- หน้าแรก
- ขีดเขียนบทกวี พลิกปฐพีโลกแดนกลาง
- บทที่ 100 - ทุกถ้อยคำและกระทำล้วนสร้างกุศลต่อฟ้าดิน!
บทที่ 100 - ทุกถ้อยคำและกระทำล้วนสร้างกุศลต่อฟ้าดิน!
บทที่ 100 - ทุกถ้อยคำและกระทำล้วนสร้างกุศลต่อฟ้าดิน!
บทที่ 100 - ทุกถ้อยคำและกระทำล้วนสร้างกุศลต่อฟ้าดิน!
ฆ่ามันซะ ก็พอแล้ว!
จ้าวเจิ้งชี้ไปที่จ้าวหมิง จ้าวหมิงที่เลือดอาบไปทั้งตัว!
นี่ไม่ใช่เพราะจ้าวเจิ้งไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แต่เป็นเพราะเขาเคยสาบานเอาไว้แล้วว่า คนตระกูลจ้าวทั้งหมด จะต้องตาย!
ตายให้สิ้นซาก!
ตายอย่างทุกข์ทรมานที่สุด!
สิบแปดปีที่เขาอยู่ในตระกูลจ้าว ต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน
กินไม่อิ่มท้อง!
เสื้อผ้าไม่ปกปิดกาย!
ถูกทุบตี ถูกด่าทอ ไปจนถึงถูกทรมานและหยามเกียรติ!
แม้แต่ท่านแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ยังถูกคนตระกูลจ้าวบีบคั้นจนต้องกระโดดบ่อตายไร้ซากศพ!
ก่อนที่เขาจะแต่งเข้าตระกูลฉิน จ้าวหลีผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแท้ๆ ยังวางกู่พิษใส่เขาอีก!
คนตระกูลจ้าว...
จ้าวเจิ้งจะปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น
จ้าวหมิงผู้นี้ ยังเป็นฝ่ายรนหาที่ตายเสนอหน้ามาถึงที่เอง!
จ้าวเจิ้งจ้องมองเจ้ากรมโหรหลวงตาไม่กะพริบ!
ในวินาทีนี้ จ้าวเจิ้งไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ ทั้งสิ้น!
เพราะเขารู้ดีว่า หากเจ้ากรมโหรหลวงกล้าลงมือ อาจารย์ของเขาก็ย่อมต้องลงมือช่วยอย่างแน่นอน!
ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคัมภีร์แห่งปราชญ์เหล่านั้นอยู่ในมือ ย่อมไม่ด้อยไปกว่าเจ้ากรมโหรหลวงผู้นี้เลย!
เหนือท้องฟ้าของแดนตะวันตก ยังมีพระพุทธองค์ร่างยักษ์ที่ราวกับดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์คอยสะกดความชั่วร้ายทั้งหมดในแดนตะวันตก ซึ่งกำลังปรายตามองมาทางนี้อย่างเงียบๆ
เจ้ากรมโหรหลวง กล้าอย่างนั้นหรือ
ในความเป็นจริง เจ้ากรมโหรหลวงไม่กล้า และเจ้ากรมโหรหลวง ก็จะไม่ทำเช่นนั้นด้วย!
"มรรคาเอ๋ย! มรรคาที่ชายชราผู้นี้เฝ้าตามหามาทั้งชีวิต อยู่ตรงหน้านี้เอง! แต่กลับยากจะเอื้อมถึง ยากจะเอื้อมถึงจริงๆ!"
เจ้ากรมโหรหลวงทอดถอนใจ
พร้อมกับส่ายหน้า
ท่ามกลางห้วงมิติมีพลังเร้นลับบางอย่างก่อตัวขึ้น มันห่อหุ้มร่างที่โชกไปด้วยเลือดของจ้าวหมิง ผู้ซึ่งกำลังจ้องมองจ้าวเจิ้งด้วยความอาฆาตแค้นเอาไว้
"ล้วนเป็นความผิดของชายชราผู้นี้เอง ที่ตัดสินใจผิดพลาดในอดีต!"
