เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 470 ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์

ตอนที่ 470 ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์

ตอนที่ 470 ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์


ตอนที่ 470 ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

สองวันต่อมา ณ ห้องพักแห่งหนึ่งในโรงเตี๊ยมเมฆาภายในเมืองมณฑลจิง

ลู่โจวในตอนนี้กำลังมองออกไปในอกหน้าต่าง ตัวเขาได้แต่ลูบเคราของตัวเองตามสัญชาตญาณ ในตอนนี้ลู่โจวกำลังใช้ความคิดอย่างลึกล้ำ ในตอนที่เอามือจับไปที่เคราลู่โจวก็พบว่าเคราของตัวเองสั้นกว่าที่เคยเป็นมา ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่คุ้นเคยกับรูปลักษณ์ใหม่ของตัวเอง

ลู่โจวมาถึงเมืองเมื่อวันก่อน ตัวเขารู้สึกประหลาดใจที่สำนักอเวจียังไม่ขยายดินแดนมายังเมืองแห่งนี้ ประชาชนชาวเมืองทั้งหลายดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร

สำนักอเวจีไม่ใช่พวกโง่เขลา แต่เริ่มเดิมทีพวกเขาก็สัญญาเอาไว้ว่าจะไม่แตะต้องชาวเมืองทั่วไป เป้าหมายดั้งเดิมของพวกเขาก็คือการครองโลก ชาวเมืองคนธรรมดาทั้งหลายต่างก็เป็นรากเหง้าของทุกๆ สิ่ง พวกเขาไม่ใช่ศัตรู ฝ่ายศัตรูมีเพียงเหล่าราชวงศ์และผู้ที่เป็นจักรพรรดิแห่งดินแดนหยานอันยิ่งใหญ่เท่านั้น

มณฑลจิงเป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ใกล้กับใจกลางของดินแดนหยานอันยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่สถานที่ที่อยู่ห่างไกลเหมือนกับในมณฑลเหลียง

น่าเสียดาย แม้แต่มณฑลเหลียงลู่โจวก็ไม่มีโอกาสจะพบกับยู่เฉิงไห่

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

ในขณะที่คิดทบทวนอยู่ในตอนนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น

“ใครกัน?” ลู่โจวหันกลับมามองประตูช้าๆ บางทีตัวเขาอาจจะคุ้นชินกับชายชราผู้แปลกประหลาดอย่างจีเทียนเด๋าไปแล้ว แต่ในตอนนี้ตัวเขาอยู่ในรูปร่างใหม่ เป็นคนๆ ใหม่ เพราะแบบนั้นลู่โจวจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเคร่งครัดให้มากนัก “เข้ามาสิ”

เสี่ยวเอ้อเป็นผู้ที่เข้ามาหลังจากเคาะประตู “นายท่าน ข้ามีข้อมูลที่นายท่านได้ถามเอาไว้มาบอก แม่ทัพใหญ่ผู้ปกป้องเมืองมณฑลจิงเป็นหนึ่งในแปดแม่ทัพใหญ่ของเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ แม่ทัพคนนั้นมีชื่อว่าแม่ทัพเหวินชู ชายผู้เป็นยอดฝีมือของชาวขงจื๊อ เขตแดนที่เมืองมณฑลจิงมีก็ถูกสร้างมาจากหลักของลัทธิขงจื๊อด้วยเช่นกัน”

“ตอนนี้สำนักอเวจีเป็นยังไงบ้าง?”

“นายท่านไม่ต้องกังวลไป แม้ว่าเจ้าสำนักอเวจีจะบุกมายังที่แห่งนี้ด้วยตัวเองก็ตาม แต่เขาก็คงไม่อาจทำอะไรได้แน่ เมืองแห่งนี้ปลอดภัยพอๆ กับเมืองที่ถูกปกป้องด้วยกำแพงเหล็กกล้า”

“เจ้ามั่นใจในความปลอดภัยของเมืองแห่งนี้ขนาดนั้นเชียวเหรอ?”

