เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 527 ล่มสลาย (ฟรี)

ตอนที่ 527 ล่มสลาย (ฟรี)

ตอนที่ 527 ล่มสลาย (ฟรี)


ตอนที่ 527 ล่มสลาย

เวลานี้ ภายในถ้ำ นอกจากพวกเจียงหรานแล้ว เถียนโหยวฟาง อู๋ตี๋ อาจัว เสี่ยวจิ่ว และอาจู๋ที่ฟื้นคืนรูปลักษณ์เดิม ก็อยู่ที่นี่กันครบถ้วน

เมื่อคืน หลังจากอาจู๋ฟื้นความทรงจำ สิ่งที่นางต้องทำก็เรียบง่ายยิ่งนัก

ตามหาเถียนโหยวฟางที่ซ่อนตัวอยู่ แล้วบอกแผนการทั้งหมดของหัวหน้าเผ่าตี๋ให้เขารู้

ปัญหาใหญ่ที่สุดระหว่างพวกเขา คือหัวหน้าเผ่าตี๋เคยสังหารอาจู๋

ในเมื่ออาจู๋ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างก็คลี่คลายได้โดยง่าย

ดังนั้น วันนี้ในขณะที่ภายนอกกำลังจัดศึกร้อยชนเผ่า พวกเขาจึงมารออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว

บัดนี้ เมื่อได้ยินหัวหน้าเผ่าตี๋เอ่ยปาก ทุกคนมองหน้ากัน เถียนโหยวฟางเป็นฝ่ายถอนหายใจก่อน แล้วพูดเสียงเบา

“หัวหน้าเผ่า”

“แม้พวกเราจะไม่ได้เติบโตมากับท่านโดยตรง แต่ก็อยู่ข้างกายท่านตั้งแต่เด็ก เรียนรู้มาจากท่านมาตลอด

“เรื่องราวที่ท่านเล่านั้น แปลกพิสดารเกินไป พวกเรายังยากจะจินตนาการจริงๆ…”

“แต่ในเมื่ออาจู๋ยังไม่ตาย และท่านต้องการกู่ชีวิตของพวกเรา ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ”

“เพียงแต่…ข้ามีคำขอหนึ่งข้อ

“หวังว่าท่านจะรับปากก่อน”

“ว่ามา”

หัวหน้าเผ่าตี๋มองเถียนโหยวฟางด้วยแววตาซับซ้อนยิ่ง

“หลังเรื่องทั้งหมดจบลง ข้าอยากพาอาจู๋ออกจากเผ่าตี๋ ไม่ทราบว่า…ท่านจะยอมให้พวกเราไปหรือไม่”

“ออกจากหมื่นขุนเขาหรือ”

หัวหน้าเผ่าตี๋หลับตาลงช้าๆ แล้วส่ายหน้า

“ในเมื่อความเข้าใจผิดคลี่คลายแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังอยากจากไปอีกเล่า”

“อาหนาน เจ้าต้องรู้ว่า เจ้าคือผู้เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่ารุ่นถัดไป”

“ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ จิตใจ วรยุทธ์ หรือวิชากู่ ล้วนยอดเยี่ยม”

“เจ้า…คืออนาคตของเผ่าตี๋

“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าไปได้”

เถียนโหยวฟางเงยหน้ามองหัวหน้าเผ่าตี๋ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มอกตนเองสองสามครั้ง แล้วอ้าปากพ่นออกมา

กู่ชีวิตลักษณะเป็นหนอนเนื้อขนาดยักษ์ตกลงสู่ฝ่ามือของเขา

ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็ซีดเผือด ร่างกายอ่อนแรงลงทันที

อาจู๋รีบประคองเขา ให้พิงแท่นหินนั่งลง

หัวหน้าเผ่าตี๋หยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เก็บกู่ชีวิตนั้นเอาไว้ แล้วหันกลับมามองเถียนโหยวฟาง เห็นเขาฝืนยิ้ม

“หัวหน้าเผ่า หวังว่าครั้งนี้ ท่านจะไม่ได้หลอกข้า…ไม่เช่นนั้น ก็ถือว่าข้าสมควรตายเอง”

คำพูดก่อนหน้า และหลัง ฟังดูเหมือนไม่สอดคล้องกัน

ก่อนหน้านี้ เขาขอให้หัวหน้าเผ่าตี๋ยอมปล่อยตัว อีกฝ่ายไม่ยอม เขาก็ไม่ได้โต้เถียงต่อ แต่กลับยื่นกู่ชีวิตออกมาโดยตรง

ประโยคสุดท้าย ราวกับว่าเขาพูดเพราะหัวหน้าเผ่าตี๋สัญญาให้เขาเป็นหัวหน้าเผ่ารุ่นถัดไป

แต่แท้จริงแล้ว… ไม่ใช่เช่นนั้น

เจียงหรานมองออกชัดเจน นี่คือการหยั่งเชิงครั้งสุดท้ายของเถียนโหยวฟาง

อู๋ตี๋เคยกล่าวไว้ ตั้งแต่เด็ก เถียนโหยวฟางก็โดดเด่นเหนือผู้อื่น ในหมู่คนรุ่นเดียวกัน ไม่มีใครเทียบเคียงได้

เขาคือผู้เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าคนต่อไปในสายตาทุกคน

ในอดีต เพราะการตายของอาจู๋ ทำให้เถียนโหยวฟางออกจากเผ่าตี๋ ไปโลดแล่นในยุทธภพห้าแคว้น

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อิทธิพล ความสามารถ และบารมีของเขาในหมู่คนรุ่นเยาว์ ล้วนเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าเป็นอย่างยิ่ง

บัดนี้ เมื่อความเข้าใจผิดในอดีตคลี่คลาย เขาจงใจเอ่ยปากขอจากไป ก็เพื่อดูว่าหัวหน้าเผ่าตี๋จะตอบเช่นไร

หากหัวหน้าเผ่าตี๋ตอบตกลงอย่างง่ายดาย… แสดงว่าในใจไม่เคยคำนึงถึงอนาคตของเผ่าตี๋เลยสักนิด

สิ่งที่หัวหน้าเผ่าตี๋กำลังจะทำ คืออาศัยช่วงที่เทพกู่เพิ่งตื่น และยังอ่อนแอ ลงมือสังหาร

แต่ไม่ว่าอย่างไร นั่นก็คือเทพกู่

ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยรวมหมื่นขุนเขาไว้ในมือ ใช้กำลังเพียงลำพังบีบให้ร้อยชนเผ่าต้องยอมสยบ

ต่อให้ใกล้ตาย ก็ยังวางแผนควบคุมร้อยชนเผ่าได้นานนับพันปี

คนเช่นนี้ ใครจะกล้ารับประกันว่าศึกครั้งนี้จะชนะอย่างแน่นอน

แพ้…ก็ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนต้องตาย

ชนะขาด…ก็ไม่ต้องพูดถึงเช่นกัน

หัวหน้าเผ่าตี๋แม้ชรา แต่ร่างกายยังพอไหว มีชีวิตอยู่อีกหลายปี ยังไม่ถึงคราวที่เถียนโหยวฟางต้องขึ้นมารับตำแหน่ง

แต่ถ้าชนะอย่างยากลำบากเล่า

หากเทพกู่ถูกสังหารสำเร็จ แต่หัวหน้าเผ่าตี๋บาดเจ็บสาหัส อนาคตของเผ่าตี๋จะเป็นเช่นไรต่อ

ในฐานะหัวหน้าเผ่าต้องคิดถึงเผ่าตี๋เป็นอันดับแรก เขาย่อมต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้นี้

เรื่องในอดีตเป็นสิ่งที่เขาจงใจทำ ความผิดไม่ได้อยู่ที่เถียนโหยวฟาง

เพียงอธิบายให้ชัดเจน หลังจากเขาจากโลกนี้ไป เถียนโหยวฟางขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่า ก็ย่อมสมเหตุสมผล

ดังนั้น เขาไม่มีทางยอมให้เถียนโหยวฟางออกจากเผ่าตี๋

หากกลับกัน… ก็แสดงว่าเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน

แม้จะยังไม่อาจชี้ชัดทุกอย่าง แต่ก็เพียงพอให้เห็นว่า หากมีความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย เถียนโหยวฟางก็จะไม่ยอมมอบกู่ชีวิตออกมาโดยง่าย