เจ้ากรมโหรหลวงส่ายหน้า
"ศิษย์ทรพี! ตระกูลจ้าวของเจ้าย่ำยีสหายตัวน้อยจ้าวเจิ้งถึงเพียงใด เจ้าเป็นศิษย์ของข้า ย่อมต้องรู้ซึ้งถึงความชอบธรรมแห่งฟ้าดิน และวัฏจักรแห่งเหตุและผล! เจ้าไม่คิดจะชดใช้ความผิดที่ตระกูลจ้าวได้ก่อไว้กับสหายตัวน้อยจ้าวเจิ้ง! ทั้งที่เขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของเจ้า! แต่เจ้ากลับถลึงตาใส่เขา ซ้ำยังเคยชักดาบหันเข้าหาเขาอีก! ช่างเสื่อมเสียชื่อเสียงสำนักยิ่งนัก! ยังไม่รีบไสหัวกลับไปรับโทษอีก"
เจ้ากรมโหรหลวงตวาดลั่น
ก่อนหน้านี้ยังเรียกจ้าวเจิ้งเฉยๆ แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาเรียกสหายตัวน้อยจ้าวเจิ้งเสียแล้ว
เมื่อเจ้ากรมโหรหลวงกล่าวจบ ก็สะบัดมือออกไปอย่างแรง
จ้าวหมิงที่ถูกพลังอำนาจนั้นห่อหุ้มและกำลังได้รับการรักษาอาการบาดเจ็บอยู่อย่างต่อเนื่อง ร่างกายร่วงหล่นลงไปในห้วงมิติทันที ร่วงหล่นลงไปในห้วงเวลาใดห้วงเวลาหนึ่งที่ยากจะทำความเข้าใจ!
"สหายตัวน้อยจ้าวเจิ้ง เจ้าจงจำไว้ สิ่งที่พุทธะมอบให้เจ้าได้ สิ่งที่บัณฑิตมอบให้เจ้าได้ สายผู้ใช้มนตราของข้า ก็สามารถมอบให้เจ้าได้เช่นกัน! ขอเพียงเจ้าเต็มใจ บรรยายมรรคาของเจ้าให้ชายชราผู้นี้ฟัง!"
เจ้ากรมโหรหลวงกล่าวกับจ้าวเจิ้ง
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า เผยให้เห็นถึงความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยม
เขาจำต้องแสดงความเป็นมิตรต่อจ้าวเจิ้ง
เพราะจ้าวเจิ้ง ทำให้เขาประหลาดใจมากเกินไป!
ไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ของจ้าวเจิ้ง!
แค่การดำรงอยู่ของจ้าวเจิ้ง การที่เขาสามารถเขียนส่วนต่อของคัมภีร์แห่งปราชญ์ออกมาได้ และมีพลังปราณแห่งความชอบธรรมหมุนวนอยู่รอบตัวจนดึงดูดกุศลผลบุญแห่งฟ้าดินให้จุติลงมา ดึงดูดพลังปราณแห่งความชอบธรรมในฟ้าดินนี้ให้เดือดพล่าน ก็ทำให้เขาตกตะลึงมากพอแล้ว!
แน่นอนว่า
เขาไม่รู้หรอกว่าพลังปราณแห่งความชอบธรรมที่จ้าวเจิ้งดึงดูดมานั้นคือพลังปราณแห่งความชอบธรรมจริงๆ เขาเพียงแต่คิดว่ามันคือพลังแห่งปัญญา เป็นแก่นแท้ของพลังแห่งปัญญา ซึ่งเป็นพลังความชอบธรรมแห่งฟ้าดินที่บัณฑิตที่แท้จริงสมควรจะครอบครอง!
อาจกล่าวได้ว่า การมีอยู่ของจ้าวเจิ้ง หากมีโอกาส จะทำให้พลังวัตรและความแข็งแกร่งของบัณฑิตทั่วทั้งมัชฌิมทวีป รวมไปถึงโลกใบใหม่ พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพราะแก่นแท้แห่งพลังความชอบธรรมนี้!
การมีอยู่ของจ้าวเจิ้ง ยังดึงดูดการจุติของพระพุทธองค์ร่างยักษ์ที่กำลังสะกดแดนตะวันตกอยู่ในขณะนี้ด้วย!
พระพุทธองค์ร่างยักษ์ตนนี้น่าสะพรึงกลัวและยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว!
เจ้ากรมโหรหลวงรู้ดีถึงความน่าสะพรึงกลัวของแดนตะวันตก และรู้ดีถึงความน่าสะพรึงกลัวของดินแดนแห่งความชั่วร้ายสุดขอบแดนตะวันตกนั้น!
เขารู้ดีว่าใต้ดินแดนแห่งความชั่วร้ายนั้น มีสิ่งใดดำรงอยู่!
เจ้ากรมโหรหลวงกล้าบุกเข้าไปในดินแดนสุดขอบโลกทั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบสุดขอบแดนเถื่อน ทุ่งน้ำแข็งไพศาล ไปจนถึงทวีปโบราณสุดขอบทะเลตะวันออก!
แต่เขาไม่กล้า บุกเข้าไปในแดนตะวันตก!
คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่พระพุทธองค์ร่างยักษ์ปรากฏตัว และดูดซับกุศลผลบุญนับหมื่นสาย ก็พุ่งตรงไปสะกดที่นั่นทันที!
โลกพุทธเกษตรลอยอยู่บนฟ้า พระพุทธองค์ร่างยักษ์ประทับนั่งอยู่ภายใน สะกดทั่วทั้งแดนประจิม!
ช่างเป็นความกล้าหาญและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวยิ่งนัก!
เจ้ากรมโหรหลวงแอบพยักหน้ายอมรับพระพุทธองค์ร่างยักษ์ในใจ
ดังนั้น
เจ้ากรมโหรหลวง จึงจำเป็นต้องแสดงความเป็นมิตรต่อจ้าวเจิ้ง!
ปรมาจารย์ขงชิวและพระพุทธองค์ร่างยักษ์ ล้วนเป็นผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวเจิ้งอย่างแน่นอน!
และยังมีอีกจุดหนึ่ง นั่นก็คือ...
"ร่ายรำเมามายขับขานเพลงเหนือภูผากลางทะเล กระบวยสวรรค์รองรับหยาดน้ำค้างก่อกำเนิดโอสถทองคำ ดึกดื่นนกกระเรียนเหินทะลวงนภาสารทฤดูแจ่มใส สายลมประจิมหมื่นลี้กระบี่เดียวสะท้านหนาว!"
เจ้ากรมโหรหลวงจดจำ และถึงขั้นสลักบทกวีที่จ้าวเจิ้งร่ายเอาไว้ในใจ!
พรสวรรค์ทางกวีที่แสดงออกผ่านบทกวีนี้ ไม่ถือว่าสูงส่งมากนัก
แต่ความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในบทกวีนี้...
"นี่คือมรรคา! นี่ต่างหาก คือมรรคาที่แท้จริง! ในอดีต ข้าเคยหลงเข้าไปในสนามรบแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ เมื่อได้เห็นการต่อสู้ของยอดฝีมือในสนามรบนั้น ประกอบกับฟ้าดินของโลกใบใหม่ ข้าจึงได้ก่อตั้งมรรคาสายผู้ใช้มนตราขึ้น! ข้าเคยหลงคิดว่าผู้ใช้มนตรา คือแก่นแท้ของมรรคาในความเข้าใจของข้า! มรรคา สมควรใช้จิตวิญญาณเป็นรากฐาน วางแผนต่อฟ้าดิน วางแผนต่อสรรพสัตว์! ไปจนถึงวางแผนต่อมรรคา! และบรรลุเป็นมรรคาในที่สุด! คิดไม่ถึงเลยว่า... เส้นทางของข้า... แม้จะยอดเยี่ยม แต่กลับไม่ใช่เส้นทางที่แข็งแกร่งที่สุด!"
เจ้ากรมโหรหลวงทอดถอนใจในความรู้สึก
มรรคาของเขา ไม่ได้ผิด!
แต่มรรคาของเขา ยังแข็งแกร่งไม่พอ!
บทกวีของจ้าวเจิ้ง คำว่า 'ก่อกำเนิดโอสถทองคำ' ราวกับปลุกคนที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น ทำให้เขาตาสว่างขึ้นมาในทันที!
มรรคาที่แท้จริง ดูเหมือนจะไม่ได้มีดีแค่วางแผน หรือจะพูดให้ถูกคือ ไม่ใช่การถนัดวางแผน!
แต่เป็นการ...
ควบแน่นโอสถทองคำ ฝ่าด่านอสนีบาตสวรรค์กระนั้นหรือ
เจ้ากรมโหรหลวงคิดไปไกล และแน่นอนว่า เขาจับจุดสำคัญของมันได้แล้ว!
