- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 803 - สร้างสำนักสำเร็จ
บทที่ 803 - สร้างสำนักสำเร็จ
บทที่ 803 - สร้างสำนักสำเร็จ
บทที่ 803 - สร้างสำนักสำเร็จ
เฝ้ารอคอยจนถึงเวลาอาหารกลางวันด้วยใจจดจ่อ ประมุขตงฟางและพรรคพวกก็รีบตักข้าวเป็นคนแรก
"ท่านประมุข..............."
บรรดานักวาดยันต์และผู้ใช้อาคมจากสองสมาคมใหญ่ยังไม่ทราบข่าว เมื่อแวะมาที่โรงครัวด้วยความสงสัยในตอนเที่ยง และเห็นประมุขของตนเองถือชามใบใหญ่สวาปามอย่างเอร็ดอร่อย แต่ละคนก็ถึงกับตะลึงงันไปตามๆ กัน
เหตุใดท่านประมุขถึงได้กินข้าวเล่า?
"มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ไปตักข้าวสิ ต่อไปนี้พวกเราก็ได้กินข้าวแล้ว"
เมื่อเห็นทุกคนยืนอึ้ง ประมุขตงฟางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอู้อี้ขณะที่สวาปามข้าวคำโต
เมื่อได้ยินดังนั้น คนของสองสมาคมใหญ่ก็ดีใจจนแทบคลุ้มคลั่ง บัดซบ ในที่สุดก็มีบุญปากได้กินข้าวเสียที
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาแทบจะอดอยากปากแห้งตายอยู่แล้ว
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง คนของสองสมาคมใหญ่แต่ละคนราวกับกลายร่างเป็นหมาป่าผู้หิวโหย พุ่งเข้าใส่ทันที
"บัดซบ อย่าเบียดสิ ทุกคนล้วนมีส่วนแบ่ง"
"ข้าหิวมาหลายวันแล้ว พวกเจ้าไม่รู้บ้างหรือไง?"
"สวาปาม สวาปาม............"
ก่อนหน้านี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ลิ้มรสซาลาเปา ทว่าคราวนี้ ในที่สุดก็ได้สวาปามอย่างเปิดเผยเสียที
เพียงคำแรกที่เข้าปาก คนของสองสมาคมใหญ่ก็เบิกตากว้าง ท่าทางราวกับคนบ้านนอกเข้ากรุงที่ไม่เคยเห็นโลก
อร่อย อร่อยเหลือเกิน นี่มันรสชาติเทพเซียนอันใดกัน ไร้ที่ติโดยสมบูรณ์
ข้าวถูกส่งเข้าปากอย่างต่อเนื่อง บรรดานักวาดยันต์และผู้ใช้อาคมที่เคยใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากชาวบ้านร้านตลาด นั่งยองๆ ตรงไหนก็ได้ มือถือชามใบใหญ่ สวาปามอย่างตะกละตะกลาม
หลงเหลือเค้าความสง่างามของนักวาดยันต์และผู้ใช้อาคมที่ตรงไหน
อีกทั้งสรรพคุณของอาหารเหล่านี้ บัดซบเอ๊ย ต่อให้ไม่เทียบเท่าโอสถ แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้วล่ะ
แถมรสชาตินี้ โอสถจะไปเทียบติดได้อย่างไร โอสถรสชาติเป็นเช่นไรน่ะหรือ? จืดชืดเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้งอย่างไรเล่า
รสชาติก็เป็นเลิศ สรรพคุณก็วิเศษปานนี้ สมาคมนักปรุงยาคงต้องผงาดแน่แล้ว
นักวาดยันต์และผู้ใช้อาคมทุกคนต่างตระหนักถึงข้อนี้
โดยเฉพาะประมุขตงฟางและประมุขซือ หลังจากกินข้าวอิ่ม ก็ถึงกับหน้าด้านไปหาประมุขทั้งสามของสมาคมนักปรุงยา
ต้องรู้ไว้ว่า เมื่อก่อนพวกเขาแทบจะไม่เห็นสมาคมนักปรุงยาอยู่ในสายตาเลย ทว่าตอนนี้ ตาเฒ่าสองคนนี้กลับเรียกขานอีกฝ่ายว่าพี่น้องอย่างสนิทสนม
"สหายหลี่ พวกเราก็นับว่าคบหากันมานาน วันหน้าต้องไปมาหาสู่กันให้มากหน่อยนะ"
"นั่นสิ สามสมาคมของเราเรียกได้ว่ามีสายใยผูกพันกัน วันหน้าต้องสนิทสนมกันให้มาก"
"เฮ้อ คนกันเองไม่พูดเป็นคนอื่นคนไกล สหายนักพรต นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากสมาคมค่ายกลของข้า หวังว่าจะไม่รังเกียจนะ"
"ของสมาคมนักวาดยันต์ของข้าด้วย"
การทักทายกันอย่างกระตือรือร้น ตามมาด้วยการแจกจ่ายของขวัญล้ำค่าอย่างคุ้นเคย
เมื่อมองดูของล้ำค่ากองพะเนินตรงหน้า ประมุขทั้งสามของสมาคมนักปรุงยาก็ถึงกับอึ้งไป
สมาคมนักปรุงยาของพวกเขาเคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? กระทั่งตอนที่มีการชุมนุมสี่สมาคมใหญ่ สมาคมนักปรุงยาของพวกเขาก็เป็นเหมือนตัวประกอบที่ไม่มีปากมีเสียงอะไรเลย
สมาคมใหญ่อีกสามแห่ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยนับรวมพวกเขาด้วย แต่ดูตอนนี้สิ แม่งเอ๊ย กลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว
ครอบครัวเดียวกันแล้วเมื่อก่อนทำไมถึงไม่สนใจข้า? ครอบครัวเดียวกันแล้วเมื่อก่อนทำไมถึงดูถูกข้า?
แม้ในใจจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง ทว่าความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เชิดหน้าชูตานั้นมีมากกว่า
แน่นอนว่า ทั้งสามคนรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะบรรพชนอาหาร หากไม่มีบรรพชนอาหาร สมาคมนักปรุงยาของพวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ยามนี้สมาคมนักปรุงยาก็ได้ยืนหยัดอย่างสง่างามแล้ว
พวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องในอดีตอีก ล้วนเป็นพวกเฒ่าหัวงูทั้งนั้น ย่อมเข้าใจมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างดี
ดังนั้น ประมุขทั้งสามจึงมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม พูดคุยทักทายกับประมุขตงฟางและประมุขซืออย่างเป็นกันเอง จนกระทั่งตอนแยกย้ายกัน ทั้งห้าคนก็ทำตัวประหนึ่งเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็มิปาน
"สหายนักพรตไม่ต้องไปส่งแล้ว วันหน้าพวกเราต้องไปมาหาสู่กันให้บ่อยขึ้น"
"ใช่แล้ว หากมีเรื่องอันใดก็บอกกล่าวกันได้เลย สมาคมนักวาดยันต์ของข้ายินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่"
"เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก สหายนักพรตทั้งสองเดินทางปลอดภัย"
"เกรงใจไปแล้ว เกรงใจไปแล้ว"
สมาชิกของสมาคมนักปรุงยาคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ เมื่อเห็นภาพนี้ แต่ละคนต่างก็งุนงงสับสน
"บัดซบ สมาคมนักปรุงยาของเราไปสนิทสนมกับสมาคมนักวาดยันต์และสมาคมค่ายกลตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
"นั่นสิ กลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว"
"ไม่ต้องเดาก็รู้ ย่อมเป็นเพราะท่านบรรพชนอาหารอย่างแน่นอน"
"สมาคมนักปรุงยาของเราคงกำลังจะผงาดแล้วใช่หรือไม่?"
"แน่นอน คอยดูสิว่าต่อไปใครจะกล้าดูถูกพวกเราอีก"
"บรรพชนอาหารเกรียงไกร"
"บรรพชนอาหารเกรียงไกร"
เพียงพริบตา สมาชิกของสมาคมนักปรุงยามากมายต่างก็พากันโห่ร้องยินดี ทว่าเย่ฉางชิงที่เพิ่งหลับไป จู่ๆ ก็ถูกปลุกด้วยเสียงตะโกนเหล่านี้ สีหน้าของเขาพลันดำทะมึนขึ้นมาทันที
"ไม่มีอะไรก็อย่ามาส่งเสียงดังไร้สาระสิฟะ"
ด่ากราดออกไปอย่างหงุดหงิด
ภายใต้ความพยายามอย่างเต็มที่ของทุกคน ความคืบหน้าในการก่อสร้างถือได้ว่ารวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
แถมยังไม่มีการลักไก่ลดวัสดุอุปกรณ์แม้แต่น้อย ทุกสิ่งถูกใช้ของดีที่สุดทั้งสิ้น
หนึ่งเดือนครึ่งผ่านไป ประตูสำนักก็เสร็จสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง
การสร้างที่พักอาศัยนั้นเป็นเรื่องง่ายที่สุด ล้วนเป็นผู้ฝึกตน ความเร็วในการสร้างย่อมไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป
ส่วนเรื่องถ้ำพำนักก็ไม่ยุ่งยาก คนตั้งมากมาย ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายเช่นกัน
อวี๋มั่วและพวกยังเปิดพื้นที่มิติส่วนตัวขึ้นมาถึงสามแห่งอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยมีในสำนักเต้าอีมาก่อน
ด่านหมื่นอสูรในยามนี้ เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
นอกจากกำแพงเมืองสูงตระหง่านที่ใช้ต้านทานเผ่าปีศาจยังคงอยู่ เมืองที่เคยตั้งอยู่หลังกำแพงกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แทนที่ด้วยยอดเขารูปทรงแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์มากมาย ล้อมรอบด่านหมื่นอสูรเอาไว้
นี่คือสถานที่ตั้งสำนักใหม่ของสำนักเต้าอี
ยอดเขาแต่ละลูก ล้วนถูกคัดเลือกตามความพึงพอใจของศิษย์ในแต่ละยอดเขา โดยย้ายมาจากทั่วทุกสารทิศในทวีปมัชฌิม
ตรงกลางที่ถูกล้อมรอบไว้ คือยอดเขาหลักที่สูงตระหง่านที่สุด
บนยอดเขาหลักมีเมฆหมอกปกคลุม ตำหนักอันโอ่อ่าตระการตาปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ ท่ามกลางหมู่เมฆ
ในระหว่างยอดเขามากมาย สายน้ำไหลคดเคี้ยว ทะเลสาบถูกจัดวางตามรูปแบบดวงดาวบนท้องฟ้า
ทะเลสาบเหล่านี้มีขนาดแตกต่างกันไป จำนวนนับพัน เมื่อมองจากเบื้องบน จะดูราวกับหมู่ดาวบนฟากฟ้า
ส่วนบริเวณรอบนอกนั้น ก็คือสำนักต่างๆ ในอาณัติของสำนักเต้าอี พวกเขาทำหน้าที่คุ้มกันอยู่รอบนอกของสำนักเต้าอีอย่างซื่อสัตย์
หากในเวลานี้ยังมีขุมกำลังใดในเผ่ามนุษย์คิดจะลงมือกับสำนักเต้าอี สิ่งแรกที่ต้องเผชิญคือการทำลายสำนักในอาณัติเหล่านี้ มิเช่นนั้นก็ไม่อาจเข้าใกล้ประตูสำนักเต้าอีได้เลย
นี่ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีของสำนักในอาณัติเหล่านี้กระมัง
เมื่อมองดูประตูสำนักที่เพิ่งสร้างเสร็จ อวี๋มั่ว ฉีสยง หงจุน เย่ฉางชิง และเหล่าผู้บริหารระดับสูงของสำนักเต้าอี ล้วนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"ดีกว่าประตูสำนักเดิมตั้งเยอะ"
"แน่นอน ครั้งนี้สูญเสียทรัพยากรไปมากมายมหาศาล หากไม่มีสามหอการค้าใหญ่คอยหนุนหลัง ก็คงรับมือไม่ไหวจริงๆ"
หอการค้าที่พึ่งพิงสำนักเต้าอีในยามนี้ ไม่ได้มีเพียงหอการค้าเฮยเหยียนเท่านั้น ทว่ายังมีหอการค้าลู่หมิง และหอการค้าเถิงหลง ซึ่งล้วนติดอยู่ในสิบอันดับหอการค้าใหญ่ในทวีปมัชฌิม
ในจำนวนนี้ หอการค้าลู่หมิงอยู่ในอันดับที่เจ็ด ส่วนหอการค้าเถิงหลงอยู่ในอันดับที่สาม ความมั่งคั่งของพวกเขาย่อมเหนือกว่าหอการค้าเฮยเหยียนอย่างแน่นอน
ในการสร้างสำนักครั้งนี้ หอการค้าลู่หมิงและหอการค้าเถิงหลงต่างก็ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง คาดว่าคงต้องการจะแสดงความจงรักภักดีกระมัง
ในเมื่อเดิมทีพวกเขาก็สู้หอการค้าเฮยเหยียนไม่ได้อยู่แล้ว หากไม่แสดงผลงานในเวลานี้ ภายหน้าจะได้รับความสำคัญจากสำนักเบื้องบนได้อย่างไร
(จบแล้ว)