- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 196 แตกหัก
ตอนที่ 196 แตกหัก
ตอนที่ 196 แตกหัก
ตอนที่ 196 แตกหัก
ฟ่านเหวินปินกล่าวประโยคนี้จบ สายตาก็ดุดันราวกับคมมีด จ้องเขม็งไปที่เถ้าแก่ใหญ่
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานในคืนนี้ ไม่ว่ากิจการจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนแต่เป็นระดับเถ้าแก่หรือเจ้าของร้าน มีเพียงหอสุ่ยเซียนเท่านั้นที่ส่งตัวตลกไร้ความสำคัญมาร่วมงาน นี่ก็ถือเป็นการไม่ให้เกียรติกันอยู่แล้ว
ที่ฟ่านเหวินปินสั่งให้คนสั่งสอนเหมยจงหยวนอย่างหนักเมื่อครู่ ด้านหนึ่งก็เพื่อระบายแค้นแทนหลี่มู อีกด้านหนึ่งก็เพื่ออาศัยเรื่องนี้สั่งสอนเตือนสติหอสุ่ยเซียน
เมื่อก่อนพวกเจ้าไม่ไว้หน้าข้า ข้ายังพอรับได้
แต่ตอนนี้กองคาราวานอาชาเหล็กล่มสลายไปแล้ว ตำแหน่งของฉินเซี่ยหู่ถูกแทนที่ด้วยข้า ฟ่านเหวินปิน หากยังจะมาใช้ท่าทีแบบในอดีตมาปฏิบัติต่อกันอีกล่ะก็...
แบบนั้นมันยอมไม่ได้ !
"ที่แท้หัวหน้าพรรคฟ่านก็มาพาลโกรธใส่น้องเมียข้าเพราะเรื่องนี้นี่เอง..." เถ้าแก่ใหญ่หัวเราะเบา ๆ ค่อย ๆ เอ่ยปาก "ต้องขออภัยด้วย ข้าเป็นคนรักอิสระจนชิน ชอบทำอะไรก็ทำ ไม่ชอบทำอะไรก็ไม่ทำ"
"อย่าว่าแต่ท่านเลย ต่อให้เป็นหลินเจี้ยนแห่งค่ายทหารรักษาเมือง หากเขาจัดงานเลี้ยงแล้ว ข้าไม่อยากไป ข้าก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าเขาเหมือนกัน"
สิ้นประโยคนี้ ฟ่านเหวินปินก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะหยันออกมาติด ๆ กัน
ในคำพูดของเถ้าแก่ใหญ่ที่พาดพิงถึงหลินเจี้ยน แม้น้ำเสียงจะแฝงความดูแคลน แต่ความจริงแล้วเป็นการเตือนพรรคเฉาปังว่า ตัวเขามีกองทหารรักษาเมืองเป็นผู้หนุนหลัง
ตอนนั้นหลินเจี้ยนเป็นแค่ทหารเลวธรรมดาในเมืองอันผิง เพียงแต่ต่อมาได้ผูกมิตรกับเถ้าแก่ใหญ่ และได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากหอสุ่ยเซียน บวกกับฝีมือของเขาเอง ถึงได้เลื่อนขั้นพรวดพราดในกองทัพ จนได้นั่งเก้าอี้แม่ทัพรักษาเมืองอันผิงอย่างมั่นคง
แม้เรื่องนี้จะเป็นการดำเนินการอย่างลับ ๆ แต่สำหรับบุคคลระดับสูงในเมืองอันผิงแล้ว มันไม่ใช่ความลับอะไรเลย ฟ่านเหวินปินย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางดี
แม้ตอนนี้พรรคเฉาปังจะมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ในเมืองอันผิง แต่เขาก็ไม่อยากไปกระตุกหนวดเสือกองทหารรักษาเมือง
"บารมีของเถ้าแก่ใหญ่ยังคงน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลายจริง ๆ " ฟ่านเหวินปินหรี่ตาลง อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงผู้นำพรรค สีหน้าในยามนี้จึงไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เพียงพยักหน้ายิ้ม ๆ เอ่ยว่า "เดิมทีข้าอยากจะอาศัยงานเลี้ยงในคืนนี้ผูกมิตรกับเถ้าแก่ใหญ่ ร่วมมือทำการค้ากัน ในเมื่อท่านไม่มีความตั้งใจเช่นนั้น ถ้างั้นก็ล้มเลิกไปเถอะ ! "
"เด็ก ๆ ปลดตัวคุณชายเหมยลงมา ส่งคืนให้เถ้าแก่ใหญ่ ! "
สิ้นคำสั่งของเขา ลูกพรรคเฉาปังหลายคนก็เข้าไปปลดร่างของเหมยจงหยวนที่แทบจะถูกความหนาวแช่แข็งจนแข็งทื่อลงมา ส่งมอบให้กับบ่าวรับใช้ของเถ้าแก่ใหญ่
ตอนนี้เหมยจงหยวนหน้าเขียวปัด เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ตามตัวเต็มไปด้วยรอยเลือดน่ากลัว
ไม่ว่าคนรอบข้างจะร้องเรียกอย่างไร เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ นอกจากลมหายใจรวยรินที่ปลายจมูกแล้ว สภาพของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนตายเลยจริง ๆ
"หัวหน้าพรรคฟ่าน แม้น้องเมียข้าคนนี้จะไม่เอาไหน แต่เขาก็เป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของภรรยาข้า... ข้าพากลับไปสภาพนี้คงตอบคำถามนางไม่ได้ ข้าจึงอยากจะขอชี้แนะสักหน่อย ว่าคืนนี้เขาไปทำเรื่องชั่วช้าสามานย์อะไรเข้า พวกท่านถึงได้ลงมือทุบตีเขาจนกลายเป็นสภาพนี้ ? " กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเถ้าแก่ใหญ่กระตุก แววตาดุร้ายอำมหิตราวนกอินทรี
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่มูก็เดินก้าวลงมา
ตอนแรกเขาเตรียมตัวจะกลับแล้ว แต่หลังจากซัดเหมยจงหยวนไปยกหนึ่งก็เลยรั้งอยู่ต่ออีกหน่อย ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากเขา หากสะบัดก้นหนีไปเฉย ๆ ก็คงจะดูไม่จืดนัก
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่มูก็อยากจะอาศัยเรื่องนี้ดูท่าทีของหอสุ่ยเซียนด้วยเช่นกัน
"เหมยจงหยวนปากพล่อย ลบหลู่ดูหมิ่นข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำยังบังคับให้ข้าดื่มสุราเป็นเพื่อนเขาอีก..." หลี่มูปัดฝุ่นที่ปลายแขนเสื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าไม่ตัดลิ้นมันทิ้ง ก็ถือว่าปรานีมากแล้ว"
ขวับ !
สายตาของเถ้าแก่ใหญ่ตวัดมองมาทันที
เมื่อเห็นชัดเจนว่าเป็นหลี่มู เขาก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา "ข้าก็ว่าใคร ที่แท้ก็น้องหลี่นี่เอง"
"แม้เราสองคนจะเพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่เฉินเฮ่อซงก็พูดถึงเจ้าให้ข้าฟังอยู่บ่อย ๆ "
แม้เถ้าแก่ใหญ่จะไม่เคยเห็นหน้าหลี่มู แต่เมื่ออยู่ในเมืองอันผิงเหมือนกัน เขาย่อมเคยเห็นภาพวาดของอีกฝ่ายมาก่อน ดังนั้นแค่มองแวบเดียวก็จำได้ทันที
"เหมยจงหยวนปากไม่มีหูรูด สมควรโดนตีจริง ๆ แต่พวกเราก็ร่วมมือทำมาค้าขายกันมาตั้งนาน น่าจะไว้หน้ากันบ้างสิ" จู่ ๆ เถ้าแก่ใหญ่ก็ขึ้นเสียงสูง เอ่ยเน้นทีละคำ "แค่คำพูดพล่อย ๆ ของคนเมาสุราไม่กี่คำ ถึงกับทำให้เจ้าต้องโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้เชียวรึ ? "
"ตกลงว่าเจ้าโกรธจริง ๆ หรือว่าแค้นใจที่หอสุ่ยเซียนปฏิเสธข้อเสนอแบ่งกำไรสี่ต่อหกของเจ้าเมื่อหลายวันก่อน ก็เลยฉวยโอกาสนี้แก้แค้นกันแน่ ? ! "
คำพูดนี้ดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาด สีหน้าของหลี่มูมืดครึ้มลงในทันที
ส่วนบรรดาเถ้าแก่ร้านต่างๆ ที่ได้ยินเสียงความวุ่นวายแล้วเดินออกมาจากโถงใหญ่ ตอนนี้ก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว
สายตาหลายสิบคู่จับจ้องมาที่หลี่มู
เขาขมวดคิ้วแน่น
ตาเฒ่านี่พอเปิดฉากมาก็ยัดเยียดข้อหา 'จงใจแก้แค้น' ใส่หัวเขาเลย นี่มันทำตัวเป็นคนพาลโยนความผิดให้คนอื่นชัด ๆ หากเป็นคนนอกที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คงคิดว่าหลี่มูเป็นพวกใจแคบ เสร็จนาฆ่าโคถึกจริง ๆ แน่
"เถ้าแก่ใหญ่ประเมินตัวเองสูงเกินไป และก็ประเมินหอสุ่ยเซียนสูงเกินไปแล้ว"
หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ไม่ว่าจะเป็นสุราซานเยวี่ยชุนหรือก้อนพริกหม่าล่า เอาไปวางขายที่หอสุราไหนก็กลายเป็นสินค้าขายดีเทน้ำเทท่าได้ทั้งนั้น"
"ข้าไม่ถึงขั้นต้องมาโกรธแค้นเพราะเรื่องพรรค์นี้หรอก สำหรับท่าน หอสุ่ยเซียนอาจจะเป็นดั่งกล่องดวงใจ แต่ในสายตาข้า มันก็แค่คู่ค้าที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ เท่านั้นแหละ"
ลมหนาวพัดกรรโชก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบขาดผึง
สีหน้าของเถ้าแก่ใหญ่ยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
"จะมีหรือไม่มีก็ได้ ? หึ ๆ ... จะมีหรือไม่มีก็ได้ ตอนที่เจ้าส่งของให้หอสุ่ยเซียนเมื่อสองสามเดือนก่อน ทำไมไม่เห็นกล้าพูดจาแบบนี้ล่ะ ? " บนใบหน้าเหี่ยวย่นและมืดครึ้มของเขาปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
มารดามันเถอะ !
กะจะขุดเรื่องเก่ามาพูดไม่รู้จักจบจักสิ้นเลยใช่ไหม ?
หลี่มูแทบจะระเบิดความโกรธออกมาอยู่รอมร่อ ตาเฒ่านี่กับเหมยจงหยวนสมกับเป็นญาติกันจริง ๆ แม้แต่มุมที่ใช้โจมตีเขายังเหมือนกันเป๊ะ เอาแต่อ้างเรื่องที่หอสุ่ยเซียนเคย 'ช่วยเหลือ' เขาในอดีตมาพูดพล่ามอยู่ได้
อย่าว่าแต่ตอนนี้หลี่มูไม่ได้ติดค้างบุญคุณอะไรหอสุ่ยเซียนแล้ว ต่อให้เคยติดค้าง บุญคุณที่ถูกทวงถามซ้ำซากจำเจก็กลายเป็นความแค้นได้เหมือนกัน ไอ้สองคนนี้เอาแต่เห่าหอนเรื่องเดิม ๆ ไม่หยุด เป็นใครก็คงทนไม่ไหว !
"ไอ้แก่ เจ้ารนหาที่ตายรึไง ? "
ในตอนนั้นเอง เจียงหู่ก็จู่ ๆ ก็พุ่งพรวดออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว กำหมัดใหญ่เท่าหม้อดินพุ่งตรงเข้าไปหา
บ่าวรับใช้สองสามคนเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาขวาง แต่โดนเจียงหู่ซัดแค่สามหมัดสองเท้าก็ร่วงลงไปนอนโอดครวญกับพื้น ลุกไม่ขึ้นอีกเลย
หมัดยักษ์พุ่งทะยานเข้าไปใกล้ใบหน้าของเถ้าแก่ใหญ่
ลมหมัดพัดแรงปะทะเข้าเต็มหน้า
"หู่จื่อ ! "
หลี่มูร้องตะโกนขึ้นมากะทันหัน "กลับมา"
หมัดของเจียงหู่หยุดชะงักห่างจากหัวของเถ้าแก่ใหญ่เพียงหนึ่งฉื่อ อย่างฉิวเฉียด
ต่อให้เถ้าแก่ใหญ่จะผ่านโลกมามากแค่ไหน ตอนนี้สีหน้าก็ยังอดเปลี่ยนไปไม่ได้ !
"เถ้าแก่ใหญ่ คืนนี้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ดูท่าการร่วมมือของพวกเราคงต้องถูกยกเลิกกลางคันเสียแล้วล่ะ" หลี่มูเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ตั้งแต่นี้ต่อไป สุราซานเยวี่ยชุนจะไม่ส่งให้หอสุ่ยเซียนอีก ถนนใหญ่คนละฝั่ง พวกเราต่างคนต่างเดิน ! "
"..." เถ้าแก่ใหญ่หายใจหอบถี่ เหงื่อเย็นเยียบหยดหนึ่งไหลรินลงมาตามแก้ม
"แล้วก็ วันหลังอย่ามาพูดพล่อย ๆ อีกนะ ว่าหอสุ่ยเซียนเคยช่วยเหลือข้าในอดีต ผลประโยชน์ที่พวกท่านกอบโกยไปจากตัวข้า มันมากกว่าความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นตั้งเยอะ" หลี่มูเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ "หากมีครั้งหน้าอีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ"
เถ้าแก่ใหญ่ขบกรามแน่นไม่พูดจา
"มารดาเจ้าเถอะ แกล้งเป็นใบ้รึไง ? " จู่ ๆ เจียงหู่ก็ตวาดลั่น กระชากคอเสื้อเถ้าแก่ใหญ่แล้วเอ่ยเสียงเหี้ยม "ไอ้แก่ วันหลังอย่ามาเห่าหอนส่งเดชอีก ไม่งั้นบิดาจะซัดให้ฟันร่วงหมดปากเลย ฟังชัดไหม ? "