แต่มรรคาเช่นนี้ จะฝึกฝนอย่างไร เขาเองก็...
เฮ้อ!
เจ้ากรมโหรหลวงถอนหายใจอีกครั้ง
ในเวลานี้ เมื่อเขาลองทำนายอดีตและอนาคต หลังจากที่เขาแสดงความเป็นมิตร จ้าวเจิ้งและตัวเขาก็ไม่ใช่ลางร้ายครั้งใหญ่อีกต่อไป!
แต่เป็นร้ายซ่อนดี และเป็นมงคลยิ่งใหญ่!
"มรรคาของชายชราผู้นี้ คงต้องพึ่งพาเขาจริงๆ เสียแล้ว!"
เจ้ากรมโหรหลวงส่ายหน้า
แต่เขาไม่ได้บีบบังคับในตอนนี้ เขารู้ดีว่าการฝืนบังคับตอนนี้เปล่าประโยชน์
จ้าวหมิงผู้นั้น คือคนที่เขาใช้เวลาและทุ่มเทความพยายามไปตั้งหลายปีในการปั้นขึ้นมา... หากไม่มีใครมาแทนที่ ก็ไม่อาจแตะต้องได้!
ดังนั้นในเวลานี้ จึงทำได้เพียง...
"ค่อยๆ ดูกันไปทีละก้าวเถอะ! ไม่ว่าจะอย่างไร ชายชราผู้นี้ก็ต้องทำความเข้าใจมรรคาสายนี้ ให้จงได้!"
ดวงตาของเจ้ากรมโหรหลวงเปล่งประกาย
จากนั้น
วูบ...
กรมโหรหลวงยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในพระราชวัง บรรดาลูกศิษย์ของเจ้ากรมโหรหลวงต่างมองจ้าวเจิ้งอย่างลึกซึ้ง พร้อมกับส่งรอยยิ้มเป็นมิตรให้ ก่อนจะหายตัวเข้าไปในกรมโหรหลวง!
กรมโหรหลวง ราวกับกลับคืนสู่ความสงบ
นครหลวงฮ่าวจิง ก็ราวกับกลับคืนสู่ความสงบในพริบตาเช่นกัน
บัณฑิตแต่ละคนของอาณาจักรเฉียน ไม่ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ในวินาทีนี้ต่างก็หันมามองจ้าวเจิ้ง ก่อนจะหันหลังและหายตัวไป
"ศิษย์พี่ใหญ่ช่างสง่างามยิ่งนัก!"
องค์จักรพรรดินีเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มแย้ม และเอ่ยชมจ้าวเจิ้ง
ใบหน้างดงามไร้ที่ติ ดวงตาที่โค้งเป็นรูปสระอิ และลักยิ้มสวยๆ สองข้างบนแก้ม ในเวลานี้เมื่อเผชิญหน้ากับจ้าวเจิ้ง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับ...
ชายในดวงใจที่นางชื่นชมและโปรดปรานมากที่สุดกระนั้นหรือ
"ศิษย์น้องหญิง อย่าได้ล้อข้าเล่นเลย!" จ้าวเจิ้งหัวเราะตอบ
เขาประสานมือคารวะหลี่เสินจงและคนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
เงาร่างเลือนรางปรากฏขึ้นบนไหล่ของจ้าวเจิ้ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น มีส่วนโค้งเว้าชัดเจน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ... ตัวเล็กเกินไป!
เล็กจนสามารถมองข้ามไปได้เลย!
ภูตธาตุ เอลิน่า!
แม่หนูน้อยคนนี้ ตั้งแต่ตอนที่จ้าวเจิ้งเขียนทำเนียบแต่งตั้งเทพ และมีแขกจากต่างแดนบุกเข้ามาแย่งชิง นางก็ราวกับกลายสภาพเป็นธาตุ ซึ่งก็คือกลายสภาพเป็นกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ เลือนหายกลายเป็นความว่างเปล่าอยู่บนไหล่ของจ้าวเจิ้ง!
ไม่มีใครมองเห็น และไม่มีใครสามารถทำนายได้!
ปลอดภัยไร้กังวล!
ถือว่าเป็น... พวกไร้หัวใจจริงๆ!