“ข้าน้อยไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น ทุกคนเองต่างก็คิดเช่นกัน ชาวเมืองมณฑลจิงไม่เคยที่จะได้รับความเดือดร้อนเลย” เสี่ยวเอ้อตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม “นายท่าน...ในเมื่อนายท่านถามถึงเรื่องนี้ แสดงว่าท่านคงจะเป็น...” เสี่ยวเอ้อต้องการจะพูดคำว่า ‘สายลับ’ ออกมา แต่เสี่ยวเอ้อคนนั้นก็ห้ามใจเอาไว้ได้ทัน “ข้าไม่รบกวนนายท่านแล้ว ข้าน้อยขอตัว” เสี่ยวเอ้อรีบถอยออกจากห้องด้วยความตื่นตกใจ

ลู่โจวหันไปทางหน้าต่าง ตามที่คาดไว้สำนักอเวจีที่ไม่มีสีวู่หยาอ่อนแอลงกว่าเดิมมาก แม้แต่เมืองของมณฑลจิงก็ยังไม่อาจที่จะพิชิตได้

...

ในยามพลบค่ำ ณ สำนักอเวจีแห่งหนึ่ง

ยู่เฉิงไห่ในตอนนี้กำลังฝึกฝนขณะที่หลับตา มันเป็นการฝึกฝนในขณะที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ในตอนที่พลังลมปราณโคจรอยู่ที่ด้านหน้ายู่เฉิงไห่มากพอ ในตอนนั้นตัวเขาก็ได้พลิกฝ่ามือ กระบี่นิลโลหิตได้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน มันอยู่บนเหนือฝ่ามือของยู่เฉิงไห่ ในตอนนี้หน้าผากของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ดวงตาของเขาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ยู่เฉิงไห่ใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อออกจากหน้าผากก่อนที่จะพึมพำออกมา “ท่านอาจารย์ อย่าทำข้าเลย...นี่มัน...นี่มันความฝันอย่างงั้นสินะ...”

ในตอนนั้นเองฮั๊วจงหยางก็ได้เดินเข้ามา “ท่านเจ้าสำนัก”

“มีอะไรกัน?”

“ท่านสีวู่หยาเดินทางกลับมาแล้ว!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นยู่เฉิงไห่ก็ลุกขึ้นยืนในทันที ที่ดวงตาของเขาเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง “เขาอยู่ไหนกัน? รีบพาเขามาซะ!”

ไม่ทันที่เสียงของยู่เฉิงไห่จะจางหายไป ในตอนนั้นเองสีวู่หยาก็ได้เดินเข้ามา สีวู่หยาในตอนนี้สวมชุดคลุมยาว ที่มือของเขากำลังถือพัดขนนกยูงเอาไว้ สีหน้าของเขาดูสงบเยือกเย็น มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ดูมีชีวิตชีวา หลังจากที่เดินมากลางห้องโถงสีวู่หยาก็ได้คารวะให้กับยู่เฉิงไห่ “พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ ศิษย์พี่ใหญ่”

ยู่เฉิงไห่รีบลงบันไดด้วยความตื่นเต้น ตัวเขารีบเดินไปหาสีวู่หยาโดยที่ไม่พูดอะไร ความเหนื่อยล้าที่เคยกวนใจเขาบัดนี้ได้หายไปอย่างสมบูรณ์ “ศิษย์น้อง...เจ้ารู้ไหมว่าข้าคิดถึงเจ้ามากแค่ไหน!”

“...”

ท่าทีของยู่เฉิงไห่ได้บ่งบอกทุกอย่างมาอย่างชัดเจน

ฮั๊วจงหยางที่เป็นคนสนิทของยู่เฉิงไห่คุ้นเคยกับคำพูดเหล่านี้ดี ไม่ว่าจะเป็น ‘มันจะดีกว่านี้ถ้าหากศิษย์น้องเจ็ดอยู่’ , ‘ถ้าหากศิษย์น้องยังอยู๋ที่นี่เรื่องทุกอย่างจะออกมาดีแน่’

สุดยอดผู้พิทักษ์ทั้งสี่ได้ยินคำพูดเหล่านี้จนหลอกหลอน เพราะแบบนั้นยู่เฉิงไห่จะไม่ดีใจกับการกลับมาของสีวู่หยาได้อย่างไรกัน?

