- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 520 หุ่นเชิด (ฟรี)
ตอนที่ 520 หุ่นเชิด (ฟรี)
ตอนที่ 520 หุ่นเชิด (ฟรี)
ตอนที่ 520 หุ่นเชิด
เถียนโหยวฟางนับว่าเป็นคนคุ้นทางที่แท้จริงในสถานที่แห่งนี้ มีเขานำทาง การก้าวเข้าสู่ถ้ำเทพกู่จึงเป็นไปอย่างราบรื่น
“ภายในถ้ำนี้ ควรจะมีห้องถ้ำอยู่สองแห่ง”
“แห่งแรกคือที่อยู่ของราชินีกู่ เมื่อก่อนข้าขโมยมันไปจากที่นี่ แล้วหนีออกจากเผ่าตี๋ ก็คือที่ตรงนี้แหละ”
เถียนโหยวฟางพูดไป นำทางไปด้วย ก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว เบื้องหน้าก็เปิดออก
ปรากฏเป็นห้องถ้ำที่ดูพิกลอยู่บ้าง กลางห้องมีแท่นสูงหนึ่งแท่น บนแท่นมีหีบที่เปิดอ้าอยู่
ทว่าในหีบนั้นว่างเปล่า ส่วนพื้นรอบด้านกลับเต็มไปด้วยหลุมบ่อสลับซับซ้อน พัวพันไขว้กัน ดูยุ่งเหยิง แต่กลับคล้ายแฝงกฎเกณฑ์บางอย่างเอาไว้
เถียนโหยวฟางกล่าวว่า
“ที่ใดมีราชินีกู่สถิตอยู่ รอบด้านย่อมมีกู่หมื่นตัวติดตามรับใช้ แต่เมื่อราชินีกู่จากไป กู่ที่รับใช้เหล่านั้นก็จะตายไปทั้งหมด”
เขาชี้ไปยังหลุมบ่อบนพื้น
“ที่นี่คือแหล่งเพาะกู่ เดิมทีแหล่งยังอยู่ แต่ราชินีกู่ไม่กลับมา พวกมันก็ไม่มีเหตุผลจะดำรงอยู่ต่อไป”
เจียงหรานยิ้มบาง ๆ
“วิธีการของเผ่าตี๋ นับว่าน่าสนใจไม่น้อย”
“ทำให้ท่านหัวเราะเยาะแล้ว”
เถียนโหยวฟางยิ้ม ก่อนจะชี้ไปยังปากถ้ำอีกแห่งภายในห้อง
“นี่คือทางเข้าสู่ห้องถ้ำชั้นที่สอง แต่เมื่อก่อน ข้าเพิ่งก้าวมาถึงตรงนี้ กู่ชีวิตก็ส่งสัญญาณเตือนอย่างบ้าคลั่ง”
“จนข้าไม่กล้าก้าวข้ามเส้นนั้นแม้แต่นิดเดียว วันนี้มีท่านอยู่ คงพอจะเข้าไปตรวจสอบได้บ้าง”
“ก็ต้องเข้าไปให้กระจ่างชัดสิ นำทางเถอะ”
เจียงหรานโบกมือเบาๆ
เถียนโหยวฟางจึงเป็นผู้นำ เดินข้ามแหล่งเพาะกู่บนพื้น เข้าสู่ปากถ้ำชั้นที่สอง ลึกเข้าไปด้านใน เจียงหราน และถังฮว่าอี้ติดตามไปอย่างใกล้ชิด
ที่นี่มืดยิ่งกว่าเดิม และคับแคบกว่าเดิม แสงไฟพกในมือเจียงหรานสว่างวาบๆ ดับๆ เงาของทั้งสามจึงบิดเบี้ยวประหลาด
ถังฮว่าอี้กอดแขนตัวเอง หดคอเล็กน้อย
“ที่นี่…ทำไมรู้สึกเย็นกว่าเดิม”
“ไม่ใช่แค่รู้สึกหรอก มันเย็นจริงๆ”
เถียนโหยวฟางกล่าวเสียงเบา
“และในตอนนี้ กู่ชีวิตของข้าร่ำร้องแทบขาดใจ… หนทางข้างหน้าไม่อาจคาดเดา ขอท่านโปรดระวังตัวด้วย”
“อืม วางใจได้”
เจียงหรานเงยหน้าขึ้น ใช้ประสาททั้งห้าสัมผัส แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ
ในจังหวะนั้นเอง เถียนโหยวฟางก้าวเข้าสู่จุดเลี้ยวหนึ่ง เจียงหรานกับถังฮว่าอี้อยู่ห่างเขาเพียงก้าวเดียว
ทว่าเมื่อก้าวตามไป กลับไม่เห็นร่างของเถียนโหยวฟางแล้ว
“คนหายไปไหน”
ถังฮว่าอี้หน้าซีด
“พี่เขย เจ้าหูตาดีเช่นนี้ ได้ยินเสียงกับดักทำงานหรือเปล่า”
“ไม่ใช่กับดัก…”
เจียงหรานถอนหายใจแผ่ว
“เป็นค่ายกล”
เขามองแท่งหินงอกหินย้อยในถ้ำ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนปลายนิ้ว ดูดก้อนหินก้อนหนึ่งมา ดีดออกไป
เพียงได้ยินเสียง ปะ ภาพรอบด้านก็แปรเปลี่ยนทันที
ยังเป็นทางเดินถ้ำ แต่ทิศทางกลับเปลี่ยนไปในพริบตาเดียว
“นี่…”
ถังฮว่าอี้อึ้งไป
“พี่เขย ข้าเข้าใจความลึกล้ำของค่ายกลนะ แต่…จากสภาพเมื่อครู่ หากเราเดินต่อไป น่าจะชนกำแพงหินสิ
“ค่ายกลจะแปลกพิสดารแค่ไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนภูมิประเทศได้จริงมิใช่หรือ”
“เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นค่ายกลซ้อนค่ายกล”
เจียงหรานลูบศีรษะถังฮว่าอี้
“พูดอีกอย่าง ที่นี่มีสองเส้นทาง เส้นแรกคือทางที่เราเห็นตอนแรก เส้นที่สองคือเส้นนี้ หลังจากที่ข้าทำลายค่ายกลชั้นแรก”
“หลังค่ายกลชั้นนี้ ยังมีเส้นทางอื่นอีกหรือไม่ ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ เมื่อครู่ เถียนโหยวฟางออกจากค่ายกล เดินเข้าสู่ทางเดินเส้นนี้ หรือเดินไปทางอื่น นั่นยิ่งยากจะคาดเดา”
“……งั้นก็ง่าย แค่ทำลายค่ายกลทั้งหมดก็พอแล้วนิ”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
เจียงหรานส่ายหน้าอย่างจนใจ
“แม้ข้าจะเคยเรียนค่ายกลอยู่หลายวันจากจิ่งถานจวี๋ซื่อ แต่ศาสตร์แขนงนี้ลึกซึ้ง ไม่ด้อยไปกว่าฝึกวรยุทธ์”
“เวลาแค่นั้น ข้าเรียนได้เพียงผิวเผิน ยังห่างไกลจากคำว่าชำนาญ ค่ายกลที่นี่พิสดารนัก ต่อให้จิ่งถานจวี๋ซื่อมาด้วยตนเอง ก็อาจไม่อาจถอดได้ทั้งหมด…”
“งั้นเราจะทำอย่างไร”
ถังฮว่าอี้กะพริบตาให้เจียงหราน
“มาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องตามมีตามเกิด ค่ายกลจะแปลกพิสดารเพียงใด ก็ไม่อาจส่งเราออกนอกถ้ำเทพกู่ได้”
“ในเมื่อยังอยู่ในถ้ำนี้ เช่นนั้นก็ตรวจสอบไปทีละเส้นทางให้กระจ่างเสียเลย”
พูดจบ เขาจับมือถังฮว่าอี้ เดินไปตามทางที่ปรากฏ
ถังฮว่าอี้พยักหน้า แต่ยังอดถามไม่ได้
“เจ้าว่า…คนเมื่อครู่เป็นใครกันแน่”
“คนนั้นหรือ…”
เจียงหรานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“ตอนนี้ยังไม่อาจฟันธงได้… แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เขาก็ไม่ใช่เถียนโหยวฟางตัวจริงอย่างแน่นอน”
อู๋ตี๋เคยบอกว่า ตอนแยกจากเถียนโหยวฟาง เขามอบ กู่หุ่นเชิดให้ ภายในกู่หุ่นเชิด มีราชินีกู่ซ่อนอยู่
นั่นคืออาวุธสังหารอย่างแท้จริง
