- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุค 60 พลิกชะตาในลานสี่ประสาน
- บทที่ 140 แสร้งปรองดอง
บทที่ 140 แสร้งปรองดอง
บทที่ 140 แสร้งปรองดอง
คนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าแผนกได้ มีหรือจะเป็นคนไร้ความสามารถ
ลูกไม้ตื้น ๆ แค่นี้ของอี้จงไห่ ไม่มีทางใช้ได้ผลหรอก
"อาจารย์อี้ ถึงคุณจะสอนลูกศิษย์ไม่ได้เรื่องยังไง ตราบใดที่คุณไม่ได้ทำผิดกฎ ผมก็ลงโทษคุณไม่ได้หรอกนะ แต่คนที่ขาดงานโดยไม่มีเหตุผลคือฉินหวยหรู ถ้าไม่ลงโทษหล่อน วันข้างหน้าคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ ถ้าคุณอยากจะเตือนสติทุกคนจริง ๆ ก็ไปเขียนใบสำนึกผิดแล้วมาอ่านหน้าชั้นตอนประชุมแผนกนู่น"
แต่ละคำล้วนแทงใจดำ
นี่คือสิ่งที่อี้จงไห่สัมผัสได้ถึงกระดูกดำ
นอกจากจะใช้ลูกไม้มัดมือชกด้วยศีลธรรมย้อนศรแกแล้ว ยังจะจงใจให้แกต้องไปขายหน้าต่อหน้าทุกคนอีก
เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ อี้จงไห่ก็ทำได้แค่ยอมถอย และจำใจยอมรับสภาพการถูกหักเงินเดือนของฉินหวยหรูไปโดยปริยาย
แต่หัวหน้าแผนกยังไม่ยอมหยุดแค่นั้น แกแถมหมัดฮุกสุดท้ายให้อี้จงไห่อีกดอก "ในเมื่อคุณเป็นอาจารย์ของฉินหวยหรู งั้นเรื่องหักเงินเดือนก็ยกให้คุณไปบอกหล่อนเองก็แล้วกัน แล้วก็อย่าลืมเตือนสติหล่อนด้วยล่ะ ว่าให้ตั้งใจทำงานถึงจะมีชีวิตที่ดีได้ อย่ามัวแต่ทำตัวน่าสงสารหลอกกินฟรีไปวัน ๆ"
อี้จงไห่ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมหัวหน้าแผนกถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ แถมยังพูดจาไม่ไว้หน้าแกเลยสักนิด
คนที่มึนงงไม่ต่างกันก็คือหลิวไห่จง แกก็โดนทำโทษแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเหมือนกัน จะบอกว่าไม่มีเหตุผลก็คงไม่ได้ ก็เมื่อคืนแกไม่ได้พักผ่อนเลยนี่นา พอมาทำงานก็เลยไม่มีสมาธิ จนเกือบจะทำพลาดเกิดอุบัติเหตุ เลยโดนเพื่อนคนงานที่ทำงานอยู่ข้าง ๆ ด่ายับไปฉากใหญ่
เพื่อนคนงานคนนั้นถ้าหลบไม่ทันล่ะก็ อย่างน้อย ๆ ก็คงต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลสักสองสามวันแน่ ๆ
ปกติหลิวไห่จงก็มนุษยสัมพันธ์ติดลบอยู่แล้ว พอเกิดเรื่องก็เลยไม่มีใครหน้าไหนยอมออกโรงช่วยไกล่เกลี่ยให้ โดนด่าจนหน้าเสียไปเลยล่ะ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสียงประณามจากทุกคน หลิวไห่จงจึงทำได้แค่กล้ำกลืนฝืนทนเอ่ยปากขอโทษไป
พอถึงเวลาเลิกงาน หลิวไห่จงกับอี้จงไห่ก็บังเอิญมาเจอกันกลางทางพอดี พอหวนนึกถึงความซวยที่ตัวเองต้องเจอในวันนี้ บวกกับคำวิจารณ์ของเหออวี่จู้เมื่อช่วงก่อน แกก็รู้สึกว่าตัวเองโดนอี้จงไห่หลอกใช้อีกแล้ว
"ตาเฒ่าอี้ ทำไมนายถึงชอบหลอกใช้ฉันนักฮะ ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ไอเดียสับปลับของนายนั่นน่ะ วันนี้ฉันคงไม่ต้องมาโดนด่าจนเสียหมากลางโรงงานแบบนี้หรอก"
