- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 12: สยบคนทั้งสนาม
บทที่ 12: สยบคนทั้งสนาม
บทที่ 12: สยบคนทั้งสนาม
"เลี่ยวเจี๋ย เฉินผิงเป็นคนของบริษัทเซิ่งเถิงของพวกนายเหรอ"
"ใช่"
"ได้ยินมาว่าเขาถูกคัดเลือกมาจากกลุ่มนักแสดงสมทบอีกทีเหรอ"
"ใช่"
"นี่เพื่อน นายทำอีท่าไหนเนี่ย ขนาดเฉินผิงยังคว้าบทเฉาเสี่ยวซู่มาครองได้ แล้วทำไมนายถึงได้รับบทเป็นฉีซื่อล่ะ"
"ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าไอ้หน้าจืดนั่นโดนใครเลี้ยงดูมาหรือเปล่าล่ะ"
วงการบันเทิงเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความเป็นจริงอันโหดร้าย
ในกองถ่ายเองก็เช่นกัน
นักแสดงระดับตัวท็อปย่อมจับกลุ่มอยู่กับนักแสดงตัวท็อปด้วยกัน
ส่วนนักแสดงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงก็จะรู้ตัวและไปรวมกลุ่มกันเอง
เวลานี้ นักแสดงที่รับบทเล็กๆ ในเรื่องสยบฟ้าพิชิตปฐพีเหมือนกับเลี่ยวเจี๋ยกำลังจับกลุ่มกัน และพูดคุยซุบซิบกันเป็นระยะ
"ไอ้หน้าจืดเหรอ เหอะ หมอนั่นไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นไอ้หน้าจืดด้วยซ้ำไป"
"เฮ้อ ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่แน่เขาอาจจะใช้เส้นสายและเงินยัดเข้ามาก็ได้"
"เอ่อ เลี่ยวเจี๋ย พรุ่งนี้ถึงคิวถ่ายของนายแล้ว จะให้..."
"วางใจเถอะ พรุ่งนี้คอยดูฝีมือฉันก็แล้วกัน"
เลี่ยวเจี๋ยเป็นคนค่อนข้างหยิ่งยโส
แม้จะอยู่สังกัดบริษัทบันเทิงเดียวกันกับเฉินผิง แต่การแข่งขันกลับยิ่งดุเดือดมากขึ้น
เดิมทีเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์กับพวกนักแสดงสมทบอย่างเฉินผิงอยู่แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินผิงจะได้รับบทที่ยอดเยี่ยมกว่าเขาเสียอีก
เรื่องที่น่าอึดอัดใจยิ่งกว่าคือ บทเฉาเสี่ยวซู่ดันเป็นลูกพี่ของบทที่เขาได้รับ
สำหรับฉากที่จะถ่ายทำในวันพรุ่งนี้ เขาจึงคิดจะข่มเฉินผิงให้รู้สำนึกเสียบ้าง
วันรุ่งขึ้น
ตั้งแต่เช้าตรู่ ทีมงานกองถ่ายก็เร่งให้เฉินผิงเข้าไปในห้องแต่งหน้า
หลังจากได้อยู่อย่างสงบมาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงคิวถ่ายของเฉินผิงเสียที
แน่นอนว่าฉากในวันนี้ไม่ได้หนักหนาอะไรนัก บทเฉาเสี่ยวซู่ของเฉินผิงเป็นเพียงการปรากฏตัวพร้อมกับลูกน้องในพรรคเท่านั้น
"อาจารย์เฉินผิง เดี๋ยวตอนแต่งหน้าอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย รบกวนช่วยอดทนรอหน่อยนะคะ"
ช่างแต่งหน้าแสดงท่าทีสุภาพอ่อนน้อมต่อนักแสดงสมทบอย่างเฉินผิงเป็นพิเศษ เฉินผิงเองก็ไม่ได้ถือตัว เขาหลับตาลงและปล่อยให้ช่างแต่งหน้าจัดการอย่างเต็มที่
ไม่ต้องสงสัยเลย
ฝีมือของช่างแต่งหน้าในกองถ่ายย่อมเหนือชั้นกว่าช่างแต่งหน้าในร้านเสริมสวยที่เฉินผิงเคยไปใช้บริการก่อนหน้านี้มาก
ความเหนือชั้นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของทักษะที่ยอดเยี่ยมกว่า
แต่ช่างแต่งหน้าในกองถ่ายรู้ว่าควรเน้นจุดไหนได้ดีกว่าช่างแต่งหน้าในร้านเสริมสวยทั่วไป
พวกเขามีความเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับสไตล์ของผลงานและจุดยืนของตัวนักแสดง
ใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วโมง การแต่งหน้าของเฉินผิงก็เสร็จสมบูรณ์
"อาจารย์เฉินผิง ลืมตาได้แล้วค่ะ แต่งหน้าเสร็จแล้ว"
"ขอบคุณครับ"
เฉินผิงพยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น
"อาจารย์เฉินผิง คุณนี่..."