วันนี้กลับสู่เผ่าตี๋ เพื่อช่วยอู๋ตี๋ เถียนโหยวฟางไม่มีทางไม่ใช้ของชิ้นนี้
แม้จะเผื่อใจไว้เพียงหนึ่งในหมื่น เขาก็ควรพกราชินีกู่ไว้กับตัว เพื่อรับมือเหตุไม่คาดฝัน
นี่คือข้อแรก
ข้อที่สอง หากเขาเป็นเถียนโหยวฟางจริง ยิ่งไม่มีเหตุผลจะตามเจียงหรานเข้าถ้ำเทพกู่ ทั้งที่รู้ดีว่าเจียงหรานคิดจะทำอะไร
ฝีมือของเจียงหราน เถียนโหยวฟางย่อมรู้ชัด เขามาก็ไม่เพิ่มอะไร ขาดไปก็ไม่ลด แทนที่จะออกมาพาคนอย่างเถียนเมียวเมียว จินเกอ และพวกให้ถอย กลับมาที่นี่ มันถือเป็นเรื่องแปลก
และยังมีข้อที่สาม
ความวุ่นวายที่เถียนเมียวเมียวพวกนั้นก่อไว้ เริ่มสงบลงแล้ว แสดงว่าพวกเขากำลังถอนตัว
แต่จินเกอเคยบอกว่า พวกเขาใช้ตนเองเป็นเหยื่อ เพื่อเปิดทางให้เถียนโหยวฟางช่วยคน
กล่าวอีกนัย แก่นแท้อยู่ที่เถียนโหยวฟาง หากเขาไม่ไป คนพวกนั้นจะไปได้อย่างไรเล่า
แต่ถ้าเขาพาเถียนเมียวเมียวพวกนั้นไปแล้ว เขาจะมาอยู่ในถ้ำเทพกู่ได้อย่างไร
เพราะเหตุนี้ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เจียงหรานกับถังฮว่าอี้เห็นเถียนโหยวฟาง ทั้งสองก็รู้แล้วว่า ตัวตนของคนผู้นี้มีปัญหา
เพียงแต่ไม่มีใครเปิดโปง กำลังขาดคนนำทางอยู่พอดี เขาจะมาก็ช่างเถิด
แสงจากตะบันไฟมีขอบเขตจำกัด ในจังหวะที่แสงสว่างดับวูบหายไป
เจียงหรานเตรียมตัวมาพร้อม คนท่องยุทธภพ ผู้ใดไม่ตะบันไฟสักสิบอันเผื่อเหตุฉุกเฉิน
เขาทิ้งอันเก่า หยิบอันใหม่ขึ้นมาจุดต่อ
เส้นทางในถ้ำนี้ยาวมาก เจียงหรานจูงถังฮว่าอี้เดินไปนาน ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด
เดินไปประมาณหนึ่งธูป ถังฮว่าอี้ก็อุทานเบาๆ
นางดึงมือเจียงหราน ก้มลงเก็บบางสิ่งจากพื้น แล้วยกขึ้นโบก
“พี่เขย อย่าเดินต่อเลย เรากำลังวนอยู่ที่เดิม”
ในมือนาง คือตะบันไฟที่เจียงหรานทิ้งไปก่อนหน้านี้
เจียงหรานกลับไม่แปลกใจ
“ข้าคาดไว้แล้ว เดินต่อเถอะ…”
“เจ้าคาดอะไรไว้”
“ค่ายกลในถ้ำเทพกู่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อน และพิสดาร ย่อมไม่ใช่เพียงชั้นเดียว”
“ไม่เช่นนั้น หินที่ข้าดีดไปก่อนหน้านี้ คงทำลายค่ายกลไปแล้ว แต่ผลลัพธ์คือ ค่ายกลยังอยู่”
“แสดงว่า จุดศูนย์กลางค่ายกลเชื่อมโยงกับที่อื่น ดังนั้น บนเส้นทางนี้ จะมีค่ายกลขวางก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
“ตอนนี้พูดได้ว่า ค่ายกลนี้ประกอบซ้อนกันเป็นชั้นๆ แต่เพียงขยับจุดเดียว ก็สะเทือนไปทั้งร่าง”
“คาดว่า ต่อให้เราย้อนกลับ ก็ยากจะหาทางแยกเดิมเจออีกแล้ว และเมื่อข้าทำลายค่ายกลนี้…อืม ตรงนี้แหละ”
เจียงหรานพูดไป จูงถังฮว่าอี้ไปด้วย ก้าวออกไปด้านข้างหนึ่งก้าวราวกับไม่ได้ตั้งใจ
ก้าวนี้พอลง ถังฮว่าอี้ก็พบว่า เจียงหรานเหมือนหลอมรวมเข้ากับผนังหิน เหลือเพียงครึ่งมือที่ยังจับมือนาง ยื่นอยู่นอกหิน
จากนั้น เขาดึงนาง เบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นทางถ้ำอีกเส้นหนึ่ง
“หยินหยางธาตุห้า ปากว้า… ข้าใช้ความรู้ทั้งชีวิตมองดูที่นี่ ไม่ว่ามองอย่างไร มันก็คือทางออก”
แต่ทางออกนั้น กลับเป็นก้อนหินเสียอย่างนั้น น่าสนุกดีมั้ยล่ะ”
เจียงหรานขยิบตาให้ถังฮว่าอี้
“นี่คือค่ายกลลวงตา สิ่งที่เห็นไม่ใช่ความจริง ความจริงกับภาพลวงซ้อนทับกัน ทำให้ยากจะเห็นความจริงแท้”
“แต่ตราบใดที่จิตตั้งมั่น ก็สามารถมองทะลุภาพลวงได้”
“การมองทะลุของเจ้าคือ…พุ่งชนหัวเข้าไปหรือ”
ถังฮว่าอี้ยกมือปิดหน้าผากโดยสัญชาตญาณ
“บางครั้งก็ต้องมีความดื้อรั้นแบบไม่ชนกำแพงไม่หันกลับ ไม่เช่นนั้น ก็ได้แต่เดินตามเส้นทางที่ผู้วางค่ายกลขีดเขียนไว้ วนไปวนมาอยู่ในนี้ตลอดกาล”
เจียงหรานกล่าวเสียงเบา
“ค่ายกลตรงนี้ยังไม่อาจทำลาย หากทำลายไป เราจะยิ่งหาทางออกได้ยากกว่าเดิม”
“ภูเขาลำน้ำคือตัวแปรหนึ่ง ลมเมฆอีกหนึ่ง สายน้ำก็อีกหนึ่ง”
“สานต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ”
“หากเริ่มต้นคือภูเขาลำน้ำ การทำลายค่ายกลครั้งแรกของข้า ก็แปรเป็นลมเมฆ บัดนี้พวกเราอยู่ในลมเมฆแล้ว แต่หากยังทำลายต่อ ก็จะแปรเป็นสายน้ำ”
“เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่ลมเมฆรับรู้ จะไม่อาจช่วยอะไรสายน้ำได้ ความรู้เดิมจะกลายเป็นสิ่งกีดขวาง บดบังดวงตา เจ้าและข้าไม่อาจเห็นความจริง”
ถังฮว่าอี้ฟังแล้วรู้สึกหัวหมุน
“พอแล้ว ๆ พี่เขย เจ้าเก่ง ข้ายอมรับ เจ้าเป็นยอดปรมาจารย์ค่ายกลแล้ว อย่าพูดต่อเลย บอกข้ามาเถอะ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกันแน่”
“ถ้ำเทพกู่ไง…”
เจียงหรานยิ้มอย่างจนใจ
“แล้วเถียนโหยวฟางตัวปลอมเล่า”
“ก็น่าจะอยู่ที่นี่เหมือนกัน”
ถังฮว่าอี้ขมวดคิ้ว
“คนผู้นี้น่าสนใจจริงๆ ปลอมเป็นเถียนโหยวฟาง ลากเราลึกเข้ามาในถ้ำเทพกู่ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่”
“คำตอบอาจอยู่ข้างหน้า… แน่นอน ก็อาจอยู่ข้างหลังก็ได้”
เจียงหรานยิ้มบางๆ
“สรุปแล้ว เดินหน้ากันต่อเถิด”
ทั้งสองเดินหน้าต่อ ระหว่างทางถังฮว่าอี้พึมพำเสียงเบา
“พี่เขย เจ้ารู้มั้ย เจ้าพูดแบบนี้มันน่าโดนตีนัก”
“อืม เจ้าสู้ข้าได้หรือ”
“แน่นอนว่าสู้ไม่ได้”
“งั้นก็เก็บความคิดอันตรายของเจ้าเสีย”
“แต่ข้าสามารถร่วมมือกับพี่สาว ทำให้เจ้าหมดท่าจนเกราะแตกกระจายได้!!!”
“”
จู่ ๆ เจียงหรานก็รู้สึกว่าบทสนทนานี้มันเริ่มผิดที่ผิดทาง
เขาถอนหายใจ เอานิ้วจิ้มตรงหว่างคิ้วนาง
“เด็กน้อยเอ๋ย วันๆ เอาแต่เอ่ยถ้อยคำลามกแบบนี้”
“ตรงไหนคือถ้อยคำลามกกัน”
“พี่เขย เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว”
ถังฮว่าอี้ยิ้มเจ้าเล่ห์
“ข้าหมายถึง ข้ากับพี่สาวร่วมมือกันตีเจ้า รับรองฟันเจ้าร่วงเต็มพื้น”
“เจ้าคิดอะไรไปถึงไหนกัน นี่มันลามกตรงไหน หรือว่าในใจเจ้าคิดเรื่องอื่นอยู่”
“เฮ้อ พี่เขย แบบนี้ไม่ได้นะ ข้าเป็นน้องเมียของเจ้านะ!”
เจียงหรานทั้งขำทั้งจนใจ ในถ้ำเทพกู่ยังกล้าพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้
ไม่สมกับเป็นธิดามารจริงๆ หรืออย่างไร กำลังพูดกันอยู่ เบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้าง
ปรากฏเป็นห้องถ้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
บริเวณที่เคยเก็บราชินีกู่นั้น ยังมีร่องรอยการแกะสลักของฝีมือมนุษย์ แต่ห้องถ้ำแห่งนี้กลับชัดเจนยิ่งกว่า
ผนังรอบด้านตรงฉาก ก้อนหินสีเขียวมรกตถูกตัดแบ่งอย่างเป็นระเบียบ ก่อซ้อนขึ้นอย่างประณีต
พื้นราบเรียบ สองด้านซ้ายขวา มีแท่นหินฝั่งละแปดแท่น
บนแท่นเหล่านั้น ยืนอยู่เป็นรูปสลักมนุษย์ แต่ละรูปถือขลุ่ยสั้น ล้วนเป็นรูปแบบของคนเผ่าตี๋
ถังฮว่าอี้เลิกหยอกล้อทันที เพ่งมองแล้วขมวดคิ้ว
“ข้ารู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้…”
“ถ้าเป็นรูปสลัก ทำไมมันดูเล็กเกินไป”
รูปสลัก โดยเฉพาะในสถานที่เช่นนี้ ควรใหญ่โตโอ่อ่า เพื่อข่มขวัญผู้มาเยือน
แต่รูปสลักตรงหน้า กลับมีขนาดเท่าคนจริง
เจียงหรานครุ่นคิด จูงถังฮว่าอี้เดินเข้าไป
ทว่าเพิ่งก้าวออกไปหนึ่งก้าว ก็ได้ยินเสียง กร๊อบ
เสียงไม่ได้มาจากใต้เท้า แต่ดังมาจากรูปสลักข้างหนึ่ง
รอยร้าวปรากฏขึ้น และแผ่ขยายไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
ราวกับสัญญาณเริ่มเปิดฉาก เมื่อรูปสลักหนึ่งร้าวขึ้น อีกเจ็ดรูปก็ร้าวตาม
เสียง ปัง ปัง ปัง ดังต่อเนื่อง
เงาร่างหนึ่งๆ กระโจนออกมาจากรูปสลัก
ในขณะเดียวกัน เสียงคลื่นทะเลก็ดังขึ้น จากผนังรอบด้าน มีแมลงสีดำสนิทนับไม่ถ้วนทะลักออกมา
แมลงเหล่านี้ตัวไม่ใหญ่ ทั้งร่างดำสนิท มีหนามแหลมอยู่บนหัว หากมองใกล้จะเห็นว่า ใต้ท้องของมัน กลับเป็นฟันแหลมคมเรียงราย
“ไม่ใช่รูปสลัก… เป็นคน!!!”
ดวงตาถังฮว่าอี้สว่างวาบ หมู่มวลดาราเคลื่อนคล้อยในนัยน์ตา
วิชาจิตมารหนึ่งคำนึง!
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงถังฮว่าอี้ดังขึ้น
ทว่ากู่เหล่านั้นยังคงกรูเข้ามาไม่หยุด พร้อมกันนั้น เงาร่างสามสายก็พุ่งฝ่าอากาศ เข้าจู่โจมเจียงหราน และถังฮว่าอี้
เจียงหรานดึงถังฮว่าอี้มาไว้ด้านหลัง
ม่านพลังคุ้มกายจากปราณอมตะก่อตัว
เสียง วูบ ดังขึ้น กระแสลมปราณปกคลุมทั้งสองไว้ตรงกลาง
กู่ที่พุ่งเข้ามา เพียงแตะม่านพลังก็ถูกดีดกระเด็นกระดอน
แต่บางตัวดื้อดึง ไต่ตามม่านพลังขึ้นมา แม้ร่างจะแหลกสลาย ก็ยังไม่ยอมถอยหนี สุดท้ายตายอยู่บนม่านพลังนั้น
ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ หนาแน่นไม่สิ้นสุด
ส่วนเงาร่างสามสายนั้น เข้ามาอย่างไร ก็ถูกสะท้อนกลับไปอย่างนั้น
กระบวนท่าที่พวกมันใช้ ล้วนย้อนกลับไปโจมตีตัวเอง
แต่ร่างเหล่านั้นกลิ้งไปบนพื้น ลุกขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นยังคงพุ่งเข้ามาอีก
ถังฮว่าอี้ถึงกับอุทาน “วิชาของข้าใช้ไม่ได้ผล”
“วิชาจิตมารหนึ่งคำนึงใช้กับคนเป็นจะใช้กับคนตายได้หรือ”
เจียงหรานกล่าวเสียงสงบ
“คนเป็นจะถูกผนึกอยู่ในหินได้อย่างไร ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่เข้าห้องน้ำ”
“หรือทุกครั้งออกไปทำธุระ แล้วกลับมาอุดตัวเองในหินใหม่ ไม่เหนื่อยบ้างหรือ”
“ดังนั้น…พวกมันไม่ใช่คนเป็น”
“ใช่”
เจียงหรานเงยหน้ามองสามร่างที่กำลังทุบม่านพลังอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้ายังจำเผ่าอู้ได้หรือไม่”
เหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านไปไม่นาน ถังฮว่าอี้ย่อมจำได้
เผ่าอู้ใช้หนอนด้ายควบคุมศพ วิธีการแปลกพิสดารยิ่งนัก
นางเข้าใจทันที
“คนพวกนี้ก็ถูกควบคุมด้วยวิธีคล้ายกัน”
“ไม่เพียงเท่านั้น…”
เจียงหรานจับมือถังฮว่าอี้ อีกมือหนึ่งไพล่หลัง
“พวกมันมีพละกำลังแข็งแกร่ง และยังคงรักษาทักษะบางส่วนสมัยมีชีวิตอยู่ได้”
“สามารถควบคุมกู่ฆ่าคนได้จะสร้างหุ่นเชิดเช่นนี้แปดตน คงต้องทุ่มเทอย่างมหาศาล”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยิบขลุ่ยสั้นออกมาจากอกเสื้อ
ขลุ่ยนี้ได้มาจากครั้งแรกที่พวกเขาไปตำหนักภูตมาร
ขลุ่ยของเผ่าตี๋หาได้ยาก เจียงหรานจึงพกติดตัวมาโดยตลอดเพียงแต่ไม่ค่อยมีโอกาสใช้งานจริงๆ จังๆ เสียที
เขาหันไปถามถังฮว่าอี้
“ข้าเป่าทำนองหนึ่งให้เจ้าฟังดีมั้ย”
“ดีสิ ดีสิ!”
ถังฮว่าอี้ไม่ตึงเครียดเลย
นางแค่กลัวผี นอกนั้น ต่อให้ตายก็ไม่กลัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ตรงหน้า
เจียงหรานยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปาก สูดลมหายใจลึก แล้วเป่าออกไป
ไร้เสียง!
แต่กลับมีแรงสั่นสะเทือนแปลกประหลาดแผ่ออกมา
กู่ที่เดิมกรูเข้าโจมตี เริ่มเกิดความปั่นป่วน บางส่วนถึงกับหันมาเข่นฆ่ากันเอง
ทว่าอีกด้านหนึ่ง มีหุ่นเชิดห้าตนเร่งแรงเป่าขลุ่ย กดคลื่นความปั่นป่วนที่ก่อตัว ให้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง
ถังฮว่าอี้หัวเราะลั่น
“พี่เขย แค่นี้เองหรือ”
เจียงหรานเบะปาก วางขลุ่ยลง
“สู้คนที่ฝึกมาตั้งแต่เด็กไม่ได้จริงๆ ข้าก็รู้แค่ผิวเผินเท่านั้น…”
“ช่างเถอะ”
แขนเสื้อเขาสะบัด ไอเย็นพลันแผ่ออกไปจากร่างเขา ครอบคลุมแปดทิศสิบทาง
ลมหนาวกวาดผ่าน กู่จำนวนนับไม่ถ้วนล้มลง ศพปลิวราวหิมะ
แต่กู่ที่เหลือยังกรูเข้ามาไม่หยุด
ถังฮว่าอี้ขมวดคิ้ว “ทำไมมันเยอะขนาดนี้”
“สะสมมานับร้อยนับพันปี จะประมาทได้อย่างไร”
เจียงหรานส่ายหน้าเบา ๆ
“ดูท่าต้องจับตัวหัวหน้าก่อน…”
สิ้นเสียง ลมหนาวก็แปรเป็นคมมีด ฟาดฟันไปยังหุ่นเชิดห้าตนที่กำลังเป่าขลุ่ย
นี่คือกระบวนท่าวายุสงัดภพแห่งวิชาเก้ากระบี่สะท้านภพ
วายุสงัดภพ… เมื่อสายลมพัดผ่าน โลกก็กลวงเปล่า
หุ่นเชิดไม่กี่ตนจะต้านได้อย่างไรเล่า
เสียง ปัง ปัง ปัง ดังขึ้น ขลุ่ยในมือพวกมันแตกสลายทั้งหมด
เมื่อขาดการชักนำ กู่รอบด้านก็สูญเสียเป้าหมาย ถูกลมปราณของเจียงหรานกวาดไป ถอยร่นราวกับคลื่นน้ำ
ม่านพลังคุ้มกายเจียงหรานสลายไป แต่แล้ว เงาร่างมหึมาก็ผุดขึ้นจากพื้นดิน
โชคดีที่ห้องถ้ำกว้างพอ ไม่เช่นนั้น คงไม่อาจรองรับเงาร่างมหึหาของเขาได้
เขากำหมัด แสงจากอักขระสวัสติกะเปล่งประกายเจิดจ้า หมัดวัชระปราบมารส่งเสียงคำรามออกไป
เงาหมัดมหึมาตกลง หุ่นเชิดทั้งแปดตน ไม่อาจต้านทานแม้แต่น้อย
ถูกซัดกระเด็น แตกสลายเป็นผุยผง ลอยฟุ้งไปทั่วถ้ำ