- หน้าแรก
- อยู่บนเขาบู๊ตึ๊ง ปล่อยบอทก็เก่งขึ้นได้
- ตอนที่ 157 ปราณแท้ทะลุเก้าหมื่น ถึงเวลาคิดบัญชีกับพวกแมนจู!
ตอนที่ 157 ปราณแท้ทะลุเก้าหมื่น ถึงเวลาคิดบัญชีกับพวกแมนจู!
ตอนที่ 157 ปราณแท้ทะลุเก้าหมื่น ถึงเวลาคิดบัญชีกับพวกแมนจู!
ตอนที่ 157 ปราณแท้ทะลุเก้าหมื่น ถึงเวลาคิดบัญชีกับพวกแมนจู!
หลิวหยางควบม้าออกจากเส้าหลินไปไกลนับล้านลี้ รวดเดียวโดยไม่หยุดพัก จนกระทั่งถึงเมืองแห่งหนึ่ง เขาก็แวะหาที่พักและตัดสินใจพักผ่อนอยู่ที่นี่สักระยะ
การได้อัดยอดอัจฉริยะของเส้าหลินถึงหน้าประตูบ้าน และแย่งชิงอันดับหนึ่งบนทำเนียบปรมาจารย์มาได้แบบสดๆ ร้อนๆ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับหลิวหยางไม่น้อย
ความตื่นเต้นนั้นทำให้เขารีบเผ่นออกจากเส้าหลินให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทันที
พวกหลวงจีนเส้าหลินน่ะใจแคบจะตาย เรื่องกีดกันยอดอัจฉริยะวิถียุทธ์คนอื่นๆ ล่ะก็ ถนัดนักล่ะ!
การไปขโมยซีนเส้าหลินแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะทำให้พวกเขาระเบิดความโกรธแค้นออกมาขนาดไหน!?
หลิวหยางแอบเดาไปต่างๆ นานา ว่าเรื่องที่เส้าหลินโดนตบหน้าอีกรอบ จะต้องกลายเป็นข่าวเมาท์มอยไปทั่วยุทธภพแน่ๆ
แต่ใครจะไปคิด ว่าข่าวลือเรื่องเส้าหลินยังไม่ทันมา ข่าวลือเรื่องสี่ราชวงศ์ใหญ่กลับมาก่อนซะงั้น
พอได้ฟังข่าว หลิวหยางก็ถึงกับเอ๋อรับประทาน อ้าปากค้างไปเลย!
เพราะเขาคว้าอันดับหนึ่งทั้งสองทำเนียบ พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ก็เลยดูปีศาจเกินไปสินะ!
สี่ราชวงศ์ใหญ่แห่งจงหยวนก็เลยจับมือกัน ไม่เพียงแต่เพิ่มการโจมตีราชวงศ์ต่างเผ่าอย่างหนักหน่วงเท่านั้น แต่ยังเร่งกวาดล้างอาณาจักรและรัฐขนาดเล็กของชนเผ่าต่างๆ รอบนอกอีกด้วย
หลิวหยางคิดจนหัวแทบแตก ก็ยังไม่เข้าใจความเชื่อมโยงของเรื่องนี้เลยสักนิด
อะไรคือการที่เขามีพรสวรรค์ระดับปีศาจเกินไป ก็เลยต้องไปเพิ่มการโจมตีราชวงศ์ต่างเผ่าล่ะ?!
งง!
งงเป็นไก่ตาแตก!
คิดให้ตายก็คิดไม่ออก ว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน?!
ทำไมความเคลื่อนไหวของสี่ราชวงศ์ใหญ่แห่งจงหยวน ถึงต้องมาเกี่ยวกับเขาด้วยล่ะ?!
งงในงง แปลกประหลาดที่สุด!
ซือเฟยเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะอธิบายเหตุผลให้หลิวหยางฟัง
"อะไรนะ? พรสวรรค์วิถียุทธ์ของข้ามันระดับปีศาจเกินไป สี่ราชวงศ์ใหญ่แห่งจงหยวนก็เลยคิดว่าวิถียุทธ์แห่งเสินโจวกำลังจะกลับมารุ่งเรืองงั้นรึ?!"
