่างการปะทะ
มู่ชิวเหยียนอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
ไอ้น้องชายตัวแสบคนนี้แท้จริงแล้วคืออัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ที่ซ่อนเร้นฝีมือเอาไว้นี่เอง
เธอรู้ดีว่ากว่าเธอจะได้ทักษะเหล่านี้มา เธอต้องทุ่มเทเงินทองไปมหาศาล
เธอต้องจ้างครูฝึกฝีมือดีมาตั้งมากมาย
แถมยังต้องประโคมสมุนไพรบำรุงร่างกายราคาแพงหูฉี่อีกนับไม่ถ้วน
แต่ก่อนที่หลี่มั่วจะได้รับเงินสิบหกล้านหนึ่งแสนหยวนจากเธอไป เห็นได้ชัดเลยว่าเขาเป็นแค่นักเขียนไส้แห้งที่ไม่มีใครรู้จัก
เขาไม่มีปัญญาแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าห้องให้ตรงเวลาด้วยซ้ำ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเอาเงินไปจ้างครูฝึก ซื้อสมุนไพรราคาแพงมาบำรุงร่างกาย หรือแม้แต่การแช่น้ำยาบำรุงกำลังเลย
แต่ถึงกระนั้น ความเชี่ยวชาญด้านมวยไทยของหลี่มั่วกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลยสักนิด
มีเพียงประสบการณ์การต่อสู้ในช่วงแรกเท่านั้นที่เขาดูจะเสียเปรียบเธออยู่บ้าง
ทว่าเมื่อการต่อสู้ดำเนินต่อไป หลี่มั่วก็ทำตัวราวกับฟองน้ำที่ซึมซับและเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม และภายในระยะเวลาอันสั้น ทักษะมวยไทยของเขาก็พัฒนาขึ้นมาทัดเทียมกับเธออย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเอามากๆ
"ฟู่ ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว! ไอ้น้องชายตัวแสบ นายดึงผมพี่ชิวเหยียนแรงขนาดนี้ อ่อนโยนกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?"
หลังจากที่ทั้งคู่สู้กันต่ออีกพักใหญ่ จู่ๆ มู่ชิวเหยียนก็เอ่ยปากขึ้นมา
ปรากฏว่าในเวลานี้ ศีรษะของมู่ชิวเหยียนกำลังถูกหลี่มั่วจับล็อกเอาไว้ และเขาก็กำลังรัวเข่าเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่ง
และเนื่องจากผมของเธอยาวมาก หลี่มั่วจึงเผลอกระชากผมของเธอเข้าให้ด้วย
ดังนั้นเวลาที่เธอพยายามดิ้นรนขัดขืน หนังศีรษะของเธอจึงเจ็บระบมไปหมด
เมื่อได้ยินมู่ชิวเหยียนพูดเช่นนั้น หลี่มั่วก็หยุดการโจมตีและปล่อยมือจากเส้นผมของเธอทันที
เมื่อหลี่มั่วปล่อยมือ มู่ชิวเหยียนก็ใช้มือลูบศีรษะตัวเองปอยๆ
เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดที่หนังศีรษะ
ในขณะที่ลูบหัวตัวเอง เธอก็อดไม่ได้ที่จะตวัดสายตาค้อนขวับใส่หลี่มั่ว
ไอ้น้องชายตัวแสบคนนี้ไม่รู้จักความอ่อนโยนต่อผู้หญิงเอาเสียเลย
แม้ว่าในความเป็นจริง ความดิบเถื่อนไร้ความอ่อนโยนของหลี่มั่วจะทำให้มู่ชิวเหยียนรู้สึกสนุกสุดเหวี่ยงกับการต่อสู้ครั้งนี้ก็ตามที
มันก็นานมาแล้วที่เธอไม่ได้สู้กับใครแบบถึงพริกถึงขิงขนาดนี้
แต่การโดนกระชากหัวแบบนี้มันก็ทำให้เธอพูดไม่ออกอยู่ดี
"ก็เพราะพี่ชิวเหยียนแข็งแกร่งเกินไปน่ะสิครับ ถ้าผมไม่ดึงผมพี่ไว้ พี่ก็คงดิ้นหลุดไปตั้งนานแล้ว ผมก็แค่จู่โจมจุดอ่อนของพี่ให้ตรงจุดแค่นั้นเอง" หลี่มั่วส่งยิ้มแหยๆ พร้อมกับแก้ตัว
เพราะยังไงซะ การไปดึงผมผู้หญิงมันก็ดู... ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่
"ฉันรู้อยู่แล้วเชียวว่าไม่ควรเปิดช่องโหว่ให้นายมาล็อกคอฉันได้ นายนี่มันเรียนรู้เร็วจริงๆ นะ" มู่ชิวเหยียนกล่าว
"ต้องขอบคุณการสั่งสอนที่ยอดเยี่ยมของพี่ชิวเหยียนนั่นแหละครับ" หลี่มั่วตอบกลับ
"ไอ้น้องชายตัวแสบอย่างนายนี่มันแปลกประหลาดจริงๆ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายไปเรียนรู้วิชาพวกนี้มาจากไหน แต่สภาพร่างกายของนายมันด้อยกว่าฉันแค่สิวเดียวเอง แถมความเชี่ยวชาญด้านมวยไทยของนายก็พอๆ กับฉันเลยด้วย
ถ้าเราต้องสู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย มีแค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละที่ฉันจะอาศัยความได้เปรียบจากประสบการณ์ที่เหนือกว่าจัดการปลิดชีพนายได้อย่างรวดเร็ว