อี้จงไห่เองก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่แพ้กัน ครั้งนี้แกไม่ได้มีเจตนาจะหลอกใช้หลิวไห่จงเลยจริง ๆ ตามแผนที่วางไว้ อย่างมากก็แค่ปล่อยให้เหออวี่จู้พูดจากระทบกระเทียบสองสามคำ พอจัดการให้เหออวี่จู้เลี้ยงข้าวได้สำเร็จ แกก็กะจะบังคับให้เขาเอ่ยปากขอโทษ แค่นี้เรื่องมันก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง
แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเหออวี่จู้มันจะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ ถึงขั้นไม่กลัวว่าเจี่ยตงซวี่จะกลับมาหาเลยสักนิด ไอ้คำว่า 'คนโง่จอมบ้าบิ่น' เนี่ย คงสร้างมาเพื่อคนอย่างเหออวี่จู้ชัด ๆ
พอคิดได้แบบนี้ อี้จงไห่ก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมแผนของแกถึงได้ล้มไม่เป็นท่า ซาจู้... ก็เพราะมันเป็นคนโง่จอมบ้าบิ่นไม่ใช่หรือไง ถึงได้ฉายานี้มาน่ะ
"เฒ่าหลิว คราวนี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกใช้นายจริง ๆ นะ เป็นฉันเองที่คำนวณพลาดไป ช่วงนี้พวกเราเอาแต่เรียกมันว่าจู้จื่อ จนลืมไปเลยว่าฉายามันคือซาจู้ ก็ไอ้คนโง่จอมบ้าบิ่นแบบมันน่ะ จะไปกลัววิชาเรียกวิญญาณของพี่สะใภ้เจี่ยได้ยังไงล่ะ"
หลิวไห่จงถึงกับตบเข่าฉาด เออว่ะ ทำไมถึงลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย การที่จู้จื่อได้เป็นรองหัวหน้าโรงอาหาร ก็เป็นเพราะมันประจบสอพลอจนเป็นที่โปรดปรานของผู้อำนวยการหยางเท่านั้นแหละ แต่นั่นมันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่ามันเป็นแค่ 'ซาจู้' ไม่ได้หรอก
แล้วความคับแค้นใจที่แกต้องเจอในวันนี้ล่ะ จะเอายังไง
"ช่วงนี้ฉันรู้สึกหงุดหงิดใจยังไงก็ไม่รู้ ขืนกินเหล้าคนเดียวมันก็กร่อยแย่ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราไปก๊งเหล้ากันที่บ้านฉันดีไหม" อี้จงไห่ไม่มีทางยอมรับความผิดของตัวเองหรอก แต่หลิวไห่จงก็ต้องการการปลอบใจ การใช้เหล้าสักมื้อเพื่อแลกกับการสนับสนุนจากหลิวไห่จง แกก็ไม่ขาดทุน แถมยังไม่เสียหน้าด้วย
หลิวไห่จงตีความหมายแฝงไม่ออก แกนึกว่านี่คือวิธีที่อี้จงไห่กำลังขอโทษตัวเอง ก็เลยรีบตกปากรับคำอย่างว่าง่าย
แต่โชคร้ายดันมีมารผจญ บทสนทนาของทั้งสองคนดันไปเข้าหูเหยียนปู้กุ้ยเข้าอย่างจัง
"ตาเฒ่าอี้ ตาเฒ่าหลิว นี่พวกนายหลงเชื่อคำพูดของจู้จื่อ จนจะจัดโต๊ะเลี้ยงเหล้าจริง ๆ เหรอเนี่ย"
สองเฒ่าถึงกับเดือดปุด ๆ ทันที "ตาเฒ่าเหยียน นายพล่ามอะไรของนายน่ะ ฉันก็แค่โดนจู้จื่อมันกวนประสาทจนอารมณ์เสีย ก็เลยชวนเฒ่าหลิวไปก๊งเหล้าปรับทุกข์กันต่างหากเล่า นายเป็นถึงครูบาอาจารย์แท้ ๆ ทำไมถึงไปเชื่อคำพูดไร้สาระพวกนั้นของจู้จื่อมันได้ฮะ"
เหยียนปู้กุ้ยมองรอยคล้ำใต้ตาดำปื้ดของทั้งสองคนแล้ว ก็ได้แต่ลอบเบ้ปากอยู่ในใจ