ทว่าคำตอบของหัวหน้าเผ่าตี๋ครั้งนี้ แนบเนียนจนไร้ช่องโหว่

เถียนโหยวฟางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป

หัวหน้าเผ่าตี๋เก็บกู่ชีวิตใส่กล่อง แล้วตบไหล่เขาเบาๆ

“วางใจเถอะ ทุกอย่างมีข้าอยู่”

จากนั้น เขาหันไปมองอาจัวกับเสี่ยวจิ่ว

กู่ชีวิตของอู๋ตี๋ถูกเก็บไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงสองคนนี้

ทั้งสองสบตากัน ไม่ได้ลังเลมากนัก บังคับพ่นกู่ชีวิตของตนออกมา แล้วมอบให้หัวหน้าเผ่าตี๋

หัวหน้าเผ่าตี๋เก็บกู่ชีวิตเหล่านั้นไว้ สั่งให้พวกเขาพักผ่อนที่นี่

รอให้ทุกอย่างจบลงแล้ว จะนำกู่ชีวิตคืนให้ เรื่องทั้งหมดก็จะสิ้นสุด

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ หัวหน้าเผ่าตี๋เงยหน้ามองเจียงหราน

“ขอเชิญประมุขมาร ช่วยคุ้มกันข้าด้วย”

“ดี”

เจียงหรานพยักหน้า แล้วหันไปบอกถังซือฉิง ถังฮว่าอี้ และคนอื่นๆ

“พวกเจ้าอยู่ที่นี่ คอยดูแลอู๋ตี๋ และคนอื่นๆ ข้าไปคนเดียวก็พอ”

“ประมุขมาร… ให้ข้าเป็นคนดูแลพวกเขาเถิด”

อาจู๋เอ่ยขึ้น

“เทพกู่ยากหยั่งถึง มีคนเพิ่มอีกหนึ่ง ย่อมเพิ่มโอกาสอีกส่วน

“วรยุทธ์ข้าเทียบพวกท่านไม่ได้ แต่การอยู่ดูแลพวกเขาอยู่ที่นี่ ยังพอทำได้”

เจียงหรานมองนาง ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

“ดี เช่นนั้นก็ฝากเจ้าด้วย”

“พวกเราไปกันเถอะ”

หัวหน้าเผ่าตี๋มองอาจู๋อีกครั้ง

“ที่นี่ ฝากเจ้าด้วย”

“พวกเราจะไปแล้วรีบกลับมา”

พูดจบ เขาหันหลังเดินลึกเข้าไปในถ้ำเทพกู่ เจียงหราน และพรรคพวกตามไปติดๆ

การเข้าสู่ถ้ำเทพกู่ครั้งนี้ ราบรื่นกว่าครั้งก่อนมาก แต่เดินไปได้ครึ่งทาง หัวหน้าเผ่าตี๋ก็เสนอให้แยกเป็นสองสาย

เจียงหรา และคนของเขา จะใช้เส้นทางลับที่อาจู๋เคยพาไปก่อนหน้า

ส่วนหัวหน้าเผ่าตี๋ จะเดินตามเส้นทางหลักตามเดิม

เขาต้องปลุกเทพกู่ ย่อมต้องให้เหล่าปุโรหิตเทพกู่ร่วมมือ เพื่อไม่ว่ากรณีใด ก็ห้ามใครเข้าไปรบกวน

ส่วนเจียงหรานใช้ทางลับ จะสามารถไปถึงเป้าหมาย โดยไม่ให้เหล่าปุโรหิตเทพกู่รับรู้

ไม่เช่นนั้น ปุโรหิตเหล่านั้นมีกู่สืบบัญชาอยู่ในร่าง อาจทำให้เรื่องเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

เจียงหรานไม่มีข้อคัดค้าน

หัวหน้าเผ่าตี๋ก้าวออกไปก่อน เพียงก้าวเดียว เงาของเจียงหรานและคนอื่นๆ ก็หายไปจากด้านหลัง

เขาถอนหายใจเบาๆ ลูบกล่องหลายใบในอกเสื้อ

รวมถึงบุปผาโลหิตที่วางอยู่บนฝ่ามือ แล้วก้าวยาวๆ เดินต่อไปข้างหน้า

ไม่นาน เบื้องหน้าก็ปรากฏร่างสองคน

ทั้งสองสวมชุดขาว ใช้ผ้าขาวปิดหน้า เหลือเพียงดวงตาให้เห็น

“คารวะหัวหน้าเผ่า!”

ทั้งสองคุกเข่าคารวะพร้อมกัน

หัวหน้าเผ่าตี๋พยักหน้าเล็กน้อย “แผนการพันปี บัดนี้อยู่ตรงหน้าแล้ว”

“เอากู่ทั้งหมดที่เก็บรวบรวมมาหลายปีออกมา วันนี้ ข้าจะปลุกเทพกู่ ให้แสงแห่งเทพกู่ กลับส่องสว่างเหนือหมื่นขุนเขาอีกครั้ง!”

“เชิญหัวหน้าเผ่าตามพวกข้ามา”

ปุโรหิตเทพกู่ทั้งสองหันหลังนำทาง หัวหน้าเผ่าตี๋ตามไปด้านหลัง

ยิ่งเดินลึกเข้าไป ปุโรหิตเทพกู่ก็ยิ่งมากขึ้น เพียงครู่เดียว รอบตัวเขาก็มีมากกว่าสองสามสิบคนแล้ว

เดินต่อไปอีก เบื้องหน้าก็ปรากฏชายชราในชุดสีแดงเลือด มือถือไม้เท้า เขาไม่ใช่เพียงปุโรหิต แต่เป็นถึงมหาปุโรหิตที่สูงกว่าทุกๆ คน

มือข้างหนึ่งจับไม้เท้า อีกมือยื่นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาวราวหนึ่งฉื่อออกมา

กล่องนั้นแม้จะนิ่ง แต่เมื่อมีคนเข้าใกล้ ก็สั่นไหวราวกับเตือนภัย

กระทั่งหัวหน้าเผ่าตี๋รับกล่องนั้นไว้ในมือ อาการสั่นจึงสงบลง

มหาปุโรหิตเอ่ยด้วยเสียงแผ่วราวใกล้ขาดใจ

“นี่คือชะตา…เจ้าต้องยอมรับมัน”

พูดจบ เขายกมือแตะไหล่หัวหน้าเผ่าตี๋เบาๆ

ในดวงตาหัวหน้าเผ่าตี๋ ปรากฏแววไม่ยอมจำนนชั่ววูบ ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า

“ข้ายอมรับชะตา”

“ยอมรับก็ดีแล้ว”

ปุโรหิตชุดแดงเอ่ยเสียงแผ่ว

“ตลอดหลายปีมานี้ แม้เจ้าจะมีความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระทบแก่นหลักสำคัญ”

“ตราบใดที่สามารถปลุกเทพกู่ได้ เผ่าตี๋และพวกเราก็จะหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง

“จากนี้ไป จะไม่ต้องถูกใครบงการ ไม่ต้องถูกชะตากรรมบีบคั้นอีก”

“เพื่อสิ่งนี้…ต่อให้ต้องแลกด้วยทุกอย่างก็ยอม”

“เพราะหากพวกเราไม่ยอมจ่ายราคา ผู้ที่ต้องจ่าย ก็คือลูกหลานในอนาคต”

“เจ้าว่า…ใช่หรือไม่”

“สิ่งที่ท่านกล่าว ย่อมไม่ผิด”

ทั้งสองพูดคุยกันราวกับเรื่องเล็กน้อย ไม่ช้า ก็มาถึงหน้าประตูหินบานหนึ่ง

นี่คือประตูที่อาจู๋เคยเปิดไว้ก่อนหน้านี้

ตอนนั้นเข้าออกอย่างเร่งรีบ จึงไม่ได้สังเกตให้ถี่ถ้วน

หากมองดีๆ จะพบว่า บนประตูหินบานนี้ ก็มีภาพสลักของเทพกู่เช่นกัน

เทพกู่ประทับอยู่สูงส่ง ราวกับแม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่อาจเทียบเคียง ทำให้ผู้คนได้เพียงเงยหน้ามองอย่างเคารพ

มหาปุโรหิตเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือแตะกลไก

ประตูหินค่อยๆ เปิดออก แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง กลับเป็นความหนาวเย็นจับใจ

ภายในเต็มไปด้วยน้ำแข็ง

มหาปุโรหิตชะงักไปเล็กน้อย

“ในสุสานเทพกู่ เหตุใดจึงมีน้ำแข็งมากถึงเพียงนี้ หรือว่า…เทพกู่เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง”

“อาจเป็นเพราะไม่ได้มีผู้เข้าออกมานาน กู่เหมันต์เหล่านั้นจึงปั่นป่วนไปบ้าง

“หากมีความผิดปกติจริง น้ำแข็งเหล่านี้ควรสลายไปแล้ว”

หัวหน้าเผ่าตี๋เอ่ยเสียงเบาหวิวอยู่ด้านข้าง

มหาปุโรหิตครุ่นคิด สีหน้าซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้า

“เรื่องที่คนหลายรุ่นรอแล้วยังไม่พบพาน จะมาปรากฏกับพวกเราได้อย่างไร”

“เข้าไปเถอะ เจ้าเข้ามากับข้า ส่วนคนอื่นอยู่ข้างนอก ทำพิธีปลุกชีพ”

“การปลุกเทพกู่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ระหว่างนั้นจะเกิดสิ่งใดขึ้น ไม่มีใครรู้ได้”

“ดังนั้น ต่อให้ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ห้ามบุ่มบ่ามเข้ามารบกวน”

“เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจแล้วขอรับ”

ปุโรหิตทั้งหมดตอบรับพร้อมกัน

มหาปุโรหิตใช้ไม้เท้าจิ้มน้ำแข็งเบาๆ

น้ำแข็งแตกร้าวเป็นรอย ก่อนจะดัง ปัง แตกสลายออกทั้งหมด เปิดทางเข้าออก

เขาก้าวเข้าไปในสุสานเทพกู่เป็นคนแรก

หัวหน้าเผ่าตี๋จึงตามเข้าไป

“ปิดประตู อย่ารบกวนเทพกู่”

มหาปุโรหิตเอ่ย

“ขอรับ”

หัวหน้าเผ่าตี๋ตอบรับอย่างสงบ แล้วปิดประตูหินลง

ภายในสุสาน มหาปุโรหิตเดินไปถึงหน้าแท่นน้ำแข็งของเทพกู่ วางไม้เท้าลง แล้วคุกเข่าลงกราบด้วยพิธีใหญ่

แต่เมื่อเหลือบตามอง เห็นหัวหน้าเผ่าตี๋ยังยืนอยู่ ไม่ได้คุกเข่า จึงชะงัก

“เจ้าไม่คุกเข่า คารวะเทพกู่หรือ”

“ขอรับ”

หัวหน้าเผ่าตี๋ตอบเสียงเรียบ

“ข้าจะคารวะเดี๋ยวนี้”

เขาก้มตัวลง ราวกับจะคุกเข่า

แต่ในจังหวะที่เข่ากำลังจะถึงพื้น มือแห้งเหี่ยวกลับยกขึ้นช้าๆ

ในฝ่ามือ เถาวัลย์สีเขียวแผ่ออกมา

พรวด!!

แทบไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ

ร่างมหาปุโรหิตกระตุกแรง บุปผาโลหิตดอกหนึ่งทะลุออกจากอกของเขา

ภายในปากดอกไม้ มีสิ่งหนึ่งดิ้นรนอยู่

นั่นคือ กู่สืบบัญชา ของมหาปุโรหิต

ชายชราค่อยๆ หันกลับมา มองหัวหน้าเผ่าตี๋ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

พยายามยื่นมือไปคว้า แต่ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้ไร้เรี่ยวแรง ได้แต่กัดฟันเอ่ยเสียงสั่น

“เจ้า…เจ้า…เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

“หากนางตายไปตั้งแต่พันปีก่อน ข้าก็ควรคุกเข่าต่อหน้านาง กราบอย่างนอบน้อม”

“แต่…นางไม่ตาย”