แต่พอผ่านไปสักพัก เมื่อทักษะการต่อสู้ของนายพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถ้าฉันไม่งัดเอาศิลปะการต่อสู้แขนงอื่นมาใช้ โอกาสชนะของฉันก็คงเหลือแค่สัดส่วนสี่ต่อหก และมีความเป็นไปได้สูงมากที่เราทั้งคู่จะตายตกตามกันไป" มู่ชิวเหยียนเอ่ยเจื้อยแจ้ว พลางพินิจพิเคราะห์หลี่มั่วด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"นั่นก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าผมคืออัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ยังไงล่ะ" หลี่มั่วกล่าวติดตลกพร้อมรอยยิ้ม
"มันก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ! แต่ยังไงซะนายนก็น่าสงสัยอยู่ดี นายดูไม่มีเงินเลยแท้ๆ เป็นแค่นักเขียนไส้แห้งที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวันๆ แต่สภาพร่างกายของนายกลับฟิตปั๋งขนาดนี้ มันแปลกประหลาดจริงๆ นั่นแหละ
ใครเป็นคนสอนมวยไทยให้นายกันแน่?" มู่ชิวเหยียนพยักหน้า ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามหลี่มั่วด้วยความใคร่รู้
"ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองล้วนๆ จากข้อมูลอ้างอิงพวกนั้นนั่นแหละครับ" หลี่มั่วตอบ
"ข้อมูลอ้างอิงสำหรับเขียนนิยายอีกแล้วเหรอ?!" มู่ชิวเหยียนเบิกตากว้าง
"ก็ใช่น่ะสิ พี่ก็รู้ใช่ไหมว่าการเขียนนิยายมันต้องค้นคว้าหาข้อมูลเยอะมาก เวลาเขียนนิยายแนวชีวิตในเมือง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะต้องไปศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ ทั้งการต่อสู้จริง แล้วก็พวกคลิปวิดีโอการต่อสู้
บางครั้ง เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ผมก็เลยต้องลองฝึกทำดูด้วยตัวเอง" หลี่มั่วอธิบายเป็นฉากๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
"มันจะเว่อร์ไปหน่อยไหม? พวกนักเขียนนิยายออนไลน์อย่างนายเป็นพวกโรคจิตกันหมดเลยหรือไง?" มู่ชิวเหยียนเบิกตากว้าง
เธอไม่อยากจะเชื่อคำอธิบายที่เพิ่งได้ยินเลยแม้แต่น้อย
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเธอต้องอดทนต่อความยากลำบากมากแค่ไหนกว่าจะสำเร็จวิชามวยไทย
เขาคิดว่าการบำรุงรักษาสภาพร่างกายมันเป็นเรื่องง่ายๆ หรือยังไง?
มันต้องอาศัยทั้งการพัฒนาพละกำลังทางร่างกาย
และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะทนทานต่อการถูกทุบตีด้วย
ความรู้สึก 'สดชื่น' ของการฝึกรับความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีน่ะ
ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปอยากจะลิ้มลองอย่างแน่นอน
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตก่อนที่จะฝึกฝนจนสำเร็จ ก็เพราะมาตกม้าตายเอาในขั้นตอนนี้แหละ
หรือบางคนร่างกายก็อาจจะได้รับบาดเจ็บเรื้อรังไปตลอดชีวิต
มันต้องอาศัยทั้งหมอนวดเฉพาะทาง ตัวยาบำรุงกำลังหลากหลายชนิด และคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากครูฝึกระดับปรมาจารย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางร่างกาย
ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่านายกำลังฝึกสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนคนตาบอดคลำช้าง
ต่อให้พละกำลังจะเพิ่มขึ้น แต่มันก็ง่ายมากที่จะทิ้งรอยแผลเป็นหรืออาการบาดเจ็บแฝงเอาไว้
ไม่ต้องพูดถึงการยกระดับทักษะมวยไทยให้ก้าวไปสู่ระดับเชี่ยวชาญเลย
"พวกเราจะเป็นพวกโรคจิตกันหมดได้ยังไงล่ะ? ผมก็แค่ค้นคว้าข้อมูลมาเยอะก็เท่านั้นเอง" หลี่มั่วตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"แค่ข้อมูลเยอะงั้นเหรอ? นี่นายแค่ค้นคว้าข้อมูลมา 'เยอะ' แค่นั้นเองเหรอ?
