- หน้าแรก
- สุ่มกาชาเอาชีวิตรอด การันตีการ์ดระดับตำนานทุกวัน
- บทที่ 401 - หัวใจใฝ่หาแสงสว่าง
บทที่ 401 - หัวใจใฝ่หาแสงสว่าง
บทที่ 401 - หัวใจใฝ่หาแสงสว่าง
แสงไฟสว่างจ้าบาดตา แต่ผู้ใช้โลกนอกขุนเขากลับจ้องมองตาไม่กะพริบ
ในดวงตาของพวกเขาสะท้อนภาพร่างอันบอบบางของหลินหว่าน
ถึงจะเป็นแค่ผู้หญิง ถึงจะไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ถึงจะไม่ได้เก่งกาจหรือมีบารมีล้นเหลือ
แต่ในวินาทีนี้ แสงสว่างที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเธอ กลับดูศักดิ์สิทธิ์ราวกับวงแหวนแห่งเทพธิดา มันช่างสะเทือนอารมณ์ผู้คนเหลือเกิน
นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย การไปตายมันง่ายก็จริง เพราะตกรอบไปแล้วก็ยังฟื้นขึ้นมาใหม่ได้
แต่การมายืนอยู่ตรงนี้ แบกรับความกดดันจากคนนับล้าน เผชิญหน้ากับสายตาที่โกรธแค้นและผิดหวัง แล้วตะโกนป่าวประกาศอุดมการณ์ของตัวเองออกไป!
นี่มันต้องใช้ความกล้าหาญมหาศาลเลยนะ!
ถึงร่างกายเธอจะดูบอบบาง แต่จิตวิญญาณกลับแข็งแกร่งจนน่าขนลุก ทำเอาหลายคนรู้สึกละอายใจไปตามๆ กัน
ภายใต้การปลุกระดมของเธอ ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะมาอีหรอบนี้
แม้แต่คนของพันธมิตรช่วยเหลือเองก็ยังอึ้ง แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น!
ฉินซานก็เหมือนกัน เขายืนเหม่อมองหลินหว่านที่อยู่บนหลังคารถ ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวจะพลิกผันมาเป็นแบบนี้ได้
ทั้งๆ ที่เตี๊ยมกันไว้หมดแล้วแท้ๆ
ทั้งๆ ที่มีรายชื่อคนที่จะต้องตกรอบเตรียมไว้แล้ว
และหลินหว่านก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อนั้นด้วย
แต่นี่แหละ ความจริงมันมักจะไม่เป็นไปตามแผนเสมอ ผู้หญิงคนนี้หลอกพวกตัวแทนซะเปื่อย เธอตั้งใจจะไปตกรอบพร้อมกับทุกคนตั้งแต่แรกแล้ว
ก็เพราะว่า ความยุติธรรมมันต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนไงล่ะ
ท่ามกลางความเงียบงัน หวังซ่านสวินก็ก้าวออกมาข้างหน้า "ฉันขอเสนอตัว!"
ฉินซานหันขวับไปมอง เพื่อนซี้ของเขาก้าวออกมาแล้ว ในฐานะตัวแทนระดับแกนนำ หมอนี่ก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อเหมือนกัน
ทั้งๆ ที่ไอ้หวังมันเป็นพวกขี้งกและเห็นแก่ตัวมาตลอดแท้ๆ!
แต่ตอนนี้ หมอนี่กลับจ้องหลินหว่านเขม็ง ไม่สนสายตาของฉินซานเลยสักนิด
เขายืนยืดอกอย่างผ่าเผย กวาดสายตามองไปรอบๆ พลางหัวเราะ "ว่าไง? พวกแกจะยอมแพ้ผู้หญิงงั้นเหรอ!"
พอสิ้นเสียง สมาชิกที่กำลังอึ้งอยู่ก็พากันหัวเราะร่วน แล้วทยอยก้าวออกมาข้างหน้า
"ฉันขอเสนอตัว!"
"ฉันขอเสนอตัว!"
"ฉันด้วย!"
"ร่วมอุดมการณ์!"
เสียงตะโกนดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในมุมมืดที่ไกลออกไป ก็ยังมีคนชูมือขึ้นไม่ขาดสาย!
ถึงแสงไฟจะส่องไปไม่ถึง ถึงแสงสว่างจะอาบไล้ผู้คนธรรมดาได้ไม่ทั่วถึง แต่เสียงตะโกนจากในมุมมืดกลับดังก้องที่สุด
ที่ผู้คนต้องการผู้นำ ก็เพราะพวกเขาโหยหาเป้าหมายที่จะเดินตาม
เมื่อแสงสว่างปรากฏขึ้น แม้ตัวเองจะยืนอยู่ในความมืด ก็ยังอยากจะก้าวเดินไปหาแสงสว่างนั้น
พวกเขารู้ดีว่า ตอนนี้โควตามันน้อยเกินไป ยังไงก็ต้องมีคนตาย
แต่ความเจ็บปวดทรมานนี้ จะไม่ปล่อยให้ใครต้องแบกรับไว้เพียงลำพังเด็ดขาด มันต้องมีคนคอยเคียงข้าง!
เสียงเสนอตัวจากในมุมมืดดังกึกก้องราวกับเกลียวคลื่น ระลอกแล้วระลอกเล่า ทำเอาผู้ใช้โลกนอกขุนเขายังต้องหันขวับไปมอง แววตาเปลี่ยนจากความตกตะลึง เป็นความสั่นสะท้าน และจบลงด้วยความเงียบงัน
ที่แท้ รอยยิ้มในเงามืดก่อนหน้านี้ ไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นความเชื่อใจอย่างบริสุทธิ์ใจที่มีต่อผู้ที่ก้าวเดินตามมา
เมื่อพวกเขาต้องตกรอบ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และยืนหยัดเป็นทัพหน้าในการแข่งความเร็ว จะต้องสืบทอดอุดมการณ์และความฝันที่ยังไม่เป็นจริงต่อไป
ความกระตือรือร้นของพวกเขาไม่ใช่เรื่องโกหก ความห่วงใยของพวกเขาก็ไม่ใช่ภาพลวงตา
ถ้ามองในแง่ผลประโยชน์ การที่คนของพันธมิตรช่วยเหลือต้องตกรอบเป็นจำนวนมาก มันถือเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อกองกำลังนี้เลยนะ แต่อุดมการณ์เขาไม่คุยกันเรื่องผลประโยชน์หรอก!
พวกเขายังคงเชื่อมั่นว่า คนที่อยู่ข้างหลังจะสามารถสานต่อและทำให้มันดียิ่งขึ้นไปได้
ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะคนที่นี่ต่างยึดมั่นในคติที่ว่า "พวกเราคือหนึ่งเดียวกัน"
วินาทีนี้ ต่อให้ผู้ใช้โลกนอกขุนเขาบางคนจะแอบคิดในใจว่า นี่มันอาจจะเป็นแค่การจัดฉากปาหี่ครั้งใหญ่ แต่พวกเขาก็ปฏิเสธความจริงข้อหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ: ไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่จะแสดงให้เห็นถึงการสืบทอดอุดมการณ์ได้ชัดเจนไปกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้อีกแล้ว
ในสถานการณ์แบบนี้ ใครมันจะมามัวห่วงแต่เรื่องของตัวเองกันเล่า มีแต่จะอยากกระโจนเข้าไปร่วมวง เพื่อแสดงให้ชาวโลกและคนรอบข้างเห็นว่า! ฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครนะโว้ย!
"เชี่ยเอ๊ย!"
ในที่สุดฉินซานก็ทนไม่ไหว เขากระโจนขึ้นไปบนหลังคารถ คว้าเครื่องขยายเสียงอันใหม่มาตะโกนลั่น "ไอ้พวกจอมลวงโลก! ไอ้พวกตอแหล!"
"ตกลงกันไว้แล้วไง ว่าฉันจะเป็นคนนำทีมไปตกรอบน่ะ! ต้องเป็นฉันสิ! แล้วพวกแกจะมาแย่งเสนอตัวกันทำไมฮะ!"
เสียงของฉินซานโกรธจัด ทำไมมันถึงไม่เป็นไปตามแผนที่คุยกันไว้ล่ะ!
พวกแกแย่งกันไปตกรอบหมด แล้วจะให้ใครอยู่ล่ะ? จะให้ฉันอยู่งั้นสิ?
เอาอะไรมาตัดสิน!
ข้าก็อยากจะไปตกรอบบ้างเหมือนกันนะเว้ย!
ฝูงชนที่ได้ยินต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น เสียงหัวเราะดังก้องทะลุความมืดมิด
อาการหัวเสียของฉินซาน เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า พันธมิตรช่วยเหลือไม่เคยคิดจะทอดทิ้งใครก็ตามที่อยากจะร่วมเดินทางไปด้วยกันเลยสักคน
ถึงแม้อย่างที่ติงเหอซานพูดไว้ ว่าผู้ใช้โลกนอกขุนเขายังไม่ได้เป็นสมาชิกพันธมิตรช่วยเหลือ แต่นั่นก็เป็นเพราะพันธมิตรช่วยเหลือไม่เคยบังคับใคร มีแต่ความสมัครใจเท่านั้น
แต่การไม่ได้เป็นสมาชิก ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้รับความรักหรอกนะ
ความรักทุกรูปแบบ ไม่ควรมีเงื่อนไขผูกมัดทั้งนั้นแหละ
"เสียดายแฮะ ที่ไม่ได้ตายจริงๆ"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะในมุมมืด อู๋เสียนก็ถอนหายใจ "บรรยากาศแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้... จึ๊ ถ้าได้ตายจริงๆ คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะ การได้ตายเพื่ออุดมการณ์อย่างแท้จริงเนี่ย มันโคตรเท่เลยนะ"
ฉินซานสะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมองพลางถามอย่างระแวง "เธอไม่ได้เสนอตัวใช่ไหม? จะมาพร่ำเพ้อทำไมเนี่ย? ต่อให้เท่ มันก็ไม่ใช่เธอซะหน่อย!"
"ฉันต้องเสนอตัวด้วยเหรอ?"
อู๋เสียนยักไหล่ "นายลืมไปแล้วเหรอ ว่าฉันเป็นลูกน้องเจ๊ยุติธรรมน่ะ เธอไปไหนฉันก็ไปด้วย"
"เชี่ย!" ฉินซานเดือดปุดๆ มีคนใช้เส้นสายเพื่อไปตกรอบด้วยเหรอเนี่ย?!
ยังไม่ทันที่ฉินซานจะได้โวยวายว่าทำไมตัวเองถึงโดนปิดบังอยู่คนเดียว จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากกลุ่มผู้ใช้โลกนอกขุนเขา "ว่าไง! มีแค่พวกแกหรือไงที่กล้าเสนอตัวน่ะ!"
เสียงนั้นฟังดูหยิ่งยโสสุดๆ ทุกคนแหงนหน้ามองตาม ต้นเสียงก็มาจากในฝูงชนนั่นแหละ
ถึงรอบข้างจะมืด แต่ก็พอมองออกว่าเป็นผู้ใช้โลกนอกขุนเขาที่ตะโกนโวยวายเมื่อกี้นี้นั่นแหละ เสียงของเขาแหบพร่าไปบ้าง แต่ก็ยังดังกังวาน "หลินหว่าน! การที่คนของพันธมิตรช่วยเหลือกล้าเสนอตัวกันขนาดนี้ มันก็ดูเท่ดีนะ แต่มันทำให้พวกเราคนที่มาจากโลกนอกขุนเขาดูเป็นไอ้กระจอกไปเลย!"
"ฉันไม่ค่อยยอมรับหรอกนะ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลัวตายซะหน่อย ยิ่งนี่ไม่ใช่การตายจริงๆ ด้วย"
หมอนั่นหยุดไปนิด กวาดสายตามองกลุ่มผู้ใช้โลกนอกขุนเขารอบตัว ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัด "พวกเราเคยอยู่ช่องแชทเดียวกันมาก่อน ฉันรู้ดีว่าเมื่อกี้พวกแกคิดอะไรอยู่ คงคิดล่ะสิว่าไอ้พวกพันธมิตรช่วยเหลือมันแอบดูถูกพวกเรา"
"จะว่าไป การที่พวกนั้นพร้อมใจกันเสนอตัวแบบนี้ มันก็ทำให้พวกเราดูน่าสมเพชจริงๆ นั่นแหละ ฉันเองก็หงุดหงิดเหมือนกัน"
"ฝีมือสู้ไม่ได้ แล้วใจฉันมันจะสู้ไม่ได้ด้วยหรือไง?"
"คนชนชาติเรานี่มักจะคิดเล็กคิดน้อยเรื่องผลประโยชน์ กลัวตัวเองจะเสียเปรียบ แต่บทจะเอาจริงขึ้นมา เรื่องบางเรื่องก็ยอมทิ้งชีวิตได้เหมือนกัน"
"ฉันเองก็เป็นแบบนั้นแหละ แต่เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจ คิดว่าตัวเองแค่เลือดร้อน แต่พอมาคิดดูตอนนี้..."
หมอนั่นมองดูสายตาของผู้ใช้โลกนอกขุนเขารอบตัวที่จ้องมองมา ก่อนจะแหงนหน้าหัวเราะอย่างอวดดี "แต่พอมาคิดดูตอนนี้... ฉันคงแค่รอโอกาสดีๆ ที่จะตายให้คุ้มค่าอยู่ล่ะมั้ง!"
"ฉันอาจจะสู้คนอื่นไม่ได้ อย่าว่าแต่จะไปเทียบชั้นกับซูเหยี่ยนเลย แค่หลินหว่านผู้หญิงตัวเล็กๆ ฉันยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แถมในสายตาติงเหอซาน ฉันมันก็แค่เศษสวะ"
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ชีวิตฉันบนเส้นทางไร้สิ้นสุดก็คงจะราบเรียบไร้ค่าไปจนตายแหละ การลุกขึ้นมาโวยวายของฉัน มันก็เป็นแค่เรื่องตลกในสายตาคนอื่นเท่านั้นเอง"
"แต่วันนี้ ดูเหมือนจะเป็นโอกาสให้ฉันได้เปล่งประกายแล้วสิ!"
จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ "ทุกท่าน! จะเลือกหดหัวอยู่ในกระดอง อ้อนวอนขอความเมตตาและการปกป้องจากผู้ชายบนก้อนเมฆนั่นต่อไป! หรือจะลุกขึ้นมายืดอกอย่างสง่าผ่าเผย เพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า พวกเรายังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่! พวกเราก็เป็นคนเหมือนกัน! พวกเราก็กลัวตายเหมือนกัน!"
"เขาไม่ได้ตกรอบ แต่ฉันตกรอบได้! ฉันไม่ได้ทำเพื่ออุดมการณ์ของเขาหรอกนะ แต่ฉันทำเพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ว่าฝีมือจะเก่งหรืออ่อน พวกเราทุกคนก็เท่าเทียมกัน!"
"ฉันกล้าไปตาย! แต่เขาไม่ตาย! อย่างน้อยๆ วินาทีนี้ ฉันก็เจ๋งกว่าเขาล่ะวะ!"
"เส้นทางในอนาคตของเขา มีชีวิตของฉันปูทางให้! ทุกคนที่รอดชีวิตไปได้ ต่างก็ติดหนี้ฉันกันทั้งนั้น!"
เขาแหงนหน้าขึ้น หัวเราะลั่น "ฉัน! ก็ขอเสนอตัวด้วย!"
รอบตัวผู้ชายคนนี้ มีผู้ใช้โลกนอกขุนเขานับไม่ถ้วนกำลังจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ บางคนแววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น บางคนก็มีสีหน้าซับซ้อนคาดเดายาก
แต่เขาไม่สนใจ ยังคงเชิดหน้าขึ้น "ยังไม่หลีกทางให้อีก! จะขวางทางฉันหรือไง!"
ฝูงชนเงียบกริบ พากันขยับเปิดทางเดินแคบๆ ให้เขา เดินตามหลังเขาไปจนถึงจุดที่แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องถึง
และเมื่อเขาหยุดเดิน แล้วหันหลังกลับไปมองความมืดมิดในฝูงชน
เขาก็พบว่า มีผู้ใช้โลกนอกขุนเขาจำนวนหนึ่งเดินตามหลังเขามาเงียบๆ และไกลออกไปในจุดที่แสงสว่างส่องไม่ถึง ก็มีคนยกมือขึ้นเพื่อแสดงเจตจำนงอย่างเงียบๆ เช่นกัน
ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงการแสดงออกทีละคนท่ามกลางความเงียบงัน
นี่ไม่ใช่การแข่งขันชิงดีชิงเด่นระหว่างคนสองกลุ่ม แต่มันเป็นเพราะหัวใจคนเรามักจะมุ่งสู่แสงสว่างต่างหาก
"จบกัน"
ฉินซานที่ยืนอยู่บนหลังคารถเห็นภาพนั้น ก็ถึงกับทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น หน้าซีดเผือด พึมพำอย่างเหม่อลอย
หลี่ต้าลี่ที่ยืนอยู่ข้างรถไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แค่ถามเรียบๆ "ทำไมถึงจบกันล่ะ?"
"นี่มันจะไม่จบได้ไง!"
ฉินซานชี้ไปที่ฝูงชน ท่าทางสิ้นหวังสุดๆ "พวกนั้นแย่งซีนกันไปหมดแล้ว! ขนาดไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่รอดตายจากดาบเสี่ยวติงมาได้ ยังได้โชว์หล่อไปตั้งหนึ่งดอก! แล้วฉันล่ะ ไม่ได้ทำอะไรเลย!"
"เอาจริงๆ... มันควรจะเป็นฉันสิที่ต้องไปตายอ่ะ!"
ฉินซานถอนหายใจยาว สีหน้าเศร้าสร้อยสุดๆ
หลี่ต้าลี่อดขำไม่ได้ "นายนี่แปลกคนจริงๆ อยากตายก็เสนอตัวสิ หลินหว่านคงไม่ห้ามนายหรอก"
"นายไม่เข้าใจหรอก พวกตัวแทนจะพากันไปตกรอบหมดไม่ได้นะเว้ย"
ฉินซานมุมปากกระตุก แหงนหน้ามองขึ้นไปบนก้อนเมฆ ฐานทัพขนาดมหึมากำลังลอยผลุบๆ โผล่ๆ อยู่บนนั้น แสงไฟจากหอสังเกตการณ์กะพริบวิบวับ
"ยังไงก็ต้องมีคนอยู่ต่อ... คนที่รอดชีวิต มักจะต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งกว่าคนที่กล้าไปตายเสมอแหละ"