จ้าวเจิ้งส่ายหน้า แน่นอนว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก
ทำเนียบแต่งตั้งเทพ หรือจะให้เรียกอย่างถูกต้องคือ ทำเนียบแต่งตั้งเทพแห่งยมโลก ส่องแสงเรืองรองอยู่ในมือของเขา
มีตราประทับแห่งยมโลก มีตราหยกแห่งอาณาจักรเฉียน และยังผ่านการชำระล้างด้วยกุศลผลบุญ ทำเนียบแต่งตั้งเทพฉบับนี้ ถือว่าก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นทำเนียบที่สามารถใช้แต่งตั้งเทพได้อย่างแท้จริง!
เพียงแต่ว่า เทพในที่นี้ คือทวยเทพในวิถีเทพแห่งยมโลก!
"ถ่ายทอดราชโองการ ประกาศให้ทั่วหล้ารับรู้ ทั่วทุกอำเภอและทุกเมืองในอาณาจักรเฉียน นับตั้งแต่ราชโองการนี้ประกาศออกไป ให้เร่งสร้างศาลสี่จักรพรรดิโดยด่วน! เพื่อสักการะสี่มหาจักรพรรดิแห่งยมโลก!"
จ้าวเจิ้งคลี่ทำเนียบแต่งตั้งเทพออก
องค์จักรพรรดินีกวาดสายตามองหนึ่งรอบ
จากนั้นก็หันไปสั่งการกับทุกคน
นางย่อมไม่หยุดการแต่งตั้งเทพเพียงเพราะเจ้ากรมโหรหลวงยอมรามือ หรือเพราะกรมโหรหลวงแสดงความเป็นมิตร!
นั่นเป็นความคิดที่โง่เขลามาก!
นางไม่เชื่อหรอกว่า ตาแก่อย่างเจ้ากรมโหรหลวงและพวกคนของกรมโหรหลวงที่บำเพ็ญสายวิญญาณพวกนี้ จะเป็นคนดีมีเมตตา!
เช่นเดียวกัน ความแค้นระหว่างศิษย์พี่ใหญ่ของนางกับตระกูลจ้าว ก็ไม่สามารถประนีประนอมได้!
และยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นก็คือ การแต่งตั้งเทพ ถือเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ต่อฟ้าดิน!
"โลกใบนี้ เป็นโลกที่ไม่สมบูรณ์อย่างนั้นหรือ ถึงได้มีกุศลผลบุญมากมายขนาดนี้ให้กอบโกย!"
ในวินาทีนี้ จ้าวเจิ้งเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ
นักบวชทรมานกาย คือพุทธะที่ไม่สมบูรณ์!
บัณฑิต คือวิถีปราชญ์ที่ไม่สมบูรณ์!
ผู้ใช้มนตรา จะเป็นวิถีเต๋าที่ไม่สมบูรณ์ด้วยหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาถึงได้รับกุศลผลบุญมากมายเพียงนี้กระนั้นหรือ
ทุกถ้อยคำและทุกการกระทำของเขาในฟ้าดินแห่งนี้ ล้วนเป็นการสร้างกุศลผลบุญอย่างนั้นหรือ
จ้าวเจิ้งยิ้ม เก็บซ่อนความคิดเหล่านี้เอาไว้ และเอ่ยลาองค์จักรพรรดินี
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เพิ่งจะผ่านไปเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่คนที่บ้าน จะต้องร้อนใจมากแน่ๆ!
เขาไม่รู้เลยว่า
ทุกการกระทำของเขา ตกอยู่ในสายตาของสาวใช้จอมซนที่บ้านมาตลอด
"ท่านเขยบ้า! มัวแต่ไปจู๋จี๋กับองค์จักรพรรดินี! ไม่กลัวว่าจะทำผิดต่อคุณหนูบ้างเลยหรือ!"
ณ จวนตระกูลฉิน
ไป๋ลู่เบะปากบ่นอุบอิบ
"คุณหนูเจ้าคะ! ข้ามีบทกวีจะท่องให้ท่านฟัง! เป็นบทกวีที่ท่านเขยแต่งขึ้น! ไป๋ลู่คิดว่า มันน่าจะช่วยคุณหนูได้นะเจ้าคะ!"
จากนั้น นางก็หยิบหยกสื่อสารออกมาแล้วเอ่ยขึ้น
[จบแล้ว]