นายสามารถคำนวณและทำนายอนาคตได้ แถมยังเชี่ยวชาญการต่อสู้อีก ถึงประสบการณ์การต่อสู้ของนายจะยังน้อยไปหน่อยจนดูติดขัดไปบ้าง แต่เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง นายกลับพัฒนาฝีมือจนเทียบชั้นกับฉันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่มันผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว
นายทำเอาฉันชักอยากจะลองไปเขียนนิยายดูบ้างแล้วสิ" มู่ชิวเหยียนบ่นอุบ
"ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า ไม่ขนาดนั้นหรอก นี่มันพรสวรรค์ส่วนตัวล้วนๆ!" หลี่มั่วถ่อมตัว
"ยังไงซะ นายมันก็พวกโรคจิตอยู่ดี" มู่ชิวเหยียนมองหลี่มั่วอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความสะท้านใจ
ขณะที่พูด เธอก็เอ่ยถามขึ้น "นายอยากจะอาบน้ำหน่อยไหม? เราออกกำลังกายกันมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว ฉันเหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้วเนี่ย เหนียวตัวจะแย่"
"นี่พี่กำลังชวนผมไปอาบน้ำด้วยกันเหรอ?" รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลี่มั่ว
"ถุย นายคิดบ้าอะไรของนาย? แน่นอนว่าต้องแยกกันอาบสิยะ" มู่ชิวเหยียนสวนกลับ
"พี่ไม่มีเสื้อผ้าให้ผมเปลี่ยนที่นี่ด้วยซ้ำ เพราะงั้นช่างมันเถอะ" หลี่มั่วส่ายหน้า
"เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นจะยากตรงไหน? เดี๋ยวฉันเอาชุดคลุมอาบน้ำมาให้นายใส่ก่อน แล้วค่อยให้คนเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาส่งให้นายทีหลังก็สิ้นเรื่อง" มู่ชิวเหยียนเสนอ
"อีกอย่าง ถ้ามันจำเป็นจริงๆ นายก็ใส่เสื้อผ้าของพี่ชิวเหยียนไปก่อนไม่ได้หรือไง? จะว่าไปแล้ว นายก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่นะ ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าถ้านายแต่งหญิงแล้วจะออกมาเป็นยังไง ให้พี่ชิวเหยียนจับแต่งหน้าใส่วิกให้ไหมล่ะ?"
พูดถึงตรงนี้ มู่ชิวเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองสำรวจหลี่มั่วตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ไม่เอาดีกว่า ผมไม่มีรสนิยมชอบแต่งตัวข้ามเพศหรอกนะ" หลี่มั่วรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
"อย่าเพิ่งปฏิเสธสิ เรื่องแต่งตัวข้ามเพศน่ะ ถ้าไม่ได้ลองก็คือศูนย์ แต่ถ้าได้ลองแล้วมันจะหยุดไม่อยู่นะ ตอนนี้นายอาจจะบอกว่าไม่ชอบ แต่บางทีนายอาจจะยังไม่ได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ก็ได้นะ ใครจะไปรู้ล่ะ ถ้านายได้ลองสักครั้ง นายอาจจะค้นพบโลกใบใหม่เลยก็ได้" มู่ชิวเหยียนยังคงคะยั้นคะยอ
"ช่างมันเถอะ ผมเป็นชายแท้บริสุทธิ์สิบหกเค" หลี่มั่วปฏิเสธอย่างหนักแน่นอีกครั้ง
"น่าเสียดายจริงๆ เอาเถอะ ไปอาบน้ำกัน ฉันจะไปหยิบชุดคลุมอาบน้ำมาให้ อ้อ บอกไซส์เสื้อผ้านายมาด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันจะได้ให้คนเอามาส่ง" มู่ชิวเหยียนกล่าว
"พี่จะให้ใครเอามาส่งล่ะ?" หลี่มั่วถาม
"ก็พ่อบ้านไง" มู่ชิวเหยียนตอบอย่างไม่ลังเล
"เอ่อ พ่อบ้านของหมู่บ้านวิลล่านี่รับจัดการเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอเนี่ย?" หลี่มั่วประหลาดใจและแอบสงสัยเล็กน้อย เขาไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยจริงๆ เพราะเขาไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในวิลล่าเดี่ยวแบบนี้มาก่อน
"แหงสิ นอกเหนือจากเรื่องจุกจิกพวกนี้ พ่อบ้านวิลล่าบางคนก็ยัง... ฮ่าๆ ฉันไม่เล่าให้นายฟังดีกว่า เดี๋ยวนายจะจำพฤติกรรมแย่ๆ ไปใช้ซะเปล่าๆ..." มู่ชิวเหยียนหัวเราะคิกคัก
"..." หลี่มั่วถึงกับเงียบกริบ