สีวู่หยาพยายามถอยห่างจากยู่เฉิงไห่ก่อนที่จะพูดต่อ “อย่าเพิ่งดีใจไปศิษย์พี่ใหญ่”

“หืม?”

“ท่านอาจารย์ส่งข้ามาที่นี่”

เมื่อได้ยินแบบนั้นยู่เฉิงไห่ก็ถอยหลังตามสัญชาตญาณ ตัวเขารีบขมวดคิ้ว “ท่านอาจารย์อย่างงั้นเหรอ?”

“ท่านอาจารย์ฝึกฝนจนมีพลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบแล้ว”

“...” ยู่เฉิงไห่โบกมือก่อนที่จะพูดต่อ “ถ้าหากเจ้าคิดจะเกลี้ยกล่อมข้า เจ้าก็อย่าเสียเวลาเปล่าเลย!”

“ข้าไม่ได้มาเพื่อเกลี้ยกล่อมท่าน”

“แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไมกัน?” น้ำเสียงของยู่เฉิงไห่ฟังดูเคร่งเครียดมากขึ้น “ท่านอาจารย์แก่มากแล้ว เจ้าเองก็แก่ตามแล้วอย่างงั้นสินะ? คนที่ข้าต้องการจะต่อสู้คือเหล่าราชวงศ์ของดินแดนหยาน ข้าไม่เคยเลยที่จะติดต่อสู้กับศาลาปีศาจลอยฟ้า!”

“ข้ารู้ดี” สีวู่หยาตอบออกมาอย่างใจเย็น

“แล้วทำไมเจ้าถึงได้ช่วยท่านอาจารย์กัน?”

ห้องโถงใหญ่เงียบสงบราวกับสุสาน

สีวู่หยาจ้องไปที่ยู่เฉิงไห่อย่างสงบ ตัวเขากำลังรอความโกรธให้ยู่เฉิงไห่ลดลงอยู่

เป็นไปตามที่สีวู่าหยาคาดการณ์ไว้ หลังจากนั้นไม่นานยู่เฉิงไห่ก็เริ่มสงบสติอารมณ์ได้

ในที่สุดสีวู่หยาก็พูดออกมา “ท่านอาจารย์ไม่ได้แก่มากเหมือนกับที่พวกเราครด”

ในตอนนั้นเองสีหน้าอันสับสนก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยู่เฉิงไห่

สีวู่หยาพูดต่อ “บางทีพวกเราทั้งคู่ต่างก็คิดผิด” สีวู่หยาพูดต่อ “ท่านอาจารย์สั่งให้ข้ามาที่นี่ก็เพื่อที่จะพาศิษย์พี่กลับศาลาปีศาจลอยฟ้า! แต่ถึงแบบนั้นท่านอาจารย์ก็รู้ดี...พลังของข้าไม่อาจที่จะพาท่านกลับไปได้แน่ เขายังรู้ดีอีกว่าท่านจะต้องปฏิเสธทุกอย่าง แล้วศิษย์พี่รู้ไหมทำไมท่านอาจารย์ถึงได้ส่งข้ามา?”

“ท่านอาจารย์ต้องการที่จะต่อสู้กับเหล่าราชวงศ์เหมือนกับข้าอย่างงั้นเหรอ?

สีวู่หยาไม่ได้ตอบตรงๆ “ท่านอาจารย์ให้ข้าเลือก...และข้าเองก็ได้เลือกไปนานแล้ว

ยู่เฉิงไห่ตกตะลึง ตัวเขาไม่เข้าใจสีวู่หยา

สีวู่หยาส่ายหัวก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องพูด “ทำไมศิษย์พี่ถึงยังไม่แยกดอกบัวทองคำเพื่อที่จะฝึกฝนตัวเองให้มีพลังอวตารดอกบัวเก้ากลีบล่ะ?”

ยู่เฉิงไห่ตอบกลับมาอย่างไม่พอใจ “การแยกดอกบัวทองคำจะทำให้ข้าต้องฝึกฝนใหม่ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ข้าตั้งใจทำก็คือการยึดครองโลก ในตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะทำแบบนั้น ช่วงเวลาที่ทุกคนแยกดอกบัวทองคำถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว!”

สีวู่หยาพยักหน้า “ถ้าหากเป็นแบบนั้น...ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

เมื่อได้ยินแบบนั้น ยู่เฉิงไห่ก็คิดอะไรขึ้นมาได้ “ฮั๊วจงหยางรีบเอาแผนที่มาเร็วเข้า!”

“ครับ ท่านเจ้าสำนัก!”

หลังจากนั้นไม่นานฮั๊วจงหยางก็ได้นำแผนที่มา มันเป็นแผนที่ของเมืองมณฑลจิง ยู่เฉิงไห่ต้องการที่จะบอกเล่าแผนการทั้งหมดให้กับสีวู่หยาได้ฟัง

ยู่เฉิงไห่ชี้ไปรอบๆ เมืองมณฑลจิง “ผู้ที่ปกป้องเมืองมณฑลจิงในตอนนี้คือแม่ทัพเหวินซู เขาเป็นหนึ่งในแปดแม่ทัพของเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ ชายคนนี้เป็นผู้ที่มาจากลัทธิขงจื๊อ ชายคนนี้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของเขตแดน เพราะแบบนั้นมันข้าเลยต้องปวดหัวอยู่เป็นเวลานาน...”

ที่ด้านข้าง ฮั๊วจงหยางได้คารวะก่อนจะพูดขึ้น “ถ้าไม่ใช่เพราะเขตแดนพลัง เจ้าสำนักของพวกเราก็คงจะจัดการกับเหวินซูได้ด้วยตัวเองไปแล้ว ตอนนี้พวกเราก็คงจะบุกยึดเมืองมณฑลจิงได้นานแล้ว”

“ศิษย์น้องผู้หลักแหลม...แล้วเจ้ามีแผนการอะไรดีๆ ไหม? มีคนของเจ้าแฝงตัวอยู่กับเหวินซูบ้างรึเปล่า?” ยู่เฉิงไห่มองไปที่สีวู่หยาอย่างคาดหวัง มันเป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

สีวู่หยาที่ถูกจับจ้องอย่างตั้งใจทำตัวไม่ถูก ตัวเขาไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่เลย “แม่ทัพใหญ่ทั้งแปดเป็นทหารมานาน การที่จะแทรกซึมไปหาหาเขาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้เรายังเคยใช้วิธีแบบนี้กับมณฑลเหลียงมาก่อน ดังนั้นพวกเราคงจะใช้วิธีนี้ไม่ได้แน่”

ยู่เฉิงไห่ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง

สีวู่หยาได้พูดต่อ “แต่...ข้าพอจะมีทางอื่นอยู่อีก”

“ศิษย์น้องผู้หลักแหลม...บอกข้าเร็วเข้า!” ยู่เฉิงไห่ยังคงเรียกสีวู่หยาด้วยคำว่า ‘ศิษย์น้องผู้หลักแหลม’ ยู่เฉิงไห่ในตอนนี้ไม่ได้สนใจอะไรอีกต่อไป

“มณฑลจิงเป็นมณฑลที่มีภูมิศาสตร์เป็นพิษ มันเป็นสถานที่ที่ถูกล้อมไปด้วยสัตว์ร้าย...มีหุบเขาและป่าไม้มากมายล้อมรอบไว้ พวกเราสามารถใช้สัตว์ร้ายพวกนั้นจัดการกับเขตแดนพลังได้”

ยู่เฉิงไห่ขมวดคิ้ว “ข้าไม่ใช่ราชาแห่งสัตว์ร้าย พวกเราจะไปสั่งการพวกมันได้ยังไงกัน?”

สีวู่หยาพูดต่อ “ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ...ในสามวันต่อจากนี้ที่ทางเหนือมณฑลจิงจะมีการบูชายัญบนแท่นบูชาสวรรค์”

“บูชายัญ?”

“การบูชายัญเป็นการสละชีวิตของใครบางคนให้กับสวรรค์อย่างไร้เหตุผลก็เท่านั้น...สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ที่ถูกสังเวยเป็นผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ พรสวรรค์ที่จะพูดคุยภาษาของเหล่าสัตว์ร้ายได้ ผู้ที่ถูกสังเวยเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการสื่อสารกับสัตว์ร้ายไงล่ะ ศิษย์พี่”

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 470 ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว