- หน้าแรก
- เมื่อเกมบุกโลก ฉันแย่งชิงวาสนาพระนางจนติดหนึบ
- บทที่ 820 เกมเทพเจ้า: เปลี่ยนไพ่ 64
บทที่ 820 เกมเทพเจ้า: เปลี่ยนไพ่ 64
บทที่ 820 เกมเทพเจ้า: เปลี่ยนไพ่ 64
บทที่ 820 เกมเทพเจ้า: เปลี่ยนไพ่ 64
อันดับในการแข่งขันประเภทบุคคลดูจากจำนวนการฆ่า แต่ด้านบนของหน้าจอจะแสดงจำนวนคำใบ้ที่ผู้เข้าแข่งขันได้รับด้วย
เกมเริ่มไปได้ไม่ถึง 1 นาที ในวินาทีที่อวี๋สวินเกอระเบิดบาร์ทิ้ง หน้าจอของเธอก็พุ่งทะยานขึ้นมาอยู่ด้านหน้าสุด
[มูนไลท์เวทแลนด์, สวินเกอ ┃ จำนวนการฆ่า: 251 ; จำนวนคำใบ้: 3]
ด้านข้างหน้าจอของเธอยังแสดงคำใบ้ที่ได้รับมาด้วย
ตามมาติดๆ คือซงกุยจากฟาร์มลูกสุนัข จำนวนการฆ่า 2 จำนวนคำใบ้ 0
ถึงแม้ตอนนี้คนที่เป็นที่หนึ่งคือสวินเกอ แต่อู้เริ่น เฟิงถัง และเฝยเอ๋อที่นั่งกินขนมอยู่บนอัฒจันทร์กลับไม่มีใครส่งเสียงเชียร์เลย
พวกเธอกำลังแบ่งปันขนมในมือกันอย่างกระตือรือร้น
แมวดำที่นั่งอยู่ข้างเฟิงถังถามขึ้นว่า "ทำไมพวกเธอถึงไม่ตื่นเต้นเลยล่ะ? มูนไลท์เวทแลนด์ได้ที่หนึ่งนะ!"
อู้เริ่นส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงของคนมีประสบการณ์ว่า "เพิ่งจะเริ่มเอง ไม่ต้องรีบหรอก"
เฟิงถังพยักหน้าเห็นด้วย "ประหยัดแรงไว้หน่อยดีกว่า"
เฝยเอ๋อชำเลืองมองบลัดเอลฟ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ วันนี้บลัดเอลฟ์คนนี้ไม่ได้พกธนูมา แต่มีปืนเหน็บอยู่ที่เอว เฝยเอ๋อขยับก้นไปมา ไม่กล้าส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
ผ่านไปอีกไม่กี่นาที ตอนที่อวี๋สวินเกอถูกซัดจนปลิวไปปลิวมากลางอากาศ
พวกเฟิงถังทั้งสามก็หยุดเคี้ยว
"ปลิวสูงจังเลย"
"โชคดีนะที่เราไม่รีบร้อน"
"โควตาชุบชีวิตของมูนไลท์เวทแลนด์ยังเหลืออีกตั้ง 7 ที่ จะไปตายเอาตอนนี้ก็ยังทัน ไม่ต้องลนลานหรอก"
"ใช่ ไม่ต้องลนลาน!"
"......เดี๋ยวก่อนนะ ตกลงเธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?"
"ไม่รู้สิ"
......
—— "......เดี๋ยวก่อน!! ฉันมีเรื่องจะพูด!"