"สี่ราชวงศ์ใหญ่รู้สึกกังวล? หรือรู้สึกถูกคุกคาม ก็เลยตัดสินใจเร่งกลืนกินสองราชวงศ์ต่างเผ่า เพื่อเพิ่มพูนโชคชะตาแผ่นดินให้แข็งแกร่งขึ้นงั้นรึ?!"
"สรุปก็คือ ที่เสินโจวต้องวุ่นวาย มีแต่ไฟสงคราม..."
"สงครามระหว่างราชวงศ์ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้า ที่มีพรสวรรค์วิถียุทธ์ดีเกินไปงั้นรึ?!"
พอได้รู้เหตุผล หลิวหยางก็ถึงกับเงียบกริบ พูดอะไรไม่ออก เถียงไม่ออกเลยจริงๆ
เหตุผลมันดูแถๆ ไปหน่อย แต่ก็พอมีเค้าความจริงอยู่บ้าง
หลังจากคว้าอันดับหนึ่งทั้งสองทำเนียบมาได้!
เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าผู้คนเริ่มหันมามองเขา!
ดูเหมือนว่าผู้ฝึกยุทธ์ในเสินโจว จะเริ่มตั้งความหวังอะไรแปลกๆ กับเขาซะแล้ว
วิถียุทธ์แห่งเสินโจว เริ่มรวมศูนย์มาที่เขาอย่างเงียบๆ
เหมือนกับพลังปราณโชคชะตา พลังปราณวิถียุทธ์แห่งเสินโจวก็มีความเชื่อมโยงกับเขามากขึ้น จนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว
นี่คือพลังปราณโชคชะตาพิเศษ ที่นอกเหนือจากทำเนียบมังกรซ่อนและทำเนียบปรมาจารย์
รวบรวมพลังปราณวิถียุทธ์แห่งเสินโจวมาไว้มากมายมหาศาล!
พลังปราณวิถียุทธ์เหล่านี้มีประโยชน์มาก มันช่วยเร่งความเร็วในการรวบรวมเจตจำนงกระบี่ของเขาให้เร็วขึ้น
แม้มันจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจไม่ได้
คนมีโชคชะตาของคน ประเทศมีโชคชะตาของประเทศ สรรพสิ่งในโลกล้วนมีโชคชะตาของตัวเอง
ต่างกันตรงที่ บางแห่งพลังปราณโชคชะตาถูกซ่อนเร้น ลึกลับซับซ้อน จนยากจะสังเกตเห็น
แต่ในเสินโจว หลังจากที่ราชวงศ์ต่างๆ ถือกำเนิดขึ้น พลังปราณโชคชะตาก็ปรากฏชัดเจน จนกลายเป็นพลังพิเศษรูปแบบหนึ่งไปแล้ว
เป็นพลังพิเศษที่มีคุณสมบัติของพลังงานบางอย่าง!
แค่คิด หลิวหยางก็ปวดหัวตึบแล้ว เรื่องราวมันชักจะซับซ้อนขึ้นทุกที
ยิ่งเขาแสดงพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ที่เหนือมนุษย์ออกมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนและขุมกำลังต่างๆ มากขึ้นเท่านั้น
เครือข่ายและอิทธิพลที่ซ่อนอยู่ของเขาในตอนนี้ มันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้!
แต่ทว่า...
เขาไม่ได้อยากเป็นผู้นำยุทธภพอะไรนั่นเลยนะ!
ในใจเขา ตำแหน่งผู้นำยุทธภพมันกระจอกเกินไป วิสัยทัศน์คับแคบสุดๆ!
แน่นอนว่า นี่เป็นเพราะภาพจำฝังหัวจากชาติก่อน
ที่ทำให้เขามองว่าผู้นำยุทธภพ ก็เป็นแค่พวกหัวหน้าแก๊งนักเลงในยุทธภพอะไรทำนองนั้น
แต่ในเสินโจว เพราะมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนหลัง อำนาจการต่อรองของยุทธภพจึงเทียบเท่ากับราชวงศ์เลยทีเดียว
การแย่งชิงอำนาจระหว่างราชวงศ์ จะก่อให้เกิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์!
การห้ำหั่นในยุทธภพ จะก่อให้เกิดผู้นำยุทธภพ!
เมื่อผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์และผู้นำยุทธภพร่วมมือกัน นั่นก็หมายถึงการเป็นผู้ปกครองใต้หล้าอย่างแท้จริง
ในแง่หนึ่ง ผู้นำยุทธภพก็มีอำนาจเทียบเท่ากับผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์เลยทีเดียว
แต่หลิวหยางไม่อยากเป็นจริงๆ นะ!
ปวดหัวโว้ย!
ตำแหน่งผู้นำยุทธภพที่เขาไม่อยากเป็นเลยสักนิด กลับมีแรงศรัทธาจากผู้คนคอยผลักดัน ผลักให้เขามุ่งหน้าสู่ตำแหน่งนี้อย่างบ้าคลั่ง แบบหยุดไม่อยู่ซะด้วย
นี่มันน่าหงุดหงิดสุดๆ ไปเลย!
จากนั้นเขาก็ส่ายหัว แล้วเลิกสนใจเรื่องนี้
สิบกว่าปีที่เดินทางท่องทั่วเสินโจว ประลองกระบี่ทั่วหล้า กวาดล้างทำเนียบปรมาจารย์ จนคว้าอันดับหนึ่งทั้งสองทำเนียบมาได้
เป้าหมายหลักในการลงเขาของเขาก็บรรลุผลแล้ว
แม้สิบกว่าปีมานี้ ส่วนใหญ่จะเอาแต่เที่ยวเล่นชมวิว แต่หลิวหยางก็รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
เขาเลยตัดสินใจว่าจะพักผ่อนให้เต็มที่ในเมืองนี้ ซึ่งเขาจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ
ชำระล้างความเหนื่อยล้าให้หมดสิ้น แล้วค่อยมาคิดว่าควรจะทำยังไงต่อไป
เขาหาโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็เข้าพักทันที
ช่วงเวลาหลังจากนั้น หลิวหยางก็เหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตแบบคนขี้เกียจ นอนปล่อยบอทกินบ้านกินเมืองเหมือนแต่ก่อนอีกครั้ง
ตลอดสิบกว่าปีที่ประลองกระบี่ทั่วหล้า แม้เขาจะไม่ได้ฝึกฝนเอง และไม่ได้สู้จริงๆ จังๆ
แต่เพราะต้องคอยพะวงเรื่องอันดับบนทำเนียบปรมาจารย์ตลอดเวลา ทำให้เขาไม่ได้ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ปล่อยบอทนอนกินบ้านกินเมืองอย่างแท้จริงเลย
แต่ตอนนี้ เขาสามารถลืมทุกอย่าง แล้วนอนปล่อยบอทได้อย่างสบายใจแล้ว!
ชีวิตช่างชิลอะไรเบอร์นี้ วันๆ ไม่ต้องทำอะไร เที่ยวเล่นชมวิว ลืมเรื่องวุ่นวายทั้งหมด แล้วนอนปล่อยตัวปล่อยใจให้เวลาค่อยๆ ผ่านไป
หลิวหยางดื่มด่ำกับความรู้สึกนี้ จนแทบไม่อยากจะลุกไปไหน
เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเงียบๆ
เผลอแป๊บเดียว ก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว
วันหนึ่ง หลิวหยางตื่นขึ้นมาจากความฝัน แล้วจู่ๆ ก็ทำหน้าตกใจ
เขามองเข้าไปในจุดตันเถียน ก็พบว่าทะเลปราณแท้ในตันเถียน ทะลุเก้าหมื่นหยดไปแล้ว
เผลอแป๊บเดียว ปราณแท้ของเขาก็ทะลุระดับเก้าหมื่นหยดไปซะแล้ว!
เริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัดของขอบเขตปรมาจารย์แล้ว
หลังจากนี้ เขาก็ต้องมุ่งสู่ขีดจำกัดของขอบเขตปรมาจารย์อย่างแท้จริง ทะลวงขีดจำกัดของตัวเองไปทีละขั้น จนกระทั่งบรรลุขีดจำกัดของขอบเขตปรมาจารย์ที่แท้จริง
"เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ..."
ลองคำนวณเวลาดู หลิวหยางก็ใกล้จะอายุครบแปดสิบปีแล้ว!
ข้ามมิติมาตอนอายุสิบสาม ข้ามมายังโลกแห่งการฝึกยุทธ์ใบนี้ ผ่านมาตั้งเจ็ดสิบสี่ปีแล้วรึเนี่ย!
เจ็ดสิบสี่ปีเชียวนะ!
แค่คิดหลิวหยางก็ขนลุกซู่แล้ว
ถ้าเป็นชาติก่อน ป่านนี้เขาคงกลายเป็นตาแก่หง่อมไปแล้ว
แต่ตอนนี้....
เขามองดูอายุขัยของตัวเอง ที่ยาวนานกว่าพันปี....
เขายังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่เลยนะ!
"นี่คือมุมมองของสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาว หรือเรียกอีกอย่างว่าผู้เป็นอมตะสินะ?!"
หลิวหยางพึมพำกับตัวเอง มุมมองสองแบบที่แตกต่างกัน ดำรงอยู่ร่วมกัน ความรู้สึกนี้มันช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน
น่าทึ่งจริงๆ!
"เหลืออีกสิบสามปีกว่าๆ..."
"ก็จะอายุครบหนึ่งร้อยปีบริบูรณ์แล้ว!"
เรื่องปราณแท้ยังไม่เท่าไหร่ อยู่บนเขาเพราะพลังปราณฟ้าดินมันน้อย ต่อให้ปล่อยบอทฝึกฝนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก มันก็ยังเพิ่มขึ้นช้าอยู่ดี
แต่ถ้ากลับไปที่ภูเขาบู๊ตึ๊งเมื่อไหร่ล่ะก็ พลังปราณจะพุ่งพรวดพราด สูบพลังปราณฟ้าดินเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานก็คงฝึกปราณแท้จนถึงขีดจำกัดได้
แต่เจตจำนงกระบี่นี่สิ....
ทำเอาหลิวหยางถึงกับปวดหัว สิบกว่าปีมานี้ ปล่อยบอทตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่หยุดพัก ทำเอาเจ้าระบบมินิเกมออโต้ทำงานหนักจนหน้าเขียว
แถมสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เขายังต้องคอย "ประลอง" กับยอดอัจฉริยะวิถียุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อย่อยสลายความเข้าใจในวิถีกระบี่ที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนปล่อยบอทฝึกฝนมา
แต่กลับทำให้สภาวะกระบี่เปลี่ยนเป็นเจตจำนงกระบี่ได้ไม่ถึงครึ่งเลย....
หลิวหยางมองดู "กระบี่" ในมือของวิญญาณ ภายในเทวาลัยแห่งจุดจู่เฉียว มีสภาวะกระบี่ไม่ถึงครึ่งที่เปลี่ยนเป็นเจตจำนงกระบี่
ทำเอาหลิวหยางถึงกับปวดหัวตึบ!
แม้เขาจะรู้ดี ว่า "เจตจำนงกระบี่" ของเขานั้น แท้จริงแล้วก็คือเจตจำนงแห่งฟ้าดิน
เมื่อมันเปลี่ยนสภาพอย่างสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่จะสามารถดึงพลังจากเจตจำนงแห่งฟ้าดินมาใช้ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมสภาวะแห่งฟ้าดินได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย
แถมยังสามารถนำพลังทั้งสองมาหลอมรวมกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้อีกด้วย!
เหมือนกับภูเขาที่มีสภาวะแห่งขุนเขา และยังมีวิญญาณแห่งขุนเขาอีกด้วย!
ภูเขาที่มีวิญญาณ จะมีพลังน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนล่ะ!?
นี่คือการทำให้มัน "มีชีวิต" ขึ้นมาอย่างแท้จริง
เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่แท้จริง!
ส่วน "เจตจำนงวิถียุทธ์" อะไรนั่นที่พวกมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ฝึกฝนกัน หลิวหยางไม่เห็นจะสนใจเลย!
ถ้าไม่สามารถบรรลุเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริง เพื่อนำไปใช้ในการทะลวงผ่านระดับมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ได้ ทะลวงผ่านไปแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร!?
มันไม่ทำให้พลังฝีมือของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพเลยสักนิด!
อย่างมากก็แค่เอาปราณแท้ไปควบแน่นเป็นแก่นทองคำวิถียุทธ์เท่านั้นเอง
ก็แค่ทำให้ปราณแท้มีพลังมากขึ้นเท่านั้นแหละ!
แล้วพลังของปราณแท้ จะเอาไปเทียบกับสภาวะแห่งฟ้าดินได้ยังไง?!
ถ้าให้สู้กันจริงๆ การโจมตีสุดกำลังของมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ ยังเทียบอานุภาพกระบี่เดียวของเขาไม่ได้เลย!
แม้แต่เจตจำนงวิถียุทธ์ที่เคยทำให้หลิวหยางรู้สึกยุ่งยากและปวดหัวมาก่อน ตอนนี้เขาก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว
เพราะเขามี "เจตจำนงวิถียุทธ์" ของตัวเองแล้ว
และก็ไม่ค่อยกลัวพวกเจตจำนงวิถียุทธ์ของมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ ที่จะมาทำร้ายจิตวิญญาณอีกต่อไป
ไอ้ของแบบนี้ ตอนที่ยังไม่มี การจะรับมือมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และทำให้คนรู้สึกหวาดระแวง
แต่พอมีแล้ว กลับรู้สึกว่ามันก็แค่ของธรรมดาๆ ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย
เมื่อเทียบกับพลังแห่งฟ้าดินที่แท้จริง อย่างสภาวะแห่งฟ้าดิน และเจตจำนงแห่งฟ้าดินแล้ว มันยังห่างชั้นกันอีกไกล!
"ถ้ามัวแต่รอ..."
"แม้จะมีพลังปราณโชคชะตาจากการเป็นอันดับหนึ่งทั้งสองทำเนียบช่วยหนุน แต่ก็คงยากที่จะทำให้สภาวะกระบี่เปลี่ยนสภาพอย่างสมบูรณ์ และรวบรวมเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริงออกมาได้ ก่อนอายุครบหนึ่งร้อยปี..."
หลิวหยางกระชับกระบี่เจินหยางในมือ พึมพำกับตัวเอง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้จะไม่มีใครบังคับ ให้เขาต้องบรรลุระดับมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ก่อนอายุร้อยปี
แต่นี่คือเป้าหมายเล็กๆ ที่เขาตั้งไว้กับตัวเอง
เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ต้องทำให้สำเร็จสิ
นี่ก็ถือเป็นการขัดเกลาจิตใจอย่างหนึ่งเหมือนกัน!
ถ้าทำไม่สำเร็จ มันก็คงจะบั่นทอนความตั้งใจบนเส้นทางวิถียุทธ์ของเขาอยู่บ้าง
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีแต่ต้องใช้วิธีเข่นฆ่า เพื่อเร่งการเปลี่ยนสภาพของสภาวะกระบี่แล้วล่ะ!"
"ต้องรีบรวบรวมเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริงออกมาให้ได้โดยเร็วที่สุด!"
กระบี่เจินหยางสั่นเบาๆ ตัวกระบี่สั่นไหว ส่งเสียงร้องคำราม ราวกับกระหายอยากจะออกจากฝักไปดื่มเลือดเต็มแก่
หลิวหยางมองแวบเดียว ก็รู้แล้วว่า ไม่ใช่กระบี่เจินหยางมีชีวิตขึ้นมาหรอก
แต่เป็นเพราะพลังกาย พลังปราณ และพลังวิญญาณของเขา เชื่อมโยงกับกระบี่เจินหยางอยู่ตลอดเวลาต่างหาก ที่กระบี่เจินหยางตื่นเต้น ก็เพราะเขา หลิวหยาง กำลังตื่นเต้นอยู่นั่นเอง
กระหายการต่อสู้ กระหายการเข่นฆ่า!
"งั้นก็ไปฆ่ากันเลย!"
เมื่อรับรู้ถึงความกระหายในใจของตัวเอง หลิวหยางก็ตัดสินใจทันที
ถ้าไม่ได้ไปอาละวาดสักตั้ง เขาก็คงจะอึดอัดใจ และไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้
แม้จะเดินทางท่องทั่วเสินโจวมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ลึกๆ ในใจ เขาก็ยังคงจดจำเรื่องที่ราชวงศ์ต้าชิงของพวกแมนจู ส่งคนมาลอบสังหารเขาอยู่เสมอ!
ความแค้นนี้ยังไม่ได้ชำระ พวกแมนจูยังไม่ได้ตาย...
แล้วเขาจะสงบใจได้ยังไง?!
"ถือโอกาสใช้เลือดพวกแมนจู อาบชโลมกระบี่ เพื่อรวบรวมเจตจำนงกระบี่ซะเลย!"
"บัญชีแค้นของพวกแมนจู จะได้สะสางรวดเดียวไปเลย!"
"ไปทวงดอกเบี้ยคืนก่อนก็แล้วกัน!"
หลิวหยางตัดสินใจแน่วแน่!
ปราณแท้เก้าหมื่นหยด สภาวะกระบี่เกือบครึ่งเปลี่ยนเป็นเจตจำนงกระบี่
ไร้เทียมทานในขอบเขตปรมาจารย์!
ห่างจากขอบเขตมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ เพียงแค่การรวบรวมเจตจำนงกระบี่ให้สำเร็จเท่านั้น!
นี่ก็ถือว่าใกล้เข้ามามากแล้ว!
ถือโอกาสจัดการธุระปะปังนอกเขาให้เสร็จสรรพไปเลยทีเดียว!
เมื่อถึงเวลานั้น รวบรวมเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริงออกมาได้แล้ว ก็จะได้กลับไปเก็บตัวฝึกตนที่ภูเขาบู๊ตึ๊ง เพื่อควบแน่นแก่นทองคำวิถียุทธ์ และทะลวงผ่านสู่ขอบเขตมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์เสียที!
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวหยางก็กระชับกระบี่เจินหยางในมือ แล้วก้าวออกจากห้อง..
เจตจำนงกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ทำเอาซือเฟยเซวียนถึงกับต้องหันมามอง
การได้อยู่เคียงข้างหลิวหยางมานานขนาดนี้ ทำให้ซือเฟยเซวียนคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดี การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาของนางไปได้
นางไม่ได้ถามถึงสาเหตุ แต่เอ่ยถามตรงๆ ว่า: "วันนี้ศิษย์พี่มีเจตจำนงกระบี่พวยพุ่ง คงอยากจะชักกระบี่เทพออกจากฝักแล้วสินะ..."
"ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ จะไปฆ่าใครรึ?!"
หลิวหยางได้ยินดังนั้น ก็อดหัวเราะไม่ได้
นางฟ้าซือเฟยเซวียนผู้นี้ ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ
อยู่ด้วยกันสองคน ก็กลายเป็น "ผีเน่ากับโลงผุ" ไปซะแล้ว!
มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย: "ไปรัฐเหลียว ไปฆ่าพวกแมนจู ไปทวงดอกเบี้ยคืนหน่อย!"
การไปฆ่าพวกแมนจูในครั้งนี้ อย่างมากก็แค่เอาพวกแมนจูมาเป็นเป้าซ้อมกระบี่ เพื่อฝึกฝนเจตจำนงกระบี่เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการชำระแค้นหรอก
อย่างมากก็แค่ไปทวงดอกเบี้ยคืนเท่านั้นเอง!
สำหรับหลิวหยาง การชำระแค้นพวกแมนจูที่แท้จริง ก็คือการทำลายล้างราชวงศ์ต้าชิงให้สิ้นซากต่างหาก!
และเขาต้องเป็นคนลงมือทำลายล้างราชวงศ์นี้ด้วยตัวเอง เพื่อส่งพวกมันไปลงนรก!
"ไปรัฐเหลียว ไปฆ่าพวกแมนจูรึ?!"
ซือเฟยเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในมุมมองของนาง แม้ครั้งที่แล้วพวกแมนจูจะส่งคนมาลอบสังหารหลิวหยาง แต่โดยรวมแล้ว ก็เหมือนพวกมันดั้นด้นเดินทางมาไกลเพื่อเอาชีวิตมาทิ้งให้เขาซะมากกว่า
แถมไม่เพียงแต่จะไม่สามารถทำอันตรายหลิวหยางได้ แต่กลับทำให้หลิวหยางสามารถบรรลุสภาวะกระบี่ขั้นสมบูรณ์ และควบคุมสภาวะแห่งฟ้าดินได้อีกต่างหาก
หลิวหยางได้เปรียบเห็นๆ!
แม้จะมีความแค้นต่อกัน แต่ก็ไม่น่าจะแค้นฝังหุ่นขนาดนั้นมั้ง!?
แต่ดูจากท่าทางในตอนนี้แล้ว หลิวหยางคงจะผูกใจเจ็บกับพวกแมนจูพวกนี้มาก ความแค้นคงจะลึกล้ำเหนือจินตนาการ
ดูท่าจะแค้นพอๆ กับพวกโจรสลัดวอโค่วเลยล่ะมั้ง
จากนั้นนางก็นึกถึงตอนที่หลิวหยางฆ่าพวกโจรสลัดวอโค่ว ด้วยท่าทีราวกับ "คนบ้า"
ซือเฟยเซวียนก็เงียบไป
นางจดจำพวกแมนจูเอาไว้ในใจอย่างลึกซึ้ง!
ในเมื่อศิษย์พี่เกลียดชังราชวงศ์ต้าชิงมากขนาดนี้ ก็ต้องจดเอาไว้ วันหน้าจะได้มาคิดบัญชีทีหลัง!
อืม วันหน้าเวลาศิษย์พี่เบื่อๆ จะได้เตือนสติศิษย์พี่ ว่าถ้าว่างมากนัก ก็ไปหาเรื่องราชวงศ์ต้าชิง ไปฆ่ามหาปรมาจารย์ของพวกแมนจูสักสองสามคน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไง!
พอคิดได้ดังนี้ ซือเฟยเซวียนก็ยิ้มออกมา และจำพวกแมนจูฝังใจไปเลย
การฆ่าพวกแมนจู ทำให้ศิษย์พี่มีความสุขได้
เรื่องนี้สำคัญมาก ต้องจำให้ขึ้นใจ!
จากนั้นนางก็ยิ้มแย้มแจ่มใส พยักหน้ารัวๆ และปรบมือพูดว่า: "ไปรัฐเหลียว ไปฆ่าพวกแมนจูเหรอ? ดีเลยๆ ศิษย์พี่ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ!"
หลิวหยางมองดูท่าทีของนางฟ้าซือเฟยเซวียนแล้ว ก็ได้แต่เงียบกริบ
ซือเฟยเซวียนผู้นี้ ชักจะไม่เหมือนนางฟ้าเข้าไปทุกทีแล้ว....
เฮ้อ นึกถึงตอนที่เจอกับนางฟ้าซือเฟยเซวียนครั้งแรก ในงานล้างมือในอ่างทองคำของหลิวเจิ้งเฟิง ที่เมืองเหิงซาน ภาพลักษณ์ที่สร้างความตกตะลึงให้กับชาวยุทธภพทุกคนในงาน ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของหลิวหยางอย่างลึกซึ้ง
แต่พอลองเอามาเปรียบเทียบกับตอนนี้แล้ว แทบจะกลายเป็นคนละคนไปเลย!
น่าเจ็บใจนัก!
เจ้าคือ "นางฟ้า" ผู้สูงส่ง เย็นชา และไม่กินของโลกีย์นะ!
ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะไม่เหลือคราบนางฟ้าแล้ว แต่ยังมาทำตัว "ผีเน่ากับโลงผุ" กับเขา หลิวหยาง อีก
ทำเอาหลิวหยางรู้สึกเจ็บปวดใจจริงๆ!
แค่คิดว่าในอนาคต ชาวยุทธภพในเสินโจว จะวิจารณ์พวกเขาสองคนยังไง
แต่รับรองได้เลย ว่าชื่อเสียงคงไม่ดีไปกว่า "คู่มารพิฆาต" หรอกมั้ง....
น่าเจ็บใจจริงๆ เขาอยากจะเป็น "คู่รักเซียน" ต่างหากล่ะ!
อย่างน้อยก็ต้องกระบี่คู่ผสานใจสิ!?
เฮ้อ การใช้ชีวิตในยุทธภพนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ อยู่ไปอยู่มา ชื่อเสียงก็ป่นปี้หมด..
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน หลิวหยางก็เกิดความหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาจึงรีบขึ้นขี่ม้ามังกรแห่งบู๊ตึ๊ง แล้วควบตะบึงมุ่งหน้าไปยังรัฐเหลียวทันที
ทนไม่ไหวแล้ว ต้องไปฆ่าพวกแมนจูสักสองสามคนเพื่อระบายอารมณ์ก่อน!
หลิวหยางที่พาซือเฟยเซวียนและศิษย์หญิงหน้าตาสะสวยจากเรือนเมตตาธรรมเรือนโพธิสัตว์อีกหลายสิบคน เดินทางไปด้วยกันนั้น ช่างเป็นจุดสนใจอย่างยิ่ง และกลายเป็น "สัญลักษณ์" ที่ชาวยุทธภพในเสินโจวรู้จักกันดีไปแล้ว
เมื่อดูจากเส้นทางที่พวกเขาเดินทางไป....
ทุกๆ ที่ที่ผ่านไป ผู้ฝึกยุทธ์ชาวเสินโจวนับไม่ถ้วนต่างก็ตื่นเต้นและส่งเสียงเชียร์
"นั่นรัฐเหลียว จอมยุทธ์น้อยหลิวพานางฟ้าซือเฟยเซวียนไปรัฐเหลียวแล้ว!"
"รัฐเหลียวเหรอ? นั่นมันแนวหน้าของสงครามระหว่างราชวงศ์นี่นา? จอมยุทธ์น้อยหลิวพานางฟ้าไปรัฐเหลียวเพื่อฆ่าพวกแมนจูงั้นรึ?!"
"ซี๊ดดด จอมยุทธ์น้อยหลิวก็แปลกคน ชอบพานางฟ้าซือเฟยเซวียนไปในที่ที่เลือดสาดแบบนั้นอยู่เรื่อยเลย ครั้งที่แล้วก็ไปฆ่าพวกโจรสลัดวอโค่ว คราวนี้ก็ไปฆ่าพวกแมนจู ทำแบบนี้มันจะดีเหรอ?!"
"มีอะไรดีไม่ดีล่ะ? นางฟ้าซือเฟยเซวียนเป็นถึงผู้สืบทอดเรือนเมตตาธรรมเรือนโพธิสัตว์นะ นางไม่ใช่นางฟ้าบอบบางสักหน่อย! กลับกัน การเข่นฆ่า ดูเหมือนจะเหมาะกับนางฟ้าผู้นี้มากกว่าซะอีก!"
"การสนับสนุนมังกรแท้แห่งลิขิตสวรรค์ จะขาดการเข่นฆ่าไปได้ยังไง? นางคือผู้สืบทอดที่แท้จริงต่างหากล่ะ!"
"นั่นสิเนอะ!"
"จอมยุทธ์น้อยหลิวเดินทางไปรัฐเหลียวเพื่อฆ่าพวกแมนจูแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ชาวต้าหมิงอย่างพวกเรา จะยอมน้อยหน้าได้ยังไง? ใครจะไปรัฐเหลียวกับข้าบ้าง เพื่อติดตามจอมยุทธ์น้อยหลิว?!"
"ไปด้วย ไปด้วย ไปฆ่าพวกแมนจู!"
"ไปรัฐเหลียว ไปฆ่าพวกแมนจู!"
การเดินทางของหลิวหยาง สร้างความฮือฮาให้กับผู้ฝึกยุทธ์ในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่อาณาเขตของราชวงศ์ต้าหมิง ก็ยิ่งทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ชาวต้าหมิงแห่กันติดตามเขาไปอย่างล้นหลาม
แต่ละคนต่างร้องตะโกนว่า "ไปรัฐเหลียว ไปฆ่าพวกแมนจู"!
และข่าวนี้ ก็แพร่สะพัดไปยังแนวหน้ารัฐเหลียวอย่างรวดเร็ว
"อะไรนะ? จอมยุทธ์น้อยหลิวจะมาที่รัฐเหลียวของเรา เพื่อร่วมฆ่าพวกแมนจูกับเรางั้นรึ?!"
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็สร้างความฮือฮาไปทั่วแนวหน้ารัฐเหลียว ทำให้ทหารและผู้ฝึกยุทธ์ชาวต้าหมิงนับไม่ถ้วนที่อยู่แนวหน้า มีขวัญกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที บรรยากาศเดือดพล่านสุดๆ!```