“สิ่งที่เกาะกินเผ่าตี๋ ดูดเลือดกินกระดูกเช่นนี้ มีคุณสมบัติอันใดให้ข้าคุกเข่าศิโรราบ”

เสียงของหัวหน้าเผ่าตี๋แฝงความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

ราวกับเพิ่งวางภาระหนักอึ้งที่แบกมานานนับพันปี แม้แต่สีหน้าซีดเซียว ก็เหมือนจะกลับมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย

มหาปุโรหิตเต็มไปด้วยความตกตะลึง

“เจ้า…ไม่ได้มาปลุกเทพกู่หรือ”

“เจ้า…เจ้าเลอะเลือนแล้ว!!

“สละชีวิตพวกเรา เพื่อแลกกับ…แลกกับอนาคตของเผ่าตี๋… มันคุ้มค่า!!”

“คุ้มค่าหรือ”

หัวหน้าเผ่าตี๋ส่ายหน้า

“ไม่ เจ้าคิดผิด หากนางฟื้นขึ้นมา เผ่าตี๋จะไม่มีอนาคต”

“มีเพียงบรรพชนผู้หนึ่งที่ยืนเหยียบหัวเผ่าตี๋ ถ่ายหนักถ่ายเบาตามใจชอบ”

“นางทะเยอทะยานไร้ขอบเขต หากฟื้นคืนชีพจริง”

“ไม่มีใครรับประกันว่าเผ่าตี๋จะไม่ถูกนางใช้เป็นเครื่องมือสนองความทะเยอทะยานของตน”

“บัดนี้โลกภายนอกห้าแคว้นกำลังปั่นป่วน นางย่อมเห็นว่าเป็นโอกาสจากสวรรค์”

“หากเผ่าตี๋ถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย เกรงว่าจะตกสู่หายนะชั่วนิรันดร์”

“นางไม่ตาย ผู้ที่ตาย มีเพียงลูกหลานเผ่าตี๋ และในเวลานั้น เจ้าและข้าก็ล้วนตายไปแล้ว”

“ใครจะมาหยุดยั้งทุกสิ่งได้”

“แต่…นาง…นางคือ…”

มหาปุโรหิตยังจะพูดต่อ

แต่หัวหน้าเผ่าตี๋ดึงมือกลับ บุปผาโลหิตที่กลืนกู่สืบบัญชาเข้าไป ก็ถูกถอนออกจากอกเขา

มหาปุโรหิตกระอักเลือดออกมาอีกคำ ร่างอ่อนแรง ทรุดลงกับพื้น

“ข้ารู้ว่านางคือใคร…แต่นางไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร”

สายตาหัวหน้าเผ่าตี๋จับจ้องใบหน้ามหาปุโรหิต

“หรือท่านมหาปุโรหิต รู้หรือไม่ว่า ‘ข้า’ แท้จริงคือผู้ใดกันแน่”

ในดวงตาของมหาปุโรหิต ฉายแววสงสัย

จนกระทั่งหัวหน้าเผ่าตี๋ก้มลง กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเขา

สีหน้ามหาปุโรหิตก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง

“เจ้า…เจ้าเป็น…เจ้านึกจะ…”

ดวงตาเบิกกว้าง เสียงพยายามตะโกนสูงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ยังไม่ทันพูดจบ ก็สิ้นลมไปแล้ว

หัวหน้าเผ่าตี๋ถอนหายใจเบาๆ

“กู่กลืนหทัยในร่างข้า เจ้าเป็นคนฝังมันด้วยตนเอง วันนี้ ข้าช่วยเอากู่สืบบัญชาของเจ้าออกไป นับว่า…ตอบแทนคุณแล้ว”

พูดจบ เขาหันไปมองเทพกู่ที่นอนอยู่บนแท่นน้ำแข็ง

เทพกู่งดงามไร้ที่ติ แต่ในสายตาของเขา กลับไม่ต่างจากอสูรร้ายน่ารังเกียจ

เขาสูดลมหายใจลึก เปิดกล่องที่พกมาด้วย

กล่องของมหาปุโรหิต เป็นกล่องสองชั้น

แต่ละชั้นมีเก้ากล่องเล็ก ภายในทุกกล่อง ล้วนบรรจุกู่ชีวิตที่เกี่ยวพันกับชะตาเป็นตายของเทพกู่