เมื่อครู่ตอนกำลังแต่งหน้าก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติ
ทว่าหลังจากเฉินผิงลืมตาขึ้น ช่างแต่งหน้ากลับชะงักงันไปในทันที
"มีอะไรเหรอครับ"
เฉินผิงถามด้วยความงุนงง
"เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ... อาจารย์เฉินผิง เรียบร้อยแล้วค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
เฉินผิงขอบคุณอีกครั้ง
"เห็นไหม นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าของจริง"
ช่างแต่งหน้าที่แต่งหน้าให้เฉินผิงมองตามแผ่นหลังเขาที่เดินออกจากห้องไป แล้วหันมาพูดกับเพื่อนร่วมงาน
ข่าวลือเกี่ยวกับเฉินผิงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาเองก็ได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย
โดยเฉพาะในห้องแต่งหน้า ข่าวซุบซิบนินทาสารพัดเรื่องมักจะถูกแพร่กระจายไปทั่ว
สำหรับเรื่องของเฉินผิงแล้ว พวกเขารู้สึกแปลกใจกันมาก
ทำไมผู้กำกับถึงเลือกเฉินผิงที่อายุแค่ยี่สิบกว่าปีมารับบทเฉาเสี่ยวซู่
แต่ทว่า
หลังจากแต่งหน้าให้เฉินผิงเสร็จ กลิ่นอายความเป็นจอมยุทธ์ที่เฉินผิงแผ่ออกมากลับสะกดพวกเขาเอาไว้ได้ในพริบตา
นี่สิถึงเรียกว่ายอดฝีมือ
ปกติอาจจะดูไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่พอสวมบทบาทเมื่อไหร่ก็เหมือนกลายเป็นคนละคนทันที
"เอ๊ะ ทำไมหมอนั่นยังไม่มาอีก"
"เหมือนจะยังแต่งหน้าอยู่นะ"
"แต่งหน้าตั้งนาน"
"ยังไงซะบทเฉาเสี่ยวซู่ก็เป็นบทสำคัญ ย่อมต้องแต่งหน้านานหน่อยเป็นธรรมดา"
นักแสดงสมทบคนหนึ่งพูดประชดขึ้น
"ออกมาแล้ว"
"อยู่ไหนล่ะ"
"ดูนั่น... คนที่กำลังกอดกระบี่นั่นไง"
เลี่ยวเจี๋ยกระซิบกระซาบกับนักแสดงสมทบอีกหลายคน
คนหนึ่งที่ตาไวเหลือบไปเห็นเฉินผิงเดินมาแต่ไกล จึงพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
เมื่อทุกคนหันไปมอง พวกเขาก็เห็นเพียงจอมยุทธ์คนหนึ่งกำลังกอดกระบี่เดินตรงมา
เขาเดินไม่เร็วนัก
แต่ทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายของคนผู้นั้นกลับยิ่งแผ่ซ่านออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเฉินผิงเดินมาถึงกองถ่าย เลี่ยวเจี๋ยถึงกับไม่กล้าสบตาเฉินผิงตรงๆ
"หมอนี่ ฝีมือไม่เบาเลยนะ"
"ไม่ใช่แค่ไม่เบาธรรมดา แต่โคตรจะน่าเกรงขามเลยต่างหาก"
"กลิ่นอายแบบนี้ ยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ"
นักแสดงคนอื่นๆ ต่างพูดขึ้นมาเสียงเบา
จินซื่อเจี๋ยหัวเราะ "อาจารย์ต้าหง ผมบอกแล้วไงว่าเจ้าหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ"
"ฉันก็ว่าอยู่ทำไมผู้กำกับหยางถึงเลือกเขา นึกไม่ถึงว่าจะมีฝีมือจริงๆ"
แม้วันนี้นักแสดงรุ่นเก๋าทั้งสองท่านจะไม่มีคิวถ่าย แต่ด้วยสปิริตของนักแสดง พวกเขาจึงยังคงเดินทางมาที่กองถ่าย
เมื่อเห็นเฉินผิงกอดกระบี่เดินมา ทั้งสองต่างก็ตาสว่างขึ้นมาทันที
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า
นักแสดงรุ่นเก๋าอย่างพวกเขานั้นคลั่งไคล้การแสดงกันอยู่แล้ว ด้วยระดับฝีมือที่มี นักแสดงรุ่นใหม่ทั่วไปย่อมไม่ใช่คู่มือของพวกเขาอย่างแน่นอน
ผ่านการแสดงมาก็มาก บางครั้งก็หนีความเบื่อหน่ายไปไม่พ้น
นึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อเห็นเฉินผิง ทั้งสองกลับรู้สึกคันไม้คันมืออยากประลองฝีมือขึ้นมา
น่าเสียดายที่ทั้งสองไม่ได้มีฉากร่วมกับเฉินผิงมากนัก ปรมาจารย์เหยียนเซ่อที่จินซื่อเจี๋ยรับบท มีโอกาสพบกับเฉาเสี่ยวซู่ที่เฉินผิงรับบทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ส่วนตัวละครที่หนีต้าหงรับบทนั้นแทบจะไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับเฉินผิงเลยด้วยซ้ำ
"ทุกคนฟังทางนี้"
"ฉากที่จะถ่ายทำในวันนี้ค่อนข้างง่าย เป็นฉากสนทนาทั้งหมด ไม่มีความยากอะไร ขอให้ทุกคนตั้งใจแสดงให้เต็มที่ จะได้รีบเลิกกองกันไวๆ"
จางจิ่วผู้ช่วยผู้กำกับถือโทรโข่งประกาศกลางกองถ่าย
"ฝ่ายฉากพร้อมหรือยัง"
"ฝ่ายแสง ฝ่ายแสง..."
"เอาล่ะ..."
"แอ็กชัน..."
สิ้นเสียงสับสเลต ฉากในวันนี้ก็เริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ
แต่เพิ่งผ่านไปแค่สามวินาที ผู้กำกับหยางหยางกลับสั่งคัตเสียแล้ว "เกิดอะไรขึ้น ฉีซื่อ ฉีซื่อ นายจะมัวตัวหดตัวลีบทำไม"
"ก็แค่ฉากเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเฉาเสี่ยวซู่ มีใครคุมตัวนายไปลานประหารหรือไง"
ผู้ที่รับบท "ฉีซื่อ" ก็คือเลี่ยวเจี๋ย
อันที่จริงตั้งแต่แรกเห็นเฉินผิง เลี่ยวเจี๋ยก็ประหม่าจนทำตัวไม่ถูกแล้ว
ตอนแรกเขายังคิดจะข่มเฉินผิงให้รู้สำนึกเสียหน่อย
ตอนนี้เป็นไงล่ะ นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินผิงจะเป็นฝ่ายข่มเขาเสียเอง
แม้จะดูเหมือนว่าเฉินผิงไม่ได้จงใจพุ่งเป้ามาที่เขาก็ตาม
"ขอโทษครับผู้กำกับ เมื่อกี้ผมยังปรับอารมณ์ได้ไม่ดีพอครับ"
"อย่ามาหาข้ออ้าง เริ่มใหม่อีกรอบ"
หยางหยางถลึงตาใส่ฉีซื่อไปหนึ่งที ก่อนจะส่งสัญญาณให้เริ่มถ่ายใหม่อีกครั้ง
แต่สถานการณ์ก็เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
คราวนี้เวลาผ่านไปเพียงสิบวินาที ผู้กำกับหยางก็สั่งคัตอีกรอบ "ฉีซื่อ ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือไง พูดให้มันเสียงดังหน่อย เริ่มใหม่อีกรอบ..."
จากนั้นก็เริ่มถ่ายใหม่อีกครั้ง
แต่ทำไปทำมา ผู้กำกับหยางกลับสั่งคัตไปเป็นสิบๆ ครั้งแล้ว
"นี่นาย นายชื่ออะไรนะ"
หยางหยางชี้หน้าเลี่ยวเจี๋ยด้วยความโมโห
"ผู้กำกับ ผู้กำกับ ผมผิดไปแล้วครับ ขอแก้อีกรอบ ขอผมแก้อีกรอบรับรองว่าจะทำออกมาให้ดีแน่นอนครับ"
เวลานี้เลี่ยวเจี๋ยแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม
หลังจากที่ได้มายืนอยู่ข้างเฉินผิงในวันนี้ เขาก็สูญเสียความมั่นใจไปจนหมด
และตอนนี้ยังโดนสั่งคัตติดกันเป็นสิบครั้ง สภาพจิตใจของเลี่ยวเจี๋ยจึงพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
"รับรอง รับรองแล้วมันจะมีประโยชน์บ้าอะไรเล่า"
"ฉากง่ายๆ แค่นี้ นายกลับทำให้ฉันต้องสั่งคัตเป็นสิบๆ รอบ"
"ออกไปซะ"
ในกองถ่ายผู้กำกับคือคนที่มีอำนาจมากที่สุด และก็ไม่ค่อยมีผู้กำกับคนไหนที่อารมณ์ดีนักหรอก
ต่อให้หยางหยางจะเป็นผู้กำกับหญิง แต่เธอก็อารมณ์ร้ายใช่เล่น
ฉากง่ายๆ แค่นี้กลับต้องสั่งคัตเป็นสิบๆ รอบ หยางหยางถึงได้โมโหจนแทบกระอักเลือด
"ผู้กำกับ ผู้กำกับ ผมผิดไปแล้วครับ ขออีกรอบเดียว ขออีกรอบเดียว ให้โอกาสสุดท้ายผมอีกสักครั้งเถอะครับ"
เลี่ยวเจี๋ยรู้ตัวว่าตัวเองก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว เขาตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือด
วงการบันเทิงก็โหดร้ายแบบนี้แหละ
เขารู้ดีว่าเมื่อกี้ผู้กำกับเตรียมจะเปลี่ยนตัวเขาออกแล้ว
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
อย่าว่าแต่เลี่ยวเจี๋ยที่เป็นแค่นักแสดงสมทบบทเล็กๆ เลย ต่อให้เป็นถึงระดับตัวเอก บางครั้งก็ยังถูกเปลี่ยนตัวได้
แม้ว่านักแสดงคนอื่นจะรู้สึกเห็นใจ แต่เวลานี้ทุกคนต่างพากันปิดปากเงียบ
ไม่มีนักแสดงคนไหนกล้าไปท้าทายอำนาจของผู้กำกับหรอก
บวกกับการแสดงของเลี่ยวเจี๋ยเมื่อกี้มันแย่มากจริงๆ ต่อให้เขาได้แก้ตัวใหม่อีกรอบ ก็คาดว่าผลลัพธ์คงออกมาใช้ไม่ได้เหมือนเดิม
แต่ในจังหวะนั้นเอง เฉินผิงกลับเอ่ยปากขึ้นมา "ผู้กำกับหยาง ขอโอกาสให้เลี่ยวเจี๋ยอีกสักครั้งได้ไหมครับ"
"เฉินผิงเหรอ"
"เมื่อกี้เลี่ยวเจี๋ยคงมีปัญหาอะไรบางอย่าง ขอเวลาให้เขาปรับอารมณ์สักไม่กี่นาทีก็คงดีขึ้นแล้วครับ"
"นายแน่ใจเหรอ"
"แน่ใจครับ"
"ตกลง ให้เวลาสิบนาที"
ถึงยังไงเธอก็ยอมไว้หน้าเฉินผิง เฉินผิงจึงรีบขอบคุณ
เฉินผิงดึงตัวเลี่ยวเจี๋ยมาหลบมุมด้านหนึ่งแล้วส่งแก้วน้ำให้ "มา ดื่มน้ำสักหน่อยสิ"
"พี่... พี่ผิง พี่ผิง..."
ขณะประคองแก้วน้ำไว้ในมือ ในใจของเลี่ยวเจี๋ยกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปนเปกันไปหมด
ถ้าก่อนหน้านี้สภาพจิตใจของเขาดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่มีทางตกอยู่ในสภาพแบบนี้แน่
เพียงแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกกระวนกระวายใจมากกว่า
แม้ผู้กำกับจะให้เวลาเขาปรับสภาพจิตใจสิบนาที แต่เลี่ยวเจี๋ยเองก็ไม่รู้ว่าหลังจากสิบนาทีนี้แล้ว ตัวเองจะสามารถผ่านไปได้หรือไม่
"อย่าคิดมากไปเลย อันที่จริงนายก็แสดงได้ดีนะ"
ถึงยังไงก็เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกัน
แม้เฉินผิงจะไม่สบอารมณ์กับความหยิ่งยโสของหมอนี่ แต่การที่อีกฝ่ายจะต้องมาตกงานเพราะเขา เฉินผิงก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
เขารู้ดี
สาเหตุที่เลี่ยวเจี๋ยโดนสั่งคัตติดกันเป็นสิบครั้งเมื่อกี้ ก็เพราะได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายของเขานั่นแหละ
ไม่อย่างนั้นเลี่ยวเจี๋ยคงไม่มีทางแสดงออกมาได้แย่ขนาดนี้
"พี่ผิง ขอโทษทีนะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง"
เลี่ยวเจี๋ยไม่กล้าสบตาเฉินผิง
"ไม่ต้องขอโทษหรอก เดี๋ยวพวกเรามาเริ่มกันใหม่อีกรอบ ฉันเชื่อว่านายต้องทำได้"
เฉินผิงเอ่ยปลอบใจเลี่ยวเจี๋ย
ในขณะเดียวกัน เฉินผิงก็พยายามเก็บซ่อนกลิ่นอายของตัวเองลงไปเกินกว่าครึ่ง
"อืม"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรืออาจเป็นเพราะได้รับกำลังใจจากเฉินผิง หลังจากได้พักไปไม่กี่นาที เลี่ยวเจี๋ยก็รู้สึกดีขึ้นมาก
พอหันไปมองเฉินผิงอีกครั้ง เขาก็ไม่มีความรู้สึกไม่กล้าสบตาเหมือนอย่างก่อนหน้านี้แล้ว
"ผู้กำกับหยาง พวกเราพร้อมแล้วครับ"
"ได้"
สิบนาทีต่อมา เฉินผิงกับเลี่ยวเจี๋ยก็กลับเข้าฉากอีกครั้ง
การถ่ายทำครั้งนี้ไม่มีข้อผิดพลาดใดเกิดขึ้น พวกเขาสามารถผ่านฉากนี้ไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากเลิกกองในตอนบ่าย เลี่ยวเจี๋ยก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก