- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 840 - ติดตามไปสนับสนุน
บทที่ 840 - ติดตามไปสนับสนุน
บทที่ 840 - ติดตามไปสนับสนุน
บทที่ 840 - ติดตามไปสนับสนุน
ปราณกระบี่สีขาวและปราณโลหิตสีแดง สาดแสงสว่างวาบเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดในชั่วขณะนี้ กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งแผ่ซ่านบ้าคลั่งอยู่บนฟากฟ้า
ทุกคนในสนามรบเบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์หรือเผ่าคนเถื่อน ต่างก็แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า เหล่าราชันคนเถื่อนต่างเบิกตากว้างพลางอุทานว่า
"นี่... เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"
ราวกับได้เห็นสิ่งที่ไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง อย่าว่าแต่พวกมันเลย แม้แต่ผู้อาวุโสระดับมหาอริยะทั้งหลายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว ในเวลานี้ก็ยังเต็มไปด้วยความตกตะลึง
นี่คือกลิ่นอายของขอบเขตมหาจักรพรรดิ ทว่าภายในด่านเถี่ยเหลาจะปรากฏมหาจักรพรรดิขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ สายตาของเหล่าจักรพรรดิคนเถื่อนและมหาอริยะเผ่ามนุษย์ต่างก็มองไปยังทิศทางของด่านเถี่ยเหลา และเห็นเพียงว่าบนกำแพงเมืองนั้น มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
และหยางฉินที่อยู่ใกล้ที่สุด ในเวลานี้ก็ยิ่งมองดูเงาร่างบนกำแพงเมืองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
เขามองปราดเดียวก็จำได้ว่าผู้มาเยือนคือใคร ปากของเขาเอ่ยตะกุกตะกักออกมา
"นี่... ตา... ตาเฒ่าขี้เมา..."
แม้หยางฉินจะไม่ค่อยได้คลุกคลีกับตาเฒ่าขี้เมามากนัก แต่เขาก็รู้จักตาแก่นี่ เพราะเจ้าตัวนั้นช่างพิลึกพิลั่นเกินไป โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดื่มเหล้าจนเมามายไม่ได้สติอยู่ทุกวี่ทุกวัน ซ้ำยังชอบคุยโวเป็นชีวิตจิตใจ
เดิมทีหยางฉินไม่เคยเก็บตาเฒ่าขี้เมาผู้นี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย คิดเพียงว่าเป็นคนหมดอาลัยตายอยากที่ไร้ความก้าวหน้า ทว่าตอนนี้ เจ้ากลับมาบอกข้าว่าตาแก่นี่คือยอดฝีมือขอบเขตมหาจักรพรรดิอย่างนั้นหรือ?
ราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน ไม่สิ ยิ่งกว่าเห็นผีเสียอีก
ท่ามกลางสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วน ปราณกระบี่และปราณโลหิตบนฟากฟ้าหักล้างกันจนค่อยๆ สลายหายไป
และมหาจักรพรรดิคนเถื่อนที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณโลหิต ในวินาทีนี้ก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง
เห็นเพียงหยาดเลือดหยดแหมะลงมาจากแขนขวาของมหาจักรพรรดิคนเถื่อน รอยแผลที่ไม่ลึกมากนักปรากฏขึ้นตรงนั้น
แม้จะเป็นเพียงบาดแผลภายนอก ทว่าสำหรับเรื่องนี้ ฝั่งเผ่าคนเถื่อนก็ยังคงมีสีหน้าย่ำแย่
มหาจักรพรรดิคนเถื่อนบาดเจ็บแล้ว นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน
ส่วนตัวมหาจักรพรรดิคนเถื่อนเองนั้น สายตายังคงจับจ้องไปยังตาเฒ่าขี้เมาบนกำแพงเมืองอย่างไม่วางตา ในแววตาแฝงความหวาดระแวง และยังมีความมุ่งร้ายเจือปนอยู่
"เจ้าเป็นผู้ใด?"
ภายในด่านเถี่ยเหลาไม่ควรจะมีมหาจักรพรรดิเผ่ามนุษย์หลงเหลืออยู่อีกแล้ว อีกทั้ง คนผู้นี้เขาก็ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ไม่ใช่บรรพชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวอย่างแน่นอน
มหาจักรพรรดิคนเถื่อนที่หยิ่งยโสและมองข้ามทุกสิ่งมาโดยตลอด ในวินาทีนี้ก็ต้องยอมหันมาให้ความสนใจกับตาเฒ่าขี้เมาบนกำแพงเมืองเสียแล้ว
สำหรับเรื่องนี้ ตาเฒ่าขี้เมายังคงทำท่าทางเมามายไม่ได้สติเช่นเคย เขายกน้ำเต้าสุราขึ้นดื่มอย่างไม่รีบร้อน แล้วเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะอย่างอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์ว่า
"ก็แค่คนเมาที่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้ก็เท่านั้น"
กล่าวจบ ตาเฒ่าขี้เมาก็ถืออารมณ์สุนทรีย์ มือหนึ่งถือน้ำเต้าสุรา อีกมือถือกระบี่ ก้าวเดินอาดๆ ไปบนอากาศ มุ่งหน้าเข้าหามหาจักรพรรดิคนเถื่อน
"นี่... ข้าตาฝาดไปหรือไม่? ตาเฒ่าขี้เมากลับมีระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตมหาจักรพรรดิเชียวหรือ"
"ข้าก็เห็นเช่นกัน"
"นี่ นี่ นี่... แล้วก่อนหน้านี้ที่พวกเรา..."
บนสนามรบ บรรดาผู้ฝึกตนที่เคยมีสัมพันธ์อันดีกับตาเฒ่าขี้เมาก่อนหน้านี้ ในยามนี้ภายในใจเรียกได้ว่ามีความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
แม้พวกเขาจะไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งหรือรังแกตาเฒ่าขี้เมา หนำซ้ำยังเคยอาสาเลี้ยงสุราด้วย
ทว่าวันปกติพวกเขาก็เอาแกมาเป็นตัวตลกเพื่อหยอกล้ออยู่บ่อยครั้งเลยนะ
การเอาผู้แข็งแกร่งขอบเขตมหาจักรพรรดิมาล้อเล่น แค่คิดก็ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว หากทำให้แกขุ่นเคืองขึ้นมา การที่แกจะบี้พวกเขาให้ตายก็คงง่ายดายยิ่งกว่าบี้มดเสียอีกมิใช่หรือ?
แถมต่อให้เป็นสำนักที่อยู่เบื้องหลัง ก็คงไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ
ฝีเท้าไม่เร็วนัก ทว่าเพียงไม่กี่ก้าว ตาเฒ่าขี้เมาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้ามหาจักรพรรดิคนเถื่อนแล้ว
สายตาจับจ้องไปยังตาแก่ซอมซ่อตรงหน้าเขม็ง มหาจักรพรรดิคนเถื่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"เจ้าไม่ใช่คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว"
"เอิ๊ก ตาแก่อย่างข้าก็ไม่เคยบอกว่าเป็นคนของที่นั่นนี่นา"
"ในเมื่อไม่ใช่คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว เหตุใดต้องมายุ่งเกี่ยวในบ่อโคลนที่ขุ่นมัวนี้ด้วย?"
หากเป็นไปได้ มหาจักรพรรดิคนเถื่อนไม่ต้องการเป็นศัตรูกับมหาจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ตรงหน้านี้ เพราะมันอาจจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด แถมยังไม่มีความหมายอันใดเลยด้วย
ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของเขา ตาเฒ่าขี้เมากลับกรอกสุราเข้าปากอึกใหญ่ด้วยสีหน้าเพลิดเพลิน แล้วพึมพำกับตนเองว่า
"สุราของด่านเถี่ยเหลาแห่งนี้ จะว่าเลิศรสก็คงมิใช่ มีเพียงคำเดียวคือ แรง..."
กล่าวจบ ในที่สุดตาเฒ่าขี้เมาก็ยอมมองมหาจักรพรรดิคนเถื่อนที่อยู่ตรงหน้าตรงๆ เป็นครั้งแรก ดวงตาค่อยๆ ลืมขึ้น ในแววตาไร้ซึ่งร่องรอยของความเมามายใดๆ อีกต่อไป สายตาคมกริบ น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น
"ด่านเถี่ยเหลาหาใช่เพียงด่านเถี่ยเหลาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว ทว่าเป็นด่านเถี่ยเหลาของเผ่ามนุษย์ทั้งมวล เจ้าคิดจะเข้าด่าน ตาแก่อย่างข้า... ย่อมไม่อนุญาต"
"เจ้ารนหาที่ตาย"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มหาจักรพรรดิคนเถื่อนก็ซัดหมัดออกไปโดยตรง ปราณโลหิตอันเข้มข้นควบแน่นอยู่รอบกำปั้น ที่ใดที่พาดผ่าน มิติล้วนบิดเบี้ยวอย่างไร้ขอบเขต ท้องฟ้ากว่าครึ่งซีกถูกย้อมไปด้วยสีเลือด
เผชิญกับหมัดที่แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของมหาจักรพรรดิคนเถื่อน ตาเฒ่าขี้เมาตวัดกระบี่ในมือ ปลายกระบี่ถูกพันธนาการด้วยเจตนากระบี่อันเข้มข้น
เจตนากระบี่สีขาวที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างเชิงประจักษ์แล้ว ดูราวกับมังกรยักษ์สองตัวที่พันเกี่ยวอยู่บนตัวกระบี่
"เช่นนี้สิถึงจะถูก ตอนที่ข้ายังหนุ่ม ข้ามักจะพร่ำบอกศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องพวกนั้นอยู่เสมอว่า ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เรา จิตใจย่อมคิดต่าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะมัวพ่นวาจาไร้สาระอยู่อีกไฉน สู้กันเลยก็สิ้นเรื่อง"
กระบี่ยาวและปราณหมัดปะทะกันอย่างจังอีกครา
คราวนี้ ณ จุดศูนย์กลางของการปะทะ มิติพังทลายลงโดยตรง แตกสลายราวกับกระจก
ศึกมหาจักรพรรดิปะทุขึ้นในชั่วพริบตา
"ยังจะมัวตะลึงอันใดอยู่อีก สังหารพวกมันสิ!"
ในเวลาเดียวกัน บนสนามรบเบื้องล่าง เหล่าจักรพรรดิคนเถื่อนก็แผดเสียงตวาดลั่น ศึกมหาจักรพรรดิพวกเขาไม่มีความสามารถพอที่จะสอดมือเข้าไปยุ่ง ยามนี้ทำได้เพียงจัดการกับศัตรูตรงหน้าก่อนเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผ่าคนเถื่อนก็เปิดฉากบุกโจมตีอย่างดุเดือดอีกครั้ง และในเวลานี้ หยางฉินก็พุ่งทะยานเข้าสู่สนามรบ พร้อมกับคำรามก้อง
"มหาจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ของพวกเรามาถึงแล้ว ศึกครานี้ต้องชนะ สังหาร!"
"สังหาร"
ทั้งสองฝ่ายเข้าฟาดฟันกันอีกครา ต้องยอมรับเลยว่า การปรากฏตัวของตาเฒ่าขี้เมา แม้จะทำให้คนตกตะลึง ทว่าก็ทำให้ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ทุกคนฮึกเหิมขึ้นมาอย่างมากเช่นกัน
การมีมหาจักรพรรดิคอยคุ้มครองกับการไม่มีมหาจักรพรรดิมันเป็นคนละเรื่องกันเลย
บัดนี้เมื่อฝั่งเผ่ามนุษย์ของพวกเขาเองก็มีมหาจักรพรรดิปรากฏตัว ความมั่นใจของทุกคนในการปกป้องด่านเถี่ยเหลาก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
หนึ่งคืน ขอเพียงหนึ่งคืน กองกำลังเสริมจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็จะเดินทางมาถึง
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ทุ่มเทสู้ตาย แม้ว่าจำนวนคนจะมีเพียงหนึ่งในสิบของเผ่าคนเถื่อน ทว่าก็ยังคงสกัดกั้นเผ่าคนเถื่อนไว้ภายนอกด่านอย่างสุดกำลัง ไม่ยอมปล่อยให้เผ่าคนเถื่อนก้าวล่วงเข้ามาภายในด่านแม้แต่ก้าวเดียว
อีกด้านหนึ่ง ณ เมืองเฟิงซาที่อยู่ใกล้กับด่านเถี่ยเหลาที่สุด เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ทว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายในเมืองยังคงสาดแสงสว่างไสวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ชาวเมืองยังไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น เพียงแต่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้
"เหตุใดค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้จึงเปิดทิ้งไว้อยู่ตลอดเล่า?"
"คงจะเกิดเรื่องแล้วกระมัง"
"หรือว่าจะเป็นด่านเถี่ยเหลา?"
"เป็นไปได้"
ต้องรู้ก่อนว่าการเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายทิ้งไว้เป็นเวลานาน จะผลาญหินวิญญาณไปอย่างมหาศาลราวกับเทน้ำทิ้ง เมืองเฟิงซาก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ย่อมไม่อาจทนต่อการผลาญทรัพยากรเช่นนี้ได้
สายตาของทุกคนในเมืองต่างทอดมองไปยังทิศทางของค่ายกลเคลื่อนย้าย ที่แห่งนั้นมีลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า และที่ด้านนอกค่ายกลเคลื่อนย้าย ก็มีศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวเดินออกมาจากค่ายกลอย่างไม่ขาดสาย
พวกเขาล้วนเป็นกองกำลังที่เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือด่านเถี่ยเหลา ผู้อาวุโสใหญ่วังหลินยืนหยัดอยู่กลางอากาศ มองดูทิศทางของค่ายกลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทันใดนั้น เมื่อเห็นประมุขศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวและหลี่เจิ้งชิงกับพวกเดินออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้าย วังหลินก็รีบเข้าไปต้อนรับทันที
"ท่านประมุขศักดิ์สิทธิ์"
"อืม นี่คือบรรพชนหยวนชาง ประมุขยอดเขาฉินซานไห่ และประมุขยอดเขาหลินพั่วเทียนแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เต้าอี อุตส่าห์เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือด่านเถี่ยเหลา"
(จบแล้ว)