- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 680 - ฉีสยง ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง.....
บทที่ 680 - ฉีสยง ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง.....
บทที่ 680 - ฉีสยง ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง.....
บทที่ 680 - ฉีสยง ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง.....
นี่เป็นมื้ออาหารที่หลุดโลกที่สุดเท่าที่เย่ฉางชิงเคยทำมาอย่างแน่นอน
พูดง่ายๆ ก็คือ ในอาหารหนึ่งจาน ครึ่งหนึ่งล้วนเป็นยาสลบ มันบ้าบอชัดๆ
เขาพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่เมื่อมองดูผลงานชิ้นสุดท้าย ในใจของเย่ฉางชิงก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง "นี่... คนตระกูลไป๋จะกินมันเข้าไปจริงๆ หรือ?"
"วางใจเถอะ กินแน่นอน ถ้าไม่ใช่เพราะข้ายืนดูอยู่ข้างๆ ตลอด ก็คงทนไม่ไหวไปนานแล้ว" ทว่าพวกสวีเจี๋ยกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ราวกับไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม พวกสวีเจี๋ยก็ยกอาหารออกมาที่ห้องโถง
เวลานี้พวกฉีสยงและหงจุน ได้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนตระกูลไป๋เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังดื่มด่ำกันอย่างเบิกบานใจ
สุราไม่มีปัญหาอะไร ล้วนแต่เป็นสุราชั้นเลิศที่นำมาจากทวีปตะวันออกทั้งสิ้น เวลานี้เมื่อสุราชั้นเลิศตกถึงท้องไปหลายจอก บรรยากาศก็ยิ่งครึกครื้นมากขึ้น
"พี่ฉี เรื่องนี้ถือว่าตระกูลไป๋ของข้าผิดต่อท่าน สำนักเต้าอีของพวกท่านมาหาประสบการณ์ที่ทวีปมัชฌิมในตอนนี้ หากวันหน้ามีสิ่งใดต้องการให้ช่วยเหลือก็บอกมาได้เลย ตระกูลไป๋ของข้ายินดีช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังแน่นอน"
"เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณพี่ไป๋มาก"
"ที่ไหนกัน ท่านกับข้าเป็นพี่น้องกัน ไยต้องเกรงใจ... เอ๊ะ กลิ่นอะไรน่ะ?"
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน จู่ๆ ผู้นำตระกูลไป๋ก็ถูกกลิ่นหอมกรุ่นดึงดูด จนอดไม่ได้ที่จะทำจมูกฟุดฟิด เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉีสยงก็หัวเราะร่วน "ฮ่าๆ นี่คืออาหารที่พ่อครัววิญญาณแห่งสำนักเต้าอีของข้าทำเอง รสชาติไม่เลวเลย พี่ไป๋ลองชิมดูสิ"
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอน้อมรับด้วยความยินดี"
ไม่ได้คิดอะไรมาก อีกทั้งกลิ่นหอมนี้ก็หอมหวนชวนดมจริงๆ หลังจากที่อาหารนำมาวางบนโต๊ะ ผู้นำตระกูลไป๋ก็คีบเนื้อตุ๋นน้ำแดงชิ้นหนึ่งเข้าปาก
เพียงคำเดียวที่กลืนลงไป กลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วปาก ผู้นำตระกูลไป๋ถึงกับชะงักงันไปในพริบตา รสชาตินี้มันฝืนลิขิตสวรรค์ชัดๆ "อร่อย!"
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เหมือนกับทุกคนที่เพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรก และไม่ได้มีแค่เขาเท่านั้น คนตระกูลไป๋คนอื่นๆ ต่างก็มีอาการเช่นเดียวกัน
ส่วนคนจากสำนักเต้าอี ในเวลานี้ก็ยิ่งเชื้อเชิญให้ทุกคนกินกันเยอะๆ อย่างกระตือรือร้น
อันที่จริงไม่ต้องให้สำนักเต้าอีเอ่ยปาก คนตระกูลไป๋ก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เห็นเพียงแต่ละคนก้มหน้าก้มตายัดอาหารเข้าปากโดยไม่สนใจแม้แต่จะดื่มสุรา
อวี๋มั่วเองก็อยากจะกินสักคำเหมือนกัน ทว่ากลับถูกหวังหม่านขัดขวางไว้อย่างแนบเนียน
"เจ้าทำอะไรน่ะ?"
"รอก่อน"
เขามองหวังหม่านและหยวนชางด้วยความสงสัยว่าสองคนนี้กำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่
ไม่นาน อาหารบนโต๊ะก็ถูกคนตระกูลไป๋กวาดเรียบจนเกลี้ยง ในเวลาเดียวกันนั้น คนตระกูลไป๋บางคนก็เริ่มรู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมา
"เอ๊ะ ทำไมข้าถึงรู้สึกมึนๆ ล่ะ?"
"ดื่มมากไปหรือเปล่า?"
"เป็นไปไม่ได้ ข้าจะดื่มมากไปได้อย่างไร เป็นเพราะอาหารพวกนี้..."
ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตน อีกทั้งระดับการฝึกฝนก็ไม่ต่ำกันเลย จะเมาเพราะสุราแค่ไม่กี่จอกได้อย่างไร มีคนตระกูลไป๋บางคนนึกขึ้นได้ว่าเป็นเพราะอาหาร แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ทั้งร่างก็สลบเหมือดไปเสียแล้ว
สถานการณ์ของพวกผู้นำตระกูลไป๋ที่เป็นถึงมหาอริยะก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก เวลานี้พวกเขากำลังใช้พลังวิญญาณสลายยาสลบในร่างกายอย่างบ้าคลั่ง เพียงแต่ปริมาณที่มากมายขนาดนี้ แถมเพื่อความมั่นใจว่าไม่มีทางพลาด พวกสวีเจี๋ยถึงกับใช้ยาสลบระดับสูงทั้งหมดเลยทีเดียว
สติเริ่มเลือนลางลงทุกที แววตาของผู้นำตระกูลไป๋ที่มองไปยังฉีสยงเต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว เขากัดฟันกรอดพลางเอ่ยขึ้น "พี่ฉี ท่าน..."
ทว่าพูดได้เพียงแค่นั้น เขาก็สลบเหมือดไปเช่นกัน คนตระกูลไป๋แต่ละคนพากันล้มตึงลงไปกองกับพื้น เมื่อเห็นเช่นนั้น ในที่สุดอวี๋มั่วก็ตาสว่าง
"เวรเอ๊ย พวกเจ้าถึงกับวางยาเลยหรือ"
"แล้วนั่นมันทำเพื่อใครกันเล่า?" หวังหม่านสวนกลับอย่างอารมณ์เสีย ไม่ใช่เพราะท่านหรอกหรือ ไม่เช่นนั้นจะทำแบบนี้ไปทำไม ต้องถูกคนเขาไล่ตามกวดไปทั่วหล้า
เมื่อได้ยิน อวี๋มั่วก็ไม่เถียง เขาปิดปากเงียบ
"เอาล่ะ ไปกันเถอะ"
แผนการสำเร็จลุล่วง พวกเขาไม่รอช้า รีบเก็บเมืองวิญญาณ แล้วขึ้นเรือวิญญาณมิติเผ่นหนีไปอีกครั้ง ทิ้งให้คนตระกูลไป๋นับร้อยนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่เดิม
ณ ที่ตั้งตระกูลไป๋ บรรพชนตระกูลไป๋เฝ้ารอคอยข่าวอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากยืนยันเบาะแสของอวี๋มั่วได้ เขาก็สั่งให้ผู้นำตระกูลไป๋นำกำลังคนไปทันที คำนวณเวลาดูแล้วก็น่าจะใกล้กลับมาถึงแล้ว
เบื้องหน้าของเขายังมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ชายผู้นี้มีสีหน้ามืดครึ้ม ทว่าดูจากท่าทีที่บรรพชนตระกูลไป๋ปฏิบัติต่อเขาแล้ว ฐานะของคนผู้นี้คงไม่ธรรมดาแน่
"ท่านต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ? ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นมหาอริยะแล้วจะอย่างไร ตระกูลไป๋ของท่านก็ไปกันตั้งเยอะแยะ"
"ถึงจะพูดเช่นนั้นก็เถอะ แต่ในใจข้ากลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ"
"ข้าว่าท่านไม่เห็นต้องเกรงใจเลย จับตัวมันส่งให้ราชวงศ์เทียนอวี่ไปเลยก็สิ้นเรื่อง" ชายหน้ามืดครึ้มเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขามักจะแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองเสมอ ทว่าเขาก็มีสิทธิ์ที่จะหยิ่งเช่นนั้นจริงๆ เพราะคนผู้นี้มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฉิงเทียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์แห่งทวีปมัชฌิม และเขาก็เป็นถึงผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฉิงเทียน ครั้งนี้เขาก็แค่แวะมาเยี่ยมเยียนบรรพชนตระกูลไป๋เป็นทางผ่าน เพราะพวกเขาทั้งสองมีความสนิทสนมกันอยู่บ้าง
ทว่าสำหรับคำพูดของเขา บรรพชนตระกูลไป๋กลับไม่เห็นด้วย อย่างแรกเลยคือเรื่องนี้ตระกูลไป๋ของเขาก็เป็นฝ่ายดูไม่มีเหตุผลอยู่บ้าง และหากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสันติ แล้วจะหาเรื่องสร้างศัตรูให้ตัวเองโดยไร้เหตุผลไปทำไมกันเล่า
ในขณะที่บรรพชนตระกูลไป๋กำลังกระวนกระวายใจโดยไม่ทราบสาเหตุ จู่ๆ มหาอริยะแห่งตระกูลไป๋ผู้หนึ่งก็รีบเข้ามารายงาน "พวกนายท่านเกิดเรื่องแล้วขอรับ"
"เกิดอะไรขึ้น? ลงไม้ลงมือกันแล้วอย่างนั้นหรือ?" สิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของบรรพชนตระกูลไป๋ก็พลันมืดครึ้ม สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือการที่ทั้งสองฝ่ายจะปะทะกันโดยตรง หรือว่าตอนนี้สถานการณ์จะบานปลายไปถึงขั้นนั้นแล้วจริงๆ?
เมื่อต้องเผชิญกับความกังวลของบรรพชน มหาอริยะตระกูลไป๋ผู้นั้นก็ส่ายหน้า "ไม่ได้ลงมือกันหรอกขอรับ ทว่าพวกนายท่านล้วนถูก... ล้วนถูก..."
"ล้วนถูกอะไร?"
"ล้วนถูกยาสลบมอมจนสลบเหมือดไปหมดแล้วขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรพชนตระกูลไป๋ก็ถึงกับชะงัก ชายหน้ามืดครึ้มก็ชะงักไปเช่นกัน ถูกยาสลบมอมจนสลบเหมือดเนี่ยนะ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
คาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ ทว่าเมื่อรู้ว่าอวี๋มั่วหนีไปได้อีกครั้ง บรรพชนตระกูลไป๋ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก รีบนำกำลังคนออกไปไล่ตามด้วยตัวเองทันที ไม่ว่าจะอย่างไรก็ปล่อยให้อวี๋มั่วหนีไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะนี่มันเกี่ยวพันถึงผลึกวิญญาณโลหิตหงสาเลยเชียวนะ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชายหน้ามืดครึ้มจึงติดตามไปด้วย ซึ่งบรรพชนตระกูลไป๋ก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด
ไม่นาน ยอดฝีมือระดับมหาอริยะของตระกูลไป๋ก็ถูกส่งออกไปเพิ่มมากขึ้น แม้แต่บรรพชนก็ยังลงมือด้วยตัวเอง เมื่อเห็นบิดาของตนเดินทางมาถึง ผู้นำตระกูลไป๋ที่เพิ่งฟื้นคืนสติก็มีสีหน้าละอายใจอย่างยิ่ง เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนของสำนักเต้าอีจะสกปรกได้ขนาดนี้ ถึงกับกล้าวางยา แม่งเอ๊ย
บรรดายอดฝีมือตระกูลไป๋ต่างพากันไล่ตามอย่างสุดกำลัง มุ่งหน้าตามรอยสำนักเต้าอีไปติดๆ และภายใต้พละกำลังอันแข็งแกร่งของตระกูลไป๋ ในที่สุดคนจากสำนักเต้าอีก็ถูกดักหน้าได้อีกครั้งที่บริเวณชายแดนเฟิงโจว
เมื่อเห็นยอดฝีมือตระกูลไป๋ที่มารวมตัวกันมากกว่าเดิม คนจากสำนักเต้าอีต่างก็มีสีหน้ามืดมน "ไอ้พวกนี้ยังไม่จบไม่สิ้นอีกหรือไง?"
ทำไมถึงได้ทำตัวเหมือนพลาสเตอร์ปิดแผล สลัดยังไงก็สลัดไม่หลุดเสียที โดยเฉพาะอวี๋มั่ว ที่แววตาของเขาเริ่มมีเปลวเพลิงแห่งความโกรธปะทุขึ้นมาแล้ว
ทว่าคนที่โกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าพวกเขาก็คือผู้นำตระกูลไป๋นั่นเอง เมื่อเขาเห็นฉีสยงเดินออกมาจากห้องโดยสาร เขาก็ตวาดด้วยความโกรธแค้น "ฉีสยง ข้าเห็นเจ้าเป็นพี่น้อง แต่เจ้ากลับทำกับข้าเช่นนี้หรือ?"
ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าตนเองพูดคุยถูกคอกับฉีสยงอย่างมาก เสียดายที่ได้รู้จักกันช้าไป ทว่าไอ้สวะนี่กลับวางยาเขาเสียได้ ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนแต่เป็นการเสแสร้งทั้งสิ้น สิ่งนี้ทำให้ผู้นำตระกูลไป๋รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ในใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น พี่น้องอะไร สหายอะไรกัน แม่งหลอกลวงกันทั้งนั้น
(จบแล้ว)