หัวหน้าเผ่าตี๋นำกล่องเหล่านั้น วางล้อมรอบแท่นน้ำแข็ง

กู่เหมันต์รอบๆ ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ

ตราบใดที่ไม่ทำลายชั้นน้ำแข็งบนร่างเทพกู่ พวกมันจะไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น

เมื่อหยิบกล่องเล็กจากกล่องใหญ่ของมหาปุโรหิตออกมาครบแล้ว

เขาจึงหยิบกู่ชีวิตที่ได้มาจากอาจัวและคนอื่นๆ ออกมาทีละชิ้น

สุดท้าย เขาสะบัดมือ วางบุปผาโลหิตลงบนร่างเทพกู่

ทันทีที่บุปผาโลหิตแตะน้ำแข็ง ลายเลือดบนกลีบก็ค่อยๆ ซีดจาง หลุดออกมา เคลือบไปทั่วน้ำแข็ง

ลวดลายเลือดถักทอเป็นโยงใย เชื่อมโยงกล่องกู่ชีวิตทั้งหมดเข้าด้วยกัน

กึก กึก กึก!

เสียงดังต่อเนื่อง เมื่อใยโลหิตแตะกล่อง กล่องเหล่านั้นก็เปิดออกเอง

กู่ชีวิตสารพัดชนิด ราวกับถูกจับกุมโดยใยโลหิตนั้น

พวกมันค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาแกนกลาง บุปผาโลหิต

หัวหน้าเผ่าตี๋ยืนมองอย่างสงบ แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกาย

“ถ้าไม่ใช้บุปผาโลหิต… จะให้ผลเช่นนี้ได้หรือไม่”

เส้นผมของหัวหน้าเผ่าตี๋แทบลุกชัน

เขาหันขวับไปทันที ก็พบว่าเจียงหรานไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อใด ยืนอยู่ข้างเขาแล้ว

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก เป็นถังซือฉิงและคนอื่นๆ ที่ตามเข้ามา

หัวหน้าเผ่าตี๋ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ลูบอกตนเอง

“ประมุขมาร… ข้าแก่แล้ว อย่ามาทำให้ตกใจเช่นนี้สิ”

“เกือบได้ไปพบเทพกู่ก่อนเวลาเสียแล้ว”

“……เทพกู่ก็อยู่ตรงหน้ามิใช่หรือ”

เจียงหรานพูดพลางชี้ไปยังเทพกู่ ที่รากของบุปผาโลหิตแทงลึกเข้าไปในน้ำแข็ง ร่างยังคงไม่ขยับเขยื้อน

ขณะเดียวกัน กู่ชีวิตทั้งหมดก็วนรอบบุปผาโลหิต

เถาวัลย์สีเขียวยิ่งแผ่ขยาย ปกคลุมแท่นน้ำแข็งจนมิด

ไม่อาจมองเห็นร่างเทพกู่อีกต่อไป

พร้อมกันนั้น ดอกตูมขนาดมหึมาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน

กู่ชีวิตเหล่านั้น พากันเกาะอยู่บนก้านบุปผาโลหิต

ราวกับเป็นเครื่องประดับของดอกไม้ยักษ์ดอกนี้

เจียงหรานหรี่ตา

“ดูเหมือน…จะไม่ชอบมาพากล สิ่งนี้กำลังดูดกลืนพลังชีวิตของกู่เหล่านั้น”

“หากกู่ตายไป… อู๋ตี๋และคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไร”

หัวหน้าเผ่าตี๋ส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่ตายแน่…อืม น้ำแข็งกำลังสลายแล้ว!”

จริงดังว่า น้ำแข็งรอบด้านกำลังละลาย กลายเป็นสายน้ำไหลไปทั่ว

และในจังหวะที่หัวหน้าเผ่าตี๋มองตามสายน้ำนั้น เขาก็พบว่า ข้างกายเจียงหราน…เหมือนจะขาดใครไปหนึ่งคน

แล้วที่หายไปคือใครกัน

จบบทที่ ตอนที่ 527 ล่มสลาย (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว