- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุค 60 พลิกชะตาในลานสี่ประสาน
- บทที่ 85 เรื่องแดงแล้ว
บทที่ 85 เรื่องแดงแล้ว
บทที่ 85 เรื่องแดงแล้ว
โต๊ะอาหารถูกกั้นด้วยฉากกั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสวี่ต้าเม่ามองเห็น
ไม่นานนัก เป็ดย่างก็ถูกยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอจริง ๆ
เหออวี่จู้หันไปพูดกับโหลวเสี่ยวเอ๋อ "เธออย่าเห็นว่าจ้าวเฟิงมันดูพึ่งพาไม่ค่อยได้นะ แต่ฝีมือทำอาหารก็ไม่เลวเลย เกือบจะตามฉันทันแล้วเนี่ย รีบกินซะสิ"
โหลวเสี่ยวเอ๋อมองเป็ดย่างบนโต๊ะพลางกลืนน้ำลาย แต่กลับไม่ยอมขยับเขยื้อน ดูท่าทางในใจคงยังโกรธอยู่
"สวี่ต้าเม่าเป็นคนยังไง จนป่านนี้เธอยังไม่รู้อีกเหรอ? เธอดูฉันสิ มันมาพังงานดูตัวฉัน ฉันยังไม่เห็นโกรธเลย มานั่งโกรธคนพรรค์นี้มันไม่คุ้มหรอก"
โหลวเสี่ยวเอ๋อเถียงคอเป็นเอ็น "ใครโกรธเขากัน"
"ไม่ได้โกรธก็รีบกินสิ ขืนชักช้าฉันกินหมดไม่รู้ด้วยนะ กินให้อิ่มจะได้มีแรงไปด่ากับสวี่ต้าเม่าไง"
เหออวี่จู้เอาแผ่นแป้งห่อเนื้อเป็ดให้ แล้วยื่นส่งให้โหลวเสี่ยวเอ๋อ
โหลวเสี่ยวเอ๋อปรายตามองเหออวี่จู้แวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับมา แล้วเริ่มลงมือกิน
เหออวี่จู้ก็เลยไม่ได้สนใจหล่อนอีก ตัวเขาเองก็ไม่ได้สบายใจนักหรอก เดี๋ยวพอกลับไปถึงลานสี่ประสาน ยังมีงิ้วโรงใหญ่รอให้ดูอีก
การจะรับมือกับพวกเพื่อนบ้านจอมจุ้นพวกนั้น ยังไงก็ต้องรักษาพละกำลังให้เต็มเปี่ยมและมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมเข้าไว้
ยังไม่ทันชนะพวกเดรัจฉานแต่แรงดันหมดก่อน ก็รังแต่จะทำให้ความยุติธรรมต้องมัวหมองเปล่า ๆ
เรื่องพรรค์นี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
ประตูถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของสวี่ต้าเม่าที่ดังลอยมา "จิงหรู พี่จะบอกให้นะ เป็ดย่างเฉวียนจู้เต๋อน่ะเป็นของดีอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเชียวนะ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีปัญญาได้กินหรอก"
ฉินจิงหรูเอ่ยกลั้วหัวเราะ "ตอนอยู่บ้านฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ เขาว่าเป็ดที่นี่แพงมาก"
ดูท่าทางแล้ว ระยะทางจากหวังฝูจิ่งมาจนถึงเฉวียนจู้เต๋อ ความสัมพันธ์ของสวี่ต้าเม่ากับฉินจิงหรูคงจะสนิทสนมกันขึ้นไม่น้อยเลย เหออวี่จู้แอบนึกเสียดายอยู่นิด ๆ ที่ไม่ได้ยินว่าระหว่างทางพวกมันคุยอะไรกันบ้าง
สวี่ต้าเม่าตบหน้าอกตัวเองฉาดใหญ่ พลางกล่าว "เรื่องแค่นี้มันจะไปนับเป็นอะไรได้ ไม่เห็นต้องเอามาพูดเลย พี่จะบอกให้นะ พี่มาจัดเป็ดย่างที่นี่เป็นประจำจนแทบจะกินจนเบื่ออยู่แล้ว"
พนักงานเสิร์ฟที่เดินนำทางอยู่ข้างหน้าถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ฉันก็ทำงานที่นี่มาตั้งหลายปี ทำไมถึงไม่เคยเห็นหน้าแกเลยฟะ? นี่ฉันความจำเสื่อม หรือว่าไม่เคยเห็นแกมาก่อนจริง ๆ กันแน่?
ดีที่พนักงานเสิร์ฟยังจำคำกำชับของจ้าวเฟิงได้ จึงพาสวี่ต้าเม่ากับฉินจิงหรูไปนั่งที่โต๊ะข้าง ๆ เหออวี่จู้
สวี่ต้าเม่าสั่งเป็ดย่างมาหนึ่งตัวด้วยท่าทีป๋าจัด แถมยังหันไปถามฉินจิงหรูอีกว่า ตัวเดียวพอกินไหม ถ้าไม่พอสั่งเพิ่มได้นะ
ฉินจิงหรูหลงคารมอันหวานหูของสวี่ต้าเม่าไปตั้งนานแล้ว ในแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมหลงใหล เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีงามต่อหน้าสวี่ต้าเม่า หล่อนจึงเอ่ยว่า "ตัวเดียวก็พอพวกเราสองคนกินแล้วล่ะค่ะ สั่งมาเยอะก็กินทิ้งกินขว้างเปล่า ๆ วันนี้พี่หมดเงินไปกับฉันตั้งเยอะแล้ว ถ้าเกิดพี่สะใภ้รู้เข้า มีหวังเอาเรื่องฉันตายแน่เลย"
สวี่ต้าเม่ายกมือเกาหัว วันนี้เขาลืมโหลวเสี่ยวเอ๋อไปซะสนิทเลยจริง ๆ เงินก็ใช้ไปตั้งเยอะ กระเป๋าแทบจะแบนแต๊ดแต๋อยู่แล้ว สงสัยต้องรีบเรียกให้โหลวเสี่ยวเอ๋อกลับมา แล้วหาเรื่องขอเงินหล่อนสักหน่อยแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ผลลัพธ์ที่ได้มันก็คุ้มค่าสุด ๆ เพราะนอกจากจะพังงานดูตัวของเหออวี่จู้ได้แล้ว ยังได้ใจของฉินจิงหรูมาอีกด้วย
ถ้าได้รุกคืบไปอีกขั้น จนตกลงคบหากันเป็นเรื่องเป็นราวได้ล่ะก็ มันก็คงจะยิ่งเพอร์เฟกต์เข้าไปใหญ่
"เรื่องนี้จะให้หล่อนรู้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคราวหน้าเธอจะเข้ามาในเมืองอีก ก็เขียนจดหมายมาหาพี่ก่อนนะ ส่งมาที่หน่วยฉายหนังของโรงงานได้เลย"
ในใจของฉินจิงหรูรู้สึกดีใจมาก คิดว่าตัวเองได้มาเจอกับคนดีเข้าให้แล้วจริง ๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยดึงหล่อนให้พ้นจากขุมนรก แต่ยังพาหล่อนมาเที่ยวเล่นในเมืองหลวง ซื้อเสื้อผ้า แล้วก็พากินของอร่อย ๆ อีก
"จริงเหรอคะ ทำไมพี่ถึงดีกับฉันขนาดนี้ล่ะ"
สวี่ต้าเม่าก็รอประโยคนี้อยู่นี่แหละ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ก็พี่ชอบเธอน่ะสิ ไม่ปิดบังเลยนะ ตั้งแต่ตอนที่พี่เห็นเธอคราวก่อน พี่ก็ชอบเธอเข้าแล้ว เพียงแต่... พี่ดันแต่งงานมีเมียแล้ว พี่ก็เลยได้แต่เก็บซ่อนความรู้สึกนี้เอาไว้ในใจ"
"พอครั้งนี้ได้มาเจอเธออีกครั้ง พี่ก็หักห้ามใจตัวเองไว้ไม่อยู่เลยน่ะสิ ในหัวมีแต่ความคิดที่อยากจะดีกับเธอ ชีวิตพี่ชาตินี้ ถือว่าจบเห่เพราะตัวถ่วงที่บ้านไปแล้วล่ะ เอาเถอะ งั้นพี่ขอรับเธอเป็นน้องสาวก็แล้วกันนะ"
พอพูดถึงตัวถ่วง ฉินจิงหรูก็ย่อมนึกถึงโหลวเสี่ยวเอ๋อขึ้นมาทันที รู้สึกสงสารสวี่ต้าเม่าจับใจ