ตอนที่อวี๋สวินเกอตะโกนประโยคนี้ การเคลื่อนไหวในมือของผู้เสพความตายคนนั้นไม่ได้หยุดลงแม้แต่น้อย พูดยังไม่ทันจบ อวี๋สวินเกอก็ปลิวไปซะแล้ว
โชคดีที่เส้นทางการบินครั้งนี้เหมือนกับครั้งที่แล้ว กำแพงที่เธอเคยทะลวงจนเป็นรูโหว่ไปแล้วก็ไม่ต้องทะลวงซ้ำอีก จึงไม่เสียพลังชีวิต
เพียงแต่ในระหว่างที่ปลิว เธอควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้เลย ทำให้ถึงอยากจะหนีก็หนีไม่ได้
เธอทำได้เพียงใช้จิตใต้สำนึกมองดูสกิลนี้จากในรถเข็นช้อปปิ้งของตัวเอง——[ควบคุมความคิด] ระดับ SSS
แถมยังมีตั้งสองอัน ถือว่าเป็นผลเก็บเกี่ยวที่ดีเหมือนกัน
เธอคิดไว้เป็นอย่างดีว่า เมื่อร่อนลงพื้นและควบคุมร่างกายได้เมื่อไหร่ เธอจะใช้ [อิสรภาพที่แท้จริง] หนีไปทันที
ทว่า หมีขาวกลับมารออยู่ที่ลานบ้านตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว มันถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างคล่องแคล่ว หาจุดตก แล้วยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ก้นของอวี๋สวินเกออย่างจัง
—— "ตลกจัง~"
อวี๋สวินเกอที่ยังไม่ทันได้แตะพื้นก็ถูกซัดให้ปลิวขึ้นฟ้าไปอีกรอบ: "......"
ดังนั้นก็แปลว่าคำพูดที่เธอพูดตอนหยุดเวลา พวกเขาได้ยินหมดเลยสินะ
ถ้าบอกว่าผู้เสพความตายใช้สกิลทำให้เธอขยับตัวไม่ได้ หมีขาวตัวนี้ก็คงใช้เทคนิค เทคนิคที่คล้ายคลึงกับของเทียนหูหาวชี ที่ทำให้คนสูญเสียการควบคุมร่างกายไปในชั่วพริบตาที่ถูกโจมตี
นี่เป็นเทคนิคการต่อสู้ที่เธอเรียนรู้จากเทียนหูหาวชีมาโดยตลอดเช่นกัน
ถึงแม้จะไม่มีสกิลเพิ่มเข้ามาในรถเข็นช้อปปิ้ง แต่อวี๋สวินเกอกลับรู้สึกว่าเทคนิคการต่อสู้ของหมีขาวนั้นแตกต่างไปจากฮวางจิ้นเล็กน้อย
วิธีของเทียนหูหาวชีคือการโจมตีอย่างรุนแรงที่ข้อต่อของร่างกาย ผสานกับการซัดให้ปลิวและหมุนคว้าง ทำให้คู่ต่อสู้ที่สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปส่วนหนึ่งเข้าสู่สภาวะหมุนคว้างกลางอากาศด้วยความเร็วสูง จนสูญเสียการควบคุมร่างกายไปโดยสิ้นเชิง
เรียกได้ว่า เมื่อหลุดเข้าไปในจังหวะการโจมตีของเทียนหูหาวชีแล้ว ก็ราวกับกลายเป็นเหยื่อที่ติดอยู่ในตาข่าย ไม่อาจดิ้นรนหลุดพ้นไปได้
พลังนั้นยากที่จะหักล้างได้ ถ้าไม่ได้เปิดใช้ [พลังลึกลับ] เธอคงถูกเทียนหูหาวชีซัดร่วงไปตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว
เธอคิดมาตลอดว่าที่ตัวเองใช้คอมโบแบบนี้ไม่ได้ เป็นเพราะพลังของตัวเองยังไม่มากพอ
แต่เมื่อดูในตอนนี้แล้ว บางทีนั่นอาจจะไม่ใช่วิธีเดียวในการแก้ปัญหาก็ได้
แรงที่หมีขาวโยนหรือเตะเธอนั้นไม่ได้มากอะไร อย่างน้อยอวี๋สวินเกอที่มีค่าสถานะพละกำลังเกิน 300 ก็รู้สึกว่าตัวเองก็สามารถออกแรงขนาดนี้ได้เหมือนกัน
แต่เธอก็ยังดิ้นหลุดไม่ได้อยู่ดี
ทำไมกันล่ะ?
อวี๋สวินเกอที่ร่วงลงพื้นอีกครั้งนอนนิ่งไม่ขยับ รอให้ผู้เสพความตายซัดเธอกลับไปอีก
ทว่ารอไปหลายวินาทีก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เธอจึงจำต้องเงยหน้าขึ้นมองผู้เสพความตายที่นั่งอยู่บนบันได "ทำไมคุณไม่ตีแล้วล่ะ?"
ผู้เสพความตายเปิดปากพูดเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทำให้คนนึกถึงลำโพงฮาร์แมนคาร์ดอนของอี้ชิวกั่ว ฟังดูแพงไม่เบา เขาพูดอย่างมั่นใจว่า "เธออยากให้ฉันตีกลับไป"
อวี๋สวินเกอเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ของเขาแล้ว ถ้าเธออยากให้ฉันตีกลับไป ฉันก็จะไม่ตี
ขี้งกชะมัด!
อวี๋สวินเกอรีบควักตุ๊กตาหิมะตัวน้อยออกมาเพื่อย้อนสถานะของตัวเองกลับไปเมื่อ 1 นาทีก่อน ตอนนั้นสถานะยังอยู่ที่ 1%
จากนั้นก็ไม่เสียเวลาเถียงกับเขา เธอปีนขึ้นมาอย่างว่องไว ถอยหลังไปสองสามก้าวเพื่อวิ่งหนี เลียนแบบท่าทางตอนที่ถูกซัดจนปลิวก่อนหน้านี้ ทะลวงผ่านรูโหว่บนกำแพงพวกนั้นเพื่อกลับไปหาหมีขาว
ผู้เสพความตายคนนั้นมองดูเธอถูกตีกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่อย่างนั้น
บางครั้งก็นอนคว่ำบนพื้นแล้วเอามือเท้าคางครุ่นคิด บางครั้งก็พลิกตัวเอามือหนุนหัวมองดูท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย บางครั้งก็รีบร้อนที่จะบินกลับไปอีกครั้งโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
หลังจากผ่านไปสิบกว่าครั้ง ในที่สุดเขาก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ "เธอไปพูดอะไรกับหมีขาวตัวนั้นน่ะ? ถึงทำให้มันยอมตีเธอกลับมาอยู่เรื่อยแบบนี้?"
อวี๋สวินเกอตอบว่า "ฉันบอกว่าฉันกำลังช่วยพวกคุณนับคะแนน คุณรับพลาดไป 17 ลูกแล้ว ตอนนี้คะแนนอยู่ที่ 17:0"
กู่โส่ว: "......"
อวี๋สวินเกอปัดฝุ่นที่ก้นแล้วออกเดินทางอีกครั้ง
...
"เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?"
ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไป ตำแหน่งที่หนึ่งในปัจจุบันจะไม่ใช่ของสวินเกอแห่งมูนไลท์เวทแลนด์อีกต่อไป แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ก็ยังคงจับจ้องมาที่เธอ
เพราะเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังทำบางอย่างโดยมีจุดประสงค์
"เธอมีสกิลอะไรหรือเปล่า? การโดนตีจะทำให้ได้ข้อมูลหรือค่าสถานะอะไรแบบนี้เหรอ?"
"อ๊ากกกก ช่วยทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันหน่อยได้มั้ย! อุตส่าห์ได้เปรียบมาตั้งยากก็หายวับไปกับตาเลย"
"ในเว็บบอร์ดไม่ได้วิเคราะห์ไว้เหรอว่าเธอมีสกิลหยุดเวลา? บางทีพอเธอหยุดเวลาอีกครั้ง ผลงานก็จะพุ่งพรวดขึ้นมาอีกเป็นกองเลยล่ะ"
"สกิลหยุดเวลามันไม่ยุติธรรมกับผู้ฝึกหัดคนอื่นเลยนะ..."
"งั้นถ้าพูดตามที่แกบอก สกิลของซงกุยที่ยืมสกิลพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ของผู้ฝึกหัดคนอื่นมาใช้ได้ชั่วคราว สกิลของเฟิงจี๋ที่ทำให้เวลาของตัวเองเดินช้าลงได้ แล้วก็สกิลของมัวจี้ที่สามารถแย่งชิงผลประโยชน์ประเภทใดประเภทหนึ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งได้รับมาในรอบ 6 ชั่วโมงได้เนี่ย ก็ไม่ยุติธรรมเหมือนกันใช่มั้ย? งั้นก็ไม่ต้องเล่นกันแล้วล่ะ"
"ใช่สิ ได้ยินมาว่ามีเด็กปีสองคนนึงมีสกิลขโมยด้วยนะ สามารถขโมยค่าสถานะของผู้เล่นคนอื่นได้ด้วย"
"เสื่อมเสียศีลธรรมชะมัด"
"เป็นเด็กปีสองของห้องสมุดยามสนธยาโรงเรียนแกนั่นแหละ รู้สึกจะชื่อปูปูนะ"
"อัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาให้!!"
"......"
...
หมีขาวทางฝั่งนี้ก็กำลังถามเธออยู่เหมือนกัน ตอนที่อวี๋สวินเกอกำลังจะร่อนลงพื้น มันก็ตะโกนถามว่า "เธอไม่มีธุระของตัวเองต้องไปทำหรือไง?"
"มีสิ ฉันกำลังจะไปนี่ไง"
พูดจบ เด็กสาวผู้ฝึกหัดคนนั้นก็หันขวับกลับมา งอปีกกระดูกข้างหนึ่งเข้าปะทะกับอุ้งเท้าหมีที่ฟาดเข้ามาอย่างจัง
ที่ปลายปีกกระดูกได้รวบรวมลวดลายเวทมนตร์รูป "∝" ที่เหมือนกับบนอุ้งเท้าหมีทุกประการเอาไว้!
หมอกสุราระเบิดออกอย่างรุนแรง มุดเข้าไปในร่างของหมีขาวตามเส้นสายของลวดลายเวทมนตร์ ในชั่วพริบตา แขนข้างนั้นก็เริ่มโซเซราวกับว่าเจ้าของเพิ่งดื่มสุราแรงๆ เข้าไป
ที่ผ่านมา เวลาจู๋รื่อสอนสกิลให้เธอ มักจะชอบให้สมุดบันทึกมาเพื่อให้เธอไปฝึกฝนและทำความเข้าใจเอาเอง มีเพียงไม่กี่สกิลเท่านั้นที่หล่อนจะให้เป็นหนังสือสกิลมาตรงๆ
ในวันเวลาที่ต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากนับไม่ถ้วน ไม่ใช่ว่าอวี๋สวินเกอจะไม่เคยบ่นว่าทำไมถึงไม่ให้ม้วนคัมภีร์มาเลยล่ะ?
ขนาดในห้องสมุดยังมีไอเทมที่สามารถสกัดสกิลออกมาเป็นม้วนคัมภีร์สกิลได้โดยไม่มีผลข้างเคียงเลย จู๋รื่อก็ต้องมีเหมือนกันนั่นแหละ
ทำไมถึงไม่ให้เธอเรียนรู้ไปเลยตรงๆ ล่ะ
ถ้าเธอเรียนรู้ได้โดยตรง เธอก็จะสามารถเอาเวลาที่ต้องมานั่งทำความเข้าใจเองไปใช้ฝึกซ้อมต่อสู้ได้ทั้งหมด เธอจะต้องเก่งขึ้นมากๆ แน่ๆ! เก่งกว่าตอนนี้เยอะเลย!
แต่คำถามเหล่านี้เธอก็เก็บกดไว้ในใจมาตลอด เธอมักจะบอกตัวเองเสมอว่า จู๋รื่อแข็งแกร่งขนาดนั้น หล่อนต้องมีเหตุผลของหล่อนแน่ๆ ที่ทำแบบนี้
แต่ทว่าเมื่อครู่นี้ ตอนที่เธอถูกหมีขาวซัดกระเด็นไปนับครั้งไม่ถ้วน ครุ่นคิดถึงเทคนิคการต่อสู้ของหมีขาว สังเกตรูปแบบการต่อสู้ของมัน จู่ๆ เธอก็ค้นพบคำตอบ