"ฉันไปเชื่อคำพูดจู้จื่อมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฉันก็กำลังจะกลับไปบอกพวกนายอยู่พอดีเลย ว่าเมื่อคืนจู้จื่อมันก็แค่ขู่พวกนายไปงั้นแหละ อย่าไปเก็บมาใส่ใจเลย พอดีฉันก็เพิ่งเลิกงานเหมือนกัน งั้นพวกเราสามคนไปนั่งก๊งเหล้าด้วยกันเลยสิ"
นายนี่มันจะหน้าด้านเกินไปแล้วนะ เมื่อคืนทำไมไม่ยอมโผล่หัวออกมาพูดล่ะ
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่อี้จงไห่ก็รู้ดีว่า ถ้าจะงัดข้อกับเหออวี่จู้ ยังไงก็ต้องพึ่งพาพลังของเหยียนปู้กุ้ยด้วย ถ้าพวกแกสามคนไม่ร่วมมือกัน ก็อย่าหวังว่าจะปราบเหออวี่จู้ให้อยู่หมัดได้เลย
ในลานสี่ประสานแห่งนี้ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ลำพังลุงผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง ไม่มีทางเป็นคู่ปรับของเหออวี่จู้ได้เลย มีแต่ต้องแท็กทีมกันเท่านั้น ถึงจะสยบเหออวี่จู้ได้
ยายเฒ่าหูหนวกก็เคยบอกอี้จงไห่ไว้แล้ว ว่าถ้าอยากจะให้เหออวี่จู้ยอมมาเป็นคนดูแลยามแก่เฒ่าแต่โดยดี แกก็ต้องดึงหลิวไห่จงกับเหยียนปู้กุ้ยมาเป็นพวกให้ได้ เมื่อก่อนลุงผู้ใหญ่ทั้งสามคนต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝงของตัวเอง ไม่เคยจับมือกันอย่างจริงจังเลยสักครั้ง เหออวี่จู้ถึงได้ฉวยโอกาสสลัดหลุดจากการควบคุมของแกไปได้
คราวนี้อี้จงไห่ตัดสินใจจะเอาบทเรียนในอดีตมาแก้ไข แกเตรียมจะละทิ้งความบาดหมาง แล้วหันมาจับมือกับหลิวไห่จงและเหยียนปู้กุ้ย เพื่อร่วมมือกันต้อนเหออวี่จู้ให้จนมุม ในเมื่อต้องเลี้ยงเหล้าอยู่แล้ว จะเลี้ยงหนึ่งคนหรือสองคนมันก็ไม่ต่างกันหรอก อี้จงไห่ในเวลานี้ไม่ได้ขี้เหนียวเลยสักนิด
"งั้นก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวพอกลับถึงบ้านแล้ว ฉันจะให้ยายแก่ไปซื้อเนื้อมาทำกับแกล้มหน่อย"
หลิวไห่จงที่มักจะไม่ค่อยยอมลงให้อี้จงไห่อยู่แล้ว ก็รีบพูดต่อทันที "ที่บ้านฉันมีเหล้าชั้นดีเก็บไว้อยู่ขวดนึง เดี๋ยวพอกลับถึงบ้านฉันจะแวะไปเอามาให้ก็แล้วกัน"
เหยียนปู้กุ้ยแอบสบถด่าในใจ เหออวี่จู้พูดไม่ผิดเลย หลิวไห่จงนี่มันโง่เง่าเต่าตุ่นจริง ๆ อี้จงไห่เป็นคนออกปากเลี้ยง แกจะเสนอตัวเอาเหล้ามาทำไมฮะ ขืนแกทำแบบนี้ แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ
อี้จงไห่รีบพูดขึ้นมาทันที "ครอบครัวเฒ่าเหยียนน่ะคนเยอะภาระแยะ ไม่ต้องเอาอะไรมาหรอกนะ"
หลิวไห่จงพูดจบก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที นี่แกดันไปสร้างความลำบากใจให้เหยียนปู้กุ้ยอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย กำลังจะอ้าปากหาทางลงให้เหยียนปู้กุ้ย อี้จงไห่ก็ดันชิงพูดตัดหน้าออกมาซะก่อน
นี่ฉันโดนหลอกใช้อีกแล้วใช่ไหมเนี่ย
หลิวไห่จงถลึงตาใส่อี้จงไห่อย่างดุเดือด
อี้จงไห่เห็นสายตาของหลิวไห่จง ก็รู้ตัวทันทีว่าแย่แล้ว สันดานเดิมกำเริบอีกจนได้ ทำให้หลิวไห่จงเข้าใจผิดไปซะแล้วสิ
ส่วนเหยียนปู้กุ้ยกลับคิดในใจว่า ตาเฒ่าอี้คนนี้นี่มันมีน้ำใจจริง ๆ ไม่งั้นแกคงอับอายขายขี้หน้าแย่
"ที่บ้านฉันก็มีเหล้าดีเก็บไว้อยู่ขวดนึงเหมือนกัน เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันติดมือไปด้วยก็แล้วกัน"
อี้จงไห่ถึงกับปวดขมับ คำพูดของเหยียนปู้กุ้ยรังแต่จะทำให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่
และก็เป็นอย่างที่คิด หลิวไห่จงไม่ยอมไว้หน้าเหยียนปู้กุ้ยเลยสักนิด "อย่าเอาไอ้เหล้าผสมน้ำของนายมาให้กินเลยน่า"
"พอเถอะ เลิกเถียงกันได้แล้ว แถวนี้คนพลุกพล่านจะตายไป พวกนายอยากจะให้คนอื่นเขาดูเรื่องตลกหรือไง" อี้จงไห่ก็คงลดตัวไปขอโทษพวกแกไม่ลงหรอก จึงได้แต่อ้างเหตุผลนี้เพื่อยุติข้อขัดแย้ง
จากนั้นภาพพิลึกพิลั่นก็เกิดขึ้น ชายแก่สามคนเดินเรียงหน้ากระดานไปด้วยกัน แต่กลับปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมพูดกันเลยสักคำ
พอเหยียนปู้กุ้ยกลับมาถึงบ้าน ก็จอดจักรยานคู่ใจ แล้วหันไปบอกป้าสามว่า "เฒ่าอี้แกเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้า ฉันจะไปกินมื้อเย็นที่บ้านแกนะ"
ป้าสามมองเหยียนปู้กุ้ยด้วยสายตาแปลก ๆ "นี่คุณจะไปกินข้าวบ้านแกจริง ๆ เหรอ ฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยนะ ถ้าขืนคุณไปล่ะก็ คืนนี้ฉันไม่ลุกมาเปิดประตูให้หรอกนะ ไปขอนอนค้างบ้านเฒ่าอี้เอาเองก็แล้วกัน"
เหยียนปู้กุ้ยทั้งขำทั้งโมโห "นี่คุณคิดไปถึงไหนเนี่ย ฉันก็แค่จะไปกินมื้อเย็นบ้านตาเฒ่าอี้เฉย ๆ เรื่องเจี่ยตงซวี่อะไรนั่นน่ะ เลิกพูดถึงได้แล้ว ขืนมีใครเอาไปได้ยินเข้าล่ะก็ มีหวังเดือดร้อนกันทั้งบางแน่"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พูดให้มันชัดเจนตั้งแต่แรกเล่า ปล่อยให้ฉันตกใจหมด"
เหยียนปู้กุ้ยขี้เกียจจะฟังป้าสามบ่น จึงรีบสาวเท้าออกจากบ้านไปทันที
"จู้จื่อ กลับมาแล้วเหรอ นายถอยจักรยานมาใหม่ทั้งที จะไม่จัดโต๊ะเลี้ยงเหล้าลุงสามสักมื้อเลยหรือไง นี่มันเป็นธรรมเนียมของลานบ้านเราเลยนะ"
เหออวี่จู้ลอบคิดในใจ เหยียนปู้กุ้ยโผล่หัวออกมาได้จังหวะเป๊ะ ๆ เลยนะเนี่ย
"อาจารย์เหยียนครับ ตอนที่คุณซื้อจักรยานคันใหม่ ไม่เห็นคุณจะเคยจัดโต๊ะเลี้ยงใครเลยนี่นา เอาไว้คุณยอมจัดโต๊ะเลี้ยงก่อนเมื่อไหร่ ผมค่อยเลี้ยงตามมาตรฐานคุณก็แล้วกันนะครับ"
เหยียนปู้กุ้ยมีหรือจะยอมเสียเงินเลี้ยงใคร แกเลยจำต้องล่าถอยไป แต่พอเห็นเหออวี่จู้เดินมามือเปล่า แกก็อดสงสัยไม่ได้
"วันนี้นายกลับมามือเปล่าเหรอเนี่ย ปกติเห็นนายซื้อกับข้าวมาทุกวันเลยนี่นา"
"โหลวเสี่ยวเอ๋อบอกว่าจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่น่ะครับ บ้านก็เลยเหลือผมอยู่คนเดียว คืนนี้ก็กะว่าจะทำอะไรกินง่าย ๆ ประทังหิวไปก่อนล่ะครับ"
เหออวี่จู้นึกว่าเหยียนปู้กุ้ยจะหาเรื่องมาตอดเอาของเปรียบอีก แต่ผิดคาด แกกลับไม่พูดอะไร แล้วเดินตามเขาเข้าไปในลานกลางอย่างเงียบ ๆ
(จบบท)