"พี่ต้าเม่า ถ้าพี่ทนอยู่กับพี่สะใภ้ไม่ได้ พี่ก็หย่ากับหล่อนไปเลยสิคะ หล่อนมีลูกก็ไม่ได้ งานบ้านก็ไม่ทำ แถมยังคอยถ่วงความเจริญพี่อีก ที่พี่ทนมาถึงขนาดนี้ก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้วนะคะ"
สวี่ต้าเม่าก็มีความคิดอยากจะหย่าอยู่เหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่ได้ฮุบสมบัติของบ้านโหลวเสี่ยวเอ๋อเลย แถมยังหาเมียใหม่ที่คู่ควรไม่ได้ด้วย ตอนนี้จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะหย่า
แต่นั่นมันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเป่าหูฉินจิงหรูของสวี่ต้าเม่าเลยสักนิด
"ที่เธอพูดมามันก็ถูกของเธอนะ พี่เองก็เป็นคนหนุ่มอนาคตไกล อยากจะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ให้โรงงานให้มันได้มากกว่านี้เหมือนกัน จะมายอมล้มเลิกความฝันพวกนี้เพียงเพราะเมียที่มีภูมิหลังครอบครัวไม่ดีคนนึงไม่ได้เด็ดขาด น้องสาว พี่จะฟังเธอนะ กลับไปพี่จะไปขอหย่ากับโหลวเสี่ยวเอ๋อเลย"
ตั้งแต่ตอนที่สวี่ต้าเม่ากับฉินจิงหรูนั่งลง โหลวเสี่ยวเอ๋อก็คอยเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกเขามาตลอด หล่อนเคี้ยวเนื้อเป็ดด้วยความเคียดแค้น ราวกับว่านั่นคือเนื้อของสวี่ต้าเม่ายังไงยังงั้น
แต่พอได้ยินคำว่า 'หย่า' หลุดออกมาจากปากของสวี่ต้าเม่าในที่สุด โหลวเสี่ยวเอ๋อก็ทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
โหลวเสี่ยวเอ๋อพรวดพราดลุกขึ้นยืน พุ่งอ้อมฉากกั้นไปอีกฝั่ง แล้วฟาดฝ่ามือลงบนหน้าสวี่ต้าเม่าเต็มแรง!
สวี่ต้าเม่าเบิกตาโพลง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "โหลวเสี่ยวเอ๋อ??? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้! เธอไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านหรอกเหรอ?"
โหลวเสี่ยวเอ๋อกัดฟันกรอด พลางตวาด "ฉันมาโผล่ที่นี่ ก็เพื่อขัดขวางเรื่องงามหน้าของนายไงล่ะ"
"เอ๋อจื่อ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดนะ!"
มาถึงขั้นนี้แล้ว สวี่ต้าเม่าก็ยังจะมาแถอีก โหลวเสี่ยวเอ๋อควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป น้ำตาร่วงเผาะเป็นสาย
"เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว นายยังจะมาแก้ตัวอีกเหรอ! สวี่ต้าเม่า ในเมื่อนายคิดว่าฉันเป็นตัวถ่วง งั้นก็ดี ฉันจะได้ไม่ขวางความเจริญของนายอีกต่อไป ฉันจะหย่ากับนาย!"
ตอนนี้สวี่ต้าเม่าจะไปยอมหย่าได้ยังไงกัน เขารีบคว้ามือโหลวเสี่ยวเอ๋อเอาไว้ พลางอ้อนวอน "เธอฟังฉันอธิบายก่อนสิ!"
โหลวเสี่ยวเอ๋อสะบัดมือของสวี่ต้าเม่าออกอย่างแรง แล้วพุ่งตัววิ่งออกไปนอกประตู สวี่ต้าเม่าเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามออกไปติด ๆ
ทิ้งให้ฉินจิงหรูยืนทำตัวไม่ถูก อึ้งกิมกี่อยู่ตรงนั้น
ถึงตอนนี้เหออวี่จู้ก็ก้าวออกมา แล้วเอ่ยกับหล่อน "เธอยังไม่รีบไปอีกเหรอ"
ความจริงแล้ว ความตั้งใจของเหออวี่จู้คืออยากให้หล่อนรีบกลับบ้านเกิดไปซะ เป็นสาวเป็นแส้ มาพัวพันกับเรื่องพรรค์นี้ มีแต่จะเสียชื่อเสียงเปล่า ๆ
แต่สิ่งที่เหออวี่จู้คาดไม่ถึงก็คือ ในมือของฉินจิงหรูไม่มีเงินเลยสักกะเหมาเดียว หล่อนไม่มีปัญญาจะนั่งรถกลับบ้านเกิดได้เลย จึงทำได้เพียงวิ่งตามพวกเขากลับไปที่ลานสี่ประสาน
จนกระทั่งตอนนั้นเอง ร้านเฉวียนจู้เต๋อถึงได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทว่าพวกลูกค้าที่มากินข้าว ก็ยังคงแอบซุบซิบนินทากันไม่เลิก
เรื่องนี้ เหออวี่จู้ก็คงไปจัดการอะไรไม่ได้แล้ว
"สหาย ช่วยห่อเป็ดย่างโต๊ะนี้ที่ยังไม่ได้เสิร์ฟให้ฉันทีสิ"
ถึงแม้จ้าวเฟิงจะอยู่ในครัว แต่เขาก็กลัวว่าเหออวี่จู้จะมาก่อเรื่องในร้านเฉวียนจู้เต๋อจริง ๆ จึงคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวหน้าร้านอยู่ตลอด
พอเห็นว่าไม่ได้มีเรื่องวุ่นวายอะไรใหญ่โต เขาถึงได้ค่อยวางใจลงได้บ้าง
แต่พอได้ยินที่เหออวี่จู้พูด ในใจเขาก็ชักจะไม่สบอารมณ์ขึ้นมา "นั่นมันของนายหรือไง นายถึงจะมาสั่งให้ห่อน่ะ"
"ทำไมจะไม่ใช่ของฉันล่ะ เป็ดย่างตัวนั้นจ่ายเงินไปแล้วใช่ไหมล่ะ คนที่มากับฉัน ก็คือเมียของไอ้หน้าหนวดนั่นไง เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะเลี้ยงเป็ดย่างเมียมันไปตัวนึง มันชดใช้คืนให้ฉันตัวนึงก็แฟร์แล้วนี่"
จ้าวเฟิงชี้หน้าเหออวี่จู้ พลางเอ่ย "นี่มันตรรกะบ้าบออะไรของนายเนี่ย"
"นายไม่ต้องมาสนหรอกว่าฉันมีเหตุผลหรือเปล่า เป็ดย่างตัวนี้มันจ่ายเงินไปแล้ว พวกนายยังจะกล้ายึดเอาไว้หรือไง นั่นมันเพื่อนบ้านฉัน มันไม่มีเวลากิน ฉันจะช่วยเอากลับไปให้มันไม่ได้หรือไง"
ในยุคสมัยนี้ เวลามากินข้าวข้างนอก ส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้คูปองกันอยู่ ผู้คนก็เลยติดนิสัยจ่ายเงินก่อนค่อยกินเป็ดย่างตัวที่สวี่ต้าเม่าสั่งก็จ่ายเงินไปแล้ว ไม่เอาไปก็เสียของเปล่า ๆ
เหออวี่จู้พูดต่อ "นายอย่าลืมสิ มันจ่ายเงินไปแล้วแต่ยังไม่ได้กิน ถ้าเกิดอีกสองสามวัน มันกลับมาทวงกับพวกนาย นายจะทำยังไง จะไม่ยอมรับ หรือว่าจะยอมทำให้มันอีกตัวนึงล่ะ"
เห็นได้ชัดว่า ทั้งสองวิธีต่างก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีทั้งนั้น
จะเก็บเป็ดย่างตัวนี้ไว้ให้มันเหรอ?
แล้วใครมันจะไปตรัสรู้ล่ะว่าสวี่ต้าเม่ามันจะโผล่หัวกลับมาตอนไหน
จ้าวเฟิงชี้หน้าเหออวี่จู้อย่างหัวเสีย พลางสั่ง "เอาให้เขาไป ถ้าไอ้หมอนั่นมันกลับมาทวง ก็บอกไปเลยว่าซาจู้เป็นคนเอาเป็ดย่างไปแล้ว